Homeตนุภัทร โลหะพงศธร

ตนุภัทร โลหะพงศธร

ตามตำนานพื้นบ้านจากคติความเชื่อของชาวอินเดียนแดง (Native American) ที่เล่าขานกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 บอกไว้ว่า ในป่าลึกท่ามกลางความหนาวเย็นและเงียบสงัดเป็นที่อยู่ของปีศาจโบราณน่าหวาดกลัว พวกมันเป็นวิญญาณหิวกระหายเลือดเนื้อที่คอยจ้องสิงสู่คนพื้นเมืองผู้โชคร้ายและแปลกแยกจากเผ่า เมื่อถูกครอบงำมันจะกระชากสันดานดิบเถื่อนจากเบื้องลึกในจิตใจที่ดำมืด ให้โผล่พ้นออกมาเยี่ยงเดรัจฉานร้ายจนไม่หลงเหลือความเป็นคนอีกต่อไป มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่มันต้องการเป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงให้วิญญาณและร่างดำรงอยู่ได้ นั่นคือกัดกินเนื้อมนุษย์เป็นๆ      จากตำนาน อาจให้ความรู้สึกราวกับเป็นเรื่องปรำปราใช้หลอกเด็กไร้เดียงสามากกว่า

เมื่อความรักสร้างความหมายให้ชีวิต เราจึงอยากเป็นที่รักของใครสักคน นี่คือความปรารถนาที่ฝังลึกในใจตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความรัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคนคนหนึ่งอยากรู้และทำความเข้าใจความรักในชีวิตของตัวเอง ทั้งปัจจุบันที่เป็นอยู่และเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต      ดังนั้น คำทำนาย หรือการดูดวง จึงเป็นทางลัดพิเศษที่หลายคนเลือกก้าวเข้ามาเดินในเส้นทางสายนี้ เพื่อหวังสร้างความสบายใจให้รู้สึกว่าอย่างน้อยชีวิตในภายภาคหน้าก็ไม่ได้เป็นความลับหรือปริศนาดำมืดเกิดกว่าที่จะไม่มีใครคาดเดาได้   ความลับ: คำทำนายดวงว่าด้วยเรื่องความรักและความสัมพันธ์ทั้ง 12 ราศี  

ถ้าพูดถึงการจับโกหก เต็มสิบคุณให้คะแนนตัวเองในเรื่องนี้เท่าไหร่? คะแนนสูงอาจหมายความว่าคุณเก่งกาจด้านการจับไต๋ รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนที่ไม่พูดความจริง คล้ายกับว่าเพียงใครสักคนเริ่มอ้าปาก คุณก็มองเห็นลิ้นไก่ทะลุไปยังเบื้องลึกภายในใจจนหมดเปลือก ขณะที่คะแนนน้อยอาจหมายถึงการไม่ค่อยทันคนหรืออ่อนต่อโลกเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปั่นหัวได้ง่ายๆ ด้วยคำโกหกสวยหรู ไม่ว่าคุณจะให้คะแนนตัวเองมากน้อยเท่าไหร่ แต่นี่คือคะแนนจากความรู้สึกและมุมมองต่อตัวเองที่สะท้อนออกมาว่าคุณคิดเห็นอย่างไรเมื่อตกเป็นฝ่ายถูกโกหกใส่      เป็นเรื่องธรรมดาที่คนส่วนใหญ่มักรู้สึกไม่ชอบใจเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกหลอกหลวงด้วยคำโกหกไม่ว่าจากปากใครก็ตาม เพราะการตกเป็นผู้ถูกกระทำ แสดงถึงความไม่สนิทใจ หรือการไม่ได้รับความไว้วางใจมากพอจากคู่สนทนาที่จะยอมเปิดเผยความจริงให้ได้รับรู้

เริ่มต้นปีใหม่มาคุณอ่านหนังสือไปกี่เล่มแล้ว? มากน้อยไม่ว่ากัน แต่จะเป็นไรไปถ้าเพิ่มอีก 10 เล่มนี้ เพราะนี่คือรายชื่อหนังสือแปลน่าจับตาอ่าน ที่คัดสรรจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 ด้วยความตั้งใจอยากให้ทุกคนได้สำรวจตั้งแต่ภายในของตัวเองไปจนถึงความเป็นไปของโลกที่เราอยู่ เพื่อการเรียนรู้ครั้งใหม่ เข้าใจ และเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงรอบตัว

ในปี 2017 เมื่อผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาออกมาชัดเจนแล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทันทีคือ คนอเมริกันส่วนหนึ่งประสบกับมวลความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงกับการเลือกตั้ง เพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ใจของพวกเขาคาดคิดไว้ ทำให้คนจำนวนมากคิดไม่ตกกับความไม่แน่นอนของสถานะพลเมืองและความเป็นไปของชีวิตในอนาคต ทั้งหมดนี้สร้างความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมากกับคนอเมริกันที่กำลังจะกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายและแนวทางบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงทำให้ตกอยู่ในสภาพป่วยการเมือง เกิดความเครียดและอาการหวั่นวิตกหลังเลือกตั้ง ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่า

“การเมืองถูกทำให้เข้มแข็งขึ้นได้ผ่านบทเพลง แต่บทเพลงมีศักยภาพในการท้าทายการเมือง” ครั้งหนึ่งเนลสัน แมนเดลา นักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคแก่คนผิวสี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เคยกล่าวไว้เช่นนั้น เมื่อเกี่ยวข้องกับการเมือง เพลงคือเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐได้ เป็นวิธีปลุกใจและปลูกฝังค่านิยมสนับสนุนรัฐอย่างแนบเนียน แต่ขณะเดียวกันอำนาจของรัฐก็อาจสั่นคลอนได้อย่างง่ายดายจากเพลงของประชาชน      ก่อนหน้านี้ บีตและไรม์แบบฮิปฮอป ประกอบเนื้อร้องแร็ปวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองของเพลง ประเทศกูมี โดยกลุ่มแร็ปเปอร์ Rap

จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต? ถ้าวันหนึ่งวันใดเรามองเห็นความผิดแปลกบางอย่างเกิดขึ้นบนใบหน้าคนอื่นๆ รวมถึงใบหน้าของตัวเองด้วย (หากส่องกระจก) เพราะตำแหน่งของตา จมูก และปาก ต่างสลับที่ผิดเพี้ยนไปหมด หรือไม่ก็มองเห็นเพียงแค่ใบหน้าโล่งโล้นไร้อวัยวะ เป็นภาพพร่าเลือนราวกับว่าตกอยู่ในภวังค์ของความฝันและจินตนาการ จนต้องรีบยกมือขึ้นมาจับหน้าตาตัวเองทันที เพื่อยืนยันระหว่างภาพลวงที่เห็นกับสภาพใบหน้าจริงที่เป็นอยู่ ซึ่งจะพบว่าทุกอย่างบนหน้ายังคงปกติดี ความขัดแย้งอันแปลกประหลาดระหว่างใบหน้าจริงกับใบหน้าที่มองเห็นเหล่านี้ เป็นผลลัพธ์จากความผิดปกติและความเสียหายของสมอง

ในบริบทโลก กระแสเคลื่อนไหวและการตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิความเท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและกล่าวถึงอยู่เสมอ แต่ความจริงเบื้องหน้าที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ การเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายในความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งในสังคมเท่านั้น เพราะอคติและความรุนแรงทางเพศหยั่งรากลึกจนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคม เกิดเป็นกลไกที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ คอยซุ่มสร้างความคิดฝังหัวให้อคติและปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศถูกสืบทอดและผลิตซ้ำไม่จบสิ้น      แล้วสังคมไทยล่ะ? สิทธิความเท่าเทียมทางเพศและการยอมรับความหลากหลายของมนุษย์เป็นอย่างไร? ความเข้าใจที่ว่าประเทศไทยเปิดกว้างในเรื่องนี้นั้นมีความจริงแท้แค่ไหน? ‘อ.แอน’ - ดร. ชเนตตี

หลังเกิดการรัฐประหาร ภายใต้การปกครองของอำนาจเผด็จการ ดูเหมือนว่าปัญหาเดิมๆ จากวิกฤตการณ์การเมืองที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่เคยหายไปไหน มิหนำซ้ำยังทำให้เกิดปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตามมาอีกด้วย กลับกลายเป็นการสร้างปมเชือกให้ยุ่งเหยิงและผูกมัดความขัดแย้งไว้อยู่อย่างเดิม ภายใต้บรรยากาศของระบอบเผด็จการเช่นนี้ จึงแทบไม่ต่างจากมลภาวะที่สะสมอยู่ในอากาศธาตุ เป็นพิษแฝงเร้นอยู่ทุกอณูรอบตัวทุกคน นี่คือเงื่อนไขที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้      เมื่อทุกชีวิตต้องสูดดมอากาศเหล่านั้นเพื่อหายใจ ท้ายที่สุดผลกระทบทั้งหมดจากการลุแก่อำนาจของเผด็จการก็ตกอยู่กับประชาชน พลอยทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหนื่อยหน่ายและเอือมระอากับวังวนความวุ่นวายของเหตุบ้านการเมืองเต็มที

บนสนามของการแข่งขันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจจากใครหลายๆ คน รวมทั้งพื้นที่สื่อ ด้วยบุคลิกเฉพาะและลีลาการปะทะคารมระหว่างดีเบตด้วยคำพูดประจำตัวว่า “แล้วมันผิดตรงไหน” ซึ่งเขาเลือกใช้เป็นคำตอบเพื่อถามย้อนเมื่อถูกท้วงติงถึงแนวคิดและแนวทางที่ยึดถือ ตั้งแต่การน้อมนำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเพื่อการทำงานด้านการเมือง ไปจนถึงการสนับสนุนพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร      ในฐานะผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคเขาคือผู้เล่นใหม่ แต่ถ้าในสนามของการเมืองไทย