(ทดสอบ) บุญเลิศ วิเศษปรีชา | ค้นหาความกลัวของคนไร้บ้าน และคนที่ต้องทนทุกข์ ‘อยู่กับบาดแผล’

     ไม่กลัวหรือไง? ถึงกล้าไปใช้ชีวิตอยู่ข้างถนนแบบนั้น คือคำถามที่เขาเจอเป็นประจำ เวลาที่คนได้ยินว่างานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขาคือการเข้าไปคลุกคลีและใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนไร้บ้าน — เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองกล้าบ้าบิ่น หรือเก่งเหนือใคร แต่คำถามแบบนี้กลับทำให้เขาแปลกใจและชวนให้ค้นลึกลงไปถึงอคติที่อยู่เบื้องหลังคำถาม

     “เรามักจะกลัวในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ความกลัวเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อคนรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับอันตราย หรือรู้สึกว่ามีสิ่งซึ่งเข้ามาคุกคามความมั่นคงปลอดภัยของเขา”

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือนักมานุษยวิทยาผู้ทุ่มเท ลงลึก และหลงใหลในการศึกษาชีวิตของคนชายขอบ เขาเอาจริงเอาจังกับการลงพื้นที่เพื่อทำวิจัย ด้วยความเชื่อว่าการจะได้มาซึ่งคำตอบ เราต้องออกจากจุดที่เรายืนอยู่ ลองไปยืนอยู่ในมุมของคนอื่น เพื่อที่จะได้เข้าใจคนที่แตกต่างไปจากเรา

 

บุญเลิศ วิเศษปรีชา

     เช่นเดียวกับหลายๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง หากเราออกจากจุดยืนเดิม เปลี่ยนจากการตัดสินแบบ ‘เหมารวม’ เลือกที่จะ ‘ฟัง’ คนที่คิดไม่เหมือนเราด้วย ‘ความเข้าใจ’ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจากอคติส่วนตัวและความเกลียดชังต่อกันจะน้อยลง ความคิดแบบนี้ผลักดันมาสู่การทำงานวิจัยชิ้นล่าสุดของเขา ที่ตีพิมพ์ออกมาในรูปแบบหนังสือชื่อ อยู่กับบาดแผล โดยเขาใช้วิธีลงพื้นที่สัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการออกไปยืนอยู่แถวหน้าของการชุมนุม ซึ่งบางรายได้รับบาดเจ็บจนพิการ บางคนติดคดีอยู่ในคุก ขณะที่เหยื่ออีกส่วนหนึ่งต้องทนทุกข์อยู่กับบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ

     “มันเป็นงานที่ตั้งใจเขียนให้ทั้งคนเสื้อแดงที่เกลียดคนเสื้อเหลือง และคนเสื้อเหลืองที่เกลียดคนเสื้อแดงได้อ่าน ผมรู้ว่างานชิ้นเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้ในทันที แต่อย่างน้อยขอให้มีไดอะล็อกเกิดขึ้นก็ยังดี เพื่อให้กำแพงที่เกิดจากความไม่คุ้นเคย หรือไม่ชอบหน้ากันถูกลดทอนลงไปบ้าง”

     จากคนไร้บ้าน สู่เหยื่อทางการเมือง… ความกลัวที่สังคมมีต่อคนชายของทั้งสองกลุ่มสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งสองกรณีล้วนเป็นความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกันทั้งคู่

     “ความแปลกหน้า ความไม่คุ้นเคย ทำให้คนหลายคนหวาดกลัวคนไร้บ้าน ส่วนความกลัวของเหยื่อ เป็นความกลัวที่รัฐและคนในสังคมได้สร้างขึ้นเพื่อให้คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ว่ายังถูกรัฐเฝ้ามองอยู่ บางคนจึงหวาดกลัวที่จะพูดความรู้สึกจริงๆ”

 

ในฐานะนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาคนไร้บ้าน โดยเลือกใช้วิธีเข้าไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับพวกเขา คุณน่าจะถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่า กลัวไหม? ทำไมไม่กลัว?

     ผมได้ยินคำถามแบบนี้บ่อย ทั้งถามว่า ไม่กลัวอันตรายเหรอ? หรือต้องกล้าขนาดไหนถึงมาทำวิจัยเรื่องนี้? แต่ผมเองไม่ได้รู้สึกว่าเราทำเรื่องน่าทึ่งหรือกล้าหาญเป็นพิเศษเลย ผมกลับประหลาดใจกับคำถามเหล่านี้มากกว่า ทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามต่อว่า ‘ทำไม’ คนเขาถึงถามเราว่ากลัวหรือเปล่า? หรือทำไมเขาถึงรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา? ผมพบว่ามันคืออาการร่วมกันของคนในหลายๆ สังคม คือ เรามักจะกลัวในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ในทางมานุษยวิทยา ความกลัวเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อคนรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับอันตราย หรือรู้สึกว่ามีสิ่งซึ่งเข้ามาคุกคามความมั่นคงปลอดภัยของเขา สำหรับผมแล้วหลายๆ ความกลัวเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ทั้งจากประวัติศาสตร์ ​จากสังคม และจากวัฒนธรรม

     ถามว่าผมกลัวอันตรายไหม ผมกลัวนะ แต่สำหรับผม คนที่แตกต่างจากเราไม่ได้แปลว่าเขาน่ากลัวหรือเขาเป็นคนอันตราย ความกลัวที่คนส่วนหนึ่งมีต่อคนไร้บ้านคือความกลัวจากสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย และเป็นความกลัวที่เกิดจากการประทับตราว่าคนเหล่านี้จะน่ากลัว แต่นักมานุษยวิทยาถูกฝึกให้มองคนที่แตกต่างด้วยความเคารพ เมื่อไปทำวิจัยกับคนที่แตกต่างไปจากเรา เราจึงไม่กลัว เราถืออยู่เสมอว่าความแตกต่างเป็นเรื่องที่เราต้องเคารพและเรียนรู้

คนส่วนใหญ่จะชอบคิดว่าเรากลัวคนไร้บ้านอยู่ฝ่ายเดียว แต่ลืมคิดไปว่าเขาเองก็กลัวเราเหมือนกัน

ถ้าคุณไม่กลัวเขา แล้วคนไร้บ้านเขากลัวคุณหรือเปล่า

     กลัว คนส่วนใหญ่จะชอบคิดว่าเรากลัวคนไร้บ้านอยู่ฝ่ายเดียว แต่ลืมคิดไปว่าเขาเองก็กลัวเราเหมือนกัน ผมพบประสบการณ์นี้ตั้งแต่ตอนทำวิจัยเรื่องคนไร้บ้านอยู่เมืองไทยแล้ว ตอนที่ผมลงพื้นที่ในสนามหลวงช่วงแรกๆ พวกเขามักกลัวว่าผมเป็นเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ที่จะมาจับเขาเข้าสถานสงเคราะห์ หรือหวาดระแวงว่าผมเป็น ‘นิ้ว’ คือคำศัพท์ที่พวกเขาใช้เรียกคนที่เป็นสายให้ตำรวจ

     ความกลัวเหล่านี้สะท้อนมาจากประสบการณ์เดิม จากการที่พวกเขาเคยถูกกวาดจับมาก่อน และเราต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน เขาไม่เคยเจอคนแบบเราที่สนใจและอยากมาศึกษาชีวิตพวกเขาอย่างจริงจัง จึงรู้สึกว่าคนนี้มาแปลก อยู่ๆ ก็เข้ามาแนะนำตัวว่าเป็นนักศึกษา จะมาเรียนรู้ชีวิตของคนไร้บ้าน มันน่าเชื่อถือตรงไหนกันล่ะ เพราะฉะนั้นการแนะนำตัวเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องรับฟังสิ่งที่เขาพูด และมากกว่านั้นคือเราต้องอยู่กลมกลืนไปกับพวกเขาด้วย

ถ้าเปรียบเทียบคนไร้บ้านทั้ง 3 ประเทศที่คุณได้ลงพื้นที่ศึกษา ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ คุณคิดว่าคนไร้บ้านที่ไหนมีความหวาดกลัวสูงที่สุด

     คนไร้บ้านที่ญี่ปุ่น ผมว่าเป็นที่สุดของความกลัวเลย ในทางทฤษฎีเมื่อมนุษย์เรากลัวคนที่แตกต่าง เราจะพยายามสร้างกำแพงทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมขึ้นมา ในทางรูปธรรมคุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่คนรวยสร้างบ้านด้วยการทำรั้วสูงๆ เพื่อกีดกันคนจนออกจากสายตาให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันมันก็มีการสร้างกำแพงในทางนามธรรม คือ การที่คุณเมินเฉย ทำเป็นไม่สนใจเขาไปเลย ที่ญี่ปุ่นเราเห็นอาการแบบนี้ชัดเจนมาก อย่างเวลาเจอคนไร้บ้านอยู่ข้างทาง คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่สบตา ทำเป็นมองไม่เห็น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่แยแสคนไร้บ้านเลยสักนิด

     ในทางกลับกัน ถ้าเราเจอคนไร้บ้านที่เป็นผู้หญิงแก่ในเมืองไทย หลายๆ คนยังรู้สึกว่า น่าเห็นใจคุณยายคนนี้ที่ชีวิตเขาต้องมาตกระกำลำบาก ถึงแม้ว่าจะยังไม่กล้าเข้าไปคุย แต่เรายังเห็นอกเห็นใจเขา ส่วนที่ญี่ปุ่นผู้หญิงไร้บ้านคนนี้จะถูกเดินผ่านโดยไม่มีใครเหลียวตามองไปที่เธอเลย ปฏิกิริยาที่คนญี่ปุ่นมีต่อคนไร้บ้านจึงโหดร้ายกว่าเมืองไทยเยอะ การสร้างกำแพงทางนามธรรม การถูกมองไม่เห็น หรือการถูกทำให้กลายเป็นอากาศธาตุยิ่งทำให้คนหมดคุณค่าและรู้สึกหวาดกลัว

แล้วการลงพื้นที่ในฟิลิปปินส์ที่เป็นโปรเจกต์ใหญ่ของคุณล่ะ จากความหวาดกลัว หวาดระแวงว่า คุณจะมาจับตัวเขาไปส่งตำรวจ คลี่คลายไปสู่ความกลมกลืนได้อย่างไร

     โชคดีที่ในช่วงวันแรกๆ ผมลงพื้นที่ไปพร้อมกับกลุ่มนักศึกษาที่เขาฝึกงานในองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสลัม พวกเขาพาผมลงพื้นที่สำรวจ จึงเป็นการแนะนำตัวผมให้คนไร้บ้านได้รู้จักกลายๆ หลังจากที่พวกเขากลับไป ผมจึงบอกคนไร้บ้านว่าผมจะอยู่ต่อ บางคนยังหวาดกลัวว่าเราปลอมตัวมาด้วยจุดประสงค์อื่น เช่น เป็นพวกพาสปอร์ตหายหรือหนีคดี ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นห่วงว่าเราจะถูกตุ๋นโดยคนไร้บ้านหรือเปล่า

     ผมทำแบบเดียวกับที่ผมสอนนักศึกษาอยู่ตลอดเวลาว่า เราเป็นนักมานุษยวิทยาที่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของคนที่เราอยากจะศึกษา เมื่อเขาทำอะไรกัน เราก็ทำตัวเหมือนกับเขานั่นแหละ พอวันที่ผมขอเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขา ผมบอกเลยว่าผมจะไม่กลับไปนอนที่ออฟฟิศแล้วนะ คืนนี้ผมจะขอนอนอยู่ที่นี่ด้วย เขาก็ถามเรากลับมาว่า จริงเหรอ? ที่นี่หนาวแล้วยังฝนตกด้วยนะ

     วันแรกโกลาหลมาก บางคนเขานึกว่าเราเป็นคนมีสตางค์ก็เอาของมาขายเรา คือนอกจากเราจะเข้าไปสำรวจเขาแล้ว เขาเองก็อยากสำรวจเราด้วย มีคนเดินเอาของมือสองมาขายให้เรา เราบอกว่าไม่เอา วันนี้ไม่มีตังค์แล้ว หิวด้วย กินข้าวกันที่ไหน พอมีคนเดินมาขายหมี่ถูกๆ ถุงละ 10 เปโซ ตกเป็นเงินไทยราว 7.50 บาท เขาฉีกถุงและเรียกให้เราไปแบ่งกินกับเขา เราเอามือจกกินหมี่ถุงนั้นด้วยกัน จากความหวาดกลัวสงสัยที่พวกเขามีต่อผมในตอนแรกจึงได้เปลี่ยนมาเป็นความสงสารและเห็นใจว่าเราจะตกทุกข์ได้ยากหรือเปล่า แต่กว่าจะทำให้เขายอมรับ รู้สึกว่าเราเป็นคนไม่มีเงินเหมือนๆ พวกเขา ก็ต้องใช้เวลาอยู่สักพักหนึ่ง

ในหนังสือ สายสตรีท: มานุษยวิทยาข้างถนนในมะนิลา คุณได้เล่าเรื่องของคนไร้บ้านบางคนที่แต่งเรื่องเพื่อที่จะปดปิดความจริงบางอย่างของตัวเอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกลัวหรือเปล่า

     ใช่ บางคนเลือกที่จะแต่งเติมเรื่องราวของตัวเอง หรือค่อยๆ บอกความจริงออกมาทีละนิด อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า ความกลัวเป็นปฏิกิริยาต่อความรู้สึกว่ามีสิ่งซึ่งมาคุกคามตัวของเรา คนไร้บ้านกลุ่มหนึ่งก็กลัวเช่นกันว่า ถ้าเขาบอกความจริงออกไปทั้งหมด เขาต้องเผชิญกับการสูญเสียหน้าตาและสถานะบางอย่าง เขาจึงเลือกที่จะปิดบังหรือไม่เล่าเรื่องที่มันจะไปลดทอนคุณค่าหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา

ต่อให้ชีวิตต้องออกไปกินนอนอยู่ข้างถนน แต่ศักดิ์ศรียังจำเป็นกับการมีชีวิต?

     จำเป็นมาก มนุษย์ใช้ชีวิตเพื่อตอบในสิ่งซึ่งเป็นคุณค่าของตัวเอง เขาต้องอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ข้างถนนแบบนี้ การพูดเรื่องไม่จริงเกี่ยวกับตัวเองคือการปกป้องตัวเองในรูปแบบหนึ่ง เขาจึงไม่อยากเล่าเรื่องที่มันกัดกินตัวเอง ผมเขียนถึง ‘เอ็นริเล่’ คนไร้บ้านในมะนิลาไว้ใน สายตรีทฯ ว่า ตอนที่เขาเมาแล้วจึงมาเปิดเผยทีหลังว่าพ่อแม่ของเขาแยกทางกัน ซึ่งตอนแรกเขาบอกแค่เพียงว่าเขาทำความผิดหวังให้กับครอบครัว ได้เรียนปริญญาตรี แต่ดันทำงานได้ไม่ดีก็เลยต้องลาออก จนกลายมาเป็นคนไร้บ้านในที่สุด

     เอ็นริเล่เลือกที่จะไม่เล่าถึงการแยกทางระหว่างพ่อแม่ เพราะมันคือปมลึกในจิตใจ ไม่ว่าชีวิตจะย่ำแย่แค่ไหน แต่อย่างน้อยมนุษย์เราก็ไม่ต้องการทำลายศักดิ์ศรีหรือตัวตนของเราให้แตกสลายลงไป เราจึงพอคาดเดาได้ตั้งแต่ก่อนจะลงพื้นที่แล้วว่า เขาอาจไม่บอกความจริงกับเรา แต่การได้คลุกคลีอยู่ด้วยกันทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการปกปิดความจริงมีหลายชั้น เขาอาจจะค่อยๆ เปิดเผยความจริงหรือความไม่จริงมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงป่านนี้เรายังไม่กล้าฟันธงทั้งหมดเลยว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง แต่อย่างน้อยเรามีกลุ่มคนที่สนิทกัน ที่พาเราไปเห็นชีวิต พาเราไปหาครอบครัวของเขา ก็พอจะบอกได้ว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่เรารู้จักกันจนหมดเปลือก

     เราทำวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ เราจะเจอเรื่องพวกนี้อยู่เป็นประจำ นอกจากการอธิบายตัวเองกับคนอื่นโดยที่คงศักดิ์ศรีของเราไว้ มนุษย์เรายังต้องการคำอธิบายกับตัวเองด้วย คนไทยพุทธมักให้คำอธิบายต่อชีวิตที่ยากลำบากของตัวเองว่า การที่ฉันเกิดมาจนเป็นเพราะกรรมเก่าของฉัน แต่ถ้าเป็นคนฟิลิปปินส์เขามักจะบอกว่า ประเทศของเราลำบาก เพราะรัฐบาลของเราไม่ดี คนตกงานกันเยอะก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลคอรัปชั่น นี่คือคำอธิบายของคนแต่ละสังคม ซึ่งยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล แต่ถ้าให้มองในภาพรวม ผมเห็นคำอธิบายของทั้งสองสังคมเป็นอย่างนี้

แล้วกับสิ่งที่จะเป็นอันตรายกับชีวิต อย่างเช่นงูหรือสัตว์ร้ายที่นำมาสู่ความเจ็บป่วยต่างๆ ล่ะ พวกเขายังมีความกลัวต่อสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า

     พอคนเราต้องปรับตัว เราจะเคยชินนะ เราค่อยๆ ได้เรียนรู้ว่าความกลัวเหล่านี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาเช่นกัน มีอยู่เหมือนกันที่คนไร้บ้านจะคอยเตือนกันว่าอย่าไปนอนใต้สะพานนะ เพราะอาจเจองูกัดได้ ให้นอนริมถนนหรือริมฟุตปาธเท่านั้น แต่พอมีคนสักคนหนึ่งที่กล้าลงไปแล้วพบว่า ไม่มีอันตรายอะไร เขาจะกลับมาบอกว่าตรงนั้นมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เราลงไปนอนตรงนั้นกันได้

     ส่วนเรื่องฝน หนาว หรือความลำบากทั้งหลายเรารู้และเตรียมตัวที่จะเจออยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่อันตรายและต้องหลีกเลี่ยงเป็นอย่างมากเลย คือ magulo (มา-กู-โหละ) หรือสถานการณ์ที่วุ่นวาย เช่น คนเมาทะเลาะกัน ถ้าคุณเป็นคนไร้บ้าน สิ่งที่สำคัญมากนอกจากเรื่องอาหารการกินแล้วก็คือการไม่คบหากับพวก siga (ซี-กะ) หรือพวกนักเลง ถึงแม้ว่านักเลงเขาจะมีอิทธิพลในการปกป้องคุณ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อาจจะไปหาเรื่องคนอื่น ทำให้ถูกตามมาเอาคืนได้ ชีวิตช่วงต้นๆ ในมะนิลาของผมคลุกอยู่กับแก๊งนักเลง ตอนหลังพอรู้เรื่องมากขึ้นแล้วยังแอบคิดว่า ตอนนั้นเราห้าวเกินไป ชีวิตข้างถนนไม่ใช่แค่บาดเจ็บจนเลือดตกยางออก แต่ถ้าเกิดไม่พอใจกันขึ้นมาเมื่อไร เขาแทงกันตายได้เลย

     มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ ‘เอ็ดการ์’ คนที่มีนิสัยเอาเรื่องและดื่มหนัก เขาต่อยกับ ‘เรย์มอนด์’ คนไร้บ้านที่สูงวัยกว่า ซึ่งก่อนสถานการณ์จะสงบลง เอ็ดการ์ก็โดนหมัดของเรย์มอนด์เข้าเต็มๆ คืนนั้นผมต้องนอนต้องอยู่ข้างๆ เรย์มอนด้วยความกลัว เพราะเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่า คนไร้บ้านจะล้างแค้นกันตอนนอน โดยใช้อาวุธที่อยู่ข้างถนนก็คือ หินก้อนใหญ่ๆ เขาจะเอามาทุ่มใส่หัวระหว่างที่คู่อริกำลังหลับ จนถึงตายเลย ผมจึงกลัวว่าตัวเองจะโดนลูกหลงไปด้วย แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างน้อยถ้าเราไม่ได้ไปสร้างปัญหาให้ใคร ก็ไม่น่าจะมีใครหมั่นไส้จนมาทำร้ายคุณได้ขนาดนั้น

 

Share Post
Like 0 View 135

Author

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN 

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง