Homeสว่าง ทองดี

สว่าง ทองดี

ถ้าเราดุ่มๆ หรือพุ่งไปข้างหน้า ใช้ชีวิตและทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้จัดสรรเวลาในการย้อนกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจยากที่จะสังเกตเห็นพัฒนาการของตัวเอง อันที่จริง การเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนี่เองที่เป็นกำลังใจมหาศาลให้มุมานะพยายามต่อไป ในขณะเดียวกัน การได้ทบทวนตัวเองก็มักจะทำให้เห็นจุดอ่อนที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง อันจะส่งผลทำให้เรา ‘ก้าวหน้า’ อย่างแท้จริง        อาจจะเพราะอายุเริ่มมากขึ้นกระมัง จึงสังเกตสังกาสิ่งรอบตัวมากขึ้น

ปกติเรามักได้ยลโฉมดอกกาแฟบานสะพรั่งเพียงปีละครั้ง อย่างที่โบเกเตมักเริ่มบานกันช่วงพฤษภาคม แต่พักหลังมานี้สภาวะอากาศโลกแปรปรวน พืชพันธุ์ต่างๆ พากันปรับตัว ไม่เช่นนั้นก็จะอาจจะไม่สามารถส่งต่อพันธุกรรมโดยการสร้างลูกหลาน      อย่างต้นกาแฟทั้งหลายพบว่าระยะหลายปีมานี้ (จากคำบอกเล่าของคนท้องถิ่น) พากันออกดอกติดผลผิดฤดู ต้นปีปลายปีก็ไม่เว้น เกษตรกรผู้ปลูกทั้งหลายก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย เพราะต้องคำนวณระยะเวลาความถี่ห่างของการใส่ปุ๋ย รวมทั้งวิธีการเก็บเกี่ยวผลผลิตซึ่งในอดีตเคยทำแค่เพียงครั้งเดียวต่อปีและเป็นแบบนั้นมาแต่นมนาน ก็ต้องวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากที่สุดโดยไม่ต้องเพิ่มค่าต้นทุนการผลิตมากจนเกินไป      

จุดเริ่มต้นคือทางฝ่ายบริหารซึ่งประชุมกันนั้นตอบตกลงให้รับเข้ามาทำงาน แต่ฝ่ายดำเนินการอย่างผู้จัดการไร่กาแฟและใครต่อใครดูจะยังงงๆ กับการมาถึงของชายไทย จำคำถามของอันเดรส (ผู้จัดการไร่) ได้ “คุณคิดว่าจะมาอยู่นี่นานเท่าไหร่” พูดแบบนี้อาจหมายความได้ว่า “เมื่อไหร่คุณจะไปจากที่นี่” ซึ่งถ้าผม ณ ขณะนั้นติดดาร์กมากคงสรุปไปแล้วว่าเขาผลักไสไล่ส่ง จะอย่างไรก็ตามแต่ ถ้าจะยึดภาษิตอยากได้ลูกเสือก็ต้องกล้าเข้าถ้ำเสือ อยากได้ความรู้วิชากาแฟตามเป้าที่ตั้งไว้ก็ต้องมั่นคง

ย้อนกลับมามองเมื่อผ่านพ้นบททดสอบก็สามารถยิ้ม กระทั่งขำในอารมณ์ดาร์กสุดๆ ของตัวเอง ณ ตอนนั้น ดีใจที่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกแย่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมนุษย์ผู้ชื่นชอบการเร่ร่อนสู่การอยู่กับที่กับทาง ภูมิใจในตัวเองที่อดทนมากพอในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการปรับตัวในทุกๆ ด้าน ใช่แล้ว มันเป็นไปตามคาดนั่นแหละว่าการตัดสินใจมาค้าแรงงานต่างบ้านต่างเมืองนั้นเปรียบเสมือนการลองของ รู้ว่าต้องเจอดีแน่ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ นี่ขนาดเตรียมตัวเตรียมใจรับมือเต็มที่แล้วก็ยังน่วมยังอ่วมแทบกระอักเลือดกันเลยทีเดียว        โลกทั้งใบหม่นลงหลังจากผ่านสัปดาห์แรกของการมาอยู่

สัปดาห์นี้จะเล่าเรื่องความเป็นอยู่ที่นี่ครับ เผื่อจะเป็นข้อมูลสำหรับคนที่ต้องการมาเที่ยว หรืออย่างน้อยก็ทำให้รู้จักบ้านเมืองนี้ประเทศนี้มากขึ้นบ้าง      แต่ก่อนจะเล่าเกี่ยวกับโบเกเตซึ่งเป็นเสมือน ‘บ้านหลังใหม่’ อยากเกริ่นนำสักเล็กน้อย พอให้เห็นภาพรวมหอมปากหอมคอ ว่าประเทศเล็กๆ อย่างปานามานั้นพิกัดอยู่ติ่งล่างสุดของอเมริกากลางหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ละตินอเมริกา (ใครยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนก็ google maps แล้วกันนะ) แม้จะไกลไทยครึ่งค่อนโลก

ยังไม่ทันหายจากเจ็ตแล็ก ไม่ได้ปรับตัวปรับใจใดๆ แต่อะดรีนาลีนในร่างกายกระตุ้นบอกว่าขอเริ่มงานทันที บินจากไทยไปปานามาซิตี (แวะเปลี่ยนเครื่องที่แฟรงก์เฟิร์ต) กินเวลากว่า 35 ชั่วโมง ต่อรถทัวร์อีก 2 ต่อเพื่อไปโบเกเตอันเป็นหมุดหมาย เวลาคนละซีกโลกต่างกัน 12 ชั่วโมงเต็ม บ้าหรือเปล่า!    

“เป็นอันว่าตกลงตามนี้ คุณกลับไปเมืองไทย จัดการธุระอะไรต่างๆ แล้วพบกันเดือนกุมภาฯ” แดร์เรน ดอยล์ เจ้าของบริษัท International Coffee Farms แห่งประเทศปานามา สรุปการสัมภาษณ์งาน นั่นหมายถึงผมเพิ่งได้รับการตอบรับให้เข้าทำงานในไร่กาแฟ!        ถ้าเป็นที่อื่นก็คงดีใจเหมือนกัน

เทือกเขายักษ์แห่งทวีปอเมริกาใต้ที่ทอดตัวจากเหนือจรดใต้นับหมื่นกิโลเมตร ชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘แอนดีส’ ส่วนหัวเริ่มต้นที่ประเทศโคลอมเบีย ทอดตัวยาวผ่านเอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ไปสิ้นสุดลง ณ ปลายทางเทือกเขาที่ดินแดนซึ่งสวยประหนึ่งสรวงสวรรค์ปาตาโกเนีย ซึ่งสันเขาช่วงนี้กั้นประเทศอาร์เจนตินาจากชิลี ทวีปนี้เป็นหมุดหมายในฝันของนักเดินทางมากมายรวมทั้งผม แต่ด้วยความที่อยู่คนละฟากโลก ค่าเดินทางจึงแพงกว่า เพิ่งจะไม่กี่ปีนี่เองที่ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงมาก