Woman | จะเท่ากันได้จริงไหม เมื่อคำว่า man และ male ยังเป็นส่วนประกอบของคำว่า woman และ female

World Wide Words
27 Mar 2019
เรื่องโดย:

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์, พัทธมน วงษ์รัตนะ

Man แปลว่า ผู้ชาย Woman แปลว่า ผู้หญิง

สองคำนี้เราเรียนกันมาตั้งแต่ประถม (หรือบางคนก็ตั้งแต่อนุบาล) เรียกว่าเป็นคำเบสิกที่ใครๆ ก็รู้ ถ้าเมื่อไหร่ท่องคำว่า m-a-n แปลว่า ผู้ชาย ได้ ก็แค่ใส่ wo เข้าไป แค่นี้ก็เป็นผู้หญิงแล้ว

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ก็เจอกับศัพท์ระบุเพศอีกเซตหนึ่งที่เป็นทางการมากขึ้น อย่าง Male แปลว่า เพศชาย Female แปลว่า เพศหญิง

สบายเลย… หลักการเดียวกัน ท่องคำศัพท์เพศชายก่อนว่า m-a-l-e เสร็จแล้วเติม fe เข้าไปข้างหน้า แค่นี้ก็เป็นเพศหญิงแล้ว

     แม้จะจำง่าย สอบเขียน dictation ทีไรก็ผ่านฉลุย แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่าผู้หญิงถึงดูเป็นคำที่ติดสอยห้อยตามคำศัพท์ที่แปลว่าผู้ชายขนาดนั้น เหมือนว่าผู้หญิงเป็นเพศรองไม่ได้มีความสลักสำคัญ อาศัยแค่เติม preffiix เอาจากเพศชาย โดยไม่มีรากศัพท์เป็นของตัวเอง แล้วในยุคนี้ที่พลังหญิงมีความแข็งแกร่งและความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก คำศัพท์เหล่านี้กลับให้ความรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมบางอย่าง จนเป็นที่ขัดหูขัดตาของเหล่าเฟมินิสต์หลายคน

     ก่อนที่สาวๆ จะอ่านแล้วน้อยใจไปมากกว่านี้ เราขอชวนคุณไปขุดรากศัพท์ของคำว่า ‘woman’ ให้ถึงรากถึงโคนกันหน่อยดีกว่า ว่าจริงๆ แล้วในอดีตผู้หญิงไม่มีความสำคัญจนไม่มีคำศัพท์เป็นของตัวเองจริงหรือ และเราจะสามารถแก้ไขเซนส์ของความไม่เท่าเทียมที่ตามติดมากับภาษาที่ใช้ได้อย่างไร

 

01 Woman ไม่ได้มาจากคำว่า Man

     หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่า คำว่า man ไม่ได้หมายถึง ผู้ชาย เท่านั้น แต่ยังแปลว่า คนหรือมนุษย์ ด้วย โดยคำว่า man ในความหมายที่ว่านี้พัฒนามาจากคำว่า mann ในภาษาอังกฤษเก่า หรือภาษาแองโกล-แซกซัน ที่พูดกันในบริเวณอังกฤษและตอนใต้ของสกอตแลนด์ ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 เพราะฉะนั้น ในอดีต คำว่า mann จะไม่มีความหมายเกี่ยวข้องกับความเป็นเพศชาย แต่จะแปลว่า คนหรือมนุษย์ (person, human) โดยรวม ไม่ว่าจะเอ่ยถึงหญิง ชาย หรือเด็ก ก็นับว่าเป็น mann ทั้งหมด

 

woman
ภาพวาด Together โดย Shelby Mcquilkin

     ส่วนคำที่หมายถึง มนุษย์เพศชาย คือ wer หรือ wǣpmann มาจากภาษาละตินว่า vir รวมถึงภาษาสันสกฤตว่า virah จนต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 คำว่า wer เริ่มถูกกลืนหายไปจนเหลือแต่เพียง man เพียงอย่างเดียว ทำให้คำศัพท์ที่หมายถึง ‘ผู้ชาย’ กลายเป็นคำว่า ‘man’ นับตั้งแต่นั้น

     อย่างไรก็ตาม แม้คำว่า wer จะดูเหมือนล้มหายตายไปจากภาษาอังกฤษแล้ว แต่รากศัพท์คำนี้ก็ยังรอดชีวิตมาเห่าหอนในคืนพระจันทร์เต็มดวงให้เราได้เห็นกันในหนังสยองขวัญอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็คือคำว่า werewolf หรือมนุษย์หมาป่า ในปัจจุบัน (มาจากคำว่า wer = ผู้ชาย, wolf = หมาป่า) นั่นเอง

     ในขณะเดียวกัน คำที่หมายถึงมนุษย์เพศหญิงในภาษาอังกฤษเก่า คือคำว่า wif หรือ wīfmann ซึ่งนอกจากจะหมายความว่า ผู้หญิง หรือ woman แล้ว ยังหมายถึง wife หรือภรรยาด้วย โดยหากอ้างอิงจากหลักภาษาและวัฒนธรรมของอินโด-ยูโรเปียน คำว่า wif หรือ wifmann จะถูกนำไปใช้กับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อเธอแต่งงานแล้วเท่านั้น และต่อมา wifmann จึงพัฒนามาเป็นคำว่า woman (หมายถึงผู้หญิง) เช่นเดียวกับ wif ที่พัฒนามาเป็นคำว่า wife (ภรรยา)

     เพราะฉะนั้น หากมองให้ถึงรากศัพท์แล้ว คำว่า woman ไม่ใช่คำที่พัฒนามาจาก man อย่างที่หลายคนเคยคิด แต่ทั้ง woman และ man ต่างก็มีรากศัพท์เป็นของตนเองที่แตกต่างกันออกไป นั่นก็คือคำว่า wer และ wif เพียงแต่พัฒนาการของภาษากลับสร้างความสับสน จนทำให้คำว่า man ดูมีความสำคัญกว่า woman เพราะแปลความหมายได้ทั้งผู้ชายและมนุษย์

 

02 แล้ว Female มาจากคำว่า Male หรือไม่?

     เช่นเดียวกับคำว่า Woman – คำว่า Female ไม่ได้มาจากคำว่า Male

      เพราะจริงๆ แล้ว คำว่า female หรือที่แปลเป็นไทยว่า เพศหญิง เป็นคำศัพท์ที่พัฒนามาจากภาษาละตินว่า ‘femella’ หรือ ‘femina’ ต่างหาก

     ในทางกลับกัน คำว่า male หรือเพศชาย พัฒนามาจากคำภาษาฝรั่งเศสเก่า ‘malse’ ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า masculus ในภาษาละติน เมื่อเวลาผ่านไป males ถูกนำมาใช้ภาษาอังกฤษ และตัดเหลือเพียงคำว่า male เช่นเดียวกับคำว่า femella ที่ถูกลดทอนและเปลี่ยนรูปเป็นคำว่า female และกลายเป็นคำที่ใช้แทนเพศหญิงจนมาถึงปัจจุบัน

     นักภาษาศาสตร์ยังกล่าวอีกว่า คำว่า female ไม่ได้ประกอบร่างมาจากคำว่า male และเติม preffiix ว่า fe แต่เป็นคำที่มีความหมายและรากศัพท์ของตนเองตั้งแต่ต้น

     และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่พัฒนาการทางภาษาอังกฤษสร้างความสับสนในเรื่องความสำคัญระหว่างเพศหญิงและชาย ทั้งยังแฝงไปด้วยเซนส์ของ patriarchal language หรือภาษาที่เพศชายเป็นใหญ่ จนเหล่าเฟมินิสต์หลายคนไม่พอใจและลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคำว่า woman

 

03 การเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ และเหล่า Super Womxn

     ช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว บางคนอาจจะเคยเห็นป้ายประท้วงของนักขับเคลื่อนสิทธิสตรีที่เปลี่ยนการเขียนคำว่า Woman เป็น Womyn หรือ Womxn ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะตัดคำว่า man ออกไปจากคำว่า woman และลดทอนเซนส์ของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ที่ซุกซ่อนอยู่ในภาษา

 

woman
ที่มาภาพ: https://metro.co.uk

     คำว่า womyn ยังเคยถูกใช้เป็นคำที่หมายความว่า ผู้หญิง ในช่วงปี ค.ศ. 1975 ด้วย โดยมาจากการที่นิตยสารสัญชาติอเมริกัน Lesbian Connection จัดเทศกาลชื่อ Wolf Creek Womyn’s Festival (ปัจจุบันใช้ชื่อ WoLF Fest) เพื่อเฉลิมฉลองเสรีภาพและพลังของผู้หญิง

     ส่วนคำว่า womxn นั้นเป็นคำใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา โดยนอกจากจะแปลว่า ผู้หญิง แล้ว ยังหมายความรวมไปถึงผู้ไม่ประสงค์ระบุเพศ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ และบุคคลข้ามเพศด้วย

     อย่างไรก็ตาม คำว่า womyn และ womxn ก็ยังไม่เคยถูกบรรจุไปในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ ทั้งยังก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เช่น เรื่องการออกเสียง ที่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าอ่านว่าอะไร ส่วนบางคนยังมองว่าเป็นความดื้อรั้นและเซนซิทีฟเกินไปของเหล่าเฟมินิสต์ แม้แต่ Vanessa Bailey นักแสดงสาวชาวอังกฤษก็โพสต์ทวิตเตอร์ว่าเป็นเรื่อง nxnsense หรือผู้หญิงคนหนึ่งก็ทวีตข้อความว่าจะเรียกตัวเองว่า womxn เมื่อผู้ชายเปลี่ยนเป็นคำว่า mxn เท่านั้น

 

04 คำศัพท์ไม่ระบุเพศ

     แม้ว่าการเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับว่า woman ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้เราก็ได้เห็นวิวัฒนาการของภาษาอังกฤษที่ให้ความเคารพเพศหญิงและเพศทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การนำคำว่า their มาใช้แทน his หรือ her (ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในแอพพลิเคชัน instagram ที่จะใช้ว่า xxx has shared their story แทนคำว่า his หรือ her story)

     มีการบัญญัติคำว่า Humankind (มนุษยชาติ) แทนคำว่า Mankind หรือการที่นักแสดงหญิงชาวฮอลลีวูดหลายคนเริ่มเรียกตัวเองว่าเป็น actor แทน actress เพื่อลดการแบ่งแยกเพศในอาชีพต่างๆ ด้วย

 

     ในโลกปัจจุบันที่คนเพศไหนจะทำอาชีพอะไรก็ได้ คำศัพท์ด้านอาชีพที่พ่วงมาด้วยคำระบุเพศอย่างเช่นคำว่า policeman หรือ ffiireman จึงค่อยๆ เสื่อมความนิยมไป และแทนที่ด้วยคำใหม่ที่เป็นกลางขึ้นกว่าเดิม เช่น เซตตัวอย่างคำศัพท์ต่อไปนี้

     คำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของภาษาที่ปรับตัวไปตามสภาพสังคมและทัศนคติของมนุษย์ และหากมองให้ลึกขึ้น คำเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้เพศอื่นๆ เช่น ผู้หญิงหรือชาวข้ามเพศ มองเห็นความเป็นไปได้ในการทำอาชีพที่ครั้งหนึ่งเคยมองว่าเป็นของผู้ชายอย่าง police offfiicer หรือ ffiireffiighter ด้วย เพราะคำว่า man ไม่ปรากฏขึ้นมากวนใจอีกแล้ว

     คงจริงอย่างที่นักภาษาศาสตร์เคยบอกไว้ว่า ภาษาเป็นสิ่งที่ดิ้นได้เสมอ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะไม่เห็นคำว่า actress ปรากฏอยู่ตามสื่อต่างๆ แล้วก็ได้ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเหมือนกันว่าถ้าถึงคราวที่คำว่า woman ต้องเปลี่ยนไปจริงๆ ผู้หญิงอย่างเราๆ จะแนะนำตัวเองใหม่ว่าอะไร

 


ที่มา: 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ฐิติชญา อนันต์ศิริภัณฑ์

หญิงสาว Multi art skill ที่รับทำทุกอย่าง! จริงจังมากกับการคุมโทน ชอบใช้ชีวิตเหงาๆ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต อุทิศชีวิตตอนกลางคืนให้การติ่งบังทัน อยากเลี้ยงน้องหมา และฝากเพจเฟซบุ๊ก oneun cafe ด้วยค่ะ

เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี