Cognitive Dissonance | ปอกเปลือกพฤติกรรมหัวร้อนน่ารังเกียจจากอคติเอนเอียงทางการเมือง

Side Effects
22 Feb 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

เขียนคอมเมนต์แบบด่าเสียเทเสีย แต่งกลอนหลอกด่าคนเห็นต่าง แชร์ข้อมูลที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เสพข่าวเฉพาะฝ่าย เข้าข้างนักการเมืองที่เชียร์ สนับสนุนพรรคที่ตนชื่นชอบ และพยายามทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งสร้างข้อมูลเท็จและบิดเบือนความจริง เพื่อโจมตีหรือดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามโดยเอาความสะใจเป็นที่ตั้ง ทำไมคนเราถึงยึดมั่นในความเชื่อทางการเมืองของตนจนกล้าแสดงพฤติกรรมเกรี้ยวกราดเข้าข่ายน่ารังเกียจเหล่านี้ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา

     น่าตกใจ! หลายคนเชียร์ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขามาจากระบบสกปรก หลายคนเชียร์ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาจะโกงกินชาติจากภาษีประชาชนต่อไป หลายคนเชียร์ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาลุแก่อำนาจและใช้มันจนมือเติบ และหลายคนยอมจำนนต่อเผด็จการมากกว่าจะอยากเห็นประเทศไทยปกครองด้วยประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะความโกรธเกลียดในใจต่อตัวบุคคลที่ไม่อยากให้ใครคนนั้นเข้ามาบริหารประเทศงั้นหรือ? เป็นไปได้ แต่ไม่ทั้งหมด

     ปอกเปลือกพฤติกรรมหูหนวกตาบอดทางการเมืองที่เกิดจากอคติ ความคิดเอนเอียงไร้เหตุผล และความขัดแย้งบางอย่างภายในใจของตัวเอง ซึ่งหลายคนกำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อดำรงทุกความเชื่อความคิดเดิมของตนไว้ หวังไม่ให้สิ่งที่ยึดถือมาตลอดพังทลายลงหรือแปรเปลี่ยนไป เพียงเพราะไม่อยากถูกมองว่าทำผิดหรือคิดพลาด จึงยอมเป็นคนที่จมไม่ลงและหยิ่งทะนงทั้งในความคิดและการกระทำของตนเอง

     เพื่อความเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น ลองจินตนาการว่าคุณคือสุนัขจิ้กจอกตัวหนึ่งที่กำลังหิวโซเต็มแก่ ร่างกายและจิตใจของคุณไม่อาจทนทานต่อความใคร่อยาก ความรู้สึกทรมานนี้ผลักดันให้คุณจำต้องออกเดินเตร็ดเตร่เพื่อหาอาหารมายาไส้ ตลอดทางคุณสอดส่ายสายตา พร้อมใช้จมูกดมกลิ่นเร่งค้นหา หวังอาหารรสโอชามาเยียวยาความหิวโหย จนในที่สุดคุณเดินมาหยุดอยู่ใต้เถาองุ่นขนาดสูงใหญ่เกินเอื้อม เหนือหัวของคุณขึ้นไปมีแต่พวงองุ่นลูกงามออกผลอร่ามเต็มเถา แสงแดดยามบ่ายต้องผลองุ่นเป็นประกายสีม่วงสุกใสชวนน้ำลายไหลกว่าสิ่งใด เพียงองุ่นแค่พวงเดียวเท่านั้นที่จะปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งความหิวและความกระหายทั้งปวง ถ้าคุณคือสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ คุณจะทำอย่างไร?

Cognitive Dissonance
ภาพวาด the Fox and the Grapes (1681) โดย Sébastien Leclerc

     ความเป็นได้มากที่สุดของสถานการณ์นี้คือคุณจะกระโดดเต็มแรง พยายามพุ่งตัวสูงที่สุดหวังเอาปากคาบดึงพวงองุ่นให้ขาดจากต้น แต่คุณพลาด มันยากกว่าที่คิด คุณจึงพยายามเป็นครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า… คุณกระโดดครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งเท้าและลำตัวล้มกระแทกพื้นจนเสียท่า คุณเจ็บปวดไปทั้งตัว ไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ไร้ผล เพราะพวงองุ่นอยู่สูงเกินไป สุดท้ายคุณล้มเลิกความตั้งใจแล้วบอกตัวเองว่า “จะอยากกินไปทำไมกัน องุ่นเปรี้ยวแบบนั้น” พร้อมกับเดินจากไปด้วยความหิวโซเช่นเดิม 

     นี่คือนิทานอีสป (Aesopica) เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับพวงองุ่น ที่มีคติสอนใจเกี่ยวกับความบกพร่องในการใช้เหตุผล เมื่อทำสิ่งใดไม่สำเร็จ เรามีแนวโน้มกล่าวโทษและตำหนิต่อทุกสิ่งอย่างว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ยกเว้นตัวเอง มนุษย์เราต่างคิดและทำเหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ไม่มีผิดเพี้ยน แม้ว่าความจริงแล้วมนุษย์มีหนทางมากกว่านั้น แต่บ่อยครั้งที่เราเลือกคิดเข้าข้างแต่ตัวเอง จนไม่ทันได้รู้ว่านี่คือพิษสงจากความนึกคิดที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการตัดสินใจของชีวิตได้

Cognitive Dissonance
ภาพถ่ายจาก www.myfavouritelens.com/art-of-thinking-clearly-rolf-dobelli-book-review

องุ่นเปรี้ยวจากนิทานอีสปคือสิ่งสะท้อน Cognitive Dissonance ที่มาก่อนกาล

     หนังสือ The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli นักธุรกิจชาวสวิส (มีฉบับแปลภาษาไทยในชื่อ 52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น) ได้เสนอว่า ความจริงแล้วในเรื่องนี้สุนัขจิ้งจอกมีทางเลือกอยู่สามวิธี นั่นคือ พยายามหาวิธีการต่างๆ ต่อไปเพื่อให้ได้กินองุ่น (by somehow getting the grapes), ยอมรับว่ามันไม่มีทักษะหรือความสามารถมากพอที่จะได้กินองุ่น (by admitting your skills are insufffiicient), สุดท้ายคือคิดทบทวนและตีความหมายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดย้อนหลัง (by re-interpreting what happened retrospectively) ซึ่งทางเลือกสุดท้ายนี่แหละคือตัวอย่างปรากฏการณ์ Cognitive Dissonance

     อธิบายให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น Cognitive Dissonance เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของทุกๆ คน เมื่อการกระทำบางอย่าง (behavior) ไม่ตรงกับสิ่งที่คิด (attitude) ทำให้เกิดความเครียดและความอึดอัดใจ ดังนั้น แต่ละคนจึงพยายามหาวิธีการทำให้การกระทำกับสิ่งที่คิดตรงกัน ไปในทิศทางเดียวกัน (Cognitive Consonance) เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์เราไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้ 

     อย่างในนิทาน สุนัขจิ้งจอกอยากกินองุ่นมากคือสิ่งที่มันคิด แต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเอาองุ่นมากินได้คือพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับความคิดที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายจึงคิดใหม่ว่า ‘องุ่นเปรี้ยว ดีแล้วที่ไม่ได้กิน’ เป็นการกลับลำเปลี่ยนความคิดให้เข้ากับการกระทำ ทั้งๆ ที่องุ่นนั้นสุกกำลังดีพร้อมกินได้ทันที

     ดังนั้น Cognitive Dissonance จึงเป็นสิ่งสะท้อนของการพยายามใช้ความคิดและเหตุผลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้นเท่านั้น โดยหารู้ไม่ว่าผลพวงของการคิดเช่นนี้ทำให้เกิดการคิดผิดแปลก ไม่สมเหตุสมผล และการตัดสินใจที่บิดเบี้ยวได้ เหมือนกับการทดลองของ Leon Festinger นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน ที่ได้พิสูจน์และนำเสนอผลลัพธ์ของการไม่ลงรอยนี้

 

หมุดหมายแห่งทฤษฎี Cognitive Dissonance ข้อพิสูจน์ความคิดถือดีไร้เหตุผล

     ในปี ค.ศ. 1956 Festinger ได้ออกแบบการทดลองจิตวิทยาที่มีว่า Measures of Performance โดยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเข้าเป็นอาสาสมัคร เพื่อศึกษาความคาดหวังที่มีต่องาน ในการทดลองทุกคนจะได้ทำงานง่ายๆ ที่ซ้ำซากและน่าเบื่ออย่างหมุนแท่งไม้แต่ละอันให้หันไปในทิศทางเดียวกันด้วยมือเพียงข้างเดียว ทำซ้ำๆ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เมื่อทำเสร็จก็จะได้รับคำชื่นชมว่าทำได้ดี จากนั้นผู้วิจัยได้บอกกับนักศึกษาว่ามีผู้ช่วยวิจัยคนหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงต้องการให้มาช่วยทำหน้าที่แทน โดยต้องไปบอกอาสาสมัครอีกคนที่กำลังรอเรียกเข้ามาทำงานง่ายๆ นี้ ว่าเป็นงานที่น่าสนใจมากๆ แล้วจะได้รับค่าแรงในฐานะผู้ช่วยวิจัยเป็นค่าตอบแทน โดยผู้วิจัยกำหนดให้แต่ละคนได้ค่าจ้างไม่เท่ากัน คือ 1 เหรียญฯ และ 20 เหรียญฯ ซึ่งข้อมูลตรงนี้ถูกเก็บเป็นความลับ เพื่อต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง

     เมื่อการทดลองสิ้นสุดลง ผู้วิจัยจึงเฉลยว่าความจริงแล้วอาสาสมัครที่ให้ไปบอกว่างานนี้น่าสนใจคือผู้ช่วยวิจัยอีกคน ที่ทำทีเป็นเล่นละครแกล้งถามไถ่เกี่ยวกับงาน และแอบบันทึกเสียงสนทนาไว้ทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์คำพูด น้ำเสียง การโน้มน้าวใจ และการโกหกที่นักศึกษาใช้ จากนั้นผู้วิจัยจะสัมภาษณ์นักศึกษาแต่ละคนอีกครั้ง เพื่อยืนยืนสิ่งที่ต้องการพิสูจน์

     ผลการทดลองพบว่า กลุ่มนักศึกษาที่ได้รับค่าจ้าง 20 เหรียญฯ บอกอย่างตรงไปตรงมาว่างานนี้ไม่น่าสนใจสักนิด แต่ที่ยอมโกหกเพราะทำตามหน้าที่ผู้ช่วยวิจัย ต่างจากนักศึกษาอีกกลุ่มที่ได้รับค่าจ้างเพียง 1 เหรียญฯ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่างานนี้โครตน่าเบื่อ แล้วยังต้องมาปั้นน้ำเป็นตัวด้วยการโกหกคำโตเพื่อแลกกับค่าจ้างอันน้อยนิดอีก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือพวกเขายังคงยืนยันว่างานที่ทำน่าสนใจจริงๆ แม้ว่าการทดลองได้จบลงไปแล้วก็ตาม 

     การทดลองของ Leon Festinger จึงพิสูจน์ได้ว่า ความคิดและการใช้เหตุผลของมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏ แม้ว่าเราจะทำตามเงื่อนไขและสิ่งเร้าภายนอก คือทำดีเพราะรู้ว่าจะได้รางวัล และละเว้นการทำเลวเพราะรู้ว่าจะถูกทำโทษ แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เพราะหลายครั้งที่มนุษย์ต้องต่อสู้และหาหนทางจัดการกับความขัดแย้งภายในตัวเองหรือ Cognitive Dissonance ในหัวก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมออกมา แม้ว่าการกระทำนั้นจะถือดีและไร้เหตุผลขนาดไหนก็ตาม โดยเฉพาะในคนที่มีความมั่นใจสูง ตั้งความคิดของตนเป็นใหญ่ คนที่จมไม่ลง หรือยึดติดอยู่แต่ตัวเอง ตัวกูของกูทั้งหลายแหล่ เมื่อคนที่มีลักษณะเหล่านี้ยิ่งไม่เปิดใจยอมรับว่าตัวเองทำผิดพลาดได้มากเท่าไหร่ ระดับความเข้มข้นของการกระทำจาก Cognitive Dissonance ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

 

 

 

พิษสงของ Cognitive Dissonance สู่การกระทำเอาแต่ใจจนอาจกลายเป็นบุคคลน่ารังเกียจ

     

จริงๆ แล้ว ในทางปฏิบัติเมื่อเกิด Cognitive Dissonance ขึ้น ทุกคนมีอยู่ 4 วิธีเพื่อปรับเปลี่ยนให้ความคิดและสิ่งที่ทำสอดคล้องต้องกัน วิธีแรกยากที่สุดคือ เปลี่ยนสิ่งที่ทำให้ตรงกับสิ่งที่คิด (change behavior) วิธีที่สองง่ายที่สุดคือ เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ให้ตรงกับสิ่งที่ทำได้ (change attitude) เป็นการคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน วิธีที่สามคือ พยายามหาข้อมูลหรือความเชื่อใหม่มาช่วยลดความไม่ลงรอย (acquire supporting information) และวิธีสุดท้ายคือ ลืมหรือลดความสำคัญของความไม่ลงรอย โดยมองว่าความไม่สอดคล้องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่เห็นต้องใส่ใจเลย (trivialize dissonance) คำถามคือเมื่อเกิด Cognitive Dissonance คุณคิดว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะเลือกวิธีไหน?

     ใช่! มนุษย์ทุกคนย่อมเลือกหนทางที่ง่ายที่สุดไว้ก่อน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจเช่นนี้เป็นความผิดพลาดเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในแต่ละกรณีมากกว่า แต่การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมจากความคิดเอนเอียงเอาแต่ใจเหนือความเป็นเหตุเป็นผลและความเป็นจริง ย่อมจะทำให้เกิดความผิดพลาดในชีวิต เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตสำหรับสัตว์อย่างมนุษย์ที่มีความคิดและรู้จักใช้เหตุผล Cognitive Dissonance จึงเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่การคิดหาวิธีแก้ไขความไม่ลงรอยนี้ต่างหากที่ดูจะไม่ธรรมดา

     ปกติคนเรามีแนวโน้มเปิดรับข้อมูลเพื่อตอบสนองสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น (selective exposure) ขณะเดียวกันก็จะพยายามปรับตัวให้เข้ากับข้อมูลนั้นๆ ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับทัศนคติและความเชื่อที่มีอยู่ เมื่อวันเลือกตั้ง (24 มีนาคม) ใกล้เข้ามาทุกที การไหลบ่าของข่าวสารจากทุกสื่อและความคิดเห็นจากทุกคนรอบตัวก็พร้อมเข้ามาปะทะกับความคิดในหัวของทุกคนตลอดเวลา จนเกิดเป็น Cognitive Dissonance เพราะไม่สบายใจเมื่อได้รับรู้ข้อมูลที่ไม่ลงรอยกับความเชื่อเดิม หลายคนจึงเลือกเปิดรับเฉพาะข่าวที่ยืนยันความคิดหรือจุดยืนทางการเมืองเดิมของตนเท่านั้น และหลีกเลี่ยงข่าวที่จะสร้างความขัดแย้งกับความคิด

     ถ้าสุนัขจิ้งจอกกล่าวโทษองุ่นว่าเปรี้ยวฉันใด คนเราก็พร้อมกล่าวโทษทุกสิ่งอย่างฉันนั้นไม่ต่างกัน บนสังคมโซเชียลมีเดียจึงเต็มไปด้วยมนุษย์เกรี้ยวกราด หัวร้อน หงุดหงิด กระวนกระวาย คอยแสดงความคิดเห็นตอบโต้ความคิดต่างไม่ขาดสาย สรรหาเหตุผลสารพัดมาแก้ต่างให้ตัวบุคคลและพรรคการเมืองที่ตนเชียร์สุดใจ ออกอาวุธเป็นคำพูดและคำเขียนสร้างความเกลียดชัง โจมตีฟาดฟันคนเห็นต่างและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอะไรคือความจริงที่ถูกต้อง เพราะมัวแต่ถือความเชื่อของตนเป็นที่ตั้ง และเปลี่ยนความคิดให้ตรงกับใจที่เอาแต่ได้

     ทั้งหมดนี้คือความคิดเอนเอียงเอาแต่ใจ เสมือนสุนัขจิ้งจอกหิวโซที่โกหกตัวเองว่าองุ่นบนเถาเกินเอื้อมถึงนั้นเปรี้ยว เพื่อปิดบังว่าแท้จริงแล้วตัวเองไม่มีปัญญาจะได้ลิ้มรสความอร่อยขององุ่นเหล่านั้น แต่คงไม่มีใครอยากเป็นสุนัขจิ้งจอกในสายตาผู้อื่น เพราะในเชิงสัญลักษณ์มันคือความเจ้าเล่ห์และกลับกลอกเกินกว่าใครจะไว้ใจได้

     เมื่อมนุษย์ดื้อดึงจนตกเป็นทาสความคิดและความเชื่อของตัวเอง และหยิ่งผยองเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองทำผิดพลาดได้ Cognitive Dissonance จึงกลายเป็นพิษสงที่เผยให้เห็นความน่ารังเกียจของตัวตนจากความคิดและการกระทำที่แสดงออกมา 

     ดังนั้น การยอมรับว่าคนเราตัดสินใจผิดพลาดกันได้ คือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง อย่างน้อยที่สุดก็คงไม่ขืนขึงดึงดันแสดงพฤติกรรมน่ารังเกียจแบบเดิมๆ และอย่างมากที่สุดเท่ากับว่าได้เปลี่ยนตัวเองไม่ให้เป็นบุคคลน่ารังเกียจในสายตาของใครบางคนอีกต่อไป

 


References: www.read.gov, https://psychclassics.yorku.cahttps://festingercarlsmith.weebly.com และ หนังสือสุนทรียะแห่งความเหงา (The Aesthetics of Loneliness) โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

ภาพโดย

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ลำดับที่สองของ adB ผู้เป็นบิดาของแมวสองตัว และมอบหัวใจให้กับจินตหรา สุขพัฒน์