Behind the screen โรงหนังแห่งเกาะลันตา Lanta Cinema โมเดลธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยวท่ามกลางภูเขาและเสียงคลื่นที่คอหนังไทยและเทศประทับใจ

        ใครจะรู้ว่าป้ายโฆษณาระหว่างเส้นทางสู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จะพาไปพบกับโรงหนังกลางแจ้ง ที่ล้อมด้วยภูเขาตั้งอยู่ไม่ห่างจากท่าเรือบนเกาะลันตาใหญ่ โมเดลต้นแบบที่อยากให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทยนำเอาไปใช้โดยไม่สงวนสิทธิ์ โดยเบื้องหลังเจ้าของไอเดียและเจ้าของโรงหนังอิสระที่มีชื่อว่า Lanta Cinema แห่งนี้คือชายหนุ่มจากสุราษฎร์ธานี พี่ปุ้ย’ – ยุทธกิจ นุ่นกุล ที่ย้ายรกรากมาลงหลักปักฐานที่มั่นพัฒนาและร่วมทำให้เกาะลันตาน่าอยู่สำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น

        “วันที่พี่ตัดสินใจว่าจะย้ายมาอยู่ที่เกาะลันตาคือวันที่ตกหลุมรักความสวยงามของ หาดที่คนเรียกกันว่าเป็น Secret Beach ของลันตา หลังจากนั้นพี่ไปภูเก็ตทำงานเก็บเงิน 1 ปีและกลับมาอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนอีกเลย”

        เส้นทางชีวิต ‘พี่ปุ้ย’ หนุ่มใต้ที่เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ เหมือนหลายๆ คนที่อยากเข้ามาหาโอกาสและสร้างเนื้อสร้างตัว เมื่อตัดสินใจไม่เรียนต่อ การเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์จึงเริ่มก่อร่างสร้างชายหนุ่มคนนี้ให้กลายเป็นเจ้าของโรงหนังอิสระและเจ้าของธุรกิจบนเกาะลันตา ผู้ปลุกโรงหนังและความบันเทิงให้คืนชีพบนเกาะแห่งนี้อีกครั้งหลังจากที่เคยมีโรงภาพยนตร์แห่งแรกเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว

มนต์เสน่ห์ทำให้หลงรักและลงหลักปักฐาน

        จากหนุ่มใต้ที่เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตัดสินใจเลือกเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตาชักชวนให้มาช่วยจัดงานคอนเสิร์ตที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ ได้เปิดหูเปิดหาจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่ในช่วงวัยรุ่น มีรายได้เป็นของตัวเองก่อนเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน

        “ด้วยลักษณะนิสัยห้าวๆ เรียนไม่เก่ง มาเจอกับพ่อบุญธรรม ที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบริษัทโอสถสภา ทำให้ได้มีโอกาสช่วยงานจัดคอนเสิร์ตเป็นเวลาปีกว่าทั่วประเทศ ยุคไบรโอนี่ มอส ป้าง นครินทร์ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต จะเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกที่ได้เข้าสู่วงการบันเทิงก็ไม่ผิดนัก”

        ซึ่งในช่วงเวลากว่า 1 ปีนี้เองเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่หล่อหลอมให้พี่ปุ้ย หันเหสู่เส้นทางนักธุรกิจอิสระดังเช่นทุกวันนี้ จากตำแหน่งหน้าที่แรกในฐานะคนขับรถเครนคนที่สองของเกาะลันตา

        “หลังจากได้เที่ยวทั่วประเทศมาแล้วจึงเริ่มตัดสินใจทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน เลยได้มีโอกาสย้ายมาที่เกาะลันตาเนื่องจากรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นผู้รับเหมารายใหญ่ในเกาะ แรกเริ่มขอมาเที่ยวก่อน แต่พอเที่ยวแล้วได้เห็นการทำงานภายในเกาะ เห็นการทำงานที่มีระบบของคนงานจำนวนมาก ด้วยนิสัยชอบความท้าทาย โลดโผน จึงได้ขอลองขับรถเครน 25 ตัน ยิ่งมีคนบอกไม่ง่าย ยิ่งอยากทำให้ได้ และก็สามารถขับได้เองในเวลา 15 วัน”

        แต่กว่าจะตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เกาะลันตาแห่งนี้ก็ใช้เวลากว่า 6 ปีจนมาค้นพบกับ ว่า Secret Beach (บริเวณสวนลุงพร ปัจจุบัน) ป่ารกครึ้มด้านหน้าที่น้อยคนนักจะรู้ว่ามีชายหาดบริสุทธิ์สวยงามซ่อนอยู่ แม้จะสำรวจเกาะนี้จนทั่วแล้วก็ตาม แต่เมื่อมาเจอกับหาดนี้ทำให้พี่ปุ้ยต้องหยุดชื่นชมและทบทวนชีวิตที่ผ่านมาของเขา

        “พอได้ค้นพบกับความสวยงามของหาดนี้กลับดึงดูดจนหลงรักมาก ความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ อ่าวเล็กๆ แต่สวยงามมาก พอได้นั่งลงบนทราย ตั้งคำถามกับตัวเอง ถ้าจะอยู่ที่นี่จริงๆ จะสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่ตัดสินใจจะอยู่ที่นี่แหละ แต่จะออกไปทำงานที่ภูเก็ต เก็บเงินก่อนเพื่อมาเริ่มต้นทำธุรกิจบนเกาะนี้ต่อไป”

        ซึ่งหาดเดียวกันนี้เองก็เป็นหาดที่ทำให้พี่ปุ้ยและภรรยาได้มาพบรักกัน จนตัดสินใจสร้างครอบครัวที่อบอุ่นกันบนเกาะแห่งนี้

ทำลายข้อจำกัดเพื่อตัวเองและคนรักหนัง

        แม้ไม่ได้เรียนด้านการออกแบบดีไซน์มาโดยตรงแต่ด้วยความชอบ จึงทำให้ขวนขวาย สังเกต ตั้งคำถามอยู่ตลอด ไถ่ถามกับคนที่มีความเชี่ยวชาญ สะสมประสบการณ์จากการเรียนรู้จริงหน้างาน จึงทำให้ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็อยากสร้างความแตกต่างเพื่อสร้างจุดขายให้กับธุรกิจ โดยการออกแบบ Lanta Cinema เองก็คำนึงถึงต้นทุนและคิดเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงควบคุมงานสร้างเผื่อไว้ล่วงหน้า 

        แต่เดิมตั้งใจเจาะกลุ่มคนไทยที่ชอบดูภาพยนตร์เหมือนตัวเองที่ตั้งใจไว้เลยว่าอย่างน้อยใน 1 สัปดาห์จะต้องดูหนังในโรงภาพยนตร์ในวันอาทิตย์ที่เป็นวันครอบครัว แต่พบว่าการเดินทางยากลำบากมากกว่าจะข้ามแพขึ้นแผ่นดิน ยุ่งยากและเสียเวลามาก ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิด ต้องเร่งรีบ รู้สึกไม่สะดวกสบาย การมี Lanta Cinema ขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ทั้งตัวเองและคนบนเกาะสามารถรับชมความบันเทิงจากภาพยนตร์บนจอใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศดี เครื่องเสียง surround ครบไม่ต่างกับโรงหนัง จึงคิดว่าคงมีคนคอเดียวกันที่มีความชอบแบบนี้อยู่บ้างบนเกาะลันตาที่เป็นคนท้องถิ่น ในตอนแรกลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่พฤติกรรมคนไทยที่เบื่อง่ายก็เลยลดลง เวลาผ่านไปพบว่าลูกค้ากว่า 90% คือชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมของคนต่างประเทศอยู่แล้ว

ภาพบรรยากาศและนักเดินทางที่มาเยือนโรงหนังลันตา

ถูกที่ ถูกทาง ถูกคน ถูกกฎหมาย 

        หลังจากที่ช่วยธุรกิจ ร้านธวัฒพันธุ์ไม้ The Flower Shop ของพ่อตาแม่ยาย จนประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติดต่อมาให้ช่วยดูแลสวนที่บ้านเรียกได้ว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าที่ผ่านมือร้านแห่งนี้แล้วทั้งนั้น

        “พี่มีหน้าที่ช่วยในการออกแบบและดีไซน์การตกแต่งให้เหมาะกับบ้าน โดยจะเป็นคนให้ข้อมูลอธิบายกับชาวต่างชาติ ในการดูแลและการเลือกต้นไม้แต่ละพันธุ์ที่เหมาะสมกับบ้านแต่ละหลัง”

        และนี่ที่ทำให้พี่ปุ้ยและหุ้นส่วนชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้มารู้จักกันเป็นครั้งแรกก่อนเริ่มต้นโปรเจค Lanta Cinema ด้วยกัน

        “พี่ได้รับว่าจ้างให้ไปดูแลสวนของคุณ ฟิลิป มันด์วิลเลอร์ (Philippe Mundwiller) ชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่มาปักหลักที่เกาะลันตา ด้วยคำแนะนำที่จริงใจ ไม่เน้นขายของอย่างเดียวทำให้เกิดความไว้ใจขึ้น หลังจากวันนั้นก็ คุณฟิลิปก็ติดตามผลงานและการทำงานของพี่เรื่อยมา แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีชาวต่างชาติหลายคนเข้ามาคุยที่จะหุ้นส่วนในการทำธุรกิจอื่นๆ แต่ก็ยังไม่เคยตกลงร่วมทำธุรกิจกับใครเพราะกลัวว่าจะเกิดปัญหาตามมากับธุรกิจหลักของพ่อตาแม่ยาย”

        แต่กว่าจะเชื่อมั่นตกลงปลงใจร่างตัวอักษรแรกในสัญญาร่วมเป็นหุ้นส่วนกันนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็ยื่นบททดสอบให้กันและกันจนซื้อใจได้จนสำเร็จ

        “คุณฟิลิปตามดูมาตลอด 1 เดือนจนมั่นใจและเข้ามาคุย ด้วยคำถามเดียวที่ว่า คุณอยากทำอะไรบนเกาะลันตา พี่ก็ตอบไปเลยว่า ผมอยากทำอะไรที่ไม่เหมือนที่ชาวบ้านทำกัน แล้วคุณคิดว่ายังไง ซึ่งคุณฟิลิป เองก็ตอบกลับมาสั้นๆ ว่า ฉันตามใจคุณ คุณอยากมาทำธุรกิจด้วยกันไหมล่ะ”

        แม้ในครั้งแรกจะยังไม่ตอบตกลงแต่สุดท้ายก็ผ่านด่านทดสอบกันอีกครั้งและเริ่มก่อสร้าง Lanta Cinema วันแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2019 (ซึ่งปี 2022 ครบรอบ 3 ปีในการเริ่มต้นสร้างโครงการนี้) และกว่าจะหาโลเคชันที่เหมาะสมถูกใจได้สำเร็จก็ไม่ง่าย แต่ด้วยความที่พี่ปุ้ยเห็นภาพในหัวชัดเจนไว้แล้ว จึงสามารถต่อรองกับหุ้นส่วนของเขาจนยอมให้ดูแลในเรื่องงานก่อสร้างและการออกแบบทั้งหมดจนออกมาประทับใจทุกฝ่าย

        “พี่ยืนยันว่าต้องการที่จะทำส่วนนี้ก็เพราะมองเห็นภาพในหัวชัดเจนแล้วว่าต้นไม้จะอยู่ตรงนี้ จอจะวางตรงนั้น คนดูจะนั่งตำแหน่งไหน จึงยืนยันที่จะก่อสร้างโรงหนังที่นี่ให้ได้ ใช้ระยะเวลาในการก่อร่างทั้งหมดจนเสร็จงาน 1 เดือน (ไม่รวมเก็บงานไฟให้ความสว่าง ตกแต่งบริเวณภูเขาตอนกลางคืน)”

        นอกจากนี้กิจการโรงภาพยนตร์กลางแจ้งแห่งนี้ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามมาตรา 37 รวมทั้งภาพยนตร์ทุกเรื่องที่จะนำมาจัดฉายก็เป็นการคัดเลือกมาจากคอลเลกชันที่ถือลิขสิทธิ์โดยตรงบริษัทที่ดูแล ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังและจริงใจ เคารพผู้สร้างและต้องการทำให้ถูกต้อง กว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการได้นั้น พี่ปุ้ย ยุทธกิจ ต้องผ่านการอบรมจากทั้งสมาคมฉายหนังกลางแปลงแห่งประเทศไทย เพื่อที่ไม่ต้องยกหูหาผู้ใหญ่มาช่วยเคลียร์ในตอนที่มีปัญหาเพราะเลือกทำธุรกิจแบบจ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่

        ด้วยความที่ชื่นชอบภาพยนตร์ไทยเรื่อง บางระจัน เป็นพิเศษและได้ดูในโรงภาพยนตร์ถึง 4 ครั้ง ถึงแม้อยากจะนำมาจัดฉายมากแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยความยุ่งยากและราคาที่ต้องจ่ายอาจไม่คุ้มทุนในแง่ของการทำธุรกิจ

        เช่นเดียวกับภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่นๆ แม้มีคนเรียกร้องให้นำหนังไทย แต่เมื่อติดต่อไปกลายเป็นว่าหนังไทยขอลิขสิทธิ์มาจัดฉายยากกว่าหนังต่างประเทศ ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่ซับซ้อน เพราะต้องแยกขอลิขสิทธิ์ตามค่ายและเงื่อนไข อีกทั้งมีราคาสูงมากกว่า กลายเป็นว่าการฉายหนังไทยแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งที่ภาครัฐเองก็ต้องการส่งเสริมเพื่อสนับสนุนวงการภาพยนตร์ไทย

โมเดลการท่องเที่ยว พื้นที่สำหรับทุกงานกิจกรรมกลางแจ้งบนเกาะ

        “อยากผลักดันให้กลายเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินเกาะลันตา”

        โดยความตั้งใจอยากให้เป็นโรงหนังกลางแจ้งกึ่งประยุกต์ ที่มีพื้นที่ขายอาหารหลากหลาย หรือจัดกิจกรรม team building การประชุม รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ทางโรงเรียนมาใช้จัดงานกิจกรรม รวมทั้งจัดปาร์ตี้ที่มีความจุที่ 200-300 คน เพราะ Lanta Cinema ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ ถึงแม้ปัจจุบันคนจะดูหนังในโรงหนังกันน้อยลง นิยมดูผ่านมือถือแทน พื้นที่ส่วนนี้ก็ยังสามารถใช้งานด้านอื่น และสามารถมาชื่นชมกับการออกแบบที่สวยงามที่จัดวางไว้อย่างตั้งใจ เป็นเสมือนพื้นที่รวมตัวกันจัดกิจกรรมของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวผลัดเปลี่ยนมาใช้งานกันได้

ภาพวงดนตรีสดใน Lanta Cinema ที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมความบันเทิงที่จัดขึ้นในบริเวณพื้นที่

        ที่สำคัญในข้อสัญญาที่ทำกับหุ้นส่วนมีเขียนกำกับไว้ชัดเจนว่า กำไรส่วนนึงจะแบ่งไว้ให้กับท้องถิ่นเพื่อทำประโยชน์ต่อไป ซึ่งในช่วงโควิดก็ได้มีการบริจาคไปแล้วรวมกว่า สองแสนบาท รวมถึงเวลาที่มีภัยพิบัติก็บริจาคถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

        สำหรับแผนในปีหน้า พี่ปุ้ย ยุทธกิจ มองไว้ว่าอยากจัดโซนอาหารและสลับกับการจัดปาร์ตี้เอาใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้ ทำให้พื้นที่เป็นที่รู้จัก คุ้นหูคนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งแผนการทั้งหมดก็คาดเดาได้ยากในเศรษฐกิจประเทศไทยแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีความหวัง

        สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษาเพื่อต่อยอดธุรกิจแบบนี้ในจังหวัดตัวเองหรือพื้นที่ที่มีอยู่ พี่ปุ้ยยินดีพร้อมให้ความรู้และข้อมูลที่มีแก่น้องๆ คนที่สนใจและตั้งใจทำติดต่อเข้ามาได้ เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับวงการภาพยนตร์และศิลปะของไทย เป็นแรงบันดาลใจให้คนธรรมดาที่มีความตั้งใจหรือมีฝันอยากมีโรงภาพยนตร์ของตัวเองต่อยอดทางธุรกิจต่อไป

อนาคตการท่องเที่ยวยังคงฝุ่นตลบและต้องการความชัดเจน

        เสียงจากเจ้าของ Lanta Cinema และหลายๆ เสียงที่มีโอกาสได้พูดคุยหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่กระทบกับธุรกิจและผู้ประกอบการโดยตรงคือการปรับปรุงถนนทำให้กว่า 67 ครัวเรือนต้องรวมตัวกันยื่นหนังสือเรียกร้องการชี้แจงอย่างโปร่งใสและเร่งรัดการก่อสร้างเพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจในเส้นทางดังกล่าว

        “ผมคาดความหวังว่าหลังจาก ‘สะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา’  ที่เป็นสะพานเชื่อมเกาะกับแผ่นดินเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจมีแผนจัดเฟสติวัลสักรอบ จะช่วยทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น โดยไม่จำกัดเวลา และนำเม็ดเงินสร้างรายได้เข้ามาเกาะลันตามากขึ้น ซึ่งจากพิษเศรษฐกิจหลังโควิดทำให้เกาะลันตาได้รับผลกระทบอย่างหนักและยังไม่ฟื้นตัว พี่ปุ้ยกล่าวว่านับว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ได้รับแรงสะเทือนย่ำแย่ที่สุดในรอบ 18 ปีที่ได้มาอยู่ที่เกาะแห่งนี้”

        คำชมและเสียงปรบมือจากคนดู เป็นความดีใจ ภูมิใจ ยิ่งทำให้รู้สึกยินดีที่ได้ทำสิ่งที่คนตอบรับอย่างดี ผลลัพธ์ที่ได้เป็นความสุข รอยยิ้มจริงใจ น้ำเสียงเหล่านั้นไม่โกหกเลยว่ามีความสุขจริงๆ เป็นผลลัพธ์ที่มากกว่าตัวเงิน ส่วนตัวแล้วมันเป็นความอิ่มเอมประทับใจและเป็นกำลังใจให้ทำต่อไป

        ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะใส่ความคิดสร้างสรรค์และช่วยกันอย่างเต็มแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ ภาครัฐเองที่มีอำนาจหน้าที่ก็ย่อมต้องควบคุมดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีความตั้งใจและต้องการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยเช่นกัน เพื่อส่งให้ความฝันของพวกเขาประสบความเร็จอย่างสมูทขึ้น ทั้งยังอุ่นใจได้ว่ารัฐมีนโยบายรองรับดูแลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

        สุดท้ายนี้ขอยกคำกล่าวของ ‘ก้อง ฤทธิ์ดี’ นักวิจารณ์ภาพยนตร์และรองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เคยกล่าวไว้กับทาง BBC เมื่อครั้งมีการจัดงานกรุงเทพกลางแปลงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาไว้อย่างน่าสนใจว่า

        “การดูจอรวมกัน เป็นวัฒนธรรมชมภาพเคลื่อนไหวอย่างหนึ่ง เป็นประวัติศาสตร์ของการพัฒนาของเมือง ของสังคมที่ก้าวข้ามช่วงเวลาประวัติศาสตร์” https://www.bbc.com/thai/62063589

        โดยในแต่ละสัปดาห์ Lanta Cinema จะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนภาพยนตร์และกิจกรรมที่น่าสนใจต้อนรับทุกคนที่ไปเยือน ก่อนชมต้องทำบัตรสมาชิกราคา 100 บาท โดยสามารถชมกี่ครั้งก็ได้ตลอดฤดูกาล 

        สำหรับใครที่มีแพลนเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่หรือที่เกาะลันตาในช่วงปีใหม่ สามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ เฟซบุ๊ก Lanta Cinema https://www.facebook.com/profile.php?id=100063837891852 

เรื่อง : จันจิรา ยีมัสซา ภาพ : เฟซบุ๊ก Lanta Cinema


ข้อมูลเพิ่มเติม

        สะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา (ระยะทางประมาณ 7 กม. คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2568) 

        พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 37 ห้ามผู้ใดประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ทั้งนี้ยื่นคำขออนุญาต/ต่ออายุใบอนุญาต ณ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด หรือผ่านระบบออนไลน์ ดูขั้นตอนการยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์

        ในอดีตเกาะลันตาเป็นเมืองท่าสำหรับค้าขายที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก รวมถึงมีศูนย์ราชการตั้งอยู่บนเกาะจึงทำให้มีผู้คนเดินทางเข้ามาติอต่อปฏิสัมพันธ์กับชาวเกาะลันตามากขึ้น ส่วนนึงเป็นผลมาจากธุรกิจเตาเผาถ่านที่เฟื่องฟู จึงยิ่งทำให้มีการอพยพเคลื่อนตัวของแรงงานจากทั้งที่มาจากนครศรีธรรมราช กระบี่ คลองท่อม ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี พ.ศ. 2515 นายสุนทร อ่อนหวาน ได้สร้างโรงภาพยนตร์ “สุนทรราม่า” แห่งแรกในพื้นที่ชุมชนเก่าศรีรายา เป็นอาคารชั้นเดียว ฝาและหลังคาสังกะสี เก้าอี้ไม้ เป็นแถวยาวไม่มีพนักพิง มีที่นั่งประมาณ 200 ที่นั่ง หลังจากนั้น มีโรงภาพยนตร์แห่งที่สองชื่อ “ลันตารามา” โดยโรงภาพยนตร์ทั้งสองเลิกกิจการไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2522 เมื่อมีละครโทรทัศน์เข้ามาแทนที่ 

อ้างอิงข้อมูล