Homeโอมศิริ วีระกุล

โอมศิริ วีระกุล

ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนบทความที่มีกาแฟเข้ามาเกี่ยวข้องอย่าง กลยุทธ์ Latte Factor ไปแล้ว ซึ่งว่าด้วยกลวิธีการตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้เกิดการออมเงินขึ้นมา และครั้งนี้ผมขออนุญาตนำเรื่องราวกาแฟเข้ามาเขียนอีกครั้ง สืบเนื่องจากความทรงจำเก่าๆ ดันชวนระลึกถึงตอนที่เคยทำงานเป็นพนักงานร้านอาหารไทยอยู่ที่ออสเตรเลียในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต      จำได้ว่าตอนเดินอยู่ในซิดนีย์ ผมกำลังเดินผ่านร้านกาแฟร้านหนึ่งซึ่งมีจำนวนโต๊ะมากมาย แสงแดดในยามสายกำลังเคลือบความหนาวจากฤดูกาลกำลังดี ผู้คนสวมเสื้อผ้าหลากสี เดินออกมาใช้ชีวิตกันอย่างครื้นเครง

ถ้าให้เลือกภาพยนตร์ที่ชื่นชอบสักเรื่อง คงมีหลายเรื่องที่ทำให้ผมต้องคิดหนัก แต่หากเปลี่ยนคำถามเป็น อยากได้ตัวละครตัวไหนมาเป็นเพื่อนร่วมงานสักคน คนแรกที่ผมนึกถึงคือ ปีเตอร์ แบรนด์      หลายคนคงงุนงงว่าไอ้เจ้า ปีเตอร์ แบรนด์ เป็นใครมาจากไหน ถ้ายังคิดไม่ออกผมให้เวลาผู้อ่าน 3 วินาทีครับ  

‘การเดินทางคือการลงทุนอย่างหนึ่ง’ นี่คือประโยคปลอบใจตัวเองทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อตั๋วเดินทางไปต่างประเทศ      และประเทศญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่ผมชื่นชอบ เชื่อว่าหลายคนที่อ่านอยู่คงชอบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางด้านผู้คน วัฒนธรรม อาหาร แหล่งท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมบันเทิง ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีความละเอียดในความคิดเป็นอย่างมาก      ลูกพี่ลูกน้องของผมที่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนสายการบินเล่าให้ฟังว่า เขาเคยลืมของสำคัญไว้บนรถไฟขบวนหนึ่งที่ญี่ปุ่น หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศอื่น คาดว่าโอกาสที่จะได้คืนคงเป็นศูนย์

หลายครั้งที่เราได้อ่านได้รู้เคล็ดลับในการออมเงินดีๆ มากมาย แต่ปัญหาคือบางครั้งเรารู้อยู่แก่ใจ แต่เอ๋… ทำไมเรายังคงมีพฤติกรรมในการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ แถมบางเดือนก็ใช้จ่ายเกินตัวอีกด้วย การตั้งคำถามเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนไปฟัง Marketing Experience ซึ่งบรรยายโดย ‘คุณตูน’ - สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่

ผมเคยอ่านข่าวการเสียชีวิตของเศรษฐีคนหนึ่ง สาเหตุเพราะความเครียดซึ่งเกิดจากการลงทุนจนติดลบเป็นมูลค่ากว่าหลายสิบล้านบาท ภาพประกอบข่าวที่ออกมาคือบ้านหลังใหญ่ และรถมียี่ห้อดังจำนวนมากจอดเรียงราย ทว่าปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันโศกเศร้า      ข่าวนี้ก่อให้เกิดคำถามในใจผมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขในการใช้ชีวิตที่ต้องอาศัยเงินเป็นตัวขับเคลื่อน เราต้องมีมากแค่ไหนกัน จึงจะมีความสุขในระดับที่เราพอใจ เมื่อนั่งคิดทบทวนผมพบว่าความไม่รู้ว่าพอแค่ไหนนี่แหละอันตรายที่สุด      ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

หากให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเสียเงิน คาดว่าพื้นที่ที่บรรณาธิการมอบให้เขียนนั้นคงจะไม่เพียงพอ แต่ถ้าเป็นเรื่องเสียเงินอย่างน่าประทับใจก็พอจะมีเรื่องให้เล่าอยู่บ้างครับ คิดแล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าประจำที่ผมกับครอบครัวนิยมไปกิน      ปกติแล้วก๋วยเตี๋ยวร้านนี้มักจะมีขนมนมเนยวางขายไว้หน้าร้าน แต่เผอิญวันนั้นเจ้าของร้านดันทำผักสลัดมาขายเสียอย่างนั้น หน้าตาของผักสลัดในวันนั้นก็ดูสด สะอาด และดูสะดุดตาพอสมควร แต่ตอนนั้นน่าเสียดายที่ผมกินก๋วยเตี๋ยวไปหลายชาม จึงเกิดอาการอิ่มท้องเอามากๆ       ทว่าเมื่อกำลังเดินออกจากร้านและต้องผ่านโต๊ะที่วางขายผักสลัดซึ่งเหลืออยู่เพียงกล่องเดียว เจ้าของร้านจึงเดินเข้ามาขายให้แก่ผม

“ทำงานแรกๆ อย่าเอาเงินเป็นตัวนำ แต่ควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” ตอนเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ พ่อสอนผมด้วยประโยคเบื้องต้นแบบนี้เสมอ จนผมจำมันได้ขึ้นใจ ถึงแม้ว่าเบื้องลึกแล้วจะยังมีคำถามในใจอยู่ว่าเราเอาแรงไปแลกกับเงินของเขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเราไม่ควรคิดถึงเงินเป็นที่ตั้งล่ะ      จนกระทั่งชีวิตล่วงเลยเข้าสู่วัยสามสิบ คำถามที่เคยตั้งค่อยๆ ถูกประสบการณ์การทำงานที่อยู่ภายใต้คำสอนของพ่อคลายคำตอบออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการมีผองเพื่อนพี่น้องและมิตรภาพทั้งในและนอกแวดวงทำงานที่มากขึ้นจากความขยันและไม่เกี่ยงงานในช่วงเริ่มแรกของการทำงาน      บทเรียนนี้สอนผมว่า การเริ่มต้นยากเสมอ

สวัสดีผู้อ่านทุกคนครับ บังเอิญผมไปเห็นงาน Print Ad ตัวหนึ่งเกี่ยวกับการรณรงค์ทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง หากเราทะลึ่งไปทิ้งผิดที่ผิดทาง เช่น ตามป่าเขาลำเนาไพรหรือผืนทรายตามท้องทะเล ขยะจากการบริโภคของเราจะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยเฉพาะขยะประเภทพลาสติก โฟม เป็นต้น      งานโฆษณาชิ้นนี้จึงออกแบบและเล่าเรื่องให้เราเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรานำขยะไปทิ้ง

“การมองไปข้างหน้าฉลาดเสมอ แต่คงยากที่จะมองไปไกลกว่าที่ตาเห็น” ผมชื่นชอบประโยคนี้ของ วินสตัน เชอร์ชิล มากๆ ครับ และไม่คิดว่าจะนำมันมาเขียนในบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินและชีวิต เพราะการคิดตามประโยคที่เชอร์ชิลกล่าวไว้นั้นมีขอบเขตบางๆ กั้นความคิดของเราไว้อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของอายุขัยโดยทางธรรมชาติที่ตีกรอบให้เราคิดว่าจะออกแบบชีวิตปัจจุบันไปจวบจนถึงวันสุดท้ายอย่างไร      หากพูดถึงอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนไทยแล้วจะอยู่ที่ 80 ปี ถ้าระบุเป็นเพศหญิง

เช้าวันหยุด ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ผมพาภรรยากับหลานสาวไปออกกำลังกาย เราวิ่งสลับเดินฉบับคนที่ไม่ค่อยจริงจังกับการออกกำลังกายมากนัก วิ่งๆ เดินๆ ไปสักพักก็หยุดพักที่บริเวณลานออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัยมายืดเส้นยืดสาย ขยับแข้งขยับขา พร้อมกับบทสนทนาอีกมากมาย “ลูกสาวเหรอครับ” คุณลุงสูงวัยแต่ยังดูแข็งแรงเดินเข้ามาถามผม “เปล่าครับ คนนี้หลานสาวครับ” ผมตอบคุณลุงกลับไป      จากนั้นคุณลุงก็เริ่มถามอายุของผมกับภรรยา