จั๊ด ธีมะ

‘จั๊ด’ – ธีมะ กาญจนไพริน | don’t JUDGE a book by its cover.

โดยธรรมชาติเรามีสิทธิ์ที่จะคิดหรือตัดสินใครคนใดคนหนึ่งจากการกระทำและความคิดของเขาในมุมมองที่เรารับรู้หรือมีประสบการณ์ (ซึ่งอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งมิอาจทราบได้) แล้วเราก็เลือกใช้ชุดความคิดเหล่านั้น สรุปความตีกรอบดีชั่วให้ไปโดยปริยาย

‘จั๊ด’ – ธีมะ กาญจนไพริน อาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกสังคมตีตราและตัดสิน โดยเฉพาะแง่มุมทางการเมือง จะดีกว่าไหมถ้าเราได้รู้จักเขามากขึ้น และทราบถึงเหตุผลที่เขาเลือกทำหรือไม่ทำอะไร แต่สุดท้ายแล้วเราปฏิเสธไม่ได้ว่าระหว่างที่อ่านบทสัมภาษณ์ความคิดต่างอาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เราก็เข้าใจเขามากขึ้นกว่าที่เคย

จั๊ด ธีมะ

ก่อนที่ชีวิตจะเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ชีวิตคุณเป็นอย่างไรบ้าง

     จริง ๆ แล้วผมเริ่มมารายงานข่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ตอนนั้นทำคลิปวิจารณ์เรื่องการทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ทำเล่นๆ โดยไม่ได้มีอะไรแอบแฝง แต่กระแสดราม่าแรงมากๆ จนทำให้ตกงาน ตั้งแต่ตอนนั้นทางช่อง Blue Sky ก็เลยให้ลองไปจัดรายการข่าว บทบาทผู้ประกาศข่าวก็เริ่มมาจากตอนนั้น แล้วในปี พ.ศ. 2556 ผมก็ไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมการเมืองบนท้องถนน คนดูก็เลยมองว่าเราเป็นสื่อประเภทเลือกข้างไปเลย แต่ตัวเองก็ยังทำรายการแนวอื่นๆ อีก เพราะรู้ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยรายการทีวีดาวเทียมช่องเดียวแน่ๆ ก็เลยหารายการช่องอื่นๆ ทำ

     เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นรัฐบาลลุงตู่ ผมก็ยังทำงานเหมือนเดิม เพียงแต่คราวนี้เริ่มมีโอกาสได้ทำกับช่อง GMM 25 เสนอข่าวบนทีวีดิจิตอล Sunday Summary เจ็ดวันทันข่าว ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เป็นรายการข่าวที่สรุปรวมเหตุการณ์ในรอบสัปดาห์ และนำเสนอสนุกๆ แตกต่างจากรายการข่าวทั่วไป พอเรตติ้งโอเค ทางช่อง One เห็น เลยติดต่อให้ไปอ่านข่าวเช้า ก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ทำแต่รายการข่าว ไม่มีรายการบันเทิงอีกแล้ว มีรายการ ฟ้าทะลายโจร ทางช่อง Blue Sky รายการข่าวเช้า รายการข่าวเย็นช่อง One ข่าวเย็นวันศุกร์ แล้วก็ทำรายการ Head Line Today ออกอากาศทาง Line Today และ Line TV
 
คิดว่าการตัดสินใจมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เป็นความผิดพลาดไหม

     ไม่คิดว่าผิดพลาดนะ ขอย้อนเล่าไปถึงฉายาว่า ‘จั๊ดจัด’ มันมาจากการจัดรายการวิทยุของ RS ตอนเช้า 8-11 โมง โปรดิวเซอร์ตั้งชื่อรายการให้ว่า จั๊ดจัด เพราะการจัดรายการจัดจ้าน รายการตอนนั้นผมเปิดเพลงวัยรุ่น มีการแทรกข่าว เปิดอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย แล้วก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไปโดยที่เราเองไม่รู้ตัว เคยโดนพักจัดรายการครั้งหนึ่งด้วย ตอนนั้นเป็นวันที่คุณสมัคร สุนทรเวช เสียชีวิต แล้วผมไปเอาเพลงสุนทราภรณ์ที่คุณสมัครเคยร้องมาเปิด เป็นเพลงที่ท่านชอบมาก ชื่อเพลง โลกหมุนเวียน ที่บอกว่าคนเราตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ คนฟังบางคนก็โกรธ ตอนนั้นเลยถูกพักรายการครั้งแรก

     คือผมมองว่าทั้งหมดนี้มาจากธรรมชาติของตัวเอง ที่อยากจัดรายการอะไรก็ตามที่มีบางสิ่งบางอย่างให้กับผู้ชมผู้ฟัง มากกว่าที่จะมานั่งบันเทิงเฮฮากันอย่างเดียว ผมเชื่อว่าของบางอย่างที่หนักๆ ยากๆ ผมสามารถเอามาพูดให้คนสนใจได้ เราสามารถเอาเรื่องที่มันเป็นเรื่องระดับนโยบาย แต่มานำเสนอแบบฮาๆ จะเป็นความฮาที่มีประโยชน์มาก อยากทำแบบนี้มานานแล้ว

     ตอนแรกจากจัดรายการที่ Blue Sky แล้วไปทำที่ช่อง One ก็อึดอัด เพราะจากที่เคยทำข่าวการเมือง อ่านข่าวเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี ข่าวการออกกฎหมาย เป็นพวกฮาร์ดนิวส์ แล้วพอมารายงานข่าวชาวบ้านที่ต้องสนใจเรตติ้ง แบบนี้จะรู้สึกอึดอัด พอผ่านไปก็รู้จักจัดสมดุลตัวเองได้ เข้าใจธรรมชาติของสื่อว่านี่คือธุรกิจที่ต้องอยู่รอด การทำงานข่าวให้หลายช่องเลยกลายเป็นที่ที่เอาไว้ซึมซับสิ่งที่มันควรจะเป็นข่าวในสายตาของผม

     ถามว่าทุกวันนี้ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยนัก กับการที่วันๆ เราจะต้องรายงานแต่ข่าวดราม่าในโซเชียลมีเดีย มันก็แค่นั้น วนๆ ไป แค่เปลี่ยนผู้เคราะห์ร้าย แค่เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนชื่อคน ซึ่งพอเราเล่าข่าวจบ ข้อสรุปของมันมีอยู่อย่างเดียวที่เตือนกันไปเป็นปีเป็นชาติแล้ว

จั๊ด ธีมะ

คิดว่าอะไรทำให้ช่วงนี้คนฮือฮากับรายการ จั๊ดซัดทุกความจริง

     ในทุกวัน ผมมีเวลา 7-8 นาที ที่จะเอาข่าวหนักๆ เช่น เรื่องรถเมล์ เรื่องทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาล เรื่องที่เป็นนโยบายขนาดใหญ่ เรื่องราคาอาหารในสนามบิน ฯลฯ ผมอยากพูดเรื่องเหล่านี้มาก โดยไม่ได้นำเสนอข่าวแบบฮาร์ดนิวส์ แต่นำเสนอโดยการย่อยให้คุณผู้ชมได้ฟัง อย่างผมนำเสนอเรื่องการค้ามนุษย์ในธุรกิจอาบอบนวด ก็ตั้งคำถามกลับไปว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไรกับปัญหานี้ ผมจะหยิบวิวาทะของคนในสังคมในเรื่องที่ใหญ่พอควร เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐมาพูด ผมจะไม่ลงไปเล่น ทะเลาะตบตี หรือดราม่ารายวัน

     เช่น เวลาพูดถึงการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน พอคลิปถูกเผยแพร่ไปก็จะมีคนทั้งสองฝั่งพยายามที่จะติดต่อเข้ามาเพื่อขอนำเสนอความจริงด้านตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม ผมรู้สึกเลยว่า ความยากลำบากของคนที่ทำข่าวแบบนี้หรืออะไรที่เข้มข้นมากๆ อยู่ตรงนี้นี่เอง คือต้องเผชิญกับความไม่สบายใจระหว่างวัน บางทีเราลั่นไปก่อน เราไม่รู้เลยว่าคนที่เป็นสองฟากที่เราโจมตีไปนั้นเขาเป็นใคร พอมารู้ความจริงทีหลัง โอ้โฮ น่ากลัวว่ะ

     พอขึ้นปีใหม่มา ก็คุยกับทีมงานว่าเราต้องรอบคอบมากขึ้น แม้แต่การขึ้นตัวอักษรบนหน้าจอตอนที่เราเล่าข่าว ทุกวันนี้ต้องคอยเช็ก เพราะพอมีคนแคปฯ ไปเป็นภาพนิ่งแล้วเอาไปแชร์ ผมก็ตายแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้มานั่งฟังเราทั้งรายการ แค่นี้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็บังเกิดขึ้นแล้ว
 
การทำงานแต่ละวันๆ คือการนำเอาข่าวจริงจังมาทำให้กลายเป็นเรื่องบันเทิง แล้วก็ผ่านไปวันหนึ่งๆ แบบนี้หรือ

     โอ้โฮ ถามแบบนี้… คือถ้าจะพูดแบบเห็นแก่ตัว ผมยอมรับว่าบางทีก็เป็นแบบนั้น แต่ว่าในรายการข่าวแต่ละรายการก็จะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นรายการวันศุกร์ ทีมของผมมีเวลาเยอะ ในแต่ละประเด็นๆ พวกเราก็ขุดกันลึกเลย แต่ผมจะไม่วนกลับมาซ้ำแล้วนะ เพราะต้องเดินหน้าทำประเด็นอื่นต่อไป

     ผมเองอาจจะตระหนักในตัวเองดีว่าเราไม่ได้มีอุดมคติที่จะไปตามฟันทุกเรื่อง ในโลกของความเป็นจริงเราต้องอยู่ เราต้องกิน แต่ละคนมีความจำเป็นในชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้น บางคนอาจจะเลือกทำข่าวแนวหนึ่ง อีกคนอาจจะเลือกทำอีกแนวหนึ่ง ผมเชื่อว่าแต่ละคนก็ทำตามแนวของตัวเองไป ก็ถือเป็นการรับใช้สังคมได้ในระดับหนึ่ง แล้วเราก็ช่วยๆ กันไป ผมว่าตอนนี้ก็มาในทางที่ดีขึ้นแล้วล่ะ เพียงแต่ว่ายังไม่เท่าสังคมอเมริกัน สังคมตะวันตกที่ไปอย่างเต็มสตรีม สามารถพูดถึงได้ทุกอย่างแบบฟรีสปีชของแท้ ถ้าวันหนึ่งเราเป็นแบบนั้นจะดีมาก ผมอยากจะแสดงออกได้แบบนั้นเหมือนกัน
 
แล้วทุกวันนี้เราวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารได้อย่างมีเสรีภาพแค่ไหน

     ผมว่ามันมีเสรีภาพมากขึ้นตรงพื้นที่ของคนธรรมดา คือมีพื้นที่ในการแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ในรายการข่าวทางสื่อหลัก เรากลับไปไม่ถึงหรือทำได้ไม่เท่ากับสิ่งที่บุคคลทั่วไปพิมพ์ลงไปด้วยซ้ำ นี่คือปัญหาอย่างแรง เพราะคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์กันในโซเชียลมีเดียรุนแรงกว่าในข่าวที่เขาดู ด้วยความเป็นนิรนาม

     ถ้าผมอยู่ในรายการสื่อหลักได้สักรายการในรูปแบบที่ไม่ออกหน้า คนไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ผมก็เต็มเหยียดแบบนั้นได้ แต่พอมีตัวตนของเราแนบเรื่องนั้นไปด้วย คนเห็นหน้าเรา รู้ว่าอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร ก็ลำบากในการพูดทุกอย่างที่เป็นความจริง แต่ถ้าเราเป็นใครก็ไม่รู้ที่สร้างเพจขึ้นมา หรือเปิดโปรไฟล์ขึ้นมา เช็กย้อนกลับไประบุตัวตนไม่ได้ อย่างที่หลายๆ เพจทำกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่าสื่อบนทีวียังมีความเป็นทางการและน่าเชื่อถือมากกว่า เพียงแต่ว่าในโซเชียลมีเดียเขาพูดได้มากกว่า

จั๊ด ธีมะ

พอเรามีตัวตนในสื่อ แล้วไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทหาร รัฐบาล มันทำให้เราผูกพันตัวเองอยู่ในฝั่งใดฝั่งหนึ่งตลอดไปไหม

     ส่วนตัวผมมีภาพที่คนอื่นมองเข้ามาว่าเป็นประชาธิปัตย์มากๆ แต่ภาพในสายตาของผมเองที่มองประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันแรกๆ มาถึงวันนี้ มันก็แตกต่างไปแล้วนะ สิ่งที่เราได้ร่วมต่อสู้บนท้องถนน เมื่อตอนปี พ.ศ. 2556 โดยหลักใหญ่ใจความเลยนะ ผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อแนวคิดทางการเมืองว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการเลย แต่ผมต่อสู้เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน พอมาครั้งนี้ เรื่องนาฬิกาหรูจำนวนมากของรัฐมนตรี ผมก็รับไม่ได้ ข้างในตัวเองรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว ถามว่าความรู้สึกชื่นชอบที่มีต่อรัฐบาลปัจจุบันนี้ในวันแรกที่เขาขึ้นมากับ ณ ตอนนี้ ก็ไม่เหมือนกันแล้วเช่นกัน

     ย้อนกลับไปในสมัยที่ผมมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต ตอนนั้นผมเลือกคุณทักษิณ เพราะท่านคิดใหม่ทำใหม่ ตอนนั้นพรรคไทยรักไทยมาแรงมาก ผมก็ชื่นชอบ แต่พอไปๆ มาๆ มีการโกงเกิดขึ้น มันก็เละเลย ซึ่งผมเชื่อว่าจุดที่เราควรจะต่อสู้ คือเรื่องของการโกง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับพรรคไหน ฝั่งใคร เราควรจะต่อต้าน

     เมื่อเร็วๆ นี้ผมยังเคยพูดในรายการเลยว่า ถ้าสมมติเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นตอนปี พ.ศ. 2556 ตอนนั้นผมจะทำยังไง คุณจะทำยังไง ผมถามคุณผู้ชมว่า สมมติมีรัฐมนตรีสักคนหนึ่งในรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เขามีนาฬิกาหรูสองโหล คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมทบทวนตัวเองและคิดว่าตอนนั้นผมคงเป็นบ้าไปเลย
 
แต่ทำไมท่าทีของคุณดูเบาลง รวมถึงท่าทีคนชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่มีต่อปัญหาการเมือง กลับลดลงในรัฐบาลปัจจุบัน

     พูดกันตรงๆ นะ… ในความคิดของเรามันมีฝั่งทางการเมืองจริงๆ ทั้งที่เราควรจะทำเหมือนกับครั้งนั้น มันอธิบายยากนะ การแสดงออกในการต่อต้านคอร์รัปชันในวันนี้ก็เลยไม่รุนแรงเท่าวันนั้น ผมมีส่วนร่วมในการผลักดันรัฐบาลที่แล้วออกไป และผมรู้ตัวว่ามีส่วนร่วมในการพารัฐบาลชุดนี้มาอยู่ตรงนี้

     ทุกวันนี้ผมก็พยายามผลักดันในทุกช่องทางในขอบเขตที่ผมจะทำได้ เพื่อให้เขาแสดงความรับผิดชอบ สุดท้ายแล้วการรับผิดชอบที่ดีที่สุดคือการลาออก ในรายการล่าสุดผมก็เล่าข่าวที่ญี่ปุ่นมีรัฐมนตรีหรืออธิการบดีออกมาขอโทษประชาชน ขอโทษนักศึกษา ที่เขาเฉลยข้อสอบมหาวิทยาลัยโอซากาผิด ผมก็ลิงก์เข้ามาว่าเป็นสปิริตของความเป็นผู้นำที่มันควรจะมีการลาออกเกิดขึ้นได้แล้ว พยายามพูดในทุกทางเท่าที่จะพูดได้

     อีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึก นึกย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2556 สมมติถ้าไม่มีคนออกนำไป ผมก็ไม่ออกไปนะ ปัญหาที่เราไม่แสดงออกทางการเมืองมันไม่ได้เกี่ยวกับกฎหมายหรอก ผมว่าถ้าวันนี้มันมีคนออกไป ผมก็ไป เหมือนการเคลื่อนไหวทางการเมืองมันต้องการแรงนำบางอย่าง ไม่มีการกลัวกฎหมายหรอก ผมว่าอยู่ที่คนเริ่มแล้วมีกระแส พอมีคนเริ่มแล้วมีกระแส มันก็มีการตามๆ กันไปเกิดขึ้นเยอะ

     รอบนี้มันไม่มีเลย เงียบเลย รัฐบาลนี้เขาเข้ามา เขาปราบปรามแบบราบคาบ เขาวางหมากหลังจากเลือกตั้งแล้ว พวกคนที่มีความสามารถในการออกไปประท้วง เขาปูให้แล้วว่าคุณมาร่วมกับฉันในการจัดตั้ง นี่เป็นธรรมชาติทางการเมืองเลยนะครับ ถ้าผมไม่เคยเข้าไปอยู่ในการเมือง ผมจะไม่รู้เลยว่าความเป็นจริงแล้วในตัวการเมืองเอง มันมีวิถีทางเพื่ออยู่รอดของมัน เราไม่มีพลังพอ ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นตัววัดอะไรบางอย่าง แนวโน้มมีสูงมากที่บรรดาพรรคทั้งหลายก็จะแยกย้ายกันไปเลือกตั้ง แล้วก็กลับมารวมกัน และจะมีกิจกรรมบางอย่างที่นำพาไปสู่การเอานายกฯ คนนอกเข้ามา

จั๊ด ธีมะ

ข้อดี-ข้อเสียของรัฐบาลชุดนี้ในมุมมองคุณคืออะไร

     ผมว่าข้อดีของรัฐบาลชุดนี้เลยคือการที่เขามีอำนาจเขาอยู่ข้างบน สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรที่เราเคยคิดว่าไม่มีทางเปลี่ยนได้ภายในชั่วลัดนิ้วมือ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในเชิงโครงสร้าง ผมคิดว่านี่เป็นเครื่องมือที่สามารถแก้สิ่งที่เราอยากให้แก้ได้เลย แต่มันดันไม่เกิดขึ้น เขาเอา ม.44 ไปทำเรื่องอะไรก็ไม่รู้ เป็นเรื่องรายวัน ถ้าคุณจะใช้ ม.44 ให้เป็นประโยชน์ คุณต้องกล้ารื้ออะไรที่เป็นโครงสร้างใหญ่ๆ อย่างเรื่องอาบอบนวด หรือถ้าใครขายลอตเตอรี่เกิน 80 บาทจับให้หมด แต่ทำไมเขาไม่ทำเรื่องพวกนี้ เพราะอะไร

     เราต้องยอมรับว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ ย้อนไปหลายสิบปีที่แล้วคนไทยอย่างเราๆ คิดว่าปัญหาบางอย่างเราไม่สามารถแก้ได้หรอก บางอย่างต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนมากมาย ต้องประชาพิจารณ์ ต้องไปรอการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไม่ได้บอกว่ากระบวนการนี้ไม่ดีนะ แต่ว่ากระบวนการเหล่านี้สำหรับประเทศไทยมันทำให้เราไม่ได้ทำอะไรสักที กระบวนการประชาพิจารณ์มักจะมีเวลายาวนานกว่าอายุรัฐบาล พอรัฐบาลเปลี่ยนแล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้น และไม่ได้ทำอะไรสักที

     แต่การที่เขาเข้ามาด้วยกระบวนการพิเศษแบบนี้ เขาควรมีความหวังอะไรสักอย่างที่คิดว่ากระบวนการปกติดึงรั้งให้ช้า และคุณเอาตรงนั้นทะลวงสิ แต่กลายเป็นว่าไม่ค่อยมี ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วคุณคิดดูสิว่าใครจะทำได้ ถ้าหมดรัฐบาลนี้นะเลิกเรียกร้องได้เลยการปฏิรูปตำรวจ ไม่มีใครทำได้
 
อาจจะเปลี่ยนได้จริง แต่อำนาจเบ็ดเสร็จแบบนี้ก็มีข้อเสียหรือเปล่า

     ใช่ มันก็มีข้อเสียแหละ ถ้านโยบายไหนเป็นนโยบายที่ซ่อนรูป และเราไม่รู้หรอกว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงมันคืออะไร ถ้าค้นพบภายหลังว่ามีภัยร้ายแฝงอยู่ เราเอาออกไปไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีกระบวนการในการตรวจสอบ ผมยอมรับว่านี่คือข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดเลย
 
คุณพอใจในสถานการณ์ปัจจุบันและสิ่งที่กำลังจะมาไหม

     ไม่มีใครพอใจหรอกครับ ผมว่าการเมืองแบบนี้ประหลาด ผมได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในสภามาพอสมควร ผมรู้เลยว่ากิจกรรมทางการเมืองในสภา สำหรับคนที่ไม่ชินกับระบบแบบนั้น จะไปอยู่กับพวกเขายากเลยครับ ดังนั้น ถ้าสมมติคุณเป็นนายกคนนอกเข้ามา แต่คนที่เป็นคณะรัฐมนตรีของคุณมาจากภาคการเมือง เขาจะเป็นคนที่คุณไม่สามารถสั่งได้ แล้วการบริหารประเทศจะเป็นสุดยอดแห่งความวุ่นวาย ที่สำคัญคือหลังจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป ติดตามดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจเถอะ ผมเชื่อว่าจะมันหยดติ๋งแน่ๆ
 
เพื่อนๆ ของคุณเขามองสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร เขามีมุมมองเรื่องประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงไปไหม

     เพื่อนผมส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ กัน ที่เราไม่ชอบระบอบทักษิณ เพราะมันเป็นเรื่องการทุจริตครั้งมโหฬาร เวลาผมอยู่กับเพื่อนผมก็จะคุยกันทุกเรื่อง เพื่อนสนิทของผมคือเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน มุมมองต่อการเมืองของเขาก็แน่นอนว่าต้องการปราบคอร์รัปชันมาแล้ว แต่พอมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาแล้วเป็นแบบนี้ พอมาเจออะไรแบบนี้ เขาก็รู้สึกผิดหวัง รู้สึกว่าจริงๆ การเลือกตั้งมันถูกต้องกว่าการทำแบบที่ผ่านมา คุณต้องมีอะไรที่ดีๆ ให้เรายึดเหนี่ยวบ้าง ถ้าคุณมาด้วยวิธีการที่มันไม่ดี วิธีที่ทั่วโลกเขาไม่ยอมรับกัน คุณต้องมีบางอย่างที่มันเป็นความหวังให้เรา

     ถ้าเข้ามาทำแบบเดิม แบบกลุ่มคนที่เราไล่เขาออกไป คุณก็จบเหมือนกัน