Homeสีตลา ชาญวิเศษ

สีตลา ชาญวิเศษ

ครั้งหนึ่งตอนเราไปเที่ยวรัสเซีย และมีโอกาสเห็นมงกุฎของกษัตริย์รัสเซียตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ตอนนั้นเราคิดถึงเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนคือ อำนาจเป็นเรื่องหอมหวาน แต่อีกด้านมันก็พ่วงกับภาระอันหนักอึ้งเหมือนกับมงกุฎที่มีน้ำหนักเฉลี่ยถึง 4 กิโลกรัม พูดอีกอย่างคือ มงกุฎเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่อีกด้านมันก็หนักหัวสุดๆ เหมือนกัน      ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ปกครองล้วนแต่มีภาระใจเรื่องหนึ่งร่วมกัน คือการหาเหตุผลหรือความชอบธรรมว่าทำไมคนอื่นๆ

ยุคนี้เวลาพูดถึงเรื่องผู้นำหรือเรื่องกลยุทย์ ส่วนใหญ่คนจะนึกถึงศาสตร์ของฝรั่ง ตำรงตำราอะไรทั้งหลายเรียกว่าเป็นตะวันตกแทบทั้งหมดเลย แต่จริงๆ โดยส่วนตัว เราชอบศาสตร์นี้ที่เป็นของตะวันออกมากกว่า โดยเฉพาะของจีน เหตุผลเพราะศาสตร์ตะวันออกไม่เน้นความตายตัว แต่เน้นความลื่นไหลและออกจากนามธรรม เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ใช้ประสบการณ์ตีความและปรับใช้กันเอง      ซึ่งพอศาสตร์มีความลื่นไหล นั่นแปลว่าคนที่ศึกษาศาสตร์เหล่านี้จะต้องตระหนักเสมอว่า มันไม่มีสูตรตายตัว บางครั้งทำเร็วคือดี

คุณคงได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ ว่า ‘ไม่มีใครรู้จักตัวเราดี เท่ากับตัวเราเอง’ จริงๆ ไม่มีอะไรผิดเลยสำหรับประโยคนี้ เพราะโดยมากก็เป็นตัวเราเองนี่แหละที่จะรู้จักตัวเองดีกว่าคนอื่น แต่ว่าการบอกว่าเรารู้จักตัวเองดีกว่าคนอื่น ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะรู้จักตัวเองถูกต้องไปทุกเรื่อง      ยกตัวอย่างล่าสุด ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราไปเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาว ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางไป-กลับเกือบ 20

ครั้งก่อนเราเล่าถึงการทำการตลาดและสร้างแบรนด์สื่อคอนเทนต์ที่เป็นภาพใหญ่กันมาแล้ว ครั้งนี้มาถึงเรื่องสุดท้ายคือ ในระดับของการทำคอนเทนต์สักชิ้นหนึ่งออกมา ควรมีหลักการตลาดอะไรบ้าง      สำหรับการเล่าเรื่อง (Storytelling) จริงๆ ก็มีหลายหลักการ ถ้าเป็นสายวรรณกรรม ก็อาจจะพูดในแง่ศิลปะของการค่อยๆ ปั้นเรื่องราวจากศูนย์จนเกิดเป็นเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้คนอ่านติดตามเรื่องราวต่อ มาจนถึงไคลแม็กซ์ (Climax)

รักนี้จะบังเอิญไปไหน! เวลาคนเขาพูดว่า ‘เราเกิดมาคู่กัน’ อะไรกันนะที่ทำให้เขาเชื่ออย่างนั้น? แค่ความรู้สึกอย่างเดียวเท่านั้นเหรอที่ทำให้เกิดความมั่นใจ สำหรับคู่รักหลายคู่ ความมั่นใจว่าเขากับเธอเกิดมาเป็นของกันและกัน เป็นมากกว่าแค่ความรู้สึกที่ลึกซึ้งระหว่างคนสองคน แต่รวมถึงเหตุการณ์ สัญญาณ (sign) ปาฏิหาริย์ หรือปรากฏการณ์เหนือความสามารถมนุษย์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักของพวกเขา หรือที่เรียกว่า ‘Serendipity’

ครั้งก่อน ตอนที่ 1 ได้เล่าถึง Content Marketing ว่าคืออะไรไปแล้ว สำหรับครั้งนี้จะมาลงรายละเอียดต่อในเรื่องการทำการตลาดคอนเทนต์ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือการตลาดภาพรวม (Content Marketing) และกลยุทธ์ในการเล่าคอนเทนต์เป็นชิ้นๆ

ทุกวันนี้คิดเสมอว่า ถ้าเราเอาน้ำตาลกรอกใส่ปากคนที่ชอบแล้วทำให้เขาพูดจาหวานๆ กับเราได้ เราจะเหมาน้ำตาลทั้งโรงน้ำตาลเลย เพราะคนอะไรหนอช่างปากแข็งเสียเหลือเกิน คำว่า ‘รัก’ ‘คิดถึง’ หรืออะไรก็ตามแต่ที่สากลโลกเรียกว่าภาษาหวานๆ ไม่เคยหลุดออกจากปากหรือปรากฏอยู่ในหน้าแชตไลน์ จนเราอดน้อยใจและอดสงสัยไม่ได้ว่านี่เราเป็นคนสำคัญของเขาจริงๆ หรือเปล่า ทำไมถึงได้ห้วนและแห้งแล้งเหมือนคนเกลียดกันขนาดนี้      แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีมุมน่ารัก

ที่ผ่านมาเราเขียนบทความถึงหนังสือที่เราอ่าน แต่ไม่ค่อยพูดถึงงานที่ทำเท่าไหร่ จริงๆ งานประจำที่เราทำคือ Strategic Planner หรือนักวางแผนคอนเทนต์โฆษณา ซึ่งปีก่อน เรามีโอกาสไปบรรยายเรื่อง Content Marketing ให้ผู้ผลิตสื่อบ่อยๆ ครั้งนี้เลยคิดว่าน่าจะเอาเรื่องที่เราบรรยายมาบอกเล่าบ้าง เผื่อผู้อ่านท่านไหนที่สนใจเรื่อง Content

คุณเคยเจอไหม? เมื่อโอกาสหรือสิ่งที่คุณต้องการถูกปิดลง เหมือนกับประตูที่ไม่มีวันเปิดออก แล้วคุณก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะที่ผ่านมาคุณตั้งตารอแต่ประตูบานนั้นบานเดียว ยกตัวอย่างเช่น คุณอดทนเก็บเงินมาหลายปีเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว แต่แล้ววันหนึ่งแม่ของคุณล้มป่วยกะทันหัน ทำให้คุณต้องนำเงินทั้งหมดไปใช้รักษาแม่ แล้วคุณก็รู้สึกจุกเต็มหัวใจว่าประตูแห่งฝันถูกดับลงแล้ว หรือไม่ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักกำลังเดินมาสู่ทางตัน ราวกับประตูที่กำลังลงกลอนปิดถาวร      เราเชื่อว่า คุณผู้อ่านแต่ละคนคงมีประสบการณ์เจอประตูที่ปิดในเรื่องราวแตกต่างกันไป

ปีที่แล้ว ถือเป็นปีที่ตัวเราเอาเทคนิคบริหารเวลา (Time Management) มาใช้อย่างจริงจัง โดยแบ่งงานให้สัมพันธ์กับร่างกายและสมองในแต่ละช่วง เช่น ช่วงเช้าเป็นช่วงที่สมองแล่นมากที่สุด เราก็เอางานเขียนหรืองานที่ต้องเค้นสมองหนักๆ มาทำช่วงนี้ ส่วนช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองล้า เราก็เอางานเบาๆ เช่น เช็กอีเมล หรือดูอะไรที่บันเทิงแทน