Homeสีตลา ชาญวิเศษ

สีตลา ชาญวิเศษ

เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบซื้อหนังสือเป็นของฝาก เหตุผลเพราะเป็นคนชอบหนังสือ และคิดว่าหนังสือเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ฉะนั้น เวลาเราให้หนังสือใคร ก็เหมือนเราพาเพื่อนใหม่ไปให้เขาคนนั้นรู้จัก และเรามักจะหวังเล็กๆ ในใจเสมอว่า ขอให้เพื่อนใหม่เล่มนั้นมอบเรื่องเด็ดโดนใจให้คนอ่านบ้าง อย่างน้อยสักนิดหนึ่งก็ยังดี      แต่เราก็ไม่ใช่คนให้หนังสือคนซี้ซั้วโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ เพราะเอาเข้าจริงหนังสือคล้ายกับยา แม้จะรักษาโรคหรืออาการเจ็บปวดได้ แต่ข้อเสียคือมันเป็นของขม

ถ้าเปรียบชีวิตคุณเป็นฤดู ฤดูกาลของคุณตอนนี้เป็นแบบไหน? และถ้าถามเรา ฤดูกาลของเราคือการเริ่มต้นใหม่ ที่อยู่ๆ เราก็อยากลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเอง รวมไปถึงการเขียนบทความรักลงใน a day BULLETIN ที่เขียนเป็นประจำมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว (2560)      ไม่นานมานี้

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เราเขียนบทความเรื่องการสูญเสียคนรัก และได้ยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของเพื่อนเราคนหนึ่งที่สูญเสียว่าที่เจ้าบ่าวไปก่อนงานแต่งงานเพียงแค่ 3 เดือน หลังจากบทความนี้ออกมา เราได้ส่งบทความให้เพื่อนอ่าน และได้คุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ หลังจากเหตุการณ์ร้ายนั้นผ่านพ้นไป ทว่าระหว่างคุยกัน นึกขึ้นได้ว่า เราประทับใจโพสต์หนึ่งในเฟซบุ๊กที่เพื่อนเราเขียนถึงแฟนหนุ่มหลังจากแฟนเสียชีวิตไม่กี่วัน      เราจำได้ว่า มันเป็นข้อความที่เพื่อนเราพยายามกลั่นความรู้สึกและความทรงจำที่มีต่อชายคนรักออกมาจากหัวใจ

หลายคนมักมองว่า คนเรานั้นมีคุณค่าก็เพราะสิ่งใหญ่โตที่เราทำ แต่ลองนับดูเถอะ มีสักกี่ครั้งในชีวิตที่คนเราจะได้ทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่จริงๆ เหตุผลที่ยกประเด็นขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ทำให้คนเราหลงรักหรือประทับใจใครสักคน ไม่ใช่เพราะเรื่องยิ่งใหญ่อะไรหรอก แต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ต่างหาก      ครั้งหนึ่งรุ่นพี่เคยเล่าเรื่องความรักของพ่อและแม่ของเขาให้ฟังว่าตั้งแต่ป๊ากับม้าอยู่กินด้วยกันมา 30 กว่าปี ป๊าไม่เคยพูดว่ารักม้าเลยสักครั้ง

คนเราอยู่ด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน ที่จะต้องมีปากมีเสียงหรือมีเรื่องไม่พอใจกันเป็นธรรมดา แต่สำหรับคู่รักจำนวนไม่น้อย ปัญหาลิ้นกับฟันอาจถึงขั้นบานปลายใหญ่โตเป็นชนวนให้เลิกกันได้เลยทีเดียว      ยกตัวอย่าง เพื่อนของเราคนหนึ่งเลิกกับแฟนด้วยเหตุผลทะเลาะกันบ่อย เพื่อนเคยเล่าให้ฟังว่า ก่อนเลิกกันประมาณหนึ่งปี ช่วงนั้นเรียกว่านรกมากๆ เพราะทะเลาะกับแฟนแทบทุกอาทิตย์ เรื่องที่ทำให้ทะเลาะส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต แต่เพราะพูดจาผิดหูเล็กๆ น้อยๆ แฟนก็พาลงอนและหาเรื่องทะเลาะ แถมเวลาทะเลาะกัน กว่าจะจบเรื่องได้ใช้เวลาเกือบ

หลายคนชอบนึกว่าความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่จริงๆ ความรักเกี่ยวข้องกับ ‘ทัศนคติ’ อย่างแยกไม่ออก เพราะทัศนคติเป็นตัวกำหนดวิธีคิดและการใช้ชีวิตของคนเรา เมื่อเรามีทัศนคติอย่างไร วิธีที่เรารักใครหรือมีความสัมพันธ์กับใครก็จะเป็นอย่างนั้น      ดูง่ายๆ เช่น คนที่คิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่จะได้รับความรัก คุณคิดว่าคนแบบนี้จะมีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพไหม? เพราะอย่าลืมนะว่าคนที่มองตัวเองไม่มีค่า พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมากมายว่าคนที่เขาคบต้องดีหรือต้องคอยดูแลเอาใจใส่พวกเขา เพราะพื้นฐานคนลักษณะนี้ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าพวกเขาคู่ควรกับความรักที่ดี     ฉะนั้น ในบทความนี้

คงไม่มีอะไรจะคาราคาซังและสับสนได้เท่ากับช่วงที่แฟนเก่ามาขอคืนดีหลังจากเลิกกันไปได้สักพัก เหตุผลที่มันยุ่งเหยิงไปหมดก็เพราะความคุ้นชินที่มีร่วมกันมายังไม่ทันจางหายดี พออีกฝ่ายมาง้อเลยทำให้หลายคนลังเลใจว่าจะเอาไงดี?      สถานการณ์นี้จะมีคนอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือ เดินหน้า ฉันไม่เอาแกแล้ว กับแบบที่สองคือ ก็ได้ ลองกลับไปคุยดู สำหรับกลุ่มแรกไม่ใช่ปัญหา เพราะใจแข็งพอที่จะไม่กลับไป แต่กลุ่มที่น่าห่วงคือกลุ่มที่สอง ซึ่งกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์แบบ

เคยเป็นไหม? ที่ต้องมานั่งเศร้าใจคนเดียว เมื่อรู้ว่าคนที่หันหลังไปจากเรา สุดท้ายคือคนที่เราต้องการ แต่ในวันที่มีเขาอยู่ เรากลับไม่รู้สึกอะไร หรือถึงจะรู้สึกอะไรกับเขา แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับว่าเราต้องการ กว่าจะมารู้ใจตัวเองก็สายไปเสียแล้ว      ยกตัวอย่างเรื่องราวของเพื่อนเราคนหนึ่ง เมื่อหลายเดือนก่อนมีผู้ชายมาจีบ ผู้ชายคนนี้เข้ามาในลักษณะแบบเพื่อนก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ดูแลเอาใจใส่ ให้กำลังใจ

ในบรรดาการสูญเสียที่หนักหนาที่สุดในชีวิตคน คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ความตาย’ สำหรับบางคน ความคิดถึงยังมีจุดสิ้นสุดให้ได้หายคิดถึงได้ ถ้าคนที่เรารอยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าจะได้พบกัน แต่สำหรับคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ต่อให้เราคิดถึงเขามากแค่ไหน ต่อให้อยากติดต่อเขาใจจะขาด มันก็เกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว      เมื่อปลายปีก่อน (2560) เราทราบข่าวที่น่าสะเทือนใจเรื่องหนึ่ง เป็นข่าวร้ายของเพื่อนห่างๆ ที่อยู่ๆ ก็ต้องสูญเสียแฟนหนุ่มจากอุบัติเหตุรถยนต์ไปแบบกะทันหัน

เข้าสู่เทศกาลฟุตบอลโลก หลายคนคงตื่นเต้นไปกับเกมการแข่งขันและการลุ้นทีมโปรด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีอีกหลายคนที่เพลิดเพลินกับการได้กรี๊ดนักฟุตบอลหน้าตาหล่อเหลา รวมทั้งชีวิตส่วนตัวของนักฟุตบอลเหล่านั้น ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ที่นักกีฬาจะต้องมีเรื่องภาพลักษณ์และชีวิตส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง      อันที่จริง วงการกีฬาก็คลายๆ กับวงการนักแสดงหรือเซเลบริตี้ ที่ต้องมีการวางแผนและจัดการภาพลักษณ์เบื้องหลังก่อนจะออกสู่เบื้องหน้า ยกตัวอย่างเช่น เดวิด เบ็กแฮม ที่หลายคนรู้จักกันดีว่า ภาพลักษณ์ของเขาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่ใช่แค่นักฟุตบอลเจ้าของลูกเตะฟรีคิกสุดสวย