Pinocchio Effect | อย่ามาตอแหลใส่กันฉันดูออก เมื่อร่างกายบอกได้ว่าใครไม่พูดความจริง

กาลครั้งหนึ่ง ณ ประเทศอิตาลี ช่างไม้วัยชราได้สร้างหุ่นกระบอกไม้ขึ้นมา เพราะต้องการทดแทนความรู้สึกเปลี่ยวเหงาในชีวิต ภายใต้ชายคาบ้านชายชราอาศัยอยู่คนเดียวตามลำพัง ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก ไม่มีใคร มีแต่หุ่นไม้ที่เขาตั้งชื่อว่า ‘Pinocchio’ วันหนึ่งหุ่นไม้ตัวนี้ได้รับโอกาสให้มีชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง แต่การจะได้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์มีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียวคือ Pinocchio ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นเด็กดี แต่หลังจากนั้นไม่นาน Pinocchio หลงระเริงกับชีวิตใหม่และเริ่มพูดโกหก ทุกครั้งที่โกหก จมูกของ Pinocchio จะยื่นยาวออกมาเรื่อยๆ

     นับตั้งแต่ ค.ศ. 1883 จนถึงปัจจุบัน Pinocchio ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากกว่า 260 ภาษา (รวมถึงภาษาไทย) และยังคงเป็นวรรณกรรมคลาสสิกสำหรับเด็กและเยาวชนที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง Pinocchio กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการพูดโกหกได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด จนทำให้ชื่อของ Pinocchio ถูกนำไปตั้งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Pinocchio Effect’

 

Pinocchio Effect

 

     แต่ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ Pinocchio Effect เราต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมโกหกกันก่อน เพราะจริงๆ แล้วการโกหกเป็นพฤติกรรมที่พบได้ในทุกช่วงวัยของชีวิต เพียงแต่มีรายละเอียดและแรงจูงใจที่แตกต่างกันไปตามพัฒนาการของอายุ

     การไม่พูดความจริงเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกในวัยเด็ก เพราะเด็กยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างความจริง (reality) กับจินตนาการ (imagination) ให้ออกจากกันได้ สิ่งที่เด็กพูดจึงมักจะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงของโลก ทำให้ผู้ใหญ่ส่วนมากเข้าใจผิดคิดว่าเด็กพูดโกหก ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเพราะความคิดความอ่านและทักษะการสื่อสารของเด็กซึ่งยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่เท่านั้น

     ต่อมาเมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นจนรู้ว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือจินตนาการ เด็กจะเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนมาเป็นพูดโกหกด้วยความตั้งใจ เพื่อทำให้ตัวเองได้สิ่งที่ต้องการหรือความพึงพอใจบางอย่าง การโกหกแต่ละครั้งจึงมีเป้าหมายและเจตนาชัดเจน เช่นเดียวกับวัยผู้ใหญ่

     เพียงแต่การโกหกของผู้ใหญ่จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น บางครั้งถึงขนาดต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าหรือสมรู้ร่วมคิดกับคนอื่นๆ ส่วนสาเหตุที่ต้องพูดโกหกเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ เพราะว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์บางอย่าง และความรู้สึกผิดจากการกระทำในอดีต หรือเป็นความจริงที่ต้องปกปิดไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้ แต่บางครั้งถ้าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ ผู้ใหญ่ก็มักจะหลีกเลี่ยงการพูดความจริงตรงๆ เป็นการโกหกที่มีเจนตนาดีเรียกว่า white lies เพราะต้องการถนอมความรู้สึก และรักษาน้ำใจของให้คู่สนทนา

     ดังนั้น การพูดโกหกจึงถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณของมนุษย์ เป็นกลไกที่คนเราเลือกใช้เพื่อป้องกันตนเอง (defense mechanism) จากความจริงหรือความคับข้องใจบางอย่างที่ไม่อาจยอมรับได้โดยง่าย หลายคนจึงเลือกพูดโกหกเพื่อทำให้ตัวเองสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นปกติที่สุด แม้ว่าการโกหกมักจะถูกเชื่อมโยงกับความรู้สึกและความหมายด้านลบมากกว่าก็ตาม เพราะการโกหกและไม่พูดความจริงส่วนใหญ่มีเจตนาไปในทางที่ไม่ดี และทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์

     จากผลสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า โดยเฉลี่ยชาวอเมริกันพูดโกหกประมาณ 11 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีความเป็นไปได้ว่าจะพูดโกหกถึง 3 ครั้งระหว่างการพูดคุยช่วงสั้นๆ แต่ถ้าต้องคุยกันยาวๆ คนอเมริกัน 60% จำเป็นต้องพูดโกหกทุกๆ 10 นาทีเพื่อคงบทสนทนานั้นให้ไปต่อได้ ดูเหมือนว่าทุกๆ การพูดคุยอาจมีการโกหกแฝงรวมอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกที่ควร เพราะการพูดโกหกแสดงถึงความไม่จริงใจต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เชื่อใจ และไม่มีความเชื่อมั่นในคู่สนทนา

     คำถามที่ตามมาคือแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครกำลังโกหกเราอยู่ เพื่อความเข้าใจอย่างง่ายที่สุด จึงแบ่งวิธีการจับโกหกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ

     กลุ่มแรก คืออาศัยการทำงานและประมวลผลจากเครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการจับโกหกโดยเฉพาะ เครื่องนี้มีชื่อว่า Polygraph หรือเครื่องจับเท็จ หลักการทำงานคือตรวจจับการเปลี่ยนแปลงและการตอบสนองของร่างกายขณะพูด แต่ผลจากเครื่องจับเท็จไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าโกหกหรือไม่ เพราะเป็นการรายงานสภาวะร่างกายช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ในทางกฎหมายและกระบวนการศาลยังคงตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือและความเที่ยงตรงของเครื่องจับเท็จ ข้อมูลที่ได้จากเครื่องจับเท็จส่วนใหญ่จึงนำมาใช้ประกอบความคิดเห็นเท่านั้น

 

Pinocchio Effect

 

     กลุ่มสอง คือการสังเกต โดยทั่วไปคนพูดโกหกมักจะมีพิรุธหรือแสดงอาการน่าสงสัยจนผิดสังเกตออกมาอย่างไม่รู้ตัว ผ่านทางพฤติกรรม ท่าทาง ภาษากาย คำพูด และลักษณะการพูดที่เปลี่ยนไป ในหนังสือ The Deffiinitive Book of Body Language: The Hidden Meaning Behind People’s Gestures and Expressions เขียนโดย Allan และ Barbara Pease ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากาย ได้แนะนำแนวทางง่ายๆ ในการจับโกหกไว้คือ คนโกหกส่วนใหญ่มักเอามือหรือนิ้วขึ้นปิดปาก เพราะจิตใต้สำนึกสั่งให้ทำเพื่อปิดบังสิ่งที่โกหกไป หรือคนโกหกบางคนก็มีพฤติกรรมไม่สบตาขณะพูดคุย

     ส่วนบทบาทของเพศระหว่างความเป็นชายและหญิงก็เกี่ยวข้องกับความสามารถในการจับโกหก เพราะผู้หญิงมักจะจดจำรายละเอียดได้ดีกว่า เมื่อมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะพฤติกรรมของคนรัก ผู้หญิงจะรู้ทันที ขณะที่ผู้ชายส่วนมากไม่รู้ว่าผู้หญิงกำลังคิดอะไรอยู่

     แม้ว่าการจับโกหกด้วยภาษากายจะมีข้อสังเกตที่หลากหลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าท่าทางที่แสดงออกมา รูปแบบของภาษากายและพฤติกรรมที่ปรากฏจึงไม่สามารถเหมารวมและระบุได้ชัดเจนว่าถ้ามีคนเอามือปิดปาก หรือไม่สบตาระหว่างพูดเท่ากับว่าคนนั้นกำลังโกหกเสมอไป เพียงแต่เป็นข้อมูลที่บอกแนวโน้มความเป็นไปได้มากกว่า

     กลุ่มสาม กลุ่มสุดท้ายคือมุ่งเน้นศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองและการพูดโกหก ในปี ค.ศ. 2012 University of Granada ประเทศสเปน ได้ข้อสรุปว่า ขณะที่คนเราพูดโกหกหรือพูดไม่ตรงกับสิ่งที่คิด อุณหภูมิบริเวณจมูกรวมถึงกล้ามเนื้อรอบเบ้าตาด้านในจะเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน จากการศึกษาผ่านกล้องถ่ายภาพความร้อน (thermographic camera) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายที่รายงานผลได้ทันทีทันใด

     และสาเหตุที่จมูกของคนพูดโกหกร้อนขึ้น เพราะเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า อินซูลา (Insula) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดและควบคุมอุณหภูมิในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อพูดโกหก สมองส่วนนี้จะทำงานหนักขึ้นมากกว่าปกติ นอกจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ร่างกายยังตอบสนองด้วยการหลั่งฮอร์โมนแคทีโคลามีน (Catecholamines) ออกมา ทำให้เนื้อเยื่อภายในโพรงจมูกและลำคอระคายเคือง คนพูดโกหกจึงมักจะยกมือหรือนิ้วขึ้นมาสัมผัส จับ และขยี้จมูกไปมา รวมถึงจับคอเสื้อบ่อยครั้งจนผิดสังเกต แม้จมูกจะไม่ได้ยื่นยาวออกมาอย่าง Pinocchio แต่ก็ถือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จมูกอย่างชัดเจนเหมือนกัน เราจึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Pinocchio Effect เพื่ออธิบายถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับจมูกเมื่อพูดโกหก ที่สำคัญผลข้างเคียงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นการโกหกของผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม

 

Pinocchio Effect

 

     สุดท้าย Pinocchio ได้รับบทเรียนว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี เขากลับตัวมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งจนสำเร็จ Pinocchio กลายเป็นเด็กผู้ชายโดยสมบูรณ์และได้อยู่กับช่างไม้วัยชราผู้สร้างเขาขึ้นมาอย่างมีความสุข แต่ในโลกความเป็นจริง เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินเด็ดขาดเหมือนในวรรณกรรมว่าการโกหกเป็นสิ่งไม่ดี เพราะขึ้นอยู่กับเหตุผล เจตนา และผลลัพธ์ที่ตามมามากกว่า

      แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เมื่อเราเริ่มโกหกครั้งแรกสำเร็จย่อมมีครั้งต่อๆ ไปเสมอ เพราะสมองจะเรียนรู้และจูงใจให้โกหก ถ้าการโกหกครั้งนั้นนำมาซึ่งความรู้สึกดีหรือความพึงพอใจ แต่คงไม่มีใครอยากเป็นคนที่โดนตำหนิว่าเป็นคนโกหก ตอแหล หรือกลับกลอกไปมา เพราะเท่ากับว่ากลายเป็นคนที่ไม่มีใครไว้ใจ และไร้ความน่าเชื่อถือใดๆ

     บางคนอาจจะโกหกคนอื่นๆ ได้อย่างแนบเนียบจนไม่มีใครจับผิดได้เลย แต่ความจริงคือความจริง เรื่องโกหกก็เป็นแค่เรื่องโกหก เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครโกหกตัวเองได้ รวมถึงร่างกายของตัวเอง

     ร่างกายไม่เคยโกหก และร่างกายนี่แหละคือความสัตย์จริงที่สุดซึ่งพร้อมเปิดเผยความจริงออกมาให้ทุกคนได้รู้ว่าใครคือคนโกหก ตอแหล ไม่พูดความจริง และกำลังลวงโลกอยู่บ้าง

 


References: https://canal.ugr.eswww.apa.orgwww.sciencedaily.com

Share Post
Like 2 View 4924

Author

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ