โรงไฟฟ้ากับมานาตี ความสัมพันธ์ประหลาดแต่ขาดกันไม่ได้

ในช่วงฤดูหนาวสหรัฐอเมริกา เหล่านักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยหลั่งไหลกันไปที่รัฐฟลอริดาเพื่อชมมานาตี สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยักษ์ใหญ่ที่ได้รับฉายาว่าวัวทะเล หน้าตาละม้ายคล้ายกับพะยูนแต่มีความแตกต่างที่สังเกตได้ไม่ยากคือลักษณะของหาง จุดชมมานาตีนั้นมีอยู่มากมายแต่หนึ่งแห่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือศูนย์ของ Tampa Electric บริษัทโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการมายาวนานร่วมศตวรรษ

 

ซุ้มทางเข้าศูนย์ชมมานาตีของ Tampa Electric ภาพจาก Tampa Electric

        ที่ศูนย์แห่งนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องมานาตีแล้ว ยังสามารถชมเหล่ามานาตีได้อย่างใกล้ชิด โดยมีฉากหลังคือปล่องควันโรงไฟฟ้าและถ่านหินกองมหึมา จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมรัฐบาลถึงอนุญาตให้มีโรงงานไฟฟ้ามาตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งอนุรักษ์มานาตีเช่นนี้

        แต่ความเป็นจริงนั้นกลับกันอย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดเริ่มขึ้นจากการจับมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อออกแบบพื้นที่อนุรักษ์สำหรับเหล่ามานาตีด้วย ‘น้ำอุ่น’ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงงานไฟฟ้าถ่านหินบิกเบนด์ (Big Bend) พื้นที่ปลอดภัยและอุ่นสบายดึงดูดมานาตีหลายร้อยชีวิตให้ย้อนกลับมาหลบภัยในฤดูหนาวปีแล้วปีเล่า

        แต่ความสัมพันธ์นี้กลายเป็นปัญหาระยะยาว เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจต้องปิดตัวลงตามนโยบายลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สเรือนกระจกที่เป็นตัวการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เหล่ามานาตีอาจต้องใช้เวลาปรับตัวหลายต่อหลายปี หากหยุดดำเนินการทันทีโดยไม่มีแผนจัดการรองรับก็อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เพราะเหล่ามานาตีที่เดินทางมาเฝ้ารอน้ำอุ่นด้วยความคุ้นชินอาจต้องเสียชีวิตลงเพราะอากาศที่เหน็บหนาว

        ความสัมพันธ์ที่น่าอัศจรรย์จึงกลายเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ของโลกอุตสาหกรรมและโลกธรรมชาติ

โรงไฟฟ้าถ่านหินคือทางออก

        มานาตีมีวิถีชีวิตสมฉายา ‘วัวทะเล’ มันหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล็มหญ้าทะเลปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน เจ้ายักษ์อ้วนเหล่านี้ไม่มีพิษมีภัยแต่ก็ไม่ได้เป็นเหยื่อของสัตว์นักล่าตามธรรมชาติ ลักษณะเด่นของพวกมันดูจะสวนทางกับทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ เพราะเหล่ามานาตีมีสมองเล็กจิ๋ว สายตาแย่ รับเสียงและกลิ่นแทบไม่ได้ แต่พวกมันก็ยังอยู่ดีมีสุขจนกระทั่งเผชิญหน้ากับนักล่าหน้าใหม่นั่นคือมนุษย์นั่นเอง

        มานาตีถูกล่าเอาเนื้อและหนังจนใกล้สูญพันธุ์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นำไปสู่กระแสอนุรักษ์มานาตี รัฐฟลอริดาประกาศกฎหมายห้ามล่าพร้อมทั้งใส่ชื่อเจ้าวัวอ้วนในบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แต่ปัญหายังไม่หมดแค่นั้น เพราะเจ้ามานาตีจำเป็นต้องหาพื้นที่อบอุ่นเพื่อหลบหนาว ในอดีตพวกมันจะพึ่งพาแหล่งน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ แต่การพัฒนาเมืองทำให้แหล่งน้ำอุ่นเข้าถึงได้ยากเต็มที ทุกปีจึงมีมานาตีเสียชีวิตจำนวนมากเพราะไม่มีพื้นที่ให้หลบหนาว

        แต่ทางออกของวิกฤติกลับอยู่ในจุดที่ไม่มีใครนึกถึง เมื่อนักอนุรักษ์พบพฤติกรรมแปลกประหลาดของเหล่ามานาตีที่มักไปรวมตัวกันบริเวณคลองระบายน้ำร้อนจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน นำไปสู่ข้อตกลงเพื่อออกแบบพื้นที่ระบายน้ำอุ่นให้เหมาะกับความเป็นอยู่ของมานาตีส่งผลให้จำนวนมานาตีในรัฐฟลอริดากลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดโดยปัจจุบันเหล่าวัวทะเลมีประชากรราว 7,500 ถึง 10,300 ชีวิต

        แต่ไม่ใช่เฉพาะเหล่ามานาตีที่ได้ประโยชน์ การอนุรักษ์มานาตีช่วยให้โรงไฟฟ้าสามารถประหยัดค่าติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นก่อนปล่อยกลับลงสู่แหล่งน้ำหลายร้อยล้านดอลลาร์ เพราะน้ำร้อนจากโรงงานอาจคร่าชีวิตสัตว์น้ำจำนวนมากหากไม่ปรับอุณหภูมิเสียก่อน แต่การช่วยเหลือเหล่ามานาตีเป็นเหตุผลที่โรงงานเหล่านี้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ ยังไม่นับภาพลักษณ์เชิงบวกของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธ์ซึ่งพอจะทำให้คนมองข้ามมลภาวะมหาศาลจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปได้

        แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็เข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน เมื่อวงการวิทยาศาสตร์ระบุข้อมูลอย่างชัดเจนแล้วว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนซึ่งจะกลายเป็นหายนะในอนาคตหากไม่รีบจัดการ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการมาหลายทศวรรษก็ถึงคราวต้องปรับตัวครั้งใหญ่ซึ่งอาจส่งผลต่อชะตากรรมของเหล่ามานาตีอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

อนาคตที่ไม่แน่นอน

        เมฆทะมึนของหายนะกำลังก่อตัวอย่างช้าๆ เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินอายุครึ่งศตวรรษเริ่มทยอยปิดตัวลง บ้างปิดกิจการถาวร บ้างเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นแก๊สธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำหล่อเย็นมากเหมือนกับเชื้อเพลิงอย่างถ่านหิน ปัจจุบัน โรงไฟฟ้า 4 จาก 10 โรงที่เหล่ามานาตีพึ่งพาในหน้าหนาวได้หยุดดำเนินการ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินของบิกเบนด์ก็จะเปลี่ยนไปใช้แก๊สธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งสุดท้ายจะหยุดดำเนินการภายในอีกสามทศวรรษ

        ไม่มีใครตอบได้ว่าชะตากรรมของมานาตีที่พึ่งพาน้ำร้อนจากโรงไฟฟ้าในฤดูหนาวจะเป็นเช่นไร ในวันที่เหล่าโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดหยุดดำเนินการ

        มานาตีมีพฤติกรรม ‘ติดที่’ โดยจะย้อนกลับมายังพื้นที่เดิมทุกครั้งในฤดูหนาว รวมทั้งถ่ายทอดความรู้เรื่องเส้นทางอพยพให้กับลูกหลาน แม้ในวันที่โรงไฟฟ้าหยุดทำการชั่วคราว นักสัตววิทยายังพบว่าเหล่ามานาตีจะรอคอยอย่างแน่วแน่วโดยเชื่อว่าน้ำอุ่นจะเดินทางมาถึงเช่นในอดีต หลายครั้งพวกมันจึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าเพราะความหนาวเหน็บ

        ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าบางแห่งที่ดำเนินการปิดปรับปรุงชั่วคราวจะเลือกใช้เครื่องทำความร้อนทดแทน แต่วิธีการนี้มีต้นทุนมหาศาล ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังไม่สามารถนำมาใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ของอ่าวหน้าโรงไฟฟ้าบิกเบนด์ บางคนเสนอให้มีการซื้อที่ดินซึ่งมีแหล่งน้ำอุ่นตามธรรมชาติและฟื้นฟูให้กลับมารองรับเหล่ามานาตีได้เช่นในอดีต แต่วิธีการนี้ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ไม่ต่างกัน ขณะที่แนวทางอย่างการอพยพเคลื่อนย้ายเหล่ามานาตีไปที่อื่นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้

        ฝั่งนักอนุรักษ์เรียกร้องให้โรงไฟฟ้าทั้งสิบแห่งยอมเจียดเงินมาบางส่วนมาแก้ไขปัญหา โดยมองว่าบริษัทประหยัดค่าทำน้ำเย็นก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำมาเนิ่นนานนับทศวรรษ แต่ฝั่งเอกชนก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือดังที่หลายคนคาดหวังไว้

        การฟื้นฟูประชากรมานาตีของรัฐฟลอริดานับเป็นหนึ่งเรื่องราวการอนุรักษ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่หากไม่มีการจัดการอาจกลายเป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ในอนาคต

 


เอกสารประกอบการเขียน:

 


เรื่อง: รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์  ภาพ: Generated by Midjourney