The Common Thread | ช่องยูทูบที่ทำให้เรายังไม่สูญสิ้นศรัทธาในตัวของมนุษย์ด้วยกัน

        หลายคนคงเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา ‘ฟาโรห์’ – เตชภณ คำสีแก้ว ชายหนุ่มร่างกายกำยำ โครงหน้าคมเข้ม ที่หยิบเอาเรื่องราวลี้ลับ คดีฆาตกรรม ประวัติของฆาตกรต่อเนื่อง คดีความในหน้าประวัติศาสตร์ไทย คนตัวเล็กๆ ที่น่าชื่นชมไปจนถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาวจาก The Common Thread ช่องยูทูบซึ่งตอนนี้มีผู้ติดตามแล้วกว่าหกแสนคน

        สำหรับที่เพิ่งเข้ามาเพื่อทำความรู้จักเราขอแนะนำตัวเขาคร่าวๆ ว่า ชื่อเล่นของเขามาจากคุณแม่ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนเรื่องคำสาปฟาโรห์ มีแมวชื่อสฟิงซ์ (ถ้าวันหนึ่งเขาเลี้ยงสุนัขก็คงชื่ออนูบิส) มีแฟนชื่ออันนา ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการช่วยสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมให้กับรายการของเขา

        คลิปที่เด่นๆ ของเขามีมากมายเช่น PAN AMERICAN 914 เครื่องบินข้ามเวลา, LISANNE FROON & KRIS KREMERS ป่ากินคน, ELISA LAM การตายปริศนาในแทงค์น้ำโรงแรม หรือ ซีอุย แซ่อึ้ง “แพะกินคน” ซึ่งเขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีให้กับผู้ถูกศาลตัดสิน และสังคมตราหน้าว่าเป็น ‘มนุษย์กินคน’ และเกิดเป็นกรณีศึกษาในเรื่องของสิทธิพลเมือง ทั้งๆ ที่ซีอุยได้รับโทษแล้วตามที่ศาลตัดสิน แต่ก็ยังถูกนำร่างมาใช้เพื่อลิดรอนความเป็นมนุษย์เป็นระยะเวลานาน

        กว่าสีปีที่เขาทำ The Common Thread ขึ้นมาจากความชื่นชอบในการเล่าเรื่อง สู่การเรียนรู้ความเป็นมนุษย์จากเคสคดีต่างๆ ที่ได้ทำการค้นคว้าหาข้อมูลมา วันนี้เราจึงขอเป็นคนไขเรื่องราวของเขา และนำมาเล่าผ่านการสนทนาครั้งนี้ให้กับคุณ

+ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณสนใจในการทำช่องที่เล่าเนื้อหาหนักๆ พูดถึงความรุนแรง คดีความ ฆาตกรต่อเนื่อง และโลกของอาชญากร

        ตอนเด็กๆ ที่บ้านผมมีหนังสือ National Geographic อยู่เล่มหนึ่ง เล่นนั้นจะมีเรื่องประวัติศาสตร์ของพีระมิดอยู่ ผมเปิดอ่านแล้วก็รู้สึกสนุกน่าติดตาม หลังจากนั้นก็พบว่านอกจากหนังสือการ์ตูนแล้ว ยังหนังสืออีกหนึ่งประเภทที่เราชอบนั่นคือหนังสือแนวเรื่องแปลกแต่จริง รวมถึงนิตยสารอย่าง ต่วย’ตูน หรือพวกเรื่องราวคดีต่างๆ แม้ว่าตอนเด็กๆ เรื่องคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมจะไม่ได้สนใจมาก แต่ก็ได้อ่านแบบผ่านแล้วก็เอาไปเล่าให้เพื่อนฟังหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ว่าวันนี้อ่านอะไรกันมา

        โตขึ้นมาผมก็เข้าเรียนทางด้านกฎหมาย การเสพสื่อของเราก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผมอ่านหนังสือแนวนี้น้อยลง แล้วใช้วิธีการฟังจากช่องยูทูบของต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเขามีช่องที่ทำเนื้อหาแนวนี้มานานแล้ว เช่น BuzzFeed สำหรับบ้านเราช่วงแรกที่ผมทำช่องขึ้นมา ส่วนใหญ่ผมจะติดปัญหาตรงที่ผมไม่รู้ว่าแต่ละเรื่องใครเป็นคนเล่า และใช้การนำเสนอด้วยภาพสไลด์ ผมก็อยากเห็นหน้าคนที่เล่าเรื่องกับข้อจำกัดในการเล่าเรื่องทางด้านเวลา บางทีเขาจะข้ามบางประเด็นที่ผมสนใจ ผมก็ไปดูใน description ว่าเขาใช้แหล่งอ้างอิงจากที่ไหนผมจะได้ไปค้นหาต่อ และดูว่าสิ่งที่คุณเล่ามานั้นมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน มีอะไรที่คุณยังไม่ได้พูดถึงบ้าง ซึ่งไม่ค่อยมีใครใส่ที่มาของเรื่อง แล้วเราจะเชื่อถือข้อมูลที่ได้รับมามากน้อยขนาดไหน ดังนั้นถ้าผมทำได้เดี๋ยวผมทำเอง ผมจึงเล่าในลักษณะที่เราเรียนกฎหมายอยู่แล้วทุกคำพูดผมจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงเป็นข้อมูลที่เรามี หรือนี่คือข้อมูลของผมที่อิงมาจากฐานข้อมูลเหล่านี้ จึงเป็นพื้นที่ที่ผมเปิดขึ้นมาเพื่อให้คุณเห็นหน้าผมรู้ว่าผมเป็นใคร และมีแหล่งอ้างอิงถ้าคุณอยากค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และเปิดให้มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุและผล ซึ่งการถกเถียงกันบนฐานของชุดข้อมูลและเหตุผลไม่เอาอารมณ์มาเกี่ยวข้องจะเกิดประโยชน์เสมอ ซึ่งในขณะเดียวกันโลกสังคมออนไลน์ในทุกวันนี้คุณถกเถียงกันอยู่ดีๆ ตอนแรกก็เหมือนจะดี แต่ไปๆ มาๆ ก็เริ่มใช้ hate speech ต่อกัน ผมไม่อยากให้มีพื้นที่แบบนั้น

+ การทำช่องยูทูบความท้าทายคือยอดคนดู คุณรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

        จุดเริ่มต้นผมมาด้วยความมั่นใจว่าคลิปแรกของเราต้องดังต้องปังแน่นอน ปรากฏว่าคลิปแรกที่ผมทำจริงๆ คือคลิปที่บอกว่า “สวัสดีครับผมชื่อฟาโรห์ คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงบอกแล้วผมก็ตอบไปเลยว่าเพราะผมอยากบอก” นั่นคือ แก่นของ The Common Thread นั่นคือผมต้องการแนะนำตัวเองก่อนเพื่อให้คนที่เข้ามาฟังรู้สึกว่าเป็นเหมือนเวลาเราเจอกัน เราทักทายกัน คุณควรจะรู้ว่าผมกำลังพูดอะไร แล้วคนที่คุณกำลังจะใช้เวลากับเขาเป็นชั่วโมงต่อจากนี้ในการฟังเสียงของเขา คุณควรจะรู้หน้าค่าตาของเขา คลิปคดีแรกของช่องคือ Jonbenét Ramsey ซึ่งมีคนดูอยู่แค่หลักสิบ แต่ผมก็ทำต่อปรากฏคลิปที่สองที่สามได้ยอดวิวหลักร้อย ผมยอมรับว่ามีความคิดอยากจะเลิกทำเลย เพราะตอนที่เราหาข้อมูลทำรีเสิร์ชผมจริงจังมาก เราอ่านเราเรียงแล้วนั่งอัดวิดีโอเป็นชั่วโมงแต่มีคนดูแค่หลักร้อย แต่ตอนนั้นคลิปแนวชวนทะเลาะท้าตีท้าต่อยกลับมีคนดูเป็นหลักล้าน ซึ่งเขาไม่ได้ให้อะไรกับสังคมเลย และเขาไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย แค่หยิบโทรศัพท์ออกมาถ่าย แต่สิ่งที่เขาทำกลับมีคนให้ความสนใจ มีคนไปดูคลิปของเขาเป็นล้านๆ วิว

        ผมก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าจะทำไปทำไม หรือคนดูไม่สนุกกับเนื้อหาแบบนี้ แต่ผมไปเจอเพื่อนคนหนึ่งเขาก็ถามผมกลับมาว่าผมทำช่องนี้เพื่ออะไร ผมก็ตอบไปตามที่ผมบอกข้างต้น เพื่อนคนนั้นพูดสวนกลับผมมาเลยว่าแล้วผมได้เล่าในสิ่งที่อยากเล่าหรือยัง ผมตอบไปว่าเล่าแล้ว เขาถามกลับมาว่ามีคนดูหรือยัง ผมก็ตอบไปว่ามีแล้ว เขาก็พูดขึ้นมาว่าแล้วผมจะเอาอะไรอีก ทำให้ผมคิดได้ว่าผมไปคาดหวังที่จะต้องมีคนมาดูเยอะๆ ตั้งแต่วันนั้นผมดีใจทุกครั้งที่มีคนใหม่ๆ เข้ามาดู แม้ว่าจะมียอดวิวหลักสิบหลักร้อยหรือล้านวิว ความรู้สึกดีใจ ความรู้สึกเป็นเกียรติที่มีคนมาดูมาชมผลงานเรา หรือชอบผลงานเรามันเท่ากันหมดเลย ผมไม่สนใจตัวเลขพวกนั้นอีกแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นจุดที่ก้าวผ่านจนมาเป็น the common thread ถึงวันนี้

+ คำติชมต่างๆ ที่ได้กลับมามีผลกับทิศทางการทำเนื้อหาของคุณแค่ไหน

        ผมจะตอบตัวเองก่อนว่าทำไมผมถึงอยากจะเล่าเรื่องนี้ออกไป มีแก่นอะไรที่ผมอยากจะสื่อสารออกไป ยกตัวอย่างเรื่องของนายซีอุย แซ่อึ้ง ซึ่งเห็นได้ชัดที่สุดในแง่ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หรือเรื่องนี้มีแต่แพะ ซึ่งที่ผมทำเรื่องนี้เพราะมีหลายคนอยากให้ผมเล่าเรื่องผีแต่พื้นฐานผมไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องผี และมีคนที่เล่าเรื่องผีที่เก่งมากๆ ซึ่งผมก็เป็นแฟนคลับของเขาอยู่แล้ว ผมจึงไม่ขอเล่าเรื่องผี แต่มีเรื่องที่ผมรู้สึกว่าน่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องผีอีกนั่นคือการตกเป็นแพะรับบาป ตอนนั้นผมหยิบเรื่องของ ‘ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร’ เด็กอายุ 18 ที่โดนตำรวจจับตัวไปแล้วก็ใช้ถุงคลุมหัวเพื่อให้เขายอมรับสารภาพว่าเขาคือคนร้ายวิ่งราวทอง สุดท้ายแล้วตำรวจจับคนร้ายตัวจริงได้ ส่วนเด็กคนนั้นก็ตกอยู่ในอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือโรคสะเทือนขวัญซึ่งเป็นโรคที่ไม่มีวันรักษาหาย ลองนึกภาพตอนที่เรากำลังเรียนอยู่ชั้น ม. 6 เราก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเขาเลย แล้วอะไรจะเป็นเครื่องการันตีว่าวันหนึ่งคนที่จะโดนถุงคลุมหัวมันจะไม่ใช่เรา ไม่ใช่เพื่อนเราหรือคนที่เรารัก

        อีกประเด็นที่ผมสนใจคือ การทำคลิปเล่าเรื่อง THE ALCATRAZ ESCAPE ปริศนาแหกคุกนรก ผมไปเจอข้อมูลว่ามีประเด็นหนึ่งที่เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่านักโทษคนนี้ไม่น่าจะหนีรอด เพราะว่าบริเวณอ่าวตรงนั้นมีฉลาม ผมก็หยิบเอาประเด็นที่คนพูดกันว่าฉลามกินคน ฉลามโหดร้ายเหมือนในหนังเรื่อง Jaws (1975) ว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ฆ่าฉลามมากกว่าฉลามฆ่าคนเป็นร้อยล้านเท่า แล้วความโหดร้ายในอุตสาหกรรมนี้คืออะไร ผมหยิบเรื่องนี้ไปใส่ไว้ในช่วง ‘สาระเร็ว’ ซึ่งก็มีคนดูชอบ ซึ่งการหาข้อมูลนั้นผมจริงจังมาก ผมอ่านจากหลากหลายข้อมูลไม่ใช้แค่แหล่งข้อมูลเดียว แล้วเอามาเทียบเคียงกัน วิธีนี้เราจะเจอชุดข้อมูลที่ขัดแย้งทั้งในเรื่องขอประเด็น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้กระทั่งมีความขัดแย้งจนเหมือนเป็นคนละเรื่องเลย ตรงนี้จะเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของการทำรีเสิร์ช แล้วเราจะเชื่อข้อมูลจากไหนก็ต้องไปหาเพิ่ม สมมติมีข้อมูลสองชุดที่ขัดแย้งกัน เราก็ต้องไปหาข้อมูลมาสนับสนุนทั้งสองชุดนี้เพิ่ม ทำให้ในแต่ละครั้งเราจะพยายามหาแหล่งข้อมูลที่ไม่มีต่ำกว่าสิบแหล่งเลย มันจะมีชุดข้อมูลที่พูดซ้ำๆ กัน ก็อาจจะไม่ได้มีความน่าเชื่อถือ หากข้อมูลนั้นถูกคัดลอกต่อๆ กันมา ซึ่งความโชคดีคือแฟนผมจะช่วยตรงนี้ได้มาก เพราะเขาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากภาษาอื่นๆ อย่าง ภาษาอังกฤษ เยอรมัน สวีเดน หรือฝรั่งเศสได้ เวลาเราทำเรื่องคดีที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส เราก็จะได้ข้อมูลที่ลงลึกกว่าข้อมูลที่มาจากภาษาอังกฤษ หรือคดีที่เกิดขึ้นในสวีเดนที่สามีถูกกล่าวหาว่าเขาฆาตกรรมภรรยาตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงฆาตกรที่แท้จริงคือกวาง ซึ่งข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นแทบไม่มีเลย พอเรามีแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เรื่องราวที่เราหยิบยกมาก็จะมีหลายแง่มุมมากขึ้น ทำให้คนที่ฟังก็จะได้เห็นได้พิจารณาชุดข้อมูลจากหลากหลายแหล่งมากขึ้น

+ เรื่องที่เป็นเนื้อหาของโศกนาฏกรรมหรือการฆาตกรรมต่างๆ คุณต้องอยู่กับข้อมูลเหล่านี้มากๆ มันกระทบกระเทือนด้านจิตใจของคุณหรือไม่

        ผมยอมรับว่าช่วงแรกๆ จัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ แค่การดูคลิปหรือสารคดีเกี่ยวกับการฆาตกรรมจากช่องต่างๆ ก็รู้สึกหนักแล้ว พอต้องหาข้อมูลเพิ่มความรู้สึกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะการอ่านเราเห็นถึงความโหดร้ายผ่านการบรรยายตัวอักษร แต่ถ้าเห็นภาพถ่ายด้วยจะยิ่งไปกว่านั้น เพราะภาพหนึ่งภาพอธิบายความหมายได้เป็นหลายล้านคำ ภาพความโหดร้ายที่เกิดขึ้นมันจะทำให้เป็นความรู้สึกอัดเข้ามาเลยว่าทำไมต้องทำกับคนด้วยกันขนาดนี้ คนบางคนทำไมถึงโหดร้ายกับมนุษย์ด้วยกันขนาดนี้ เคสที่หนักที่สุดที่ทำให้ผมต้องหยุดพักไปหลายวันเลยคือ Fred และ Rose West คู่รักฆาตกรต่อเนื่องสุดโหดที่ฆ่าได้แม้กระทั่งลูกในไส้ของตัวเอง ซึ่งปกติแล้วฆาตกรต่อเนื่องจะทำร้ายเหยื่อที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน Fred กับ Rose สังหารลูกของตัวเอง นอกจากความโหดร้ายแล้วสองคนนี้มีสิ่งที่มากกว่าการฆาตกรรมนั่นคือการล่วงละเมิด สิ่งที่อยู่ภายใต้ชายคาบ้างของพวกเขาคือโลกที่แบบบิดเบี้ยวเละเทะไปหมด

        ผมเองเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของโลกหลังความตาย ผมเชื่อว่าชีวิตของเราใช้ได้ครั้งเดียว แล้วทำไมมนุษย์ที่มีโอกาสใช้ชีวิตได้แค่ครั้งเดียวต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทำไมต้องเกิดมาในครอบครัวที่พังขนาดนี้ จนหลังๆ ผมต้องเรียนรู้ความรู้สึกในการจัดการตัวเองด้วยการใช้วิธีคิดว่าเราต้องเป็นเหมือนตะแกรง เมื่อได้ข้อมูลเข้ามาเราจะทำการกรองข้อมูลไว้ก่อนจากนั้นผมก็จะถอยออกมา ซึ่งวิธีนี้ผมนำไปใช้กับทุกเรื่องในชีวิตเลย ทุกครั้งที่มีอะไรเข้ามากระทบแล้วทำให้เราเกิดความรู้สึกเข้ามาปะทะ ผมจะดึงตัวเองออกมาแล้วมองกลับมาที่ตัวเอง และรีบหาสาเหตุว่ามันคืออะไร ตะแกรงที่ผมกรองข้อมูลถ้าเป็นส่วนของเคสคดีต่างๆ เมื่อผมกรองข้อมูลแล้วผมจะรีบเรียบเรียงถ่ายทอดให้เสร็จ จากนั้นก็รีบถอยตัวเองออกมา ลองนึกภาพอ่างล้างจานที่เราหยิบตะแกรงที่เป็นเศษอาหารขึ้นมาแล้วสะบัดทิ้งไป นั่นคือสิ่งที่ผมใช้ในการจัดการกับความรู้สึกที่ต้องอยู่กับเคสคดีเหล่านี้ วิธีการเคลียร์ของผมนอกจากการทำความเข้าใจกับตัวเองแล้ว ผมคิดว่าวิธีการนี้ดีที่สุด เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าความทุกข์มันเกิดจากสิ่งนี้แล้วรีบจัดการเลย แต่ถ้าช่วงไหนที่อยากผ่อนคลายผมก็จะไม่ดูสารคดีเหล่านี้เลย

+ คุณตรวจสอบตัวเองอย่างไรให้ยังทำงานไปในทิศทางที่ตัวเองตั้งใจไว้

        เราต้องมีแก่นครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะมองตัวเองเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง มีแก่นของมัน มีกิ่ง มีใบ คำแนะนำที่ได้มาเราจะรู้สึกว่าต้องตัดกิ่งเลื่อยใบตรงนี้หน่อยไหมเพื่อให้ต้นไม้ของเรามันสวย แต่คำแนะนำทั้งหมดทั้งมวลนั้นต้องไม่ทำลายแก่นของคุณ ทันทีที่คุณเอาอะไรก็ตามหรือแม้กระทั่งตัวเราที่ลืมรีเช็กตัวเองไป จะกลายเป็นว่าในวันหนึ่งเมื่อมองย้อนกลับมา แก่นของเรามันพังไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าในโลกที่มีกระแสหมุนเวียนเปลี่ยนวนไปวันนี้มีการเสียชีวิตของคนที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่เช้าวันต่อมามีเรื่องราวใหม่มาแทนแล้ว แล้วคุณจะทำให้ให้แก่นของคุณเข้มแข็ง แข็งแรง และเป็นตัวที่ยังทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาทำมันในทุกๆ วันได้ คุณต้องหาคำตอบตรงนี้ให้ได้ก่อน

+ คุณเจอแก่นของ The Common Thread ได้อย่างไร

        เราทำไปเรื่อยๆ สิ ปัจจุบันนี้โลกออนไลน์มันมีพื้นที่ทำให้เรารู้สึกว่าทำงานออกมาเป็นร้อยๆ อัน คุณอาจจะไม่ดังสักอันก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดคุณก็รู้แล้วว่าร้อยอันที่ทำมาไม่เวิร์ก ก็ไปทำงานที่หนึ่งร้อยหนึ่งต่อไปเรื่อยๆ แล้วในระหว่างนั้นรีเช็กตัวเองเรื่อยๆ ว่าเราชอบอะไร เรามีความสุขกับการทำอะไร แล้วค่อยๆ ประกอบ ค่อยๆ ปั้นให้มันเป็นแก่นของต้นไม้ แล้วแตกกิ่งก้านสาขาออกไป แล้วมันจะทำให้คุณโดดเด่นในโลกที่กระแสธารของสังคมมันไหลไปตลอด

+ เคยมีความรู้สึกหมดไฟในการทำงานขึ้นมาบ้างหรือเปล่า

        มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมหายไป ซึ่งไม่เชิงเป็นความรู้สึกว่าหมดไฟ แต่มันเป็นความรู้สึกที่ผมมองว่าเราทำคลิปออกมาได้ไม่ดีไปกว่าเดิม และตอนนั้นผมมีความสนใจในเรื่องอื่น ผมสนใจเรื่องของการทำค็อกเทลก็เลยไปทำบาร์ เพราะผมเป็นคนประเภทที่ถ้าสนใจเรื่องไหนก็จะไปให้สุด แต่ถ้าอยากกลับมาก็จะกลับมาทำ ตอนนั้นผมทำคลิปสุดท้ายคือ BONNIE & CLYDE คู่รักนักปล้นในตำนาน ลงวันเกิดผมวันที่ 15 ตุลาคม จากนั้นก็หยุดทำคลิปต่อเลย หยุดแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ซึ่งช่วงที่หายไป ผมก็พยายามคิดให้ตกผลึกกับตัวเองว่าเราอยากจะเล่าอะไรบ้าง ซึ่งต่อมาการเล่าเรื่องของผมจะแตกต่างจากช่วงแรกๆ โดยโฟกัสกับเรื่องของความรุนแรงน้อยลง ผมไม่อยากส่งต่อความรุนแรง ผมไม่อยากให้มีพื้นที่ของความรุนแรงโดยไม่จำเป็น เช่น เคสคดีบางเคสที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องผมจะเล่าว่าเขาใช้เชือกทำให้เหยื่อขาดอากาศจนเสียชีวิต โดยในความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะใช้เชือกรัดเหยื่อจนเชือกบาดลึกเข้าในหลอดลมจนขาด ผมเลือกที่จะนำเสนอในแบบไม่โฟกัสกับความรุนแรง เมื่อผมตอบตัวเองได้แล้วจึงกลับมาทำคลิปต่อ

+ คุณเรียนรู้อะไรจากการใช้พื้นที่ของ The Common Thread ในการสะท้อนสะท้อนเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ในสังคม

      ประสบการณ์ตรงที่ผมได้รับตอนทำเรื่อง ซีอุย แซ่อึ้ง “แพะกินคน” ซึ่งผมอยากใช้พื้นที่ของเราเล่าเรื่องชุดข้อมูล และความตั้งใจของผมคือ อยากขยับต่อไปอีกจนเกิดเป็นเคมเปญใน www.change.org ซึ่งเคมเปญนี้ถูกสร้างขึ้นมาก่อนหน้าผมทำคลิปหนึ่งปีก่อนหน้าที่เรื่องของซีอุยจะเป็นกระแสขึ้นมา และหลังจากนั้นจึงมีการยุติการจัดแสดงและทำการฌาปนกิจร่างของซีอุย ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้คนรู้จักเคมเปญนี้จะเป็นวงแคบมากๆ ผมพยายามทุกวิถีทางที่จะเปล่งเสียงของเราออกไปหาสื่อใหญ่ๆ ผมส่งข้อมูลไปหาทั้งอาจารย์ อินฟลูเอนเซอร์หรือสำนักข่าวต่างๆ เพื่อให้เขาเห็นด้วยกับไอเดียของผม ปรากฏว่าสิ่งที่เราได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า ผมตระหนักรู้ในตอนนั้นเลยว่าคนตัวเล็กๆ ต่อให้ตะโกนจนสุดเสียงมันอาจจะเบากว่าเสียงกระซิบสำหรับคนบางคนด้วยซ้ำ ในขณะที่พื้นที่สื่อใหญ่ๆ แค่เขากระแอมออกมา มันก็ดังมาก แต่เสียงกระแอมของเขาก็อยู่กับว่าเขาจะส่งอะไรออกมาให้กับสังคม จากวันนั้นผมตั้งปณิธานเลยว่าถ้าวันหนึ่งผมมีลำโพงของตัวเอง นอกจากเราจะเอาลำโพงนั้นมาเล่าเรื่องที่เราชอบแล้ว เราจะเป็นกระบอกเสียงพูดเรื่องนี้ ผมจะพูดออกไปต่อให้มันจะดังหรือเบาขนาดไหนผมก็จะพูด ดังนั้นผมจึงบอกกับทุกคนคือ ถ้ามีอะไรก็ตามที่คิดว่าผมสามารถซัพพอร์ตตรงนี้ได้แล้วมีสิ่งที่ทำให้สังคมทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น ผมยินดีคุณมาคุยกับผมได้เลย ผมยินดีที่จะใช้พื้นที่นี้ทำสิ่งนั้น

+ เหมือนที่คุณเคยพูดให้ฟังบ่อยๆ ว่าเสียงของคนตัวเล็กๆ ที่รวมกันแล้วกลายเป็นเสียงที่ดังมากๆ กว่าลำโพงตัวไหนในโลก

        นั่นคือสิ่งที่สะท้อนผ่านเคสของซีอุย แซ่อึ้ง ซึ่งผมไม่ใช่คนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดแต่เป็นทุกๆ คนช่วยกัน ผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็กๆ ในการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ตรงนั้น และผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก ผมอยากให้เรื่องของการรวมตัวของเสียงเหล่านี้หรือการรวมพลังเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราสามารถมองมันในสเกลที่ขยายขึ้นไปอีกได้ เราสามารถขยับมันให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ เหมือนเรื่องที่ชายคนหนึ่งเขาใช้คลิปหนีบกระดาษไปแลกเปลี่ยนเป็นบ้านกันใช่ไหม ตอนแรกเราจะมองว่าแค่คลิปหนีบกระดาษจะไปแลกบ้านได้อย่างไรไม่มีทางแน่นอน แต่เมื่อเข้าไปดูขั้นตอนของเขา เขาจะมีโปรเจ็กต์ที่ค่อยๆ ขยับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน บางอย่างเราไม่เคยเห็นว่าพลังของคนตัวเล็กๆ ที่รวมกันแล้วมันใหญ่ขนาดไหน เพราะเรามองว่าจะเอาเรื่องนี้ไปใช้เปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นเลย ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราซอยเรื่องใหญ่ๆ ให้เป็นเรื่องย่อยๆ ก่อน แล้วใช้พลังของเราให้ค่อยๆ ขยับจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตของเรา ทำให้คุณภาพของสังคมมันดีขึ้นจริงๆ ซึ่งผมพูดแค่ประเด็นของคนตัวเล็กๆ ที่รวมตัวกันเป็นหลักหน่วยนะ แต่ในสังคมนั้นจะมีทั้งคนที่ตัวเล็กและมีสื่อต่างๆ มีอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถช่วยขยายพลังนี้ออกไปได้เร็วขึ้น เมื่อบวกกับโซเชียลมีเดียบวกกับเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่ในปัจจุบันทำให้คนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลกสามารถรับรู้ได้อย่างทันทีด้วย นั่นจึงเป็นสิ่งที่ผมจะใช้พื้นที่ตรงนี้ของเราขับเคลื่อนเรื่องราวเหล่านี้อยู่เสมอๆ

+ คุณจะขับเคลื่อนเรื่องที่เป็นปัญหาของสังคมในทุกเรื่องเลยไหม

        อาจจะไม่ใช่ทุกเรื่องเพราะบางเรื่องเราก็ไม่รู้ แต่ผมก็จะศึกษาต่อไปเรื่อยๆ เช่น ผมเคยมีเรื่องที่ยังไม่เข้าใจอย่าง Fast Fashion แต่พอได้ศึกษาผมก็สามารถพูดได้ว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นน่ากลัวอย่างไร เป็นอันตรายขนาดไหนเพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งที่ผมมักจะหยิบมาเล่าบ่อยๆ นอกจากเรื่องคดีหรือการตกเป็นแพะในคดีต่างๆ ก็เป็นเรื่องภัยพิบัติหรือวิธีการเอาตัวรอด เช่น เรื่องไฟไหม้ที่ผับซานติก้า ผมจะเล่าว่าหากเกิดไฟไหม้แล้ว ทำไมคุณต้องทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วค่อยๆ ขยับไปเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อให้ประชาชนอย่างเราตระหนักรู้ว่าจริงๆ เรื่องไฟไหม้มันคือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นเหมือนจิ๊กซอว์แห่งความวิบัติ ทุกอย่างมันถูกแปะ แปะ แปะ ออกมาจนเป็นภาพซานติก้า สิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือเคสที่เกิดขึ้นในจังหวัดสัตหีบทั้งๆ ผ่านมาแล้วเป็น 10 ปี แต่เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนเดิม แทบจะถอดแบบกันออกมา ผมอยากให้คนในบ้านเราตระหนักรู้ในเรื่องนี้

        อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพยายามพูดและผลักดันคือ การเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและลบล้างมายาคติเดิมๆ ที่มีอยู่ในสังคมออกไปในแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เราควรต้องพูดให้มากที่สุดคือเรื่องการล่วงละเมิด จากมายาคติที่บอกว่าเหยื่อแต่งตัวแบบนี้ทำให้ถูกทำร้าย ผมก็หยิบเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องชื่อ Joseph James DeAngelo หรือ Golden State Killer ซึ่งมีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือภาวะที่เรียกว่า Tonic immobility ซึ่งในทางกฎหมายตอนที่จำเลยเขาสู้ เขาจะบอกว่าเหยื่อไม่ได้มีการขัดขืน ไม่มีการร้อง ดังนั้นจึงเท่ากับสมยอม ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เราสามารถเกิดสภาวะที่เกี่ยวกับทางจิตวิทยา ที่ระบบของร่างกายเมื่อเผชิญหน้ากับภยันตราย และเขารู้แล้วว่าเขาหนีไม่ได้ สู้ไม่ไหว ร่างกายจะเข้าสู่ฟังก์ชันการล็อกตัวเอง มันคือสภาวะที่เรียกว่า Tonic immobility สิ่งที่ผมสื่อออกไปในสังคมคือ สภาวะนี้มีอยู่จริงต่อให้เหยื่อไม่ได้กินเหล้าเมายา ต่อให้เหยื่อมีร่างกายที่ปกติ ร่างกายเขาจะถูกแช่แข็ง เขาจะไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมา แต่สิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ เขารับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขา ดังนั้นคุณต้องเข้าใจเหยื่อว่าการที่เหยื่อไม่ร้องให้คนช่วย เหมือนเคสที่น่าเศร้าเคสหนึ่ง ที่เขาไปห้องเพื่อนที่คอนโดมิเนียม มีคนหลายคนอยู่ในห้องนั้น แล้วเขาถูกล่วงละเมิด ทั้งๆ ที่ก็มีคนนอนกันอยู่หลายคน ทุกคนตั้งคำถามว่าทำไมไม่ลองร้องออกมาให้คนอื่นก็ช่วย นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมเอามาตอบว่าทำไมเหยื่อถึงไม่ร้อง คุณต้องเข้าใจแล้วหยุดการโทษเหยื่อเสียที และเหยื่อจากคดีล่วงละเมิดในบ้านเราต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายจากมายาคติเหล่านี้ซ้ำๆ ย้ำๆ เยอะมากจริงๆ เลิกนะครับมายาคติที่บอกว่า ถ้าไม่ไปสถานที่อโคจรก็ไม่ตายแล้ว ผมก็จะพูดเลยว่า ขอโทษนะครับ ผมไปปาร์ตี้ใครออกจากบ้านแล้วจะไม่แต่งตัวให้สุดเท่ในวันนี้ แล้วถ้าเกิดเป็นไฟไหม้บ้านคุณแล้วผมพูดว่าทำไมคุณไม่ไปนอนสนามโล่งๆ ล่ะ แค่นี้คุณก็ไม่ไหม้แล้วได้ไหม เรื่องพวกนี้ต้องหายไปได้แล้ว และเหยื่อที่เป็นคนต้องรับเคราะห์ร้ายจากผลของการกระทำชุ่ยๆ ของรัฐฯ หรือของคนอื่นๆ ไม่ควรถูกซ้ำเติมด้วยมายาคติเหล่านี้ ผมพยายามถ่ายทอดออกไปในทุกๆ ครั้ง เพราะสุดท้ายเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม เราไม่มีวันรู้หรอกว่าในวันหนึ่งเราจะกลายเป็นเหยื่อหรือเปล่า แต่อย่างน้อยที่สุดคือ ถ้ามายาคติแบบนี้มันหายไป วันที่ผมตกเป็นเหยื่อผมจะไม่โดนซ้ำเติมด้วยมายาคติเหล่านี้ ซึ่งผมดีใจมากๆ ที่มีหลายคนเห็นและเขาพยายามส่งต่อความพยายามนี้ของผมไปเรื่อยๆ

+ จากความชอบในการเล่าเรื่องที่พาคุณมาไกลถึงขนาดนี้ คุณมองการเติบโตของ The Common Thread ต่อไปอย่างไร

        ช่วงหลังๆ มาผมก็จะมีหมวด wall of Fame ที่จะเล่าเรื่องราวให้เราฟื้นศรัทธาในความเป็นมนุษย์ เพราะผมรู้สึกว่าทุกวันนี้เราเสียศรัทธาไปในความเป็นมนุษย์ไปกับเหตุการณ์ต่างๆ คือ โลกมันโหดร้ายเราเห็นการกระทำที่มนุษย์กระทำต่อกันอย่างโหดร้าย จนทำให้บางคนเขาสูญสิ้นศรัทธาในตัวมนุษย์ แต่ผมรู้สึกว่าในโลกที่โหดร้ายนี้ยังมีคนที่จะพยายามทำเรื่องดีๆ อยู่ ซึ่งไม่ใช่คนที่ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนที่เสียงดัง แต่คือคนตัวเล็กๆ นี่แหละ ที่ทำในสิ่งที่เขาทำในทุก ๆ วันแล้วมันทำให้สิ่งแวดล้อมของเขาตรงนั้น หรืออาจจะเป็นสเกลที่ใหญ่ระดับโลกมันดีขึ้นจริงๆ ผมอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวของคนเหล่านี้ให้มีเขามีพื้นที่เหมือนกับซูเปอร์สตาร์ในหน้าประวัติศาสตร์

+ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ คนที่เคยศรัทธาในมนุษย์แล้วต่อมาเขากลับสูญสิ้นศรัทธานี้เสียเอง จากความโหดร้ายที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง คุณกลัวว่าตัวเองจะเป็นแบบนั้นบ้างไหม

        ยอมรับว่าเคยมีความคิดแบบนี้ มีช่วงหนึ่งที่ผมหยิบแนวความคิดและความเชื่อของตัวเองขึ้นมาให้อยู่เหนือกว่าความเป็นมนุษย์ มันน่ากลัวมากเลยครับ เราจะกลายเป็นคนที่น่ากลัวมาก เพราะเราจะสามารถทำลายมนุษย์ด้วยกัน เพียงเพราะว่าเขาไม่เชื่อเหมือนเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันแค่เรื่องของคนที่ไม่ได้เชื่อเหมือนกัน ผมขอเปรียบเทียบว่าถ้าผมเป็นคนที่ศรัทธาในการกินข้าวผัด คุณศรัทธาการกินข้าวกะเพรา แต่วันหนึ่งผมบอกว่าโลกนี้ต้องไม่มีใครได้กินกะเพราอีกต่อไป ผมจะทำลายล้างกะเพราเพราะว่าผมเหม็นใบกะเพรา ฟังดูเหมือนตลกนะแค่เรื่องข้าวผัดกับผัดกะเพรา แต่คุณลองเปลี่ยนข้าวผัดกับผัดกะเพราเป็นอย่างอื่นดูสิ ฟังก์ชันเหมือนกันเลย มันจึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมา และ ณ จุดจุดหนึ่ง ผมก็ตกผลึกจากการได้อ่านหนังสือ 4 ปีนรกในเขมร และงานของ Anne Frank หรือเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ ที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้งในสิ่งที่คนตัวใหญ่ๆ คิดไม่เหมือนกัน ซึ่งในอนาคตผมจะถ่ายทอดเรื่องนี้ออกไปเยอะๆ วันหนึ่งที่คนสูญสิ้นศรัทธาในความเป็นคน และหยิบยกอะไรก็ตามขึ้นมาเหนือความเป็นมนุษย์ เราจะน่ากลัวมาก เราจะสามารถเข่นฆ่ากันโดยที่เราไม่รู้สึกผิดบาปและที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ เรารู้สึกภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ

        คุณจะเชื่อในเรื่องอะไรก็ได้คุณจะศรัทธาอะไรก็ได้ ห้ามยกมันอยู่เหนือกว่าความเป็นมนุษย์เด็ดขาด ต่อให้มนุษย์คนนั้นจะเป็นคนที่เลวชาติขนาดไหนเขายังเป็นมนุษย์ ผมโดนคนซัดเข้ามาชุดใหญ่เลยนะว่ากับฆาตกรต่อเนื่องก็ด้วยเหรอ ผมก็ตอบว่าใช่ ฆาตกรต่อเนื่องก็เป็นคน คุณยุติการฆ่าด้วยการฆ่าไม่ได้ และต่อให้คุณเอาคนนี้ไปฆ่า ถ้าคุณยังไม่เข้าใจปัญหาจริงๆ มันจะมีเกิดขึ้นใหม่อีกเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าถ้าเราศรัทธาอะไรแล้วไม่มองคนไม่เป็นคนแล้ว เราจะมองข้ามปัญหาอันอื่นไปอีกเยอะแยะมากมาย สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่จะมีแต่ความสูญเสีย ผมรู้สึกว่ามันน่ากลัว

        ในบ้านเราเองย้อนกลับไปไม่กี่ปีจะเห็นเลยว่าการหยิบยกอะไรสักอย่างขึ้นมาอยู่เหนือความเป็นคน ทำให้คนเป็นแบบ… ผมใช้คำว่า ‘คลั่ง’ ก็ได้ ซึ่งเราเห็นความน่ากลัวของการที่เห็นคนไม่เป็นคน ยกตัวอย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านกันแท้ๆ แต่เราหยิบมีดมาแทงกันเพราะคุณเป็น Hutu ส่วนผมเป็น Tutsi ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน แต่เพราะถูกการชวนเชื่ออะไรต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันสองวัน มันคือกระบวนการที่ถูกสั่งสมมาเรื่อยๆ ผมจึงอยากถ่ายทอดเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ ที่กลายเป็นเหยื่อของสงคราม หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับยูเครน คนแก่อายุเจ็ดสิบแปดสิบถูกทหารเอาปืนใหญ่ยิงใส่รถ ความขัดแย้งของคุณมันเกี่ยวอะไรกับคนเหล่านี้ ทำไมพวกเขาต้องมาเจอกับจุดจบแบบนี้ ซึ่งผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทั้งหมดมันเกิดขึ้นคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งของพวกคุณเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เกิดจากการหยิบอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาให้เหนือความเป็นคน แล้วมันสร้างปัญหาทั้งหมดทั้งมวลขึ้นมา ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เราเกิดมา เราตื่นขึ้นมา บางทีเรายังทะเลาะกับตัวเองว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวหรือจะกินข้าวผัด วิธีการจัดการให้ความขัดแย้งเหล่านั้นสามารถเกลื่อนกลืนกันได้ต่างหาก นั่นคือเสน่ห์ของมนุษย์ เราต้องตระหนักรู้ในเรื่องนี้แล้ว เราจะมีภูมิคุ้มกันเราจะไม่ตกเป็นเครื่องมือการชวนเชื่อของใคร ไม่ว่าจะเป็นของรัฐฯ หรือของคนมีอำนาจคนไหน

+ สุดท้ายขอ How to การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายเล่าเรื่องต้องเริ่มต้นอย่างไร

        มีวิธีคิดหนึ่งที่ผมชอบมากมาจากหนังเรื่อง Minamata (2020) ซึ่งตัวจอห์นนี เดปป์ บอกว่าเราต้องพลาด มันจริงมากๆ ซึ่งคนที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ผมเชื่อว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าในงานที่ปล่อยออกไปมันมีความผิดพลาดอยู่ข้างหลังเยอะแยะมากมายไปหมด ผมเคยพูดประโยคสั้นๆ ไม่กี่พยางค์ ซ้ำกันไปมาถึงสี่นาทีเพราะมันไม่เข้าปากสักที ผมพูดจนรู้สึกว่านี่คือคำที่เราต้องการแล้ว เพราะเวลาเราพูดออกไป ถ้าผมเล่าเรื่องกับกล้องผมก็จะมีแพทเทิร์นของตัวเอง แต่ในสคริปต์ที่พูดบางทีผมก็นั่งแก้เกือบทั้งหมด เพราะรู้สึกว่าคำมันไม่เข้าปาก หรืออารมณ์ที่ต้องการจะสื่อออกไปให้คนดูรับทราบมันยังไม่ได้ ผมก็จะพูดไปเรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่เราพูดผิด มันจะพาเราไปใกล้สิ่งที่เราต้องการเสมอ ผมรู้สึกว่าผมชอบการพลาดตรงนี้ การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น นั่นคือเราจะเล่าเรื่องราวอะไร เราต้องเข้าใจในเรื่องที่เล่า ผมมองการเล่าเรื่องเป็นเหมือนการทำอาหาร ถ้าข้อมูลคือวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบดี วัตถุดิบเป็นแบบเกรดพรีเมี่ยมมาเลย โอกาสที่คุณจะทำอาหารออกมาดีก็จะมีโอกาสสูง แต่ถ้าคุณได้วัตถุดิบดีโคตรๆ แต่คุณไม่เข้าใจวัตถุดิบเลย สุดท้ายมันจะเสียของ การเล่าเรื่องการเรียบเรียงสำหรับผมคือกระบวนการปรุง นั่นหมายความว่าการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง

        สิ่งหนึ่งที่ต้องโดนแน่ๆ คือ ช่องนี้ก็เล่าแล้ว ช่องนี้ก็ทำซ้ำแล้ว แต่ถ้าเป็นอาหารให้เราลองนึกภาพว่าร้านนั้นก็มีผัดกะเพรา ร้านลุงคนนั้นก็มีผัดกะเพรา ผัดกะเพราแต่ละร้านก็แตกต่างกัน คอนเทนต์ก็เหมือนกัน ถ้าคุณได้วัตถุดิบเดียวกันมา การปรุงนี่แหละจะทำให้เรื่องของคุณมันแตกต่างจากคนอื่น สิ่งหนึ่งที่ผมจะพยายามเน้นย้ำในสายครีเอเตอร์เกือบทั้งหมดเลยคือ สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะไม่มีวันมีได้ในช่องอื่นๆ คือ ตัวคุณ ต่อให้มีใครอีกร้อยพันคนทำช่องเล่าเรื่องขึ้นมา ผมก็กล้าพูดว่าก็ยินดีครับ แต่คุณจะไม่มีวันเหมือนผมเพราะคุณไม่ใช่ผม และผมก็ไม่สามารถถ่ายทอดแบบคุณได้เหมือนกัน

        และเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะมีคนที่ถูกจริตกับรสชาติฝีมือของเรา การชอบไม่ชอบเป็นเรื่องปกติมากแล้ว และการไม่ชอบของเขาทำให้เราสามารถพัฒนาแก้ไขตรงนี้ได้ ส่วนการจัดจานคือสิ่งที่ทำให้งานของเราโดดเด่นแตกต่าง การจัดจานของผมก็คือการตัดต่อ หรือแม้กระทั่งภาพปก ทั้งหมดนี้ช่วยทำให้งานของเรามีความโดดเด่น และแตกต่างจากงานอีกมากมายในโลกวันนี้ พอคิดแบบนี้แล้วมันก็สนุกดี”

 


เรื่อง: ทรรศน หาญเรืองเกียรติ  | ภาพ: ศรัณย์ กลายชัยภูมิ