ความรักไม่ใช่ข้ออ้างทำร้ายคนรัก | เช็กสัญญาณความรุนแรงในคู่รักกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

ครั้งก่อนมือของคุณลูบหน้าฉันอย่างอ่อนโยนด้วย ‘ความรัก’

ครั้งต่อมา มือของคุณตบหน้าฉันด้วยความหึงหวง และบอกว่ามันคือ ‘ความรัก’ เช่นเดียวกัน

และครั้งนี้คุณทำร้ายฉันจนบาดเจ็บ แต่คุณก็ยังบอกว่า เพราะ ‘ความรัก’ ทำให้มันกลายเป็นแบบนี้

แผลสีม่วงช้ำตามร่างกาย และคราบน้ำตาที่เปื้อนหน้าจากฝีมือของคุณ อาจทำให้คุณเริ่มรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปชั่วขณะ จนอยากเอ่ยปากง้อฉันว่า ‘ขอโอกาสปรับตัวได้ไหม เพราะเรารักเธอมากจริงๆ’

 

เพราะว่า ‘ความรัก’ ทำให้เขาลงมือ ‘ทำร้าย’ ฉัน อย่างนั้นหรือ?
แล้วถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกกระทำ คุณจะยอมให้โอกาสเขาหรือไม่ ? 

 

        คนส่วนใหญ่มักจะ ‘ยอม’ ให้โอกาสอีก (หลาย) ครั้งด้วยเหตุผลคำว่า ‘รัก’ ที่ทำให้ใจอ่อน เพราะลึกๆ ก็ยังมีความคิดในหัวอยู่เสมอว่า สักวันเขาจะคิดได้และกลับตัวกลับใจเป็นคนดีคนเดิมเหมือนวันแรกที่เราคบกัน แต่ความเป็นจริงแล้วทุกอย่างมันอาจจะไม่ได้โลกสวยอย่างที่คิด เพราะส่วนใหญ่เมื่อคุณให้โอกาสคนกระทำผิดต่อไปหนึ่งครั้ง มันย่อมมีโอกาสที่จะเกิดครั้งที่สอง สาม สี่ ห้า และมีจุดจบหนักถึงขั้นทำร้ายจนเสียชีวิต

        เหตุการณ์ข้างต้นไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของ ‘ความรุนแรงในคู่รัก’ สังคมไทย ซึ่งเรามักจะเห็นตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่บ่อยครั้ง เช่น สามีลวงฆ่าภรรยา ผู้หญิงถูกสาดน้ำกรดให้เสียโฉม หรือแม้กระทั่งแฟนหึงโหดกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงไม่ให้ออกจากบ้าน เหตุการณ์น่าสลดใจเหล่านี้ ต่างเริ่มต้นมาจากการใช้ความรุนแรงทีละเล็กทีละน้อย เช่น การควบคุมพฤติกรรม การดุด่าหยาบคายหรือการใช้กำลังทางร่างกายจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมดังกล่าว


        เรื่องน่าเศร้าอีกอย่างคือ คนส่วนมากกว่าจะรู้ตัวว่าทนไม่ไหวกับความสัมพันธ์ ก็มักจะอยู่ในสถานะที่โดนทำร้ายทางร่างกายและจิตใจมาอย่างหนัก หากอยากจะหนีออกจากความสัมพันธ์ก็ทำได้ลำบาก มากไปกว่านั้น ปัจจุบันความรุนแรงในคู่รักช่วงอายุ 20 – 30 ปีมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงระดับความรุนแรงที่โหดร้ายมากกว่าแต่ก่อน

        เพราะไม่อยากให้ทุกคนต้องพบเจอความรุนแรงโดยใช้ ‘ความรัก’ เป็นข้ออ้างบังหน้าในการกระทำผิด จึงทำให้เราต้องเดินทางไป ‘มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล’ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศและครอบครัวอย่างยั่งยืน เพื่อพูดคุยกับ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และ อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ให้ความรู้และวิธีสังเกตความสัมพันธ์ในคู่รักด้วยตนเอง

 

สังคม หล่อหลอมความรุนแรง

        ก่อนจะเริ่มต้นสัมภาษณ์ จะเด็จเกริ่นถึงความรุนแรงใน ‘คู่รัก’ สังคมไทยว่าเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง จากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพบว่า จำนวนคนเสียชีวิตจากความรุนแรงในคู่รักมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ และส่วนใหญ่คนที่กระทำมักเป็นผู้ชาย และเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมักเป็นผู้หญิง เนื่องด้วยโครงสร้างทางสังคมชายเป็นใหญ่ในอดีตปลูกฝังกันมาเนิ่นนาน

        “ตัวผมเองเคยทำงานประเด็นผู้หญิงมาก่อน ความรุนแรงต่างๆ มันเริ่มจากโครงสร้างทางสังคมชายเป็นใหญ่ในสมัยก่อน ตั้งแต่ระบบการศึกษาอย่างผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าห้อง สื่อละครอย่างฉากผู้ชายใช้กำลังข่มขืนผู้หญิง หรือการบ่มเพาะสั่งสอนของแต่ละครอบครัวในแต่ละเพศสภาพไม่เหมือนกัน” 

        “เช่น บางครอบครัวสอนว่า ผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ อย่าทำตัวอ่อนแอจะถูกมองว่าไม่ดี ผู้ชายต้องเป็นผู้นำและมีศักดิ์ศรี ส่วนผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวเรียบร้อย ไม่โต้เถียงและคอยดูแลสามี ผลพวงเหล่านี้มันหล่อหลอมจากความคิดชายเป็นใหญ่มาเนิ่นนาน จนเกิดความไม่เท่าเทียมและความรุนแรงทางเพศตามมา ซึ่งเคสต่างๆ ที่ได้รับจากทางมูลนิธิ มันก็เริ่มเห็นว่าทุกคน ทุกเพศสภาพต่างได้รับผลกระทบ แต่ส่วนมากผู้หญิงจะโดนกดทับและถูกทำร้ายมากที่สุด”

        “การทำงานช่วงแรก องค์กรมุ่งสร้างความตระหนักว่าผู้หญิงถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไร จนกระทั่งเข้าไปสัมผัสงานชุมชนและค้นพบว่า องค์กรต้องทำงานร่วมกับผู้ชายด้วย เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลพวงจากความคิดชายเป็นใหญ่ ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจว่า เดิมทีผู้ชายไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น แต่เขาถูกบ่มเพาะแบบนั้นมาตลอดจากโครงสร้างทางสังคม”

        เมื่อพูดถึงความรุนแรง เราจะนึกภาพการตบตีทำร้ายร่างกายให้เจ็บช้ำ จะเด็จอธิบายว่าความรุนแรงมีหลายรูปแบบ และมักจะเริ่มต้นจากการทำร้ายจิตใจก่อน เช่น การเพิกเฉยไม่สนใจ การพูดจาดุด่ารุนแรง ไปจนถึงการปาข้าวของประชดประชันแบบอ้อมๆ และค่อยๆ สะสมมาเป็นการใช้กำลังทุบตีเหยื่อ

        “ความรุนแรงที่ทุกคนรู้จักกันอยู่แล้ว เช่น การทำร้ายร่างกาย การทุบตีหรือข่มขืนเลย มันเป็นแบบรูปธรรม แต่สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นคือแบบนามธรรม เช่น การใช้คำพูดหยาบคาย หรือเขาไม่พูดไม่สนใจเราเลย บางคนบังคับหรือควบคุมทุกอย่าง ไม่ให้คุยกับคนอื่น ไม่ให้ออกจากบ้านหรือไม่ให้แต่งตัวโป๊ แม้กระทั่งการคุกคามทางเพศ เช่น มองในจุดที่ผู้หญิงไม่อยากให้มอง การผิวปาก การตามตื๊อจีบหรือการแซวอยู่บ่อยๆ แบบนี้ก็เรียกว่าความรุนแรงนะครับ”

        “ส่วนใหญ่คนที่มาขอความช่วยเหลือ มักจะเป็นช่วงที่สายเกินไปแล้ว นั่นคือพวกเขาโดนข่มขืน โดนทำร้ายจนบาดเจ็บหนัก บางคนพิการและหนักถึงขั้นเสียชีวิต จริงๆ เราไม่ควรไปถึงจุดนั้น มันต้องเริ่มจัดการตั้งแต่เห็นปัญหาเนิ่นๆ แล้ว เช่น พวกเขาเริ่มมีปากเสียงกัน หรือทำร้ายร่างกายหนักมากขึ้น คุณก็สามารถเข้าไปช่วยได้ แต่สังคมไทยก็มักจะมองอีกว่า ‘มันเป็นเรื่องส่วนตัว อย่าไปยุ่ง’ หรือ ‘เป็นเรื่องธรรมดาของคู่รักลิ้นกับฟันเดี๋ยวนานเข้าก็ดีกันเอง’ ซึ่งมันไม่ใช่ มันคือค่านิยมที่ไปกดทับปัญหาให้ยิ่งแย่ลง”

 

        อังคณาเสริมต่อว่า ส่วนใหญ่พฤติกรรมความรุนแรงไม่ใช่อยู่ดีๆ เขาเข้ามาทำร้ายร่างกายหรือต่อว่าเลยทันที แต่มันจะมีสัญญาณความรุนแรงดังกล่าวที่ค่อยๆ โผล่ตัวขึ้นมาทีละนิด สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องสังเกตและจับสัญญาณเหล่านั้นให้ได้        

        “เราสามารถสังเกตได้จาก เขาเริ่มทำพฤติกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและทำรุนแรงมากขึ้น แน่นอนว่าในคู่รักย่อมมีปัญหาทะเลาะกันบ้าง แต่ถ้ามันมีระดับมากกว่าปกติ มันอาจเป็นสัญญาณเตือนที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางร่างกายตามมา” 

​        “ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง ตอนคบกันเป็นแฟนแรกๆ ก็ดูเหมือนรักกันมาก พอสักพักหนึ่ง เขาก็เริ่มบอกผู้หญิงไม่อยากให้เจอเพื่อน เริ่มไม่อยากให้ออกไปไหนเลย อยากให้อยู่แค่บ้าน ไม่ต้องออกไปทำงาน สุดท้ายมันจะเริ่มไล่ระดับควบคุมพฤติกรรมผู้หญิงมากยิ่งขึ้น หากผู้หญิงไม่ยินยอมที่จะทำตามที่ผู้ชายบอก เขาก็จะตีและทำร้ายผู้หญิง”

เมือง หล่อหลอมการกระทำ

        ในระหว่างที่อังคณาเล่ารูปแบบการทำร้ายร่างกายต่างๆ แสนโหดร้ายในปัจจุบัน และมองว่าทุกวันนี้คนเราสามารถฆ่ากันได้ง่ายดายกว่าแต่ก่อน ไม่นับว่ายังคงมีการแสดงความหึงหวงโดยการสาดน้ำกรดใส่ผู้หญิงให้เสียโฉม ในมุมของผู้ใหญ่ที่ทำงานประเด็นดังกล่าวมายาวนาน คิดเห็นอย่างไรกับวิวัฒนาการความรุนแรงที่เปลี่ยนไปในสังคมไทย

        จะเด็จคิดสักพักก่อนจะตอบว่า “สังคมเรามีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบเมืองมากขึ้น แต่ก่อนรุ่นผู้ใหญ่มันเป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัวขยาย ถ้าคุณทำอะไรทะเล่อทะล่าก็อาจจะโดนรุมจากญาติอีกฝ่ายหนึ่ง มันไม่ง่ายที่จะทำร้ายคนคนหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเป็นสังคมเมือง อยู่กันเป็นปัจเจกสูง มันก็เลยไม่มีคนดูแล”

        “เมื่อเราอยู่กันแบบเดี่ยวๆ ผู้ชายก็อาจไม่ได้นึกถึงคนข้างหลัง เช่น ครอบครัวของตัวเองและฝ่ายตรงข้ามจะเป็นอย่างไร มันก็เลยมีจุดหนึ่งที่ตัดสินใจแบบไม่คิดอะไร ด้วยสภาพแวดล้อมของเมืองแบบปัจเจก รวมถึงตอนนี้อาวุธปืนมันหาง่าย มันเลยทำให้สถานการณ์รุนแรงมากกว่าเดิม”

        จากประเด็นเรื่องความรุนแรงในสังคม จะเด็จชวนคิดต่อ อะไรคือสิ่งที่กระตุ้นให้คนลงมือกระทำความรุนแรงมากยิ่งขึ้น?  คำตอบคือ “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดเป็นตัวกระตุ้นความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากผู้ชายเวลาดื่มแอลกอฮอล์มักจะขาดสติได้ง่าย แล้วเขาจะรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจและกลับมาใช้กับคนในครอบครัว เราจะเห็นได้ตามข่าวคนกินเหล้าแล้วเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท หรือฆ่ากันตายได้เลย”

 

        จากการทำงานในมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลมาหลายสิบปี ในแต่ละปีมีเคสให้ช่วยเหลือมากกว่าร้อยเรื่อง ถ้าถามว่า เคสไหนหนักที่สุดเท่าที่เคยเจอมา สำหรับจะเด็ดและอังคณาเห็นพ้องตรงกันว่าเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า ‘ฝน’ ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากสามีของตัวเอง 

        อังคณาเริ่มเล่าให้ฟังว่า “สามีของฝนมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและชอบดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งฝนถูกสามีจับมาขังไว้ในห้องและทำร้ายตั้งแต่ 5 ทุ่มยันตี 5 ก่อนหน้านั้นเธอก็เคยหนีออกมาได้และกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อ ตอนนั้นก็คิดว่าคงเลิกกันแล้ว ปรากฏว่าผู้ชายกลับมาง้อขอคืนดี ผู้หญิงก็ไม่สนใจ จนวันหนึ่งผู้ชายเลยบอกว่าจะไปบวช เธอก็อโหสิกรรมให้ แต่ระหว่างนั้นผู้ชายที่บวชเป็นพระอยู่ ก็ยังโทรมาก่อกวนอยู่”

        “พอผู้ชายบวชเสร็จก็ออกมาใช้ชีวิตปกติ ก็มีการนัดเจอกัน ผู้ชายก็ดึงกลับมากักขังที่บ้านในฐานะผัวเมียอีก คนในครอบครัวก็ไม่กล้ายุ่ง จนผู้ชายทำร้ายผู้หญิงด้วยการเอามีดแทงท้องและมือจนเส้นเอ็นขาด ญาติฝ่ายชายทนเห็นเหตุการณ์นี้ไม่ไหวจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล พอผู้หญิงหายดีแล้วก็แจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด สุดท้ายศาลก็ตัดสินให้สามีเขาติดคุก”

        ระหว่างฟังเรื่องราวของคุณฝนมาถึงตรงนี้ ขอสารภาพว่าเรารู้สึกช็อกมากที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเจอกับความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจจากคนเคยรักกันขนาดนี้เชียวหรือ อย่างไรก็ตามพอได้ฟังตอนจบก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่ฝ่ายชายได้รับบทลงโทษ

        “ทุกอย่างเหมือนจะจบ สามีติดคุก แต่ผู้หญิงก็รู้สึกกลัวและระแวงสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา พอกลับมาอยู่ที่บ้านพ่อ มันก็เป็นทุ่งนาโล่งๆ ต้องปิดประตูหน้าต่างเสมอ เพราะกลัวว่าวันใดวันหนึ่ง ผู้ชายออกมาจากคุกแล้วจะมาหาเขา ซึ่งเคสส่วนใหญ่ฝ่ายที่ถูกกระทำมักต้องหนีออกจากบ้าน เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองผู้ถูกกระทำ” อังคณาขยายเสริม

 

        สิ่งที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาความรุนแรงในคู่รัก ไม่ใช่เพียงการจับฝ่ายผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่มันคือการคุ้มครองผู้ถูกกระทำไม่ให้โดนกระทำกลับซ้ำสอง เพราะทุกวันนี้คนที่ถูกกระทำส่วนใหญ่ต้องหนีออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย ซึ่งมันก็น่าตั้งคำถามกลับเหมือนกันว่า ‘ทำไมผู้ที่ได้รับความเสียหายต้องหนีในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ’

        การแก้ปัญหาประเด็นดังกล่าว ต้องย้อนกลับไปที่ต้นตอของกฎหมายไทยที่ยังไม่ปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์มากนัก “ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ประเด็นคือเราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการกระทำความรุนแรงซ้ำกับผู้หญิงอีก เพราะส่วนใหญ่ถ้าถูกกระทำซ้ำ มันจะเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิต”

        “ซึ่งกฎหมายมันก็ไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังคงเอนไปทางที่ให้กลับไปอยู่ด้วยกัน ซึ่งไม่มีคนคุ้มครองผู้หญิง หรือบังคับให้ผู้ชายปรับพฤติกรรม รวมถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ล่าช้า เช่น กว่าผู้หญิงจะไปแจ้งความ กว่าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจะเรียกผู้ชายไปเจอ หรือให้ผู้ชายเข้าสู่กระบวนการก็ใช้เวลานานมาก มันก็ไม่ทันเหตุการณ์แล้ว สุดท้ายผู้หญิงโดนทำร้ายไปเรียบร้อย ความเป็นจริงแล้วกฎหมายต้องคุ้มครองและป้องกันความเสี่ยงไม่ให้ผู้หญิงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตตามมา เช่น ในช่วงเกิดปัญหาควรมีตำรวจหรืออาสาสมัครชุมชนเข้าไปดูแล” อังคณากล่าว

        สำหรับจะเด็จ เขาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายไทยว่า “ที่ผ่านมากฎหมายเน้นเรื่องความสมานฉันท์ในครอบครัวมากจนเกินไป เช่น ครอบครัวจำเป็นต้องมี พ่อ แม่ ลูก แม้ว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น รวมถึงกฎหมายมักจะเปิดโอกาสให้ผู้ชายปรับตัวมากกว่า เช่น ไปแจ้งความก็จะโดนไล่กลับบ้าน แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวก็ดีกัน ทีนี้ผู้ชายก็จะได้ใจและทำร้ายหนักกว่าเดิม”

        “ส่วนใหญ่กฎหมายชอบให้ประนีประนอม ส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ ยิ่งพอมีการไกล่เกลี่ยมากๆ แล้วผู้หญิงจะแย่ เพราะเสี่ยงถูกกระทำซ้ำและถูกละเมิดสิทธิมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ถูกขู่ฆ่า หรือหนักสุดใช้อาวุธปืน ซึ่งจุดนั้นผู้หญิงต้องการเลิกแล้ว กฎหมายควรฟังคนที่ถูกกระทำบ้าง อย่างบทลงโทษที่ไม่ใช่แค่เข้าคุก แต่ต้องมีการปรับพฤติกรรมเขาไปเลยจริงจัง แต่ปัจจุบันยังไม่มีกลไกดังกล่าว ซึ่งทางเราก็พยายามร้องเรียนการปรับปรุงกฎหมายตรงนี้อยู่”

การกระทำ หล่อหลอมความคิด

        อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวกับ ‘ผู้ถูกกระทำ’ จากความรุนแรงในคู่รักคือ ‘การโทษเหยื่อ’ ในสังคมไทย สังเกตได้จากเวลาที่เหยื่อออกมาเปิดเผยปัญหาความรุนแรงต่างๆ สังคมมักจะมีความคิดโทษเหยื่อก่อนเสมอ เช่น ทำไมเธอถึงยังทนได้ขนาดนี้ ทนให้เขาทุบตีได้อย่างไร เป็นฉันคงไม่ทนหรอกนะ หรือเพราะเหยื่อเองหรือเปล่าที่ไปยุ่งกับเขาก่อน

        ความเป็นจริงแล้วแต่ละคนต่างอยู่ในสังคมแตกต่างกัน พร้อมทั้งมีปัจจัยและเงื่อนไขในการใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน ซึ่งผู้ถูกกระทำอาจไม่มีทางเลือกในการตัดสินใจมากนัก เช่น ต้องอดทนเพราะยังมีลูกน้อยต้องดูแล หรือต้องพึ่งพาเงินของสามี รวมถึงบางคนอาจจะเลือกทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไม่ดี ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ  

        อย่างไรก็ตาม คงจะดีเสียกว่าถ้าหากทุกคนโฟกัสที่การให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ และให้ความสำคัญกับต้นตอของปัญหาความรุนแรงต่างๆ ที่มาจากโครงสร้างทางสังคมชุดเก่า และกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมทางเพศ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและแก้ไขที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

        หลังพูดคุยประเด็นความรุนแรงในแต่ละมิติต่างๆ บทสนทนาดำเนินมายังคำถามสุดท้าย หากให้นิยามถึง ‘ความสัมพันธ์ที่ดี’ ในมุมมองของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มันควรจะหน้าตาเป็นอย่างไร? 

        อังคณาตอบว่า “ความรักที่ดีต้องเคารพกัน ทั้งความคิดเห็นและร่างกายของเรา พวกเราสามารถบอกความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้ว่า ชอบหรือไม่ชอบ ถ้าคุยกันได้ก็จะไม่เกิดความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ Toxic Relationship ที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงและปัญหาสังคมตามมา”

        จะเด็จเสริมอังคณาทิ้งท้ายว่า “ผมคิดว่าความรักในโลกยุคใหม่มันเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน มีความหลากหลายทางเพศและไม่มีใครเหนือใครอีกแล้ว ดังนั้นความรักในรูปแบบการเป็นเจ้าของ เพราะรู้สึกควบคุมได้ อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะคุณควบคุมเขาได้ไม่ตลอดชีวิตหรอก”

เรื่อง : จารุจรรย์ ลาภพานิช ภาพ : สันติพงษ์ จูเจริญ


 

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศและครอบครัวอย่างยั่งยืน เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 2554 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ สร้างความเข้าใจและปรับทัศนคติความคิดชายเป็นใหญ่ให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม รวมถึงป้องกันและผลักดันการแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศเชิงนโยบายสำหรับทุกคน

โดยการมีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น แคมเปญ Don’t tell me how to dress โครงการหยุดคุกคามทางเพศจากการแต่งกาย หรือ โครงการบ้านคำกลาง จังหวัดอำนาจเจริญ แก้ปัญหาเรื่องเหล้าและความรุนแรงในครอบครัว

สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับความรุนแรงในคู่รักสามารถติดต่อได้ที่ 02-513-2889
หรือเว็บไซต์: มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล