เป็นเอก รัตนเรือง | ยืนหยัดในตัวตน แม้คนจะหาว่าเป็นไดโนเสาร์

The Conversation
15 Jan 2018
เรื่องโดย:

adB Team

การเปลี่ยนแปลงและทยอยผุพังของสิ่งต่างๆ ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ท่ามกลางโลกแห่งเทคโนโลยีที่ผลักดันให้เราร้อนแรงรวดเร็ว เป็นปรากฏการณ์ซึ่งทำให้พวกเราทุกคนต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ต้องมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วทันใจถึงจะควรค่ากับการมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ หรือจะยืนหยัดอยู่กับแก่นแกนอันเก่าแก่ดั้งเดิมของตัวเอง โดยถือมั่นว่ามันคือศักดิ์ศรีที่ต้องรักษาเอาไว้ แม้จะไม่มีใครยอมรับมัน

คำถามแบบนี้ ในห้วงเวลาแบบนี้ คงไม่มีใครตอบได้สนุกเท่ากับ เป็นเอก รัตนเรือง

     ตลอดหลายสิบปีที่เขาอยู่ในวงการโฆษณาและวงการภาพยนตร์ไทย เขาอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมาย เอาตัวรอดผ่านพ้นมาได้หลายยุคสมัย จากที่เคยเป็นสิ่งแปลกใหม่ อินดี้ ฉูดฉาด ล่วงเลยวัยวันแบบนั้นมาจนกลายเป็นรุ่นใหญ่ โอลด์สกูล และกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ออกมาให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ได้ตัดสิน

     เมื่อเราถกกันเรื่อง ‘อาร์เซนอล’ ทีมฟุตบอลที่เขาบ้าคลั่ง และ ‘อาร์แซน เวนเกอร์’ ไดโนเสาร์ที่ไม่ยอมปรับตัว เขากลับนึกคารวะด้วยความเชื่อที่ว่า คนที่ดักดานไม่ปรับตัวไปตามยุคสมัยคือคนที่มีศักดิ์ศรี อันเป็นคุณค่าของมนุษย์แบบที่เขายกย่อง และยังมีความหวังว่าถึงแม้ “อาร์เซนอลจะดักดาน 50 แมตช์ ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้มันเล่นดีแบบสุดๆ สักแมตช์เดียวก็พอแล้ว”

     ในขณะที่เมื่อเราถกกันไปถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม และ ‘เปเป้’ หมาที่มีส่วนสำคัญต่อชีวิตในช่วงเวลานี้ของเขา มันคือสัมผัสละเอียดอ่อนที่แทรกซึมเข้าไปในจิตใจทุกๆ เช้า ทุกเมื่อเชื่อวัน จนนำชีวิตของเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นเอกทำให้เราเรียนรู้ ว่ามีบางส่วนควรยืนหยัด และมีบางส่วนที่ควรเปลี่ยนแปลง

     Bad Habits นั้นเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกิจวัตรที่ดีที่สุดในยามเช้า ตั้งแต่ตื่นนอนลืมตามา

     Old Habits นั้นโคตรเท่และเจ๋งมากๆ ถ้าคุณจะยืนหยัดเก็บรักษาเอาไว้ แม้ใครจะหัวเราะเยาะว่าเป็นไดโนเสาร์

     หากวันที่สิ่งมีชีวิตซึ่งไม่ปรับตัวจะต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด เชื่อว่าคนที่พร้อมจะเต้นรำไปในจังหวะเดียวกัน เคียงข้างไปพร้อมอาร์แซน เวนเกอร์ ก็คือ เป็นเอก รัตนเรือง แล้วพวกเราในฐานะแฟนหนังของเขามาตลอด 20 ปีจะคอยเฝ้ามอง หาจังหวะที่จะลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นตามพวกเขาดูสักครั้ง

เป็นเอก

เวลาทำงานอะไรที่มันไกลตัวเราออกไปอีกหน่อย โคตรมีความสนุกเลย ต่างจากเวลาทำหนังที่ใกล้ตัว ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทรมานให้เรา เพราะมันเต็มไปด้วยแผลเก่าๆ ที่เราเคยคิดว่ามันหายไปแล้ว การทำหนังคือการไปสะกิดแผลเหล่านั้น

ชีวิตของคุณในช่วงนี้ที่เพิ่งเสร็จจาก Samui Song แตกต่างจากชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร

     หนังเรื่องนี้เราทำในช่วงชีวิตที่รู้สึกว่ามันดีจริงๆ คือไม่มีเรื่องให้ต่อต้าน ไม่มีเรื่องให้ตั้งคำถาม แล้วก็ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการครุ่นคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง หนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นเหมือนงานฝีมือมากกว่างานศิลปะ คือทำขึ้นมาโดยคนที่พอจะมีฝีมือในการทำหนังอยู่ประมาณหนึ่ง ตั้งใจให้อยู่ในฟอร์แมตของฟิล์มนัวร์ที่มีทวิสต์ตอนจบ เปิดเรื่องมาเป็นหนังฆาตกรรมมีเงื่อนงำแบบ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก พอกลางเรื่องก็เปลี่ยนเป็นหนังเรียลิสติกขึ้นมาดื้อๆ แถมตอนจบยังมีทวิสต์กลับมาอีก เป็นหนังที่สนุกสำหรับเรา เป็นเหมือนการนำหนัง 3 เรื่องแรกของเรา ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน มาใช้งานร่วมกันอีกครั้ง

     จนกระทั่ง ฝนตกขึ้นฟ้า ทำให้พบว่า “เวลาทำงานอะไรที่มันไกลตัวเราออกไปอีกหน่อย หนังที่คนไล่ยิงกันแม่งสนุก โคตรมีความสนุกเลย ต่างจากเวลาทำหนังที่ใกล้ตัว ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทรมานให้เรา เพราะมันเต็มไปด้วยแผลเก่าๆ ที่เราเคยคิดว่ามันหายไปแล้ว ทั้งเรื่องคนรัก พ่อแม่ หรืออะไรก็ตาม การทำหนังคือการไปสะกิดแผลเหล่านั้น พอหนองออกมาก็เจ็บอีก หลัง ฝนตกขึ้นฟ้า ก็เลยคิดว่า จากนี้ไปเราจะทำหนังสนุกๆ สะใจๆ แบบนี้อีกดีกว่า Samui Song ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมมันถึงเป็นหนังที่เราทำโดยปราศจากความรู้สึกส่วนตัว แต่เดี๋ยวไปดูก็จะรู้ว่ามันเป็นหนังเราแน่ๆ ลายเซ็นมันชัดเจนมาก

ถือว่าเป็นหนังที่ทำแล้วรู้สึกดีกับตัวเองที่สุดตั้งแต่เคยทำมาเลยหรือเปล่า

     ไม่ขนาดนั้นนะ ตอนนี้ความกระตือรือร้นเกี่ยวกับหนังของเรามันน้อยลง จบแล้วก็จบกัน ไม่ได้รู้สึกสะใจหรือเสียใจ ความสุขในการทำมันเท่าเดิม เหมือน day 1 ที่ได้ทำเลย ความกระเหี้ยนกระหือรือในการมองว่าหนังเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชีวิตมันน้อยลง ผลลัพธ์ก็คือ พอหนังเสร็จแล้วก็ปล่อยให้มันมีชีวิตของมันต่อไป เพียงแต่สิ่งที่มันไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือ เวลาจะเอาหนังเข้าโรงฉาย จะมีความระทึกตื่นเต้นระคนกับความกลัวทุกๆ ครั้งแบบนั้น เรายังคงมีเหมือนเดิม

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องอะไรแบบนี้ยังทำให้คนอย่างเป็นเอกรู้สึกกลัวได้อีก

     กลัว กลัวคนดูไม่เยอะพอ คือคนที่มาลงทุนกับหนังเรื่องนี้ในฝั่งไทย เขาเป็นนักธุรกิจ เขาเอาเงินมาให้เราทำหนัง เราก็อยากได้เงินมาคืนนายทุน เรื่องรายได้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง อีกอย่างคือ หนังไม่ใช่งานอาร์ตที่เอาไว้ในมิวเซียม ไม่ว่ามันจะเป็นศิลปะยังไง ในส่วนหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า เราอยากให้มันเป็นมหรสพ ซึ่งพอทำเสร็จแล้วถ้าคนมาดูน้อย มันจ๋อย มันจึงต้องการคนดูที่จะมาปะทะกับมัน แบบนั้นแล้วหนังเรื่องหนึ่งถึงจะคอมพลีต

     แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นความลึกลับดำมืดมากสำหรับเรา อย่างหนังบางเรื่องเราสงสัยมากว่า คนมาดูกันเยอะขนาดนั้นได้ยังไงวะ เราเคยดูเทรเลอร์หนังเรื่องหนึ่ง เราว่าแม่งโคตรแย่เลย ปกติเวลาทำหนังตลก คุณก็ต้องเอามุกที่คิดว่าตลกสุดๆ มาใส่ถูกปะ แต่เราดูแล้วแม่งไม่เห็นขำเลย มันจึงเป็นความลับดำมืดว่า คนดูหนังเรื่องนั้นในจำนวนเยอะขนาดนั้นได้ยังไง เราก็เลยระทึกทุกครั้งว่าทำไมหนังเรากว่ารายได้มันจะขยับไปขึ้นถึง 3 แสน มันถึงอยู่กับความเป็นจริงขนาดนั้น ของคนอื่นแม่งเหมือนฝันไป ผ่านไป 2 วัน จาก 6 ล้าน กลายเป็น 10 ล้าน เราแม่งเคยคิดว่า อยากลองเอาตั๋วหนังราคา 100 ล้าน มากองตรงหน้าว่ากองแม่งจะสูงขนาดไหนวะ

ฟีดแบ็กเหล่านี้เคยทำให้ต้องกลับมาทบทวนอารมณ์ขันและรสนิยมของตัวเองบ้างไหม

     ไม่เคยเลย เราด่าแม่งอย่างเดียว (หัวเราะ) เราเป็นคนไม่เชื่อในมาตรฐานของสังคม เราเชื่อในมาตรฐานตัวเองมากกว่า ฟังดูเหมือนเป็นความโง่ดักดานของเราเองนะ แต่ว่าการกลายพันธุ์มันยาก สำหรับเรา คนที่กลายพันธุ์แปลว่าเขาจะต้องมีความสามารถที่จะปรับตัวได้ แต่เราไม่มี เราไม่เห็นว่าสิ่งนี้ขำ เราก็ยังยืนยันอยู่ดีว่าคนที่ขำอะไรแบบนั้นแม่งปัญญาอ่อน

เป็นเอก

หนังไม่ใช่งานอาร์ตที่เอาไว้ในมิวเซียม ไม่ว่ามันจะเป็นศิลปะยังไง ก็ต้องยอมรับว่าเราอยากให้มันเป็นมหรสพ มันจึงต้องการคนดูที่จะมาปะทะกับมัน

คนที่อยู่รอบๆ ตัวของคุณ จริงๆ แล้วเขาขำกับมุกของคุณไหม

     บางคนก็ขำ บางคนก็ไม่ขำ แต่งานสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นหนัง หนังสือ เพลง หรือบทกวี คนที่จะ appreciate มัน จะเป็นคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน คนที่ชอบหนังของเราในประเทศนี้อาจจะมีน้อย แต่พอคุณไปที่อื่นๆ มันจะมีคนชอบหนังเราอยู่ คนพวกนี้ประปรายอยู่ตามประเทศต่างๆ ในโลก เรายังเคยเจอสามีภรรยาชาวโซมาเลียที่ชอบหนังของเรามาก ดูเกือบทุกเรื่อง คือคนที่ชอบหนังเรามันคือชนกลุ่มน้อยทั้งหมดเลย แล้วพอได้นั่งคุยกันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนอาร์เจนตินา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อินเดีย แม่งฟังเพลง อ่านหนังสือ คล้ายกับเราทั้งนั้น คนที่มีอารมณ์ขันแบบเรา มันจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน มันจะตลกหรือมันจะจริงจังกับเรื่องที่คล้ายกัน มันเลยป่วยการที่เราจะไปนั่งวิเคราะห์อารมณ์ของแมส แล้วบอกว่าทำยังไงกูถึงจะทำให้ได้วะ เพราะมึงเป็นคนอีกเผ่าหนึ่ง มึงไม่มีทางกลายพันธุ์ได้หรอก ถ้ามึงกลายพันธุ์ได้แสดงว่ามึงไม่มีเผ่า มึงทำอะไรก็ได้ มึงพร้อมจะ adapt เราว่าสัตว์อย่างเรามันคงสูญพันธุ์มากกว่าจะกลายพันธุ์

สรุปรวมได้ไหมว่าคุณทำงานออกมาเพื่อช่วยดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้

     พูดแบบนี้มันดูสูงส่งไปหน่อยไหม จริงๆ แล้วอาจจะเพราะเราทำอย่างอื่นไม่เป็น เราทำได้แบบที่เราทำได้ ทำหนังโฆษณาก็ทำได้ในแบบที่ทำๆ นี่แหละ จะมาคาดคั้นอะไรมากๆ จากเราก็ทำไม่ได้ หนังก็เหมือนกัน เราทำแต่เรื่องที่เราสนใจ แล้วไอ้เรื่องที่เราสนใจเนี่ยมันก็วนเวียนอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง เหมือนอย่าง วูดดี้ อัลเลน เขาก็ทำแบบนี้ หนังเขาก็เวิร์กบ้างไม่เวิร์กบ้าง เขาก็ทำอยู่แค่นี้ เราไม่มีความสามารถในการที่จะตื่นตี 4 เพื่อไปออกกองทำหนังที่เราไม่สนใจ แต่ให้เราตื่นไปทำ Samui Song ไปดูพลอยทะเลาะกับผัวแล้วเรามีความสุขมาก

     คนเรานี่นะ ยิ่งพออายุมากขึ้น มันเริ่มจะรู้ว่าตัวเองมีข้อจำกัดตรงไหน และเริ่มยอมรับข้อจำกัดตัวเองได้ สมัยหนุ่มๆ ไฟแรง บางทีเราไม่รู้ข้อจำกัดตัวเอง ก็ท้าทายตัวเองไปเรื่อย แล้วก็มักจะล้มหน้าฟาดไป จนตอนนี้เราไม่คิดว่าการรู้ข้อจำกัดตัวเองเป็นข้อด้อย คนเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างได้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา เราทำให้แม่งดีจริงๆ เราว่ามันกลับจะดีกว่า ชีวิตเดินไปแบบมินิมอลกว่า โฟกัสกว่า

ความคิดเกี่ยวกับตัวเองที่เปลี่ยนไป ได้มาจากการไปปฏิบัติธรรมหรือเปล่า หลังจากทำ Samui Song เสร็จได้กลับไปหรือยัง

     นี่ก็เพิ่งกลับมาเลยเนี่ย อาทิตย์ที่แล้วนี่เอง

คุณไปมาหลายครั้งแล้วใช่ไหม ความรู้สึกเหมือนหรือแตกต่างจากครั้งอื่นๆ อย่างไร   

     กิจกรรมทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนคือ บางครั้งเราจะรู้สึกว่า เออ ครั้งนี้เราสมาธิดีจังนะ หรือ เอ๊ะ ครั้งนี้มันไม่ค่อยมีสมาธิเลยแฮะ เวลาไปก็ครั้งละ 10 วัน ส่วนใหญ่คือเสียสมาธิไปแล้ว 7 วัน (หัวเราะ) ร้อนรุ่ม สับสน คิดถึงแต่เรื่องงาน เต็มหัวไปหมด จน 3 วันสุดท้ายถึงมีสมาธิจริงๆ ต่างจากตอนไปครั้งแรกๆ ที่พอไปถึงแล้ว เราชอบตั้งแต่ชั่วโมงแรกเลย ไม่ต้องพูดไม่ต้องยุ่งกับใคร ไม่ต้องทำตัวเฟรนด์ลี ทำตัวเหมือนอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่มีคนอยู่ด้วย ยิ่งไม่ต้องเปิดรับข่าวสารนี่ยิ่งเป็นอะไรที่ชอบมาก มีความสุขจริงๆ

พอเสร็จจากชีวิตสงบสุข ต้องกลับมาอยู่ในความวุ่นวาย มันทำให้หงุดหงิดไหม

     ไม่นะ เราไม่เป็น เรากลับมาก็ปกติธรรมดา มาดูดบุหรี่ กินเบียร์เหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม การไปปฏิบัติธรรมกลับมาแล้วคุณก็ควรจะยอมรับทุกอย่างให้ได้ แต่การมารู้สึกหงุดหงิดมันก็เหมือนกับการยึดมั่นถือมั่นกับความเงียบสงบนั้นเกินไปหน่อย

เป็นเอก

มันป่วยการที่เราจะไปนั่งวิเคราะห์อารมณ์ของแมส แล้วบอกว่าทำยังไงกูถึงจะทำให้ได้วะ เราว่าสัตว์อย่างเรามันคงสูญพันธุ์มากกว่าจะกลายพันธุ์

พวกคนที่ไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน เขาเคยดูหนังของคุณไหม

     เออๆ ก็มีคนที่รู้จักเรา ทุกครั้งพอถึงวันสุดท้ายที่อนุญาตให้พูดกันได้ ก็จะมีคนมาบอกว่า พี่ต้อมครับ ผมชอบหนังพี่ อย่างล่าสุดเจอน้องคนหนึ่ง เขาเป็นเจ้าของเอเจนซีโฆษณา เขาไล่ให้ฟังว่าซัฟเฟอร์มาก ความทุกข์เยอะ กิเลสเขาเยอะ ที่น่าสนใจคือในเวลา 7 ปีที่เราไปนะ ปีแรกๆ มีแต่คนแก่ ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ประมาณสัก 20 กว่าๆ ก็ไปกันแล้ว แม่งเป็นเจ้าของกิจการกันทั้งนั้นเลย แล้วแปลกมากที่คนเดี๋ยวนี้แม่งทุกข์เร็วขึ้นเยอะ เทียบกับไอ้คนรุ่นเรานี่แม่งไม่ค่อยมีปัญญาทำอะไรแบบเขาหรอก พอเรียนจบ หางานทำให้เงินเดือนขึ้นไปเรื่อยๆ ชีวิตแม่งมีแค่นี้เอง ถ้ามึงกล้าหน่อยถึงจุดหนึ่งก็อาจจะเปิดบริษัทของตัวเอง แต่หลังจากทำงานไปแล้วสัก 20 ปีนะ แต่เดี๋ยวนี้ เรียนจบปั๊บกูมีบริษัทเลย มีน้องคนนึง อายุ 27 มีร้านอาหาร 4 ร้านในการควบคุมของตัวเอง ถามว่าทำกับเพื่อน มีพาร์ตเนอร์ใช่ไหม เปล่าค่ะ ทำคนเดียว มีลูกน้อง 100 กว่าคน เราว่าที่เขามาเพราะว่าเขาคงเครียด (หัวเราะ)

เราสนใจประเด็นที่คุณบอกว่าคนหนุ่มสาวยุคนี้เป็นทุกข์เร็วขึ้นกว่าคนรุ่นคุณ       

     ใช่ๆ แน่นอน ทุกอย่างมันก็ถูกผลักดันให้เอ็กซ์ตรีมขึ้นเรื่อยๆ ความอ่อนโยนไม่มีแล้ว ดูอย่างหนังที่เราดูกันก็ได้ เมื่อก่อนกูเห็นรถชนกันเปรี้ยงก็รู้สึกตื่นเต้นตายห่าแล้ว แต่ตอนนี้แค่ชนกันไม่พอ ต้องกลิ้งมาใส่กล้องให้เห็นกันจะจะ มีเศษอะไรกระเด็นมาหาเราด้วย แล้วมันก็จะเอ็กซ์ตรีมยิ่งขึ้นๆ ขณะเดียวกัน ความรู้สึกของคนก็จะด้านชาขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ทำไมคนถึงชอบดูพวกวิดีโอที่มันรวมคลิปความหายนะ เคยดูไหม? ที่มาจากภาพเหตุการณ์จริง บางเฟรมแม่งไม่ชัดเลยนะ แต่แม่งน่ากลัวฉิบหายเลย เรามีเพื่อนคนหนึ่งชอบดูวิดีโอพวกนี้มาก อย่างคลิปคนยิงตัวตายหน้ากล้อง ดูเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างหนึ่งได้เลยนะ แต่เราจะหยุดมันได้ยังไง ในเมื่อเทคโนโลยีมันก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ พอมีเทคโนโลยีแล้ว เราจะไม่ push มันเหรอ

     เรื่องอะไรพวกนี้ก็เป็นคล้ายๆ ยาเสพติดเหมือนกันนะ คือมันต้องเพิ่มโดสขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วโลกก็จะเอ็กซ์ตรีมขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเกมในมือถือ เมื่อก่อนเราก็เล่นเกมงู เตตริส ตอนนี้มันมีเกมที่คล้ายๆ เป็นเลเวลต่างๆ ให้มึงต้องออกไปฆ่าจริงๆ ก่อนแล้วมึงจะได้แต้ม จนเลเวลสุดท้าย คือมึงต้องฆ่าตัวตายเลย โห แม่งเอ็กซ์ตรีมไหมล่ะ แบบนี้ถ้าฆ่าพ่อฆ่าแม่แล้วจะได้กี่แต้มวะ เราว่าปรากฏการณ์แบบนี้ต่อไปมันอาจจะมี 2 ขั้วเลย อย่างแรกคือ มันจะเอ็กซ์ตรีมขึ้นเรื่อยๆ สองคือ เข็มมันจะตีกลับแล้วคนจะคอนเซอร์เวทีฟมากๆ ก็นับเป็นความเอ็กซ์ตรีมอีกทางหนึ่ง

คนที่เอ็กซ์ตรีมอะไรจะไม่ค่อยรู้ตัวหรอก เขาก็เล่นเกมอะไรของเขาไป แล้วอย่างตัวคุณเองล่ะ คุณเป็นคนเอ็กซ์ตรีมแต่ไม่รู้ตัวไหม

     เออๆ อย่างการที่เราไม่มีเฟซบุ๊กนี่เราก็เอ็กซ์ตรีมใช่ไหม ในขณะที่ทั้งโลกนี้เขามีกันหมดทุกคนแล้ว สำหรับเรา คนที่ไม่ได้ใช้มือถือ ไม่ได้ติดโซเชียลเน็ตเวิร์กเลย การที่ขึ้นไปบนรถบีทีเอสแล้วเห็นทุกคนรอบตัวเล่นมือถือกันหมด เราก็รู้สึกว่ากูนี่แม่งเอ็กซ์ตรีมฉิบหายแล้วนะ นั่งมองไปเรื่อยๆ เราว่ามันก็เอ็กซ์ตรีมฉิบหาย ในขณะที่คนอื่นจะรู้สึกหรือ เพราะคน 40 คน เขานั่งก้มหน้ากันหมด ในขณะที่มึงแม่งไม่ก้มหน้าอยู่คนเดียว แต่จริงๆ เราสามารถพูดได้ว่านอกจากเรื่องนี้แล้ว เราไม่ได้เป็นพาร์ตของความเอ็กซ์ตรีมอะไรเลย

ดูเหมือนว่าโลกรอบตัวและเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ผู้คนรุนแรงและแปลกแยกจากกัน แต่พักหลังๆ มานี้เรามักจะเห็นคุณแสดงให้เห็นถึงความสบายๆ ผ่อนคลาย อย่างเรื่องธรรมะ และมีหมาน่ารักๆ มาวิ่งเล่น

     เวลาเราเลี้ยงหมา เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นหมา แต่เราเลี้ยงเขาเหมือนลูก เพราะว่าบ้านเราก็มีแค่เราเลี้ยงเองกับแฟน ก็ไม่มีใครช่วยเลี้ยงอีก ทีนี้เวลาออกไปไหนมาไหนที่สามารถพาเขาไปได้ เราก็อยากพาเขาไป ข้อดีอีกอย่างของเปเป้ก็คือ เขาเรียบร้อย ไม่ค่อยสร้างความเสียหายเท่าไหร่ การมีหมาก็ทำให้เราเปลี่ยนไปเยอะ เรารู้สึกว่าตอนนี้ไม่อยากเดินทางแล้ว เวลาที่ต้องเดินทางไปร่วมงานเทศกาลหนังนานๆ ก็ไม่อยากไป เพื่อนๆ ก็จะงงว่า มึงเป็นเหี้ยอะไรวะ อยู่ๆ มึงก็เปลี่ยนไป ก็เพราะแบบนี้แหละ ใช้ชีวิตอยู่กับเขาแล้วบางทีก็นึกอิจฉาขึ้นมานะ เรารู้สึกเลยว่าจริงๆ แล้วชีวิตง่ายมาก แล้วก็มีความสุขง่ายมาก เราว่าเขาคงเปลี่ยนนิสัยเราไปด้วยมั้ง

เป็นเอก

ทุกอย่างมันถูกผลักดันให้เอ็กซ์ตรีมขึ้นเรื่อยๆ ความอ่อนโยนไม่มีแล้ว ดูอย่างหนังที่เราดูกันก็ได้ เมื่อก่อนกูเห็นรถชนกันเปรี้ยงก็รู้สึกตื่นเต้นตายห่าแล้ว แต่ตอนนี้แค่ชนกันไม่พอ ต้องกลิ้งมาใส่กล้องให้เห็นกันจะจะ มีเศษอะไรกระเด็นมาหาเราด้วย แล้วมันก็จะเอ็กซ์ตรีมยิ่งขึ้นๆ ขณะเดียวกัน ความรู้สึกของคนก็จะด้านชาขึ้นเรื่อยๆ

ความสุขเวลาที่เราอยู่กับเปเป้เป็นอย่างไร เพราะเราสามารถควบคุมมันได้ใช่ไหม

     ไม่ใช่เลย มันง่ายกว่านั้นเยอะเลย คือเขาจะเป็นคนที่ปลุกเราตอนเช้า 6 โมงครึ่ง เราต้องตื่นกันแล้ว เพราะฉะนั้นไลฟ์สไตล์ของทั้งวันก็ต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะว่าถ้าจะไปเที่ยวกินเหล้าถึงตี 3 มันทำไม่ได้แล้ว ตอนนี้ 4 ทุ่มครึ่งต้องเข้านอน เพราะยังไงๆ 6 โมงครึ่งกูต้องถูกปลุกให้ตื่น

เลิกเหล้าเพราะเปเป้เลยสิทีนี้

     ไม่ๆ คือไม่ได้เลิกกินเหล้า แต่ว่าต้องเริ่มกินเร็วขึ้นกว่าเดิม (หัวเราะ) เพราะ 6 โมงครึ่งเขาก็จะปลุก แต่นึกออกไหม มันมีอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้เรากลายเป็นอย่างนี้ได้ คือพอตื่นมา ลืมตาปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำในวันนี้ คือแม่งก็ต้องยิ้มแล้วล่ะ เพราะเปเป้มาปลุก แล้วก็น่ารัก แล้วมันก็ทำท่าทำทาง เอาแค่นี้ มันมีใครที่ทำอย่างนี้ได้อีกล่ะ

ตื่นเช้ามา สิ่งแรกที่ทำคือการยิ้ม นี่เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากเลยนะ

     ใช่ ถ้าจะมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตื่นแต่เช้า ก็คือต้องตื่นมาเช็กผลบอลนี่แหละ ทุกเช้าสิ่งแรกที่ทำคือเอาไอแพดมาเปิดเช็กสกอร์ก่อนเลย วันไหนที่อาร์เซนอลลงแข่งนะ เราถึงขั้นไม่ดูเลย เพราะถ้าดูแล้วมันจะแพ้ เรามีความรู้สึกว่ามันแพ้เพราะเรา คือกูเป็นตัวซวย ถ้ากูดูแล้วมึงจะแพ้ แต่ถ้าไม่ดูแล้วค่อยรีบตื่นมาลุ้นตอนเช้า ชงกาแฟ ปิ้งขนมปังมาเสร็จก็จะเปิดดูคะแนนด้วยความลุ้น เชี่ย เมื่อคืนชนะเว้ย เห็นไหม เพราะกูไม่ดู

คุณนี่คือพวก Wenger Out หรือ Save Wenger

     Save (หัวเราะ) เราชอบคนคนนี้มากเลยฮะ ที่เราเชียร์อาร์เซนอลไม่ใช่เพราะนักบอล ไม่ใช่เพราะเป็นแชมป์ แต่เราเชียร์อาร์เซนอลเพราะคนคนนี้

แล้วช่วงหลังจบแมตช์จะชอบมีสัมภาษณ์แฟนบอลฮูลิแกนที่ด่าเวนเกอร์ คุณรู้สึกอย่างไร

     คำด่าเหล่านั้นเขาสมควรได้รับนะ เพราะว่าเขาก็ไม่พัฒนาตัวเองเอาซะเลย เวนเกอร์นี่เหมือนใครรู้ไหม ให้ทาย… เหมือนตัวผมเองเลยครับ คือไม่ adapt เขามีความดื้อรั้นที่เราชอบมาก คนแบบนี้คือคนที่มีศักดิ์ศรี คือเดี๋ยววันหนึ่งเขาก็สูญพันธุ์ เพราะว่าเขาเหมือนไดโนเสาร์

แปลกดี ทำไมถึงยอมเลือกที่จะสูญพันธุ์มากกว่ากลายพันธุ์

     การกลายพันธุ์มันเป็น shame มันเป็นเรื่องน่าอาย แต่โทษนะ ไม่ว่าใครจะว่าเขายังไง วันไหนที่อาร์เซนอลท็อปฟอร์มมากๆ ทุกคนเล่นกันชนิด โห แม่งคือ… แบบนั้นเคยเห็นที่ไหน มันเป็นศิลปะ มันไม่ใช่ฟุตบอลแล้ว เพราะฉะนั้น เรายอมเลย 50 แมตช์ที่มันเล่นเหี้ยๆ แลกกับแค่ 1 แมตช์ที่มันสุดยอดมากๆ เนี่ย เหมือนตัวเราเวลาทำหนัง เราก็ทำแบบเราไป มึงเแป้กไปเลย 10 ปี มึงทำเหี้ยๆ ไปเลยนะตลอด 10 ปี หนังมึงไม่เวิร์กเลย 10 ปี ขอทีเดียวที่มันแบบ… ประมาณว่าไม่มีใครเคยเห็น แล้วทุกอย่างมันลงตัวพร้อมกันแบบ โห แม่งคลาสสิกเลยนะ

     ทีนี้คนที่จะทำให้ไปถึงตรงนั้นได้มันต้องเป็นคนที่ดื้อมาก ถ้าคนที่พร้อมจะวูบวาบ พร้อมจะ adapt เพราะโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ฉิบหาย ถ้ากูไม่ adapt กูจะทำหนังสู้ไอ้คนนี้ได้ยังไง แล้วเดี๋ยวพอหมดยุคไอ้คนนี้ก็จะมีอีกคนขึ้นมา กูก็ต้องไปทำเหมือนมันอีก เราโคตรไม่ชอบเลย คนที่พร้อมจะปรับตัวได้กับทุกยุคทุกสมัยแล้วรุ่งเรืองไปได้เรื่อยๆ คือถ้ามึงจะ adapt ไปเรื่อยๆ แบบนี้ มึงตายห่าไปเถอะ อย่าทำเลย ตัวตน ศักดิ์ศรีมึงอยู่ที่ไหน

เป็นเอก

สำหรับเราที่ไม่ได้ใช้มือถือ ไม่ได้ติดโซเชียลเน็ตเวิร์กเลย การที่ขึ้นไปบนรถบีทีเอสแล้วเห็นทุกคนรอบตัวเล่นมือถือกันหมด เราก็รู้สึกว่ากูนี่แม่งเอ็กซ์ตรีมฉิบหายแล้วนะเขานั่งก้มหน้ากันหมด ในขณะที่มึงแม่งไม่ก้มหน้าอยู่คนเดียว

ให้เล่าถึง Samui Song หน่อย เราว่าพล็อตซับซ้อนและมีหลายประเด็นดี

     คือจริงๆ แล้วมันพอดีเราไปซื้อกับข้าวในซูเปอร์มาร์เกต แล้วไปเห็นนักแสดงหญิงคนหนึ่งมากับสามีฝรั่ง โห ดูดีมากเลย นักแสดงคนนั้นเขาสวยอยู่แล้ว แต่งตัวดี เท่มาก พนักงานในซูเปอร์ฯ กระซิบกระซาบกันใหญ่ เราก็เดินสะกดรอยตามคนคู่นี้ไป คืออยากรู้ว่าคู่นี้จะซื้ออะไรกันวะ จนผ่านเหตุการณ์นั้นไป 2 วัน เรื่องนี้มันคงติดอยู่ในหัวเราโดยที่ไม่รู้ตัว ก็คิดถึงคนคู่นี้ขึ้นมา ชีวิตมันจะราบรื่นไหม พอหัวสมองมันเริ่มแต่งแล้วเรื่องก็เริ่มดาร์กขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าน่าเขียนเป็นบท พอลงมือจากตอนแรกที่เป็นแค่ปัญหาครอบครัวเฉยๆ ก็พยายามเขียนไปจนถึงจุดที่มันต้องฆาตกรรมให้ได้ แต่จุดที่จะมาพลิกเรื่องให้ไปถึงตรงนั้น ใส่อะไรเข้าไปมันก็ไม่ได้ ผัวไปมีกิ๊ก หรือเมียไปมีชู้ มันก็ไม่เวิร์ก มันดูคลิเช่ไปหมดเลย

     อยู่ๆ ก็ฟ้าประทาน วันหนึ่งไปอ่านหนังสือพิมพ์ มีพระรูปหนึ่งไปทำผิดอะไรไม่รู้แล้วโดนสึก แต่เขาเป็นพระที่มีสาวกเยอะมาก ปรากฏว่าพอโดนสึกเสร็จแล้วแทนที่จะกลายเป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ เขาแม่งไปตั้งลัทธิใหม่แล้วคนก็แห่ตามไปเพียบ เราก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันน่าสนใจ ถ้าเกิดสามีฝรั่งที่มีปัญหากับภรรยาในเรื่องเซ็กซ์มันไปคลั่งลัทธิหนึ่ง มันเห็นเจ้าลัทธินี้เป็นไอดอลมัน บริจาคเงินทีเป็นสิบๆ ล้าน ได้สนิทกันจนสามารถพาเจ้าลัทธิมาที่บ้านได้ ในที่สุดก็เริ่มรวมหัวกันย่ำยีศักดิ์ศรีของไอ้ผู้หญิงคนนี้แบบที่ไม่คลิเช่เท่าไหร่ แล้วมันก็พาไปสู่จุดที่เกิดฆาตกรรมได้จริง

เราสังเกตว่าตัวละครหญิงในหนังเป็นเอกมักจะมีชะตากรรมแย่ๆ เสมอเลยนะ

     วิยะดา มันเป็นแค่ภาพที่มาติดอยู่ในหัวเราแล้วไม่ยอมไปซะที พอมีภาพแบบนี้ก็เลยไปซอกแซกสงสัย จินตนาการเอาเอง ถ้าจินตนาการไม่ดาร์ก ตัวละครก็ไม่ดาร์ก แต่จินตนาการของเราแม่งเผอิญว่าดาร์กไง ตัวละครก็เลยดาร์ก ไม่ว่าจะเป็นโจรฆ่าคนหรืออะไรก็ตาม เราพยายามทำความเข้าใจและรักตัวละครทุกตัว เพราะไม่อย่างนั้นพวกเขาจะถูกตัดสิน ถ้าคิดว่าโจรเลวปุ๊บ เราจะเขียนตัวละครที่เลวตั้งแต่เปิดเรื่องยันปิดเรื่อง แต่ถ้าเราคิดว่า คนเป็นโจรแม่งเป็นเพราะอะไรวะ ทำไมคนเรามันถึงขึ้นไปปีนบ้านคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนะ มันตกงานแล้วลูกมันจะเปิดเทอมหรือเปล่า มันอยากได้เงินมาให้ลูกเรียนหนังสือ ไม่อยากให้โตขึ้นเป็นโจรเหมือนมัน

     เราว่ามันมีผู้หญิงจำนวนเยอะมากที่ถูกกระทำ อย่างข่าว ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน กระทำย่ำยีมาเป็นไม่รู้กี่ 10 ปี แล้วไม่เคยพูดเลย ทำไมมันถึงยอม หลายเหตุผลมาก ถ้าเป็นนักแสดงก็กลัวตกงาน ถ้าอยู่กินด้วยเงินผัวอยู่ก็กลัวอดตาย จริงๆ ในหนังเรื่องนี้มันเคลียร์หมดนะ หมายถึงวิยะดาก่อนที่เขาจะไปถึงจุดที่ใช้การฆาตกรรม เขาไม่ได้อยากไปถึงจุดนั้น เพราะว่ามันไม่ง่ายที่จะฆ่าคน ยิ่งคนไม่เคยฆ่าคนแม่งกลัวจะตายห่า ทำไมถึงยอมโดนกระทำย่ำยีขนาดนี้ มันเคลียร์ในหนังอยู่แล้ว มันเป็นข้อแม้ที่จริงๆ อาจจะไม่มีเหตุผล แต่ว่าง่ายๆ คือ ถ้าเลิกกัน กูแม่งหมดตัว แต่วิยะดาสามารถหาประโยชน์จากมันได้ คือนอกจากความแข็งแกร่งแล้วก็คือปลง ถ้าปลงก็ไม่เดือดร้อน ไม่ร้อนรุ่ม ฉันไม่ได้ทุกอย่างในชีวิต แต่ได้แค่ 60% ฉันก็โอเคแล้ว อยู่กับ 60% ไป คนเราในที่สุดมันก็อย่างนั้นทั้งนั้นแหละ

ทำหนังมานานตั้ง 20 ปี คุณพบรูปแบบอะไรของตัวเองหรือรูปแบบนิสัยของตัวเองในหนังเหล่านั้นบ้างไหม

     ประเด็นนี้โคตรน่าสนใจเลย เราเพิ่งไปฉายหนังที่มาเก๊า พอฉายเสร็จวันนั้นก็มีปาร์ตี้ต่อ โปรแกรมเมอร์หญิงของเทศกาลหนังชาวอาร์เจนตินาคนหนึ่งที่เรารู้จัก เขาเข้ามาคุยกับเราแล้วถามเราแบบนี้เหมือนกัน ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้แม่งอุตส่าห์ปลดตัวเองออกมาได้แล้ว แฮปปี้แล้ว ทำไมยูต้องทำแบบนี้กับเขา ทำไมยูไม่ปล่อยคนคนนี้ไป ทำไมเขาต้องกลับไปตรงนั้นอีก เขาโกรธเรามากที่เราไม่ปล่อยให้ตัวละครมีอิสรภาพ เราก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง ก็บอกว่า เราไม่ได้เป็นคนทำ แต่หนังมันทำเอง (หัวเราะ)

เป็นเอก

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่