Obedience | มนุษย์คือสัตว์ที่ฝึกได้ เพราะจำนนต่ออำนาจและเชื่อฟังคำสั่ง แม้จะถูกบัญชาให้ไปฆ่าคน

Side Effects
7 Mar 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

ถึงแม้ว่ามนุษย์จะยกย่องตนเองให้เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะรู้จักใช้เหตุผลและปัญญา มีความเอื้อเฟื้อ (altruism) เสียสละ เต็มใจช่วยเหลือผู้อื่นแม้ว่าตัวเองจะต้องเดือดร้อน เหมือนกับชาวยุโรปจำนวนหนึ่งยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือชาวยิวที่กำลังถูกไล่ล่าและตามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าหากโดนจับได้จะถูกฆ่าตายเหมือนชาวยิว

     แต่ในทางกลับกันมนุษย์ก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า ตนเองเป็นสิ่งมีชีวิตป่าเถื่อนที่สรรหาสารพัดวิธีทำร้ายและทำลายผู้อื่นได้อย่างโหดเหี้ยม โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงเพื่อเข่นฆ่าในภาวะสงคราม เหตุการณ์จลาจล และวิกฤตการณ์ทางการเมืองทั่วทุกมุมโลกที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ รวมถึงในประเทศไทย

     คนจำนวนหนึ่งยืนหัวเราะชอบใจขณะมองไปยังร่างไร้ชีวิตที่ถูกแขวนคอและถูกหวดฟาดด้วยเก้าอี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนจำนวนหนึ่งกำปืนแน่นด้วยใจแน่วแน่เพื่อเล็งไปยังเป้าหมายที่มีลมหายใจก่อนเหนี่ยวไกสุดแรงหมายปลิดชีพ ซึ่งคนเหล่านั้นทำสำเร็จ คนจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นศาลเตี้ยตั้งตนพิพากษาคนอื่นด้วยอารมณ์เกลียดชังและความคับแค้น คนจำนวนหนึ่งสังหารผู้อื่นอย่างโหดร้ายและไร้ความปรานีอย่างถึงที่สุด เหมือนที่เคยปรากฏในเหตุการณ์สังหารหมู่ ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา (2516), เหตุการณ์ 6 ตุลา (2519), พฤษภาทมิฬ (2535) จนมาถึงการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ (2553) น่าสงสัยว่าอะไรทำให้มนุษย์เผยสันดานดิบเถื่อนเยี่ยงเดรัจฉานไร้ปัญญา และกล้าลงมือฆ่าใครก็ตามที่เห็นต่างอย่างไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีเช่นนี้

 

คำแก้ตัวของทหารนาซีเยอรมันกับการตั้งคำถามต่อความชั่วร้ายของมนุษย์

     ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1961 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โลกเริ่มกลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้ง อ็อทโท อาด็อล์ฟ ไอช์มัน (Otto Adolf Eichmann) นายทหารนาซีเยอรมันระดับสูงและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวจึงถูกจับกุมและถูกพิพากษาให้ได้รับโทษประหารชีวิต ถึงแม้ว่า อาด็อล์ฟ ไอช์มัน จะพยายามต่อสู้ให้ตัวเองพ้นจากข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการทำตามคำบังคับบัญชาเท่านั้น ซึ่งเป็นคำสั่งที่เขาเองปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกมาก็ดูเหมือนเป็นความพยายามที่ไร้ผลของคนจนตรอก เพราะสุดท้ายแล้วเขาและพวกถูกทำให้จบชีวิตลงด้วยการแขวนคอตามเดิม

 

Obedience
อ็อทโท อาด็อล์ฟ ไอช์มัน รับฟังคำพิพากษาถูกตัดสินให้ประหารชีวิต ณ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล วันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1961 / Reuters

 

     แต่คำแก้ตัวของทหารนาซีเยอรมันกลับทำให้ สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน เกิดความสงสัยถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่คนเราจะกล้าทำร้ายและฆ่าคนจากคำสั่งของคนอื่น โดยเฉพาะคำสั่งจากคนที่มีอำนาจ หลังจากนั้นสามเดือน มิลแกรมจึงตัดสินใจเริ่มโครงการทดลองชื่อ The Milgram Experiment on Obedience to Authority Figures เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเชื่อฟัง (obedience) ผู้มีอำนาจ (authority) ในมนุษย์ ซึ่งการทดลองครั้งนี้จะให้คำตอบบางอย่างที่ไม่เคยมีใครในโลกล่วงรู้หรือคาดคิดมาก่อน

 

เตรียมตัวก่อนเริ่มทดลอง จับสลากเลือกหน้าที่ และทดสอบเครื่องช็อตไฟฟ้า

     มิลแกรมเริ่มต้นด้วยการประกาศลงในหนังสือพิมพ์เพื่อหาอาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษาเกี่ยวกับความจำและการเรียนรู้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากขั้นตอนการคัดเลือกจบลง เขาได้อาสาสมัครจำนวน 40 คน ซึ่งเป็นเพศชายทั้งหมด ถึงตรงนี้ลองจินตนาการว่าคุณเป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่กำลังจะเข้าร่วมการทดลองในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

 

Obedienceประกาศรับอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัย / Granger Historical Picture Archive

 

     นักวิจัยผู้มีทีท่าจริงจังและเข้มงวดจะพาคุณพร้อมกับอาสาสมัครอีกคนหนึ่งเข้ามาในห้องทดลอง พร้อมอธิบายรายละเอียดว่าทั้งสองคนต้องแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งเป็นผู้สอน (T: Teacher) ส่วนอีกคนเป็นผู้เรียน (L: Learner) โดยผู้สอนจะบอกชุดคำศัพท์ให้ผู้เรียนจดจำ จากนั้นผู้สอนจะถามคำถามทดสอบความจำ ผู้เรียนจะต้องตอบให้ถูกต้อง แต่ถ้าตอบผิดจะถูกทำโทษโดยการช็อตไฟฟ้า เมื่ออธิบายจบนักวิจัยจะให้อาสาสมัครจับสลากเลือกหน้าที่ ระหว่างนั้นอาสาสมัครอีกคนก็พูดขึ้นมาว่าเขาเป็นโรคหัวใจ ซึ่งคุณรู้สึกว่าไม่ได้สลักสำคัญอะไร และผลการจับสลากออกมาว่าคุณได้เป็นผู้สอน

     ต่อมาแต่ละคนถูกแยกให้อยู่คนละห้องที่มีกำแพงกั้นไว้ คุณได้เข้าไปดูขั้นตอนการติดอุปกรณ์เข้ากับมือของผู้เรียน เมื่อเสร็จแล้วคุณกลับมาห้องเดิม นักวิจัยจะสอนการใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าที่มีสวิตช์ไว้ปรับความแรงไฟฟ้าได้ 30 ระดับ เริ่มจากแรงไฟฟ้าขนาด 15 โวลต์ ไปจนถึงแรงไฟฟ้าสูงสุดขนาด 450 โวลต์ ซึ่งความแรงไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นที่ละ 15 โวลต์ตามจำนวนสวิตช์ที่เปิด ใต้สวิตช์ยังมีข้อความบอกความรุนแรงในการช็อต 8 ระดับ ไล่ระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก จากมากไปอันตราย โดยระดับสูงสุดมีเพียงตัวอักษร X X X ระบุไว้เท่านั้น ต่อมานักวิจัยจะลองทดสอบเครื่องโดยการช็อตไฟฟ้าขนาด 45 โวลต์ที่มือคุณ เพื่อยืนยันว่าเครื่องทำงานได้ปกติ จากนั้นนักวิจัยจะแยกตัวไปนั่งสังเกตการณ์บริเวณด้านข้าง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว การทดลองความทรงจำจึงเริ่มต้นขึ้น

 

Obedienceสแตนลีย์ มิลแกรม และเครื่องช็อตไฟฟ้า / The Chronicle of Higher Education

 

15 โวลต์ ถึง 450 โวลต์ ระดับที่บอกได้มากกว่าความแรงไฟฟ้า

     นักวิจัยบอกให้คุณ (ผู้สอน) เริ่มอ่านคำถามและตัวเลือกเพื่อให้ผู้เรียนเลือกตอบ ถ้าเขาตอบผิดขึ้นมา คุณจะต้องเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้าทันที ซึ่งจะเพิ่มความแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคำถามที่ผู้เรียนตอบผิด หลังจากเริ่มทดลองไปได้ไม่นาน ผู้เรียนก็ตอบผิดเป็นข้อแรก คุณจึงเปิดสวิตช์ช็อตตามที่นักวิจัยบอกไว้ กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ทำให้รู้สึกคันเล็กน้อย แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไป ยิ่งตอบผิด คุณยิ่งต้องเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้า จากนั้นคุณจะเริ่มได้ยินเสียงร้องดัง โอ๊ย! เพราะความเจ็บของผู้เรียน ซึ่งอาจทำให้รู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง แต่คุณก็ยังถามคำถามต่อไปเป็นปกติ จนกระทั่งคุณได้ยินเสียงผู้เรียนอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาตะโกนขอร้องดังมากกว่าเดิมด้วยความเจ็บปวด คุณเริ่มกังวลใจ ความลังเลที่จะตัดสินใจนี้ทำให้คุณหันหน้าไปหานักวิจัย ซึ่งเขายืนยันให้คุณทำต่อไป

     เมื่อผู้เรียนตอบผิดครั้งแล้วครั้งเล่า คุณจึงช็อตไฟฟ้าไปเรื่อยๆ คุณเปิดสวิตช์ความแรงไฟฟ้า 120 โวลต์ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานไฟฟ้า (110 โวลต์) ที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ด้วยซ้ำ (สำหรับค่ามาตรฐานไฟฟ้าประเทศไทยคือ 220 โวลต์) เสียงผู้เรียนยังคงร้องโหยหวนทุกครั้งที่โดนซ็อตไฟฟ้า จนถึงความแรงไฟฟ้า 300 โวลต์ เมื่อคุณเปิดสวิตช์ช็อตเป็นครั้งที่ 20 ผู้เรียนเอามือทุบโต๊ะและกำแพงซ้ำๆ ทันที พร้อมขอร้องให้คุณหยุดช็อตไฟฟ้า เพราะมันเจ็บมาก และโอดครวญด้วยว่าตัวเขาเป็นโรคหัวใจนะ เมื่อได้ยินดังนั้น คุณอยากหยุดการทดลองไว้เพียงเท่านี้ แต่นักวิจัยกลับบอกว่าการช็อตไฟฟ้าจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดชั่วครู่เท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้ผู้เรียนพิการหรือบาดเจ็บจนเกิดแผลเป็นถาวรแต่อย่างใด ที่สำคัญทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดชอบของนักวิจัยเพียงผู้เดียว คุณแค่ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการทดลองเท่านั้น ถึงตรงนี้คุณจะทำอย่างไร หยุดหรือทำต่อ?

 

Obedienceหนึ่งในอาสาสมัครกำลังเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้า / Obedience (1965), Stanley Milgram’s documentary ffiilm on the experiment

 

     มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่คุณจะถามคำถามข้อต่อไป หมายความว่าคุณยังคงเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้าไปเรื่อยๆ เมื่อการทดลองผ่านไปเกินครึ่งทาง ผู้เรียนเริ่มไม่สนใจคำถาม เพราะเอาแต่ส่งเสียงร้องตะโกนอย่างเดียว ทุกอย่างดูวุ่นวายเกินที่คุณจะรับมือได้ นักวิจัยจึงบอกคุณว่าเมื่อถามเสร็จให้รอประมาณ 10 วินาที ถ้าผู้เรียนไม่ตอบให้ถือว่าตอบผิด แล้วคุณต้องเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้าต่อไป จนกระทั่งความแรงไฟฟ้าเข้าสู่ระดับอันตราย (danger) คุณไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากผู้เรียนอีกเลย ทุกอย่างเงียบสงบลงทันที เหมือนว่าอีกห้องหนึ่งไม่มีใครอยู่แล้ว

     คุณถามคำถามใหม่ แต่ไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา คุณจึงเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้าต่อไปจนถึงสวิตช์สุดท้ายที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 450 โวลต์ให้ช็อตผู้เรียน แต่ยังมีคำถามเหลืออยู่ คุณจึงถามต่อไป และเปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้า 450 โวลต์ซ้ำจนครบสามครั้ง ผู้วิจัยจึงสั่งยุติการทดลอง

     คุณในตอนนั้นเกิดความรู้สึกเครียดอย่างมาก เพราะเข้าใจว่าตัวเองได้ทำร้ายคนอื่น นักวิจัยจึงเฉลยการทดลองที่แท้จริงให้คุณได้รู้ เพราะต้องการยืนยันว่าทุกคนปลอยภัยดี ไม่ได้ถูกไฟฟ้าช็อตอย่างที่คุณเข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลองเป็นเพียงการแสดงตบตาเพื่อค้นหาความจริงบางอย่าง ซึ่งมิลแกรมพบว่ามันเป็นความจริงที่น่ากลัวกว่าที่คาดคิดไว้มากทีเดียว

 

ผลจากคำสั่งของผู้มีอำนาจและความจริงที่เปิดเผยให้เห็นความเชื่องในมนุษย์

     ความจริงคือทุกอย่างถูกจัดฉากขึ้นมาทั้งหมด ตั้งแต่อาสาสมัครที่ได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้เรียนก็คือนักวิจัยอีกคนหนึ่ง สลากที่จับก็เขียนคำว่า Teacher ไว้ทั้งสองใบ เครื่องช็อตไฟฟ้าก็ปล่อยความแรงไฟฟ้าตามที่เขียนไว้ไม่ได้จริง สายไฟและอุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับข้อมือของผู้เรียนก็เป็นของปลอม รวมถึงเสียงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดก็เป็นแค่เสียงเทปที่อัดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

     ความจริงของการทดลองนี้จึงอยู่ที่ชุดคำสั่งของนักวิจัยที่ใช้พูดกับอาสาสมัครทั้ง 40 คน ซึ่งถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นผู้สอน เมื่อใดก็ตามที่อาสาสมัครเหล่านี้เริ่มกังวลจนไม่อยากช็อตไฟฟ้าต่อ หรือร้องขอให้หยุดการทดลอง นักวิจัยจะออกคำสั่งตามลำดับความเด็ดขาดต่อไปนี้ 1) Please continue. / Please go on. (กรุณาทำต่อไป) 2) The experiment requires that you continue. (การทดลองนี้ต้องการให้คุณทำต่อไป) 3) It is absolutely essential that you continue. (มันจำเป็นจริงๆ ที่คุณต้องทำต่อไป) และ 4) You have no other choice, you must go on. (คุณไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำต่อไป) เพื่อดูว่าอาสาสมัครจะเชื่อฟังคำสั่งจากผู้มีอำนาจมากน้อยแค่ไหน เมื่อสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำคือการทำร้ายคนอื่นซึ่งเป็นความขัดแย้งกับจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี (conscious)

     คำตอบที่ได้จากผลการทดลองน่าตกตะลึงอย่างมาก เพราะอาสาสมัครจำนวนทั้งหมด 40 คน เปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้าถึง 300 โวลต์ และมีอาสาสมัครจำนวน 24 คน (65%) ที่เปิดสวิตช์ช็อตไฟฟ้าใส่คนที่ไม่รู้จักมาก่อนจนถึงความแรงสูงสุดที่ 450 โวลต์ เพราะเชื่อฟังคำสั่งจากนักวิจัย

     การทดลองของมิลแกรมจึงแสดงให้เห็นความจริงที่ว่า คนเรามีแนวโน้มเชื่อฟังคำสั่งจากผู้มีอำนาจ แม้จะต้องทำร้ายคนอื่นจนถึงตายก็ตาม และต่อให้จะรู้สึกไม่เต็มใจ แต่ถ้ารู้ว่าตนเองไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำนั้น ก็จะยิ่งทำตามคำบัญชานั้นได้ง่ายขึ้นไปอีก คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือทำไมมนุษย์ถึงเชื่องได้ขนาดนี้

 


Obedience (1965) ภาพยนตร์สารคดีบันทึกการทดลอง The Milgram Experiment on Obedience to Authority Figures

 

มูลเหตุแห่งการเชื่องต่ออำนาจที่ชี้ให้เห็นว่าบางครั้งมนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่คิดเองไม่ได้

     การกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ที่เกิดจากการเชื่อฟังคำสั่ง (obedience) ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดทั้ง 3 เรื่องนี้

     แนวคิดแรกคือ การยอมคล้อยตาม (conformity) ในสถานการณ์คลุมเครือที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่แน่ใจหรือไม่มั่นใจในตัวเอง เรามักจะคล้อยตามการตัดสินใจของคนอื่นเสมอ เป็นเหตุผลด้านความปลอดภัยและอุ่นใจทางความรู้สึก อย่างในการทดลอง อาสาสมัครอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่บีบบังคับให้ตัดสินใจในเรื่องที่ยากเกินไป เพราะเป็นสิ่งที่ตนเองไม่เคยมีประสบการณ์ รวมถึงไม่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญใดๆ จึงเกิดภาวะพึ่งพิงผู้วิจัย เพราะเชื่อว่าเป็นคนที่มีความเข้าใจในสถานการณ์นั้นมากที่สุด จึงปักใจฟังคำสั่งของผู้วิจัย ซึ่งแสดงนัยยะถึงการโอนอ่อนต่อผู้ที่เราเชื่อว่ามีอำนาจมากกว่า

     แนวคิดที่สองคือ ภาวะยอมเป็นเครื่องมือ (agentic state) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรายอมทำตามคำสั่งอย่างง่ายดาย เพราะเกิดมุมมองต่อตัวเองว่าตนเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่จะต้องทำให้คำสั่งที่ได้รับมาให้เกิดขึ้นจริงๆ เท่านั้น พูดง่ายๆ คือเหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ต้องทำตามชุดคำสั่งที่ถูกโปรแกรมมา เมื่อคนเรายอมเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเครื่องมือสารพัดนึกที่คอยทำงานตามความต้องการของผู้มีอำนาจสั่งการ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการถ่ายโอนความรับผิดชอบไปยังผู้มีอำนาจคนนั้นๆ เพราะในเมื่อเราเป็นแค่เครื่องมือทำตามคำสั่ง ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ เพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกผิดที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อต้องทำร้ายคนอื่น

     แนวคิดที่สามคือ การลดความเป็นตัวตน (deindividuation) หมายความว่าเมื่ออยู่ในสถานะนิรนาม (anonymity) คือไม่มีคนรู้จัก ไม่มีการบ่งชี้หรือระบุตัวตนได้ว่าเราคือใคร ซึ่งในการทดลองคือการไม่รู้จักกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียน สิ่งนี้จะทำให้คนเรากล้ามากขึ้นจนสามารถแสดงพฤติกรรมอุกอาจอย่างเหิมเกริม โดยพฤติกรรมนี้จะยิ่งรุนแรงและสุดโต่งมากในกลุ่มฝูงชนขนาดใหญ่ เพราะทำให้แต่ละคนคิดว่าถ้าทำอะไรลงไปแล้วไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เนื่องจากคนอื่นๆ ในกลุ่มก็ทำเหมือนกัน

 

     ข้อค้นพบและเหตุผลสนับสนุนจากแนวคิดต่างๆ จึงนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า ทุกครั้งที่มนุษย์ยอมรับต่อคำสั่งของผู้มีอำนาจที่ไม่ชอบธรรมและขัดต่อหลักการความถูกต้อง มนุษย์จะมีสถานะไม่ต่างจากเดรัจฉานในคณะละครสัตว์ที่ถูกฝึกให้ทำตามคำสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเชื่อง ซึ่งเป็นความเสี่ยงของการมีชีวิตภายใต้ความบิดเบี้ยวของสังคมและระบอบไร้ศีลธรรมที่สร้างขึ้นโดยผู้มีอำนาจ

     เมื่อมนุษย์ไม่ได้ตระหนักถึงการกระทำของตนเอง ไม่รู้จักใช้ปัญญาและวิจารณญาณใคร่ครวญมากพอที่จะยืนกรานแสดงความกล้าหาญเพื่อตั้งคำถามต่อคำสั่งไร้เหตุผลที่ทั้งชักจูง โน้มน้าว และบังคับให้ทำรุนแรงต่อผู้อื่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์จะมุ่งหน้าเปิดสวิตช์ปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ไปช็อตผู้อื่นต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องขอให้หยุดทำก็ตาม

     ภายใต้บรรยากาศเผด็จการเป็นใหญ่ ตราบใดที่มนุษย์จำนนต่ออำนาจ ไม่รู้จักเรียนรู้และมองเห็นอันตรายของการเชื่อฟัง บทเรียนและความเจ็บปวดจากเหตุการณ์สังหารหมู่ทางการเมืองในอดีตจึงไม่สามารถสั่งสอนหรือสร้างสำนึกรู้ให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงความฉิบหายจากการทำตามคำสั่ง รวมถึงไม่มีหลักประกันใดๆ รับรองว่ามนุษย์จะไม่พาตัวเองให้ตกต่ำลงจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดเหล่านั้นอีกครั้ง

     ถ้าวันนั้นมาถึงเราจะยังภูมิใจที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ได้เต็มปากอยู่ไหม และจะหาความประเสริฐได้จากสิ่งใดอีก เพราะมนุษย์ได้เผยสันดานดิบเถื่อนเยี่ยงเดรัจฉาน และกล้าลงมือฆ่าใครก็ตามที่เห็นต่างอย่างไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี เพียงเพราะถูกฝึกให้เชื่องต่ออำนาจและคิดเองไม่เป็น

 


References:

1. www.lphslibrary.org/uploads/7/2/9/6/7296009/milgram_obey.pdf&ved=2ahUKEwjKy87z1-bgAhULvo8KHZBbBHYQFjAGegQIBhAB&usg=AOvVaw1HsUktwNoPo1Uttiv49aCv&cshid=1551640942179

2. opentextbc.ca/socialpsychology/chapter/obedience-power-and-leadership

3. medium.com/predict/milgrams-experiment-and-its-implications-for-human-behaviour-151ae768eea4

4. behavioralscientist.org/how-would-people-behave-in-milgrams-experiment-today

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ