Homeสว่าง ทองดี

สว่าง ทองดี

The Butterfly Effect ถ้าเทียบเคียงภาษาไทยก็น่าจะใกล้เคียงกับประโยค ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’  ความหมายประมาณว่า เราทำสิ่งใด แม้มองว่ากระจิริดหรือแทบไม่ได้สลักสำคัญใดๆ ทว่าในความเป็นจริงนั้นกลับส่งผลกระทบมหาศาล   และผมก็เชื่อแบบนั้น        ตั้งแต่ก่อนเริ่มโปรเจ็กต์กาแฟ ผมตั้งใจอย่างมั่นเหมาะว่าจะทำให้เล็ก ยึดมั่นที่จะเล็กให้ถึงที่สุด ไม่ต้องขยายให้กลายเป็นธุรกิจใหญ่โต โดยยืน

บ่ายแก่ ริมทางเท้าแยกกลางเมืองเก่าเชียงใหม่ (เมื่อราว 4 ปีก่อน) ผมกำลังลงมือเก็บข้าวของ เตรียมปั่นจักรยานลากรถพ่วงเล็กกลับบ้าน ไอ้หนุ่มร่างเล็กหนวดเครารุงรังโพกหัวแต่งกายด้วยผ้าม่อฮ่อมเดินเก้กังเข้ามาทัก เขาหอบถุงใบใหญ่ข้างในบรรจุกาแฟคั่วมาด้วย ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามและคุยสัพเพเหระอะไรกันไป หนุ่มคนนี้บอกว่า สนใจอยากขายกาแฟและตั้งใจจะทำเล็กๆ เช่นกัน ก็ให้ถ่ายรูปรถพ่วงทั้งด้านนอกและข้างในเผื่อจะนำไปจ้างร้านเหล็กให้ประกอบแล้วเอามาตุเลงปั่นขายกาแฟด้วยอีกราย เพราะคิดว่าถ้ามีแบบนี้กันหลายคนหลายคันก็จะเกิดเป็นกระแส

การมุมานะโดยมีครอบครัวและคนรอบข้าง (เปรียบเสมือนลมใต้ปีก) คอยสนับสนุนเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จนับว่าสำคัญ การ ‘ทำ’ กาแฟก็เช่นกัน กลุ่มคนผู้จุนเจือช่วยเหลือด้านต่างๆ ก็คือ ‘มิตรสหาย’ มีทั้งเพื่อนที่เป็นลูกค้าอุดหนุน กับเพื่อนที่ยินดีให้ไปร่วมเรียนรู้กับเขา      ในส่วนของ ‘ความรู้’ นั้น กาแฟมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด

เราทำฝันให้เป็นจริงได้ทีละอย่างเท่านั้น หรือแท้จริงแล้วเราสามารถนำหลายความฝันมา ‘ยำ’ ใส่หม้อใบเดียวกัน และปรุงทุกฝันไปพร้อมๆ กันได้?      อาจยาก แต่ผมว่าเป็นไปได้ ทั้งนี้คงต้องมีปัจจัยเสริมเอื้อให้สามารถทำหลายฝันในเวลาเดียวกัน เพราะจากประสบการณ์การเดินทาง ได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ก็พอจะเห็นว่ามีลู่ทางทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้          ยกตัวอย่าง เช่น

ในการเรียนรู้ศาสตร์ทุกแขนงนั้น ยิ่งศึกษามากขึ้น เรากลับพบว่ามีแง่มุมทั้งเชิงลึกและกว้างให้สามารถต่อยอดได้เรื่อย แทบไม่มีที่สิ้นสุด อย่างการเรียนในระบบ ระดับปริญญาตรีนั้นเปรียบเสมือนการปูพื้น พอไปต่อปริญญาโท หมายถึงเจาะลงไปเฉพาะด้านมากขึ้น พอถึงปริญญาเอกกลายเป็นการได้รู้ลึกแค่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งเท่านั้นเอง        เช่นเดียวกับเรื่องกาแฟ เป็นอะไรที่ไม่รู้จบจริงๆ นี่ขนาดตอนนั้นเริ่มต้นจากที่แค่ต้องการสร้างงานเสริม ไปๆ มาๆ

อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกก่อนเริ่มทำงานที่ไร่กาแฟในปานามา ผมกำหนดเป้าหมายหลักไว้ 2 อย่างคือ การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ โดยเฉพาะในส่วนของการตรวจสอบคุณภาพผลผลิต ส่วนอีกเป้าประสงค์คืออยากหาเคล็ดลับในการ ‘อยู่กับที่กับทาง’ เพราะไลฟ์สไตล์สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานมากพอเลยสักครั้ง ความเคยชินในการเป็นคนเร่ร่อนจึงทำให้การปักหลักกลายเป็นเรื่องยาก ซึ่งสวนทางกับวิถีของชาวบ้านชาวช่องพอสมควร        สำหรับเป้าหมายในเรื่องการเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์หยั่งรากนั้นได้ผลค่อนข้างน่าพอใจ (แต่ช่วงแรกก็หืดขึ้นคอนะ) ผมพยายามต่อสู้เพื่อจะไปให้ถึงหมุดหมายนี้

ถ้าเราดุ่มๆ หรือพุ่งไปข้างหน้า ใช้ชีวิตและทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้จัดสรรเวลาในการย้อนกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจยากที่จะสังเกตเห็นพัฒนาการของตัวเอง อันที่จริง การเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนี่เองที่เป็นกำลังใจมหาศาลให้มุมานะพยายามต่อไป ในขณะเดียวกัน การได้ทบทวนตัวเองก็มักจะทำให้เห็นจุดอ่อนที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง อันจะส่งผลทำให้เรา ‘ก้าวหน้า’ อย่างแท้จริง        อาจจะเพราะอายุเริ่มมากขึ้นกระมัง จึงสังเกตสังกาสิ่งรอบตัวมากขึ้น

ปกติเรามักได้ยลโฉมดอกกาแฟบานสะพรั่งเพียงปีละครั้ง อย่างที่โบเกเตมักเริ่มบานกันช่วงพฤษภาคม แต่พักหลังมานี้สภาวะอากาศโลกแปรปรวน พืชพันธุ์ต่างๆ พากันปรับตัว ไม่เช่นนั้นก็จะอาจจะไม่สามารถส่งต่อพันธุกรรมโดยการสร้างลูกหลาน      อย่างต้นกาแฟทั้งหลายพบว่าระยะหลายปีมานี้ (จากคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น) พากันออกดอกติดผลผิดฤดู ต้นปีปลายปีก็ไม่เว้น เกษตรกรผู้ปลูกทั้งหลายก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย เพราะต้องคำนวณระยะเวลาความถี่ห่างของการใส่ปุ๋ย รวมทั้งวิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตซึ่งในอดีตเคยทำแค่เพียงครั้งเดียวต่อปีและเป็นแบบนั้นมาแต่นมนาน ก็ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากที่สุดโดยไม่ต้องเพิ่มค่าต้นทุนการผลิตมากจนเกินไป      

จุดเริ่มต้นคือทางฝ่ายบริหารซึ่งประชุมกันนั้นตอบตกลงให้รับเข้ามาทำงาน แต่ฝ่ายดำเนินการอย่างผู้จัดการไร่กาแฟและใครต่อใครดูจะยังงงๆ กับการมาถึงของชายไทย จำคำถามของอันเดรส (ผู้จัดการไร่) ได้ “คุณคิดว่าจะมาอยู่นี่นานเท่าไหร่” พูดแบบนี้อาจหมายความได้ว่า “เมื่อไหร่คุณจะไปจากที่นี่” ซึ่งถ้าผม ณ ขณะนั้นติดดาร์กมากคงสรุปไปแล้วว่าเขาผลักไสไล่ส่ง จะอย่างไรก็ตามแต่ ถ้าจะยึดภาษิตอยากได้ลูกเสือก็ต้องกล้าเข้าถ้ำเสือ อยากได้ความรู้วิชากาแฟตามเป้าที่ตั้งไว้ก็ต้องมั่นคง

ย้อนกลับมามองเมื่อผ่านพ้นบททดสอบก็สามารถยิ้ม กระทั่งขำในอารมณ์ดาร์กสุดๆ ของตัวเอง ณ ตอนนั้น ดีใจที่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกแย่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมนุษย์ผู้ชื่นชอบการเร่ร่อนสู่การอยู่กับที่กับทาง ภูมิใจในตัวเองที่อดทนมากพอในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการปรับตัวในทุกๆ ด้าน ใช่แล้ว มันเป็นไปตามคาดนั่นแหละว่าการตัดสินใจมาค้าแรงงานต่างบ้านต่างเมืองนั้นเปรียบเสมือนการลองของ รู้ว่าต้องเจอดีแน่ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ นี่ขนาดเตรียมตัวเตรียมใจรับมือเต็มที่แล้วก็ยังน่วมยังอ่วมแทบกระอักเลือดกันเลยทีเดียว        โลกทั้งใบหม่นลงหลังจากผ่านสัปดาห์แรกของการมาอยู่