Homeพงศ์ธร ยิ้มแย้ม

พงศ์ธร ยิ้มแย้ม

“ทำงานแรกๆ อย่าเอาเงินเป็นตัวนำ แต่ควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” ตอนเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ พ่อสอนผมด้วยประโยคเบื้องต้นแบบนี้เสมอ จนผมจำมันได้ขึ้นใจ ถึงแม้ว่าเบื้องลึกแล้วจะยังมีคำถามในใจอยู่ว่าเราเอาแรงไปแลกกับเงินของเขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเราไม่ควรคิดถึงเงินเป็นที่ตั้งล่ะ      จนกระทั่งชีวิตล่วงเลยเข้าสู่วัยสามสิบ คำถามที่เคยตั้งค่อยๆ ถูกประสบการณ์การทำงานที่อยู่ภายใต้คำสอนของพ่อคลายคำตอบออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการมีผองเพื่อนพี่น้องและมิตรภาพทั้งในและนอกแวดวงทำงานที่มากขึ้นจากความขยันและไม่เกี่ยงงานในช่วงเริ่มแรกของการทำงาน      บทเรียนนี้สอนผมว่า การเริ่มต้นยากเสมอ

สวัสดีผู้อ่านทุกคนครับ บังเอิญผมไปเห็นงาน Print Ad ตัวหนึ่งเกี่ยวกับการรณรงค์ทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง หากเราทะลึ่งไปทิ้งผิดที่ผิดทาง เช่น ตามป่าเขาลำเนาไพรหรือผืนทรายตามท้องทะเล ขยะจากการบริโภคของเราจะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยเฉพาะขยะประเภทพลาสติก โฟม เป็นต้น      งานโฆษณาชิ้นนี้จึงออกแบบและเล่าเรื่องให้เราเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรานำขยะไปทิ้ง

“การมองไปข้างหน้าฉลาดเสมอ แต่คงยากที่จะมองไปไกลกว่าที่ตาเห็น” ผมชื่นชอบประโยคนี้ของ วินสตัน เชอร์ชิล มากๆ ครับ และไม่คิดว่าจะนำมันมาเขียนในบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินและชีวิต เพราะการคิดตามประโยคที่เชอร์ชิลกล่าวไว้นั้นมีขอบเขตบางๆ กั้นความคิดของเราไว้อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของอายุขัยโดยทางธรรมชาติที่ตีกรอบให้เราคิดว่าจะออกแบบชีวิตปัจจุบันไปจวบจนถึงวันสุดท้ายอย่างไร      หากพูดถึงอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนไทยแล้วจะอยู่ที่ 80 ปี ถ้าระบุเป็นเพศหญิง

เช้าวันหยุด ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ผมพาภรรยากับหลานสาวไปออกกำลังกาย เราวิ่งสลับเดินฉบับคนที่ไม่ค่อยจริงจังกับการออกกำลังกายมากนัก วิ่งๆ เดินๆ ไปสักพักก็หยุดพักที่บริเวณลานออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัยมายืดเส้นยืดสาย ขยับแข้งขยับขา พร้อมกับบทสนทนาอีกมากมาย “ลูกสาวเหรอครับ” คุณลุงสูงวัยแต่ยังดูแข็งแรงเดินเข้ามาถามผม “เปล่าครับ คนนี้หลานสาวครับ” ผมตอบคุณลุงกลับไป      จากนั้นคุณลุงก็เริ่มถามอายุของผมกับภรรยา

ทุกครั้งที่ผมขับรถออกไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ระหว่างขับรถไปบนทางด่วนหลายๆ เส้นทาง มักมีสัญลักษณ์เตือนให้คนขับเว้นช่วงระยะห่างระหว่างคันข้างหน้าเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกรณีคันหน้าเบรกกะทันหันอยู่เสมอ แน่นอนว่าถึงแม้จะมีสัญลักษณ์ที่ปรากฏเด่นชัดเตือนขนาดนั้น แต่ก็ยังมีคนเพลี่ยงพล้ำจนประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เราจึงเสียต้นทุนอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา และสภาพจิตใจ นี่คือเหตุผลว่าทำไมระยะห่างถึงสำคัญ      ถ้าเรานำประเด็นระยะห่างจากการขับรถบนถนนมาประยุกต์ใช้กับเงินในกระเป๋าของเราก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน และหลักที่จะเขียนต่อไปนี้เชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้ถ้ามีความมุ่งมั่นและมีวินัยเพียงพอ    

อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้หล่นคำพูดเกี่ยวกับกฎสี่ข้อแห่งความสุขไว้นานมากแล้ว แต่ยังคงมีผู้คนนำกลับมาเอ่ยถึงอยู่เสมอๆ “อยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พ้นจากความทะเยอทะยาน ทำงานสร้างสรรค์ และรักใครสักคน”      แสดงให้เห็นว่า จริงอยู่แม้เราจะทำงานเพื่อหาเงิน ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย เก็บออมเพื่อให้มีใช้จ่ายยามจำเป็น แต่ชีวิตนี้ยังมีสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น

ภาพที่เห็นบ่อยที่สุดในวันหยุดยาวหรือเมื่อมีเทศกาลต่างๆ คือภาพของผู้คนจำนวนมากยืนต่อคิวกันเป็นกระจุกเพื่อรอรถขนส่งมวลชนพาพวกเขากลับบ้านไปเจอครอบครัว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง เพราะการเดินทางที่แท้จริงต้องต่อสู้กับสภาวะหลายๆ อย่าง เช่น การรอคอยรถขนส่ง การเสียเวลาจากสภาพการจราจรที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติหลายชั่วโมง—ที่จริงเพียงแค่รอรถหลังเลิกงานก็ทำให้หลายๆ คนต้องต่อคิวยาวนานนับชั่วโมงแล้ว      ดังนั้น หลายคนจึงต้องมีการเตรียมตัวด้วยการบันทึกอัลบั้มเพลงที่อยากฟัง ซีรีส์ที่อยากดู หรือคอนเสิร์ตที่อยากชม เอาไว้ในสมาร์ตโฟนพร้อมกับแบตสำรองที่ชาร์จมาเต็มอัตรา

ตั้งแต่ชีวิตเข้าหลักไมล์ในวัย 30 ผมสังเกตว่าเพื่อนๆ น้องๆ ที่อยู่ในวัยใกล้เคียงรอบข้างเริ่มโหยหาความมั่นคงในชีวิตกันมากขึ้น ไม่นานมานี้ มีน้องที่บริษัทคนหนึ่งมาปรึกษาผมถึงหมุดหมายของชีวิต และการกำหนดเส้นชัยแห่งความมั่นคงว่า ชีวิตควรจะแตะเส้นชัยในช่วงไหน และหมุดหมายแห่งความมั่นคงในชีวิตควรมีอะไรบ้างนอกเหนือจากเรื่องเงิน การแต่งงาน และหน้าที่การงาน      เหตุผลที่น้องคนนี้ตั้งคำถาม เพราะเขาสังเกตว่าทำไมชีวิตของเขานั้นไม่เคลื่อนไปข้างหน้าเสียที

ในปี 1893 จิตรกรชาวนอร์เวย์ เอ็ดเวิร์ด มุงค์ (Edvard Munch) สร้างสรรค์ผลงานอันโด่งดังชื่อ The Scream จากแรงบันดาลใจขณะมองเห็นดวงอาทิตย์ตกดิน แต่มันกลับไม่ได้มาจากความรู้สึกโรแมนติกเหมือนจิตรกรทั่วไป ตรงกันข้ามมันคือ ‘ความกลัว’    

ช่วงต้นปีมีแคมเปญที่หลายๆ คนเล่นกันในเฟซบุ๊กนั่นคือ #10yearschallenge ครับ โดยมีการนำภาพของตัวเองเมื่อสิบปีก่อนมาเปรียบเทียบกับตัวเองในปัจจุบัน แน่นอนว่าความสนุกคือการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ทรงผม หรือแม้กระทั่งร่องรอยของอายุอย่างรอยตีนกา แฮ่       ก็ถือว่าเป็นแคมเปญที่สนุกสนานกันไปนะครับ แต่ก็อยากเตือนว่าอย่าลืมลองคิดถึงชีวิตในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วยว่าชีวิตเราจากวันนี้ถึงวันหน้าในอนาคตจะเป็นอย่างไร