CIRCULAR | แบรนด์รักโลกที่เกิดจากการค้นพบเป้าหมายในชีวิตของ จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์

        อุตสาหกรรม Fast Fashion เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และสร้างปัญหาเรื่องขยะจำนวนมหาศาลที่น่าปวดหัวพอๆ กับปัญหาขยะพลาสติก โดยพบว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีขยะที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอที่ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับไปใช้ประโยชน์สูงถึงร้อยละ 85 ดังนั้นจึงมีเพียงร้อยละ 15 ที่เสื้อผ้าเก่าจะถูกนำไปบริจาคหรือนำไปรีไซเคิล 

        นอกจากเรื่องของการนำขยะเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่แล้ว การฟอกย้อมและกระบวนการผลิตสิ่งทอก็ส่งผลกระทบมากมายต่อระบบนิเวศทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย จนช่วงที่ผ่านมาคำว่า ‘แฟชั่นยั่งยืน’ หรือ ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นคำที่เราได้ยินคนส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ  พร้อมกับจับมือกันผลักดันเรื่องของการนำขยะและของเหลือใช้นำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบต่างๆ 

        เมื่อหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์อย่างเครื่องนุ่งห่มกลายเป็นปัญหาระดับโลก ทำให้ ‘วัธ’ – จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC GRAND องค์กรที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการรีไซเคิลของเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยความมุ่งมั่นมามากกว่า 30 ปี เปิดตัวแบรนด์ใหม่ในชื่อ CIRCULAR เพื่อทำให้เราเห็นว่า ‘ขยะ’ ที่ถูกทิ้งสามารถเอากลับมาสร้าง ‘คุณค่า’ แบบที่จับต้องและสวมใส่ได้จริง โดยใช้วัสดุรีไซเคิล 100% ไม่ผ่านกระบวนการฟอกย้อม และมีคุณภาพเทียบเท่ากับเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งถ้าไม่บอกก็ไม่มีทางรู้เลยว่าทำมาจากสิ่งทอที่เคยถูกทิ้ง 

        แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนให้กับสังคมและโลกใบนี้ เกิดขึ้นจากการได้ค้นพบ Purpose of Life หรือเป้าหมายในการมีชีวิตของเขาและสร้างแรงผลักดันให้ผู้ชายคนนี้วางแผนไว้ว่าจะพาธุรกิจของครอบครัวให้เติบโตไปในระดับสากล

เดิมที SC GRAND ก็ทำโปรดักต์ที่เกี่ยวกับการรีไซเคิลเป็นหลักอยู่แล้ว การที่คุณเปิดอีกแบรนด์ชื่อ CIRCULAR ขึ้นมา มีเหตุผลอย่างไร 

        CIRCULAR เกิดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความชัดเจนของการทำผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมและการแตกไลน์สินค้าใหม่ๆ ให้มีมากขึ้น ให้เขาได้เห็นว่าผ้ารีไซเคิลสามารถทำได้จริงแล้วก็ใส่ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ โดยคอนเซ็ปต์ของ CIRCULAR จะเป็นเส้นใยรีไซเคิล 100% ซึ่งเส้นใยเหล่านี้จะมาจากวัสดุที่เราได้มาในแต่ละครั้ง เช่น นำเสื้อผ้าเก่าสีแดง มารวมเข้ากับเศษผ้าจากโรงงานทอผ้าหรือโรงงานตัดเย็บที่เป็นสีแดง เราตั้งใจที่จะให้ CIRCULAR เป็นตัวอย่างว่าวัสดุรีไซเคิลเหล่านี้สามารถใช้ผลิตเป็นเสื้อผ้าได้จริง และออกแบบให้ดูน่าสวมใส่ โดยช่วงแรกเป็นการเน้นการขายทางออนไลน์ และกำลังจะทำ pop-up store ไปอยู่ในจุดต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือปั๊มน้ำมัน โดยเราจะมีกล่องรับเสื้อผ้าที่ใช้แล้วไปตั้งเอาไว้

        ส่วนอีกโปรเจกต์ที่เราทำเรียกว่า Closed loop เราจะนำเสื้อผ้าเก่าของพนักงานสายการบินเอากลับมารีไซเคิลใหม่ และทำเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับเขา โดยแบรนด์ต่างประเทศที่เราทำให้ก็เช่น FedEx เป็นต้น ดังนั้นการทำงานของ CIRCULAR จึงมีสองส่วนคือ เป็นทั้งบริการที่รับรีไซเคิลเสื้อผ้าเก่าให้กับองค์กรต่างๆ กับ sustainable fashion brand สำหรับให้แรงบันดาลใจและไอเดียใหม่ๆ ในการสร้างเสื้อผ้ารีไซเคิลที่สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

เวลาพูดถึงการรีไซเคิล เรามักจะไปนึกถึงเรื่องของขยะพลาสติกเสียมากกว่า เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเสื้อผ้าหรือเศษผ้าต่างๆ ก็สามารถนำกลับมาผลิตเป็นสิ่งทอขึ้นมาใหม่ได้

        เพราะจุดแข็งของ SC GRAND ที่ทำมาตลอดคือ การนำผ้าเก่ามาทำเป็นเสื้อผ้าใหม่ได้ แต่เราก็มีบริการรับรีไซเคิลขยะพลาสติกด้วย แต่สิ่งที่อยากทำแบรนด์ CIRCULAR ขึ้นมา คงต้องย้อนไปถึงตอนที่ผมต้องเลือกว่าจะเข้ามารับช่วงต่อกับ SC GRAND หรือจะปล่อยทิ้งไป เพราะในเชิงธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในบ้านเรานั้น การที่ต้องไปแข่งขันในระดับสากลเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ทั้งในส่วนของต้นทุนและอีกหลายๆ ส่วน แต่เนื่องจาก SC GRAND นั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับการรีไซเคิลมาตลอด 55 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ผมเห็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง climate change ที่เราจะสามารถเข้าไปช่วยสร้างความแข็งแรงบางอย่างเพิ่มได้ สามารถช่วยซัพพอร์ตอะไรบางอย่างได้ ผมจึงตั้งใจทำแบรนด์ CIRCULAR ขึ้นมาด้วย

เรื่องของ climate change ทำให้ผู้คนตื่นตัวขึ้นก็จริง แต่จากข่าวต่างๆ ที่ผ่านมาเรื่องคุณภาพของสิ่งแวดล้อมกลับสวนทางลงไปเรื่อยๆ ในฐานะที่คุณคลุกคลีอยู่กับเรื่องนี้ตอนนี้คุณมองสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกเป็นอย่างไร

        เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือของ บิล เกตส์ ชื่อ How to Avoid a Climate Disaster ซึ่งเขาเขียนถึงตัวเลข 51 เอาไว้ นั่นคือจำนวนขยะ 51 พันล้านตันต่อปี และเป็นจำนวนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมา และมีบทความอีกมากมายในกูเกิลที่พูดถึงอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย เพราะอุตสาหกรรมนี้จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวน 7-10% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยในแต่ละปี ซึ่งเกิดจากกระบวนการในการผลิตสินค้าตั้งแต่การปลูกและการปั่นฝ้าย การทอผ้า การฟอกและย้อมผ้า ไปจนถึงกระบวนการขนส่ง ยังไม่นับเรื่องของขยะเสื้อผ้าที่ถูกส่งไปยังบางประเทศแล้วกองทิ้งไว้เป็นภูเขาในทะเลทราย เป็นต้น

        นอกจากนั้นผมก็อ่านหนังสือของ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ที่เขียนหนังสือ Untitle โลกร้อนเล่มนี้ไม่มีชื่อ ที่พูดถึงสถานการณ์เกี่ยวกับโลกร้อนมาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เขาบอกว่าโลกของเราเคยมีจุดที่เย็นต่ำสุดและจุดที่ร้อนสูงสุดตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีช่วงไหนเลยที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงขนาดนี้มาก่อน ส่วนหนังสือของ บิล เกตส์ ใจความสำคัญของเขาคือ หนทางในการแก้ไข ซึ่งจะสำเร็จได้นั้นต้องมีการทำงานร่วมกันหลายๆ ฝ่าย มีนโยบายร่วมกันในหลายๆ ประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นสามอย่างนั้นคือ นโยบายโลกจากประเทศมหาอำนาจเกี่ยวกับ sustainable development goals (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน) ที่เขาสร้างขึ้นมา สองคือ นโยบายนี้ประเทศต่างๆ สนใจเข้าร่วมด้วย และสามองค์กรใหญ่ๆ ขอเข้าร่วมด้วย ถ้าเทรนด์สามอย่างนี้เกิดขึ้นมามันก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นมา

        ตอนนี้เราเริ่มเห็นผลกระทบบางอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น เกิดน้ำท่วมในบางประเทศ บางประเทศน้ำในแม่น้ำแห้งเหือด บางประเทศเกิดไฟป่า หรือน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย อากาศที่ร้อนผิดปกติซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่าสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นแล้ว ตอนนี้แบรนด์ใหญ่ๆ ทั่วโลก เขาก็มีแผนการสำหรับปรับเรื่องสายการผลิตของตัวเองอยู่ ซึ่งหลายๆ แบรนด์ที่ผมมีโอกาสได้คุยกับเขาก็พบว่ากำลังมีการพยายามทำเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

การที่คุณพยายามทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและยิ่งใหญ่ เคยรู้สึกว่าท้อแท้หรือคิดว่าไปทำอะไรอย่างอื่นที่ง่ายกว่านี้ไหม

        มันคือ Purpose of Life ของผม ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตก็น่าเบื่อ เหมือนเราไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่า ไม่อย่างนั้นแล้วผมอาจจะขายธุรกิจนี้ไปแล้วก็ได้ ซึ่งช่วงก่อนผมจะแต่งงาน ผมเองก็รู้สึกหลงทางอยู่เหมือนกันว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร จนมีโอกาสได้ไปงานรับปริญญาของน้องชายแฟนเก่าที่อังกฤษ ซึ่งคนที่มามอบใบปริญญาบัตรในวันนั้นได้พูดว่า คนเราต้องมี Purpose of Life ผมก็เลยมาหาดูว่าแล้วเป้าหมายของชีวิตเราคืออะไร และก็ได้คำตอบว่าเราอยากมีความสุขกับครอบครัว และครอบครัวผมรักธุรกิจนี้มาก คุณยายจะเล่าให้ผมฟังเสมอว่าคนชอบมาพูดว่าเขาทำขยะให้กลายเป็นทองคำ เขานำของที่ไม่มีมูลค่ามาทำเกิดมูลค่าเพิ่มได้จริง ซึ่งคนรุ่นแรกๆ เขาจะทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อมาขายไป รุ่นต่อมาคือทำวัสดุสำหรับใช้เป็นม็อบถูพื้น ครอบครัวเราทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของขยะมาตลอด คนข้างนอกไม่เคยมองโรงงานของเราว่าเป็นโรงงานที่ดีเลย แต่คุณยายผมท่านก็รักโรงงานนี้มาก ท่านเพิ่งวางมือไปตอนอายุ 88 ปี นั่นเป็นความผูกพันที่ผมมีตั้งแต่ก่อนเข้ามารับช่วงต่อนี้ ผมอยู่กับสิ่งที่ครอบครัวทำมาตลอด จึงตัดสินใจกับน้องชายว่าจะทำต่อ โดยตอนแรกเรามีสองทางเลือก ถ้าทำต่อก็ต้องลงทุนเพิ่มซึ่งใช้เงินค่อนข้างสูงยิ่งสามปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก่อนหน้านี้เราก็ผลิตแต่เส้นด้ายซึ่งมีไลน์การผลิตแค่ไม่กี่ชนิด แต่สุดท้ายเราก็ทุ่มเทเพื่อสร้างแบรนด์ CIRCULAR ขึ้นมา

คิดว่าเป็นจังหวะที่ถูกที่ถูกเวลาไหม เพราะหากคุณได้ฟังปาฐกถานั้นในช่วงอายุที่น้อยกว่านี้ อาจจะไม่ได้ไปโฟกัสที่เรื่องของเป้าหมายชีวิตก็ได้

        ผมยอมรับก่อนหน้านี้ก็ทำธุรกิจหลายอย่าง และล้มเหลวมาเยอะเหมือนกัน มีทั้งงานที่ดีและไม่ดี ผมเรียนรู้ว่าจุดผิดพลาดของตัวเองคือ เราไม่ได้โฟกัสอะไรจริงจัง ผมจะทำธุรกิจใหม่ๆ ทุกสองปี อะไรที่เป็นเทรนด์หรือว่าอะไรที่เพื่อนชวนเราก็จะกระโดดเข้าไปทำ แต่ตอนนี้ผมเลือกแล้วว่าจะโฟกัสที่เรื่องอะไร และไม่สนใจเรื่องอะไร

คุณกำลังจะบอกว่าการวิ่งตามเทรนด์ตลอดเวลาไม่ใช่ข้อดีในการทำธุรกิจ?​

        (หัวเราะ) แน่นอนครับ แต่ความยั่งยืนนั้นจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าพูดถึงในแง่เพื่อโลกใบนี้มันดีกว่าแน่นอน แต่ถ้าเป็นด้านของการทำธุรกิจก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละคนด้วยเหมือนกัน บางคนก็ถนัดในแบบของตัวเอง ผมยกตัวอย่างเรื่องการเล่นหุ้น คนบางคนก็ถนัดเล่นแบบ day trade เข้าเร็วออกเร็ว มีเครื่องมือในการดูเทรนด์หุ้นและเก็งกำไรในแต่ละวัน แต่บางคนก็ลงทุนแบบยาวๆ เน้นการเก็งกำไรระยะยาวแบบ 5 ปี 10 ปี เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถือหุ้นของบริษัท Apple เอาไว้มาอย่างยาวนาน หรือบางคนที่มีหุ้นของ Facebook สมัยแรกๆ กว่าเขาจะขายออกก็เก็บไว้หลายปี สุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับคาแรคเตอร์ของบุคคลคนนั้นมากกว่าว่าเขาถนัดแบบไหน

        สำหรับผมงานที่ทำมาผมก็มีแพชชั่นกับมันทุกงาน แต่ข้อเสียที่เราไม่ได้โฟกัสบางอย่างในวันนั้น ทำให้ตอนนี้เราเรียนรู้ว่าต้องแน่วแน่แล้ว เพราะเราต้องกลับเข้ามาดูแลธุรกิจของครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนโรงงานของเราจะผลิตแค่เส้นใยทอผ้า โรงงานในแบบเดียวกันนี้ได้ทยอยปิดตัวลงไปทุกปีเลย เพื่อนๆ ปิดโรงงานไปเยอะมากๆ ตอนนี้ก็ยังมีการทยอยปิดอยู่เพราะเขาไม่สามารถสู้ในเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ ทั้งค่าไฟหรือค่าแรงพนักงาน ดังนั้นองค์กรที่อยู่ได้ก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงพอสมควร และตัวผมเองก็ไม่เคยสร้างแบรนด์อะไรขึ้นมาเลย การที่เราต้องทำแบรนด์ที่เริ่มต้นทุกอย่างตั้งแต่ผลิตจนถึงจำหน่าย และได้ไปร่วมงานกับองค์กรใหญ่ๆ อย่าง FedEx, Thai Smile Airways, BMW หรือดอยตุง และอีกหลายองค์กรที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเทพอสมควร

รู้สึกกลัวบ้างไหมว่าเราจะล้มเหลวได้อีกครั้ง

        ธุรกิจก่อนหน้านี้ที่ทำมาก็ไม่ถึงกับล้มเหลว มันก็ยังสามารถเดินต่อไปได้ ผมเชื่อในเรื่องการวางแผน เช่น เราวางเป้าหมายไว้แล้ว 3-5 ปี เราอาจจะขาดทุนในสามปีแรก แต่ทุกปีเราต้องทำสิ่งที่เราให้คำมั่นไว้ให้ได้ เช่น ในแต่ละเดือนต้องมีของสำหรับส่งมอบให้กับลูกค้าได้ ดังนั้นแม้เราจะขาดทุน 3 ปีก็ไม่เป็นไร แต่ปีที่ 4 เราจะต้องมีกำไรให้ได้ ปีที่ 5 จะมีกำไรมากขึ้น ปีที่ 6 อาจจะแค่เท่าทุน แต่ปีที่ 7 อาจจะเติบโตขึ้น ซึ่งอยู่ที่การวางแผนในแต่ละองค์กร CIRCULAR ก็มีการวางแผนไว้เช่นเดียวกันว่าในช่วงปี 2020 ถึง 2025 เราจะเติบโตไปทางไหน นอกจากเรื่องของผลกำไรแล้ว CIRCULAR ต้องสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้นมาด้วย ผมมองว่าสิ่งนี้เป็นคีย์สำคัญของเรื่อง sustainable ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาซื้อเสื้อผ้าหรือบริการกับเราในอนาคต หรือของเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นจากวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นหรือสิ่งทอ เราต้องเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือให้เกิดกระบวนการของการนำสิ่งเหล่านั้นมารีไซเคิลได้

สิ่งที่ CIRCULAR ชูจุดเด่นขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจคือ เรื่องของการลดของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เช่น ลดการใช้น้ำในการผลิตถึง 99% หรือ การนำเสื้อเก่ามาแลกเป็นส่วนลดซื้อเสื้อใหม่ ซึ่งถ้าเป็นแบรนด์อื่นจะใช้เป็นเคมเปญส่งเสริมการขายเป็นครั้งคราว แต่คุณกลับทำให้มันเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภค

        สิ่งเหล่านี้ในภาษาแฟชั่นเขาเรียกว่า Greenwashing หรือการฟอกเขียว ซึ่งเป็นการทำการตลาดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้เราต้องมุ่งมั่นทำเรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยตัวเลขเหล่านี้เราไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ เราได้ทำ Life Cycle Assessment (LCA) หรือ กระบวนการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยให้องค์กรหนึ่งในประเทศแคนาดาช่วยทำให้ ซึ่งเป็นองค์กรที่เขารวบรวมนักวิทยาศาสตร์ของแคนาดาแล้วให้บริการกับ Sustainable Brand ของยุโรปกับอเมริกา โดยเขาจะทำการตรวจสอบและเก็บข้อมูลว่า เสื้อผ้าจากแบรนด์เรานั้นเมื่อนำไปเทียบกับการผลิตเสื้อที่ใช้เส้นใยไฟเบอร์หรือเส้นใยคอตตอนนั้น ช่วยลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมได้เท่าไหร่ และจะส่งตัวเลขเหล่านี้มาให้กับเรา โดยเขาตรวจสอบตั้งแต่การรับซื้อวัตถุดิบมาใช้ระยะทางเท่าไหร่ ใช้ไฟฟ้าในการผลิตเท่าไหร่ โรงงานของเรามีการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ไหม ดังนั้นสิ่งที่ CIRCULAR ทำ นอกจากจะสามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และดูไม่แตกต่างจากเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไปแล้ว มันต้องโปร่งใสสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ สามารถสร้างอิมแพ็คได้จริงโดยมีองค์กรข้างนอกมาช่วยในการยืนยันผลที่ได้

คุณต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลาเลยหรือเปล่า

        แน่นอนครับ เพราะเรานำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้เสมอ ตามที่เราวางแผนเอาไว้ โดยเฉพาะกับ CIRCULAR ที่เราจะเน้นว่าต้องเป็นเส้นใยรีไซเคิล 100% ไม่ใช้น้ำในการผลิต สีที่ได้จากวัตถุดิบมาเป็นสีไหนก็ใช้สีนั้นโดยตรง เราไม่เน้นการฟอกย้อม ดังนั้นสีของผ้าแต่ละคอลเล็กชันที่ได้จะเป็นเส้นใยที่ได้จากการรวบรวมวัตถุดิบที่เป็นผ้าหรือขยะจากอุตสาหกรรสิ่งทอที่ไม่ใช้แล้วมาผลิต แต่ในอนาคตเราจะมีเส้นใยใหม่ๆ จากวัสดุอื่นๆ เข้ามาเพิ่ม

        การที่เราจะทำสิ่งใหม่เป็นธรรมดาว่าเราจะถูกจับตาดูจากคู่แข่งอยู่แล้ว ดังนั้นการที่เราจะยืนหยัดเพื่อเป็นเบอร์ต้นๆ ของผู้ผลิตเส้นใยรีไซเคิลหรือเป็นผู้นำด้าน Sustainable Fashion Brand ก็ต้องมีการยึดมั่นในบางเรื่องตลอดเวลา แต่สุดท้ายเราอยากให้ CIRCULAR เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ สิ่งที่เราสื่อสารออกไปเพื่อต้องการให้คนเข้าใจเรื่องของผ้ารีไซเคิลมากขึ้น และช่วยกันซัพพอร์ตเรื่องนี้

ฟังที่คุณเล่ามาเราพบว่าความยั่งยืนของคุณถูกผลักดันด้วยความทะเยอทะยานอย่างรุนแรงเหมือนกันนะ 

        มันต้องมีครับ ไม่งั้นเราจะสู้กับทางต่างประเทศลำบาก ที่เราทำทุกอย่างเพราะเป้าหมายที่ไกลของผมคือ เราอยากเป็น Recycle Hub ของเอเชีย ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมาซื้อโปรดักต์กับเรา แต่เราจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในการส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ในอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่มีการนำขยะที่เหลือทิ้งมาใช้ทำเป็นกล่องพลาสติกหรือบรรจุภัณฑ์ เราเองก็จะเข้าไปช่วยในการสร้างเส้นใยทอผ้าขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราจะทำร่วมกับอุตสาหกรรมต่างๆ ของเซาท์อีสต์เอเชีย ดังนั้นเราจึงต้องมีการวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกปี ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่เราอยากทำคือ เราอยากจะสร้างส่วนประกอบอะไรบางอย่าง รวมทั้งทำอะไรบางอย่างสำหรับส่งออกไปมากกว่า ซึ่งนี่เป็นเป้าหมายระยะยาว

        ส่วน CIRCULAR เราตั้งใจที่จะให้เป็น Sustainable Fashion Brand แต่ทุกคนก็ไม่ต้องมาซื้อของกับเราอย่างเดียว เพราะเราก็มีผ้ารีไซเคิลขาย มีผ้าจากขวด PET ให้เลือก มีผ้าจากเส้นใยกัญชงที่ใช้น้ำน้อยกว่า มีฝ้ายทอมือของชุมชน มีเทคโนโลยีบางอย่างที่ฟอกย้อมไม่ใช้น้ำก็มี เราอยากเป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่งให้กับผู้คน

อะไรคือจุดแข็งของต่างประเทศที่เราต้องสู้กับเขาให้ได้

        ผมมองว่าเป็นเรื่องของการสนับสนุนอย่างจริงจัง ซึ่งต่างประเทศเขาจะสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างสูง แต่เขาก็ไม่มีบางอย่างแบบที่เรามี เช่น ขยะที่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำไปซ้ำมาได้ หรือขยะที่มีศักยภาพในการเอามาเปลี่ยนเป็นเส้นใยทอผ้าได้ เช่น ใยจากกัญชง เปลือกสับปะรดหรือต้นอ้อย ซึ่งหลังจากนำไปผลิตแปรรูปแล้วจะเกิดของเสียบางอย่างขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นก็นำมาใช้ต่อได้เช่นเดียวกัน ในบ้านเราก็มีชุมชนที่เขาทอผ้าใยสับปะรดอยู่ ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีสามารถเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง คุณจะเอาสับปะรดไปทำเป็นแผ่นบุกันเสียงในห้องก็ได้ ทำเป็นโต๊ะ เก้าอี้ หรือบรรจุภัณฑ์ก็ได้ แต่สิ่งที่เราเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมงานกันนั้นเราจะเอามันกลับมาทำให้เป็นสิ่งทอ

ทุกครั้งที่คุณเล่าว่า CIRCULAR กำลังจะทำอะไร ตาคุณเป็นประกายขึ้นมาตลอด นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความสุขที่อยู่ในการทำงานได้ไหม

        เราเห็นภาพแล้วว่าจะไปในทางไหน (ยิ้ม) ผมอยากทำ คุณลองดูสิว่ามีหลายประเทศในโลกนี้ที่เขาไม่มีทรัพยากรอะไรเลย แต่พวกเขากลับมีผลิตภัณฑ์บางอย่างเป็นสินค้าส่งออกได้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศทางยุโรปหรือเอเชียก็ตาม โดยที่ประเทศเราส่งออกบางอย่างไป เขาก็เอาวัตถุดิบจากเราไปทำเป็นสินค้าใหม่กลับมาขายเราในราคาที่สูงมาก เช่น สาเก หรืออะไรอีกตั้งหลายอย่าง ดังนั้นประเทศไทยสามารถทำสิ่งทอส่งออกเป็นสินค้าได้ และผมก็อยากทำต่อ ยิ่งได้ทำก็ยิ่งเห็นว่าเรานั้นมีจุดแข็งทางด้านการรีไซเคิล พอทำไปเรื่อยๆ เราก็เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าผมจะทำอะไรกับธุรกิจนี้

คุณถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่มีให้กับทีมงานอย่างไร

        คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมงานกับเรา แต่ละคนก็จะมีความต้องการแตกต่างกัน ผมค่อนข้างคุยแบบเปิดใจกับพนักงานหลายๆ คนว่า คุณอยากทำงานวันไหนบ้าง แต่ว่าก็ต้องมีผลลัพธ์ที่เราตกลงกันด้วยนะ มีไทม์ไลน์ในแต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน มองเป้าหมายไปด้วยกัน สิ่งสำคัญคือ คุณทำงานที่ SC GRAND กับ CIRCULAR ถ้าพวกเราทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละปี เขาจะเห็นเลยว่าสิ่งที่พวกเราทำกันอยู่นั้นส่งผลให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะเรานำขยะมาทำจริงๆ เราผลิตและให้บริการได้จริง และมีตัวเลขที่สามารถส่งไปยืนยันได้จริงๆ แม้ว่าจะมีการเกิดความตะกุกตะกักขึ้นมาบ้างในช่วงแรกๆ เพราะที่ผ่านมาเราทำอะไรแบบเดิมๆ มาตลอด ต้องใช้การปรับตัวสักพัก แต่เราจะเน้นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ในสร้างให้เกิด social impact เรามีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจริงๆ กระบวนการทุกอย่างเขาก็เห็นว่าเราทำจริง และสิ่งที่เรากำลังดำเนินไปเราได้แชร์ให้แบรนด์ใหญ่ๆ ในต่างประเทศเห็นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมีคุณค่าบางอย่าง และมีความแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ ที่ทำเกี่ยวกับแฟชั่นหรือสิ่งทอ ดังนั้นผมจะบอกทีมงานเสมอว่าเราไม่ได้ทำมาเพื่อขายเสื้อผ้าให้มันหมดๆ ไป แต่เรากำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ถ้าให้ประเมินกันตรงๆ คุณคิดว่า คุณเป็นหัวหน้าที่ดีมั้ย 

        ไม่เลย ผมชอบหลุดพูดคำหยาบออกมาบ่อยๆ ในที่ประชุม เพราะผมรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆ เคยพูดไปแล้วทำไมต้องให้พูดซ้ำ แต่บางเรื่องก็ต้องต่อว่าบ้าง เพราะถ้าเราไม่พูดไปบ้างเขาก็จะไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันซีเรียสจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวแบบตรงๆ แค่ต้องยกตัวอย่างเคสนี้ให้คนเห็น เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก และทุกครั้งที่มีปัญหาก็ต้องหาสาเหตุว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่ส่วนตัวผมชอบเรียนรู้จากผู้บริหารที่เก่งๆ อยู่แล้ว อย่างผู้ใหญ่หลายๆ คนที่เราไปขอคำปรึกษา หรือคนอย่าง บิล เกตส์ หรือ อีลอน มัสก์ ที่เขามีพรสวรรค์ที่เป็นข้อดี ซึ่งการมองคนเหล่านี้ทำให้ผมไม่เคยมองว่าตัวเราเก่งเลย ถ้าวันไหนที่เรามองว่าตัวเราเก่งวันนั้นคือวันที่เราเดินไปสู่ความฉิบหาย ดังนั้นทุกวันนี้ผมจึงยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ

คุณสามารถกระจายคุณค่าที่กำลังทำอยู่นี้ไปสู่ส่วนอื่นๆ ของบ้านเราได้ไหม

        ผมมีโปรเจกต์นำร่องอยู่ที่ไปร่วมงานกับชุมชนทางภาคเหนือ และภาคอีสาน ซึ่งชุมชนที่เขาทอผ้าเป็นหลักนั้น เขาจะมีเศษผ้าหรือเศษด้ายจากการตัดเย็บอยู่แล้ว โปรเจกต์ของผมคือการเข้าไปร่วมกับเขาเอาของเหลือใช้พวกนั้นมารีไซเคิลแล้วส่งกลับไปให้พวกเขาเป็นเส้นใยใหม่ รวมทั้งภาคเกษตรกร ที่เขาส่งผลผลิตให้กับทางโรงงานแน่นอนว่ากระบวนการนี้ต้องมีขยะเกิดขึ้นอยู่แล้ว เราก็มีการร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการทำวิจัยสร้างเครื่องจักรขึ้นมา และส่งให้พวกเขาเพื่อทำเป็นวัตถุดิบใหม่ขึ้นมา และรับซื้อจากพวกเขาเป็นการสร้างรายได้ให้กับเขาอีกทางหนึ่ง ซึ่งโปรเจกต์เหล่านี้ก็ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นถ้ามองในภาพรวมเราคือคนที่จะช่วยเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ในการเอาขยะของเขามาแล้วทำให้เกิดเป็นของที่มีค่าส่งกลับไปให้เขาวนกันไปแบบนี้เรื่อยๆ

        ผมอยากสร้างความยั่งยืนขององค์กรให้เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นทุกวันนี้ผมจึงทำทุกอย่างเพื่อให้องค์กรอยู่ได้ถึงแม้จะไม่มีเราก็ตาม จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมวางแผนหลายๆ อย่างไว้ ไม่ว่าจะทำเอง หรือให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วย มีการวางระบบทุกอย่างให้เหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เตรียมแผนการทุกอย่างให้สามารถเติบโตได้แบบยั่งยืน สามารถทำอะไรขึ้นมาก็ขายได้ ถ้ามีขยะเกิดขึ้นมาก็สามารถเอากลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราพยายามทำ เพราะสุดท้ายแล้วปลายทางของผมคือ องค์กรต้องอยู่ได้ถึงแม้ไม่มีผมกับน้องชายแล้วก็ตาม

ถ้าเป็นความยั่งยืนในการใช้ชีวิตคุณมองเรื่องนี้อย่างไร

        (นิ่งคิด) ผมพูดกับภรรยาหลายครั้ง แม้เธอจะไม่ชอบให้พูดนั่นคือ ผมบอกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมา แล้วผมต้องไปสวรรค์ก่อน คุณต้องขายธุรกิจในบ้านนี้ แล้วคุณต้องบอกให้น้องชายคุมแค่ธุรกิจนี้ พอคุณเซตให้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเองแล้วคุณก็ไปหาความสุขของคุณเลย ไม่ว่าตอนนั้นเราจะมีหรือไม่มีลูกก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือครอบครัว เพราะเหตุผลในการมีชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนบางคนที่เขามีทรัพย์สินเยอะๆ เขาก็พอใจกับการใช้ชีวิตแบบชิลๆ ซึ่งก็ไม่ผิด บางคนไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ อยากใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดเขาก็สามารถมีความสุขได้อยู่แล้ว โดยที่อาจจะมีธุรกิจของตัวเองหรือปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ชีวิตคนเรามันสั้นมากๆ ดังนั้นผมอยากบอกว่าตัวเองจึงต้องทำอะไรที่ตัวเองมีความสุขที่จะทำกับมัน

        ความสุขของผมคือการได้เห็นภาพจิ๊กซอว์ที่เราต่อไว้ค่อยๆ สำเร็จ แล้วก็อาจจะมีเวลาได้ไปนั่งดื่มเบียร์กับเพื่อน หรืออาจจะได้ขับมอเตอร์ไซค์ออกทริปขี่เลียบถนนชายทะเลอีกครั้ง มีเวลาได้อยู่กับครอบครัวและได้ทำงาน คงมีเท่านี้สำหรับความสุขของผมที่อยากให้มันเกิดขึ้น

ความยั่งยืนในสิ่งที่สังคมต้องการอย่างมากคืออะไร

        เด็กรุ่นใหม่ๆ เขาสนใจและมีพลังด้านนี้กันเยอะนะผมขอชื่นชม สิ่งที่พวกเขารณรงค์เรื่องเกี่ยวกับเรื่องของความยั่งยืนนั้นเพราะว่าโลกนี้มันมีแค่ใบเดียว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ถ้าปล่อยให้สภาพสิ่งแวดล้อมมันแย่ หรือปล่อยให้โลกมันแย่ไปมากกว่านี้ ไม่เพียงแค่คนทั่วไปเท่านั้นทางด้านองค์กรใหญ่ๆ ก็จะแย่ไปด้วยเหมือนกัน คนที่มีพาวเวอร์มากๆ จึงต้องหาทางทำอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อช่วยเรื่องของสิ่งแวดล้อมนี้

        ส่วนความยั่งยืนในเมืองไทยหลายๆ องค์กรก็เริ่มทำเรื่องนี้กันเยอะ อย่างในตลาดหลักทรัพย์ก็จะต้องทำ 2021 ESG report (Environmental, Social, and Governance) ที่แสดงว่าคุณแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม คุณสร้างอิมแพคให้กับสังคม และมีธรรมาภิบาลที่ดี พอเทรนด์นี้ของโลกเกิดขึ้นรัฐบาลที่อยู่ในประเทศมหาอำนาจทั่วโลก ก็มีนโยบายอย่าง Net Zero หรือ sustainable development goals แล้วรัฐบาลของเราก็ทำด้วย องค์กรใหญ่ก็ทำ ดังนั้นถ้าถามผม ผมเชื่อว่าเดี๋ยวเราจะต้องเห็นอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน และไม่ได้เป็นแค่เทรนด์อีกแล้วแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไปแน่นอน และจะเกิดขึ้นกับโครงสร้างในทุกระดับตั้งแต่ภาคการเกษตรไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ต้องมีการประยุกต์เอาคอนเซ็ปต์ของ Bio-Circular-Green Economic Model (BCG) เข้าไปอยู่ทั้งในเรื่องของการผลิต จนถึงอุตสาหกรรม และโปรดักต์ทางการค้าแน่นอน ขยะจากอุตสาหกรรมหนึ่งจะกลายเป็นวัตถุดิบให้กับอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง

'วัธ' - จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ CIRCULAR

 การเดินทางของ CIRCULAR ในปีต่อไปจะเข้มข้นขึ้นกว่านี้แค่ไหน

        ผมบอกทีมงานทุกคนแล้วว่าปีต่อไปเราถึงจุดที่ต้องเข้มข้นแล้วนะ เรามาถึงจุดที่ต้องเครียดกันแล้ว ตอนนี้เราเหมือนมีสปอตไลต์ส่องมาแล้ว แน่นอนว่าจะมีคนที่ต้องเข้ามาเช็กงบการเงินของเรา เพราะองค์กรใหญ่ๆ ถ้าเขาจะร่วมงานกับใครเขาต้องมองที่ผลประกอบการของเราด้วย ตอนนี้ภาพของ CIRCULAR เริ่มชัดเจนขึ้น สามารถร่วมงานกับองค์กรใหญ่ๆ หลายที่ได้ เริ่มมีตัวตน เริ่มมีการติดต่อส่งซัพพลายให้กับเมืองนอก หลายประเทศก็เริ่มหันมาจับตาดูเรา ผมก็ต้องรีบทำสิ่งที่วางแผนไว้ให้เกิดขึ้นให้ได้จริงๆ เพราะเรากำลังจะลงสนามแข่งขันที่ใหญ่ระดับโลก โดยที่ตัวของเรายังเล็กอยู่มากๆ ก็ต้องอาศัยชั้นเชิงการมองเกม การวางแผนธุรกิจ และบางทีก็ต้องรอจังหวะในการเดินเกมด้วย เหมือนกับที่เราเล่นโป๊กเกอร์ เพราะคู่แข่งในต่างประเทศเขาก็มีแผนการทำธุรกิจของเขา ดังนั้นเราก็ต้องประเมินศักยภาพตัวเองด้วยเหมือนกันว่าเราสามารถร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ๆ ได้ในช่วงไหน เราไม่สามารถจะคุยกับทุกแบรนด์หรือเดินหน้าชนอย่างเดียวได้ ต้องมีจังหวะที่เหมาะสมด้วย