วิชาเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ บุ๋ม บุณย์ญานุช ทุ่มสุดพลังเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ผู้คน

        สิบกว่าปีที่ผ่านมา ‘บุ๋ม’ – บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ มีนามสกุลที่คนในแวดวงธุรกิจคุ้นเคยกันดีว่า บุ๋ม บาร์บีกอน เพราะทำงานอยู่กับบริษัท Food Passion เจ้าของ ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ จนคนนึกว่าเป็นญาติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขององค์กรไปแล้ว

        แล้ววันหนึ่งเธอก็ลาออกจากองค์กรที่เธอและใครๆ ก็รู้ดีว่า secure หรือสร้างความมั่นคงทางอาชีพการงาน รายได้ และชื่อเสียง เรียกว่าถ้าทำต่อไปก็ไม่มีใครกังขาถึงความสามารถ อยากสร้าง อยากทดลองอะไรใหม่ๆ ก็มีโอกาสเสมอ

        แต่บุ๋มกลับบอกกับเราว่า การทำอะไรที่อยู่มือเกินไป คุ้นเคยเกินไป บางครั้งก็อันตราย “การทำงานที่ใดที่หนึ่งนานๆ จนมันเริ่มใช่ไปหมด หรือทำอะไรก็ได้ไปหมดมันน่ากลัวนะ เพราะเริ่มคาดเดาได้ เหมือนอยู่มือไปหมด มันรู้แล้วละว่าทำประมาณนี้ยังไงก็โดน ยังไงก็พอไปได้ เอาอยู่ เวลาประชุมอะไร คนก็ขี้เกียจเถียง คือมันก็เป็นไปได้ว่า เขายอมเพราะเขาเชื่อเรา ซึ่งบางทีเราก็คิดว่ามันไม่ใช่หรือเปล่า เลยเกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ”

        แต่เหตุผลสำคัญกว่านั้น และเธอพูดชัดถ้อยชัดคำกว่าคำใดๆ ก็คือ “บุ๋มกลัวตาย” เปล่า ไม่ได้ตายเพราะทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ แต่เหตุผลของเธอคือ “กลัวตายก่อนที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ช่วงนั้นบอกเลยว่าวันไหนลืมตาตื่นมา จะคิดเลยว่าดีใจที่วันนี้ยังมีลมหายใจ เพราะเราจะคิดตลอดเลยว่า ถ้าอยู่ๆ ลมหายใจมันหลุดไปเลยจะเป็นยังไง แล้วสิ่งที่อยากทำล่ะ?”

        จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แพสชันของเธอพุ่งมาสู่เรื่องการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การทำงานในตำแหน่ง MD ของ YourNextU by SEAC ตอบโจทย์ทั้งความสนุกและการมีความสุขที่ได้ช่วยทำให้ผู้คนมากมายได้มีโอกาสพัฒนาตัวเอง และกลายเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ถ้าจะบอกว่าแพสชันของเธอแปรเปลี่ยนจากอาหารการกิน มาสู่เรื่องของอาหารสมองก็คงจะไม่ผิดนัก 

        การเปิดใจเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ หรือเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเราไม่เคยคิดจะเป็นก็ได้

        “เคยเห็นสไลม์ไหม?” เธอพูดถึงดินน้ำมันที่มีรูปทรงยืดหยุ่นเหมือนของเหลวที่เด็กๆ ยุคนี้ฮิตเล่นกัน “ลูกชายบุ๋มชอบเล่นมาก มีอยู่วันหนึ่ง เขาไปเจอเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเขา แล้วบอกกับเราว่า “แม่ เด็กบ้านนั้นเขาเหมือนสไล์มที่ปั้นไม่ได้แล้ว’” คนที่ไม่สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือปั้นให้เป็นรูปร่างใหม่ได้นับเป็นเรื่องน่าเศร้า ไม่เพียงแค่ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเอง แต่ยังต้องกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองได้เมื่อจำเป็น

และเรื่องนี้เราว่า บุณย์ญานุช คิดไม่เหมือนใคร เพราะเธอเชื่อของเธออย่างลึกซึ้งว่า มือซ้ายเป็นมือของโชคชะตาฟ้าลิขิต แต่มือขวาคือมือที่เราเลือกกำหนดชีวิตตัวเอง

        เหตุผลนี้เกิดจากสมัยตอนจับฉลากเข้าเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งแล้วเธอเป็นคนเดียวในเวลานั้นที่ไม่ยอมใช้มือซ้ายจับฉลากเหมือนคนอื่น แต่เลือกใช้มือขวาแทน เพราะอยากกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองสักเล็กน้อยก็ยังดี

        เรื่องราวที่เหลือ เราอยากให้คุณตั้งใจอ่าน เผื่อวันนี้คุณอาจจะอยากกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองบ้าง…

ย้อนไปตอนที่ออกจากบริษัทเดิม คุณมีช่วงที่ redesign ชีวิตตัวเองไหม หรือคิดอะไรกับชีวิตตัวเองบ้าง

        เราว่า มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์เงินเดือน ที่สักครั้งหนึ่งในชีวิตจะแอบคิดว่า เออ ไม่อยากทำงาน อยากมีช่วงที่อยู่เฉยๆ เพราะเราเป็นคนที่ตั้งแต่เรียนจบมาก็ไม่ได้เรียนต่อโทเหมือนเพื่อนๆ เห็นหน้าแบบนี้ เราทำงานมาแล้ว 25-26 ปีติดกันเลยนะ ช่วงตัดสินใจลาออกก็คิดว่าเราอยากจะเบรก คือเราเป็นคนที่ชอบได้ยินเสียงในหัว ซึ่งเพื่อนชอบแซวว่ามีแม่ซื้อหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนที่จะออก มันเหมือนมีเสียงในหัวว่า อยากรู้ว่า ถ้าออกมาเป็นคนว่างงานเลย มันจะมีโอกาสอะไรเข้ามาในชีวิตบ้าง ตอนนั้นคิดเลยว่าถ้าออกจากงานแล้วเราใช้คำว่า บุ๋ม บุณย์ คนว่างงาน หรือถ้าอยู่ดีๆ เขียนในเฟซบุ๊กว่ารับจ้างทั่วไป จะเป็นยังไง แล้วคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนลาออกมาสองสามปีด้วย แล้วที่สำคัญนี่คืองานที่อยู่นานที่สุด ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นคนขี้เบื่อ เป็นคนชอบทำอะไรใหม่ๆ แล้วอีกเรื่องที่ไดรฟ์เรามากๆ คือเพื่อนรอบๆ ตัวตายไป เรารู้สึกเลยว่าความตายมันโคตรใกล้ตัวเลย แล้ววันหนึ่งมันอาจเป็นเรา ซึ่งถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำในชีวิตล่ะ? นี่คือสิ่งที่คิดเลย

        แล้วตอนนั้นเรียนรู้ว่าตัวเองชอบการเห็นคนเก่งขึ้น พัฒนาขึ้น ชอบในการ drive คน ชอบไปพูดอะไรสักอย่างแล้วทำให้คนมีความสุข แล้วก็ชอบเรื่องแบรนดิ้ง ชอบเรื่องขายของ ที่ไม่ได้ไปทำธุรกิจตัวเอง เพราะคิดไม่ออกว่าตัวเองต้องทำ product อะไร คือมักจะมีคนมาบอกเราว่า ออกไปทำธุรกิจเองแล้วรวยกว่านะ แหม ทุกคนก็อยากรวยหมดแหละ แต่เงินมันเป็นด่านหรือ gateway สุดท้ายของเราน่ะ ไม่ใช่ gateway แรก ไม่ใช่ประตูด่านแรกที่จะตัดสินว่าทำหรือไม่ทำอะไร

        แต่ในหัวมันจะมีเสียงบอกเองว่า ใช่ อันนี้เราทำแล้วเรามีความสุข เราจะทำอันนั้นก่อน แล้วตอนที่จะออกจากงานเดิม เราก็เริ่มเบื่อ food industry แล้ว เพราะทำมาหมดแล้ว พลิกไปหมดทุกท่าแล้ว แต่บังเอิญก่อนหน้านี้ เราเป็นคนเปลี่ยนความเบื่อให้เป็นเรื่องสนุกได้ คิด business model ใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าเมื่อเราอยู่ที่ไหน เรารับเงินเดือนเขาแล้ว เราต้องอย่าทำตัวเป็นผักเป็นหญ้า เราต้องทำตัวเป็นประโยชน์ ไอเดียบางอันมันก็อาจจะเวิร์ก แต่บางอันก็ไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความสุขเสมอเลยก็คือ การที่ไอเดียเรา หรือคำพูดเรา มันทำให้คนมีความสุขได้ คนเขามีพลังขึ้นมาใหม่ เราอยากทำให้คนที่หมดหวัง มีความสุขขึ้นมาได้ใหม่

        อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนรวยพันล้าน เราเป็นคนธรรมดาและคิดว่าน่าจะมีคนแบบเราในประเทศที่อยากได้โอกาส ซึ่งถ้าเขาได้โอกาส ชีวิตเขาก็น่าจะดีขึ้นได้ เราเชื่อเรื่องการเลือก การกำหนดชีวิตตัวเองนะ จำได้ว่า เรื่องนี้แปลกมาก ตอนมัธยม เราเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง แล้วเข้าได้จากการจับฉลาก ตอนขึ้นไปจับฉลาก เขาให้เราเดินขึ้นทางซ้าย แล้วทุกคนก็ต้องใช้มือซ้ายจับแล้วก็เดินไป เราจำได้เลยว่า เป็นคนเดียวในตอนนั้นที่หันตัวมาจับทางขวา แล้วพอลงมา พ่อก็ถามว่าทำไมจับทางขวา เราตอบเลยว่า เพราะมือขวาเราเลือกเอง นี่คือสิ่งที่เพื่อนเราจะรู้เลย คือเราเป็นคนเชื่อว่า มือซ้าย ฟ้าลิขิต แต่มือขวา เรากำหนดเอง นี่คือไม่รู้ไปเอาความคิดนี้มาจากไหนด้วย แล้วเราก็เชื่อมาจนถึงวันนี้ว่า ชีวิตคนเรามันกำหนดเองได้นะ

ย้อนกลับไปตอนออกจากงานที่อยู่มาเป็นสิบปี ความรู้สึกว่า ‘ชีวิตเลือกเองได้’ มันกลับมาไหม

        ใช่นะ ตอนนั้นสิ่งที่เราอยากเลือกให้ชีวิตคือ ความอิสระ อยากรู้ว่าถ้าเราไม่มีสังกัดมันจะเป็นยังไง เพราะตอนที่เราทำงานที่ไหน เราจะมี ethics ในชีวิตเลยว่า เราต้องซื่อสัตย์ กตัญญู และรักษาคำพูด ถ้าพูดอะไรออกมา ก็ต้องทำอย่างนั้นให้ได้ ดังนั้นถ้าเราทำงานที่ไหน แล้วเขามีบุญคุณกับเรา เขาให้เงินเรา เราจะทำสุดหัวใจเลย เพราะเขาให้โอกาสเรา แต่จุดที่อยากเลือกอิสระให้ชีวิต บวกกับเจอเรื่องเพื่อนของเพื่อนตาย มันทำให้เรารู้สึกเลยว่า life is too short, let’s do it อยากทำอะไรทำ ชีวิตมันสั้น เพราะเราไม่รู้เลยว่า เมื่อไหร่มันจะเป็นเราที่จะตาย

        ตอนนั้นเราก็คิดบ่อยๆ นะว่า เออ ชีวิตเรามีเป้าหมายอะไร ซึ่งจริงๆ รู้ตั้งนานแล้วแหละว่า เราอยากเป็นคนที่ถ้าวันหนึ่งตายไป เราควรจะทิ้งประโยชน์อะไรไว้บนโลกนี้บ้าง คนพูดถึงชื่อเราแล้วเขาจะนึกถึงอะไรว่า เออ บุณยานุช ตอนมันมีชีวิตอยู่ มันเคยทำแบบนี้ๆ นะ มันเหมือนการที่เราเกิดมาไม่เสียชาติเกิดน่ะ แล้วตอนนี้เราก็อยู่ในจุดที่สามารถทำอะไรบางอย่าง เพื่อคนรอบข้างได้ ก็ทำหน่อยไหม

เมื่อกี้ ทำไมถึงบอกว่าคิดจะเขียนบนเฟซบุ๊กว่า เป็นคนรับจ้างทั่วไป คนว่างงาน คือคิดยังไงกับสิ่งเหล่านี้เหรอ มันบอกอะไร คุณค่าของคนมันไปผูกกับสถานภาพเหล่านี้ยังไง

        ตอนนั้น ก่อนลาออกเราเคยคิดนะว่า การที่คนรู้จักเราก็เกิดจากผลงานที่เราทำ จากงานที่เราสร้างมาเป็นสิบปี เราก็เลยอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าวันหนึ่ง เราอยู่ในจุดที่ไม่มีงานทำ เรายังจะมีคุณค่าอะไรบนโลกนี้หรือเปล่าวะ แล้วตอนนั้นมันก็รู้สึกเหมือนแบบ เออ เมื่อก่อนมีหัวโขนใส่ เป็นตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ ในวงการเรียก แม่บาร์บีกอน เลยคิดว่าถ้าลงจากตำแหน่งแล้วมันจะเป็นยังไง

        แต่เรามั่นใจว่า เราสลัดทุกอย่างได้ เราไปเขียนเลย บุ๋ม บุณย์ คนว่างงาน แล้วมันฟินมาก เพราะมันมีคนเข้ามาชื่นชม เพราะเขาได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่เราคิด จากการที่เราเรียกตัวเองว่าคนว่างงาน ใครจะคิดยังไงไม่รู้ แต่เราคิดว่ามันคือความว่างเปล่า เป็นความอิสระโคตรๆ เราไม่ได้อยากมีนามสกุล บาร์บีคิวพลาซ่า อะไรแล้ว อยากมีนามสกุล คนว่างงาน แล้วมันทำให้เราคิดว่า คน jobless มันก็ meaningful ได้นะ

        เพราะหลายคนเขียนมาหาว่า ทำไมพี่กล้าลาออก แล้วมันทำให้เราคิดเลยว่า ทำไมต้องใช้คำว่า ‘กล้าลาออก’ วะ พอเราถามกลับไป เขาบอกว่า ก็เราอยู่ในตำแหน่งที่โคตรจะ secure เลย ทำไมเรากล้าทิ้ง เราเลยตอบว่า มัน secure อะใช่ แต่มันคนละเรื่องกับว่างานดีหรือไม่ดี ยังไงก็แล้วแต่ เราแค่ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เกิดเดี๋ยวตายขึ้นมา เราจะไม่ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ

        พอมาทำเรื่องการศึกษาที่ SEAC เราแฮปปี้มากเลย เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้ ยกระดับชีวิตคนได้ เราเคยเขียนไปในโพสต์ส่วนตัวนะ ก็มีคนอินกับเราเยอะมาก ตอนนั้นเราเขียนสั้นๆ ว่า การศึกษาคืออาวุธเดียว ที่ทำให้คนจนและคนชนชั้นล่างกลายเป็น somebody คือเอาเข้าจริงๆ การศึกษามันทำให้คนเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่เรียนด้วยนะ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เราเป็นเด็กที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ ทุกวันนี้แค่ฝันว่ากลับไปเรียน ยังเหมือนเป็นฝันร้ายสำหรับเรา เลยคิดว่าการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในชีวิตนี่แหละสนุก

แล้วพอมาทำธุรกิจนี้เข้าจริงๆ?

        รู้เลยว่ามันมีความท้าทายอยู่เต็มไปหมด เอาง่ายๆ ทำยังไงมันจะทำให้คนควักเงินจ่ายเพื่อมาเรียน เพราะมันไม่เหมือนการควักเงินจ่ายเพื่อซื้อของ ซื้อกระเป๋า ลิปสติก ไปดูหนัง เพราะธุรกิจการศึกษามันไม่ได้ขายกิเลส มันไม่ได้ขายความเย้ายวน ความเซ็กซี่ ความอร่อย ทุกวันนี้พอข้าม industry มา เรารู้เลยว่า การขายอาหารมันง่ายกว่ามาก อร่อยก็กิน ทำเสื้อผ้า ถ้าสวยเขาก็ซื้อ แต่ธุรกิจการศึกษาที่เป็น self learning มันเป็นธุรกิจที่ต้องสู้กับเวลาของคน เพราะคนเราพอมีเวลาว่าง เขาจะเอาเวลาว่างไปทำอะไรล่ะ เราก็ต้องสู้กับ ซีรีส์ หนัง ฟิตเนส แล้วจะทำยังไงถึงจะชวนเขามาเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ซึ่งอันนี้ก็เป็น challenge และเราก็พยายามจนเจออะไรบางอย่างว่าเราจะทำยังไง ถึงจะทำให้เรื่องของการเรียนเป็นการเรียนรู้ พัฒนาตัวเองแบบที่เขาสนุกกับมัน

        เมื่อก่อนเราเคยคิดตลอดนะว่า ถ้าเราต้องเรียนรู้เพื่อทำงานให้บริษัท บริษัทก็ควรลงทุนให้เราสิ นี่ขนาดเราบ้าความสำเร็จนะ เรายังคิดแบบนี้ มันเลยไม่แปลกใจที่คนเรื่อยๆ กับชีวิต เขาจะคิดเยอะที่จะต้องมาจ่ายเงินให้ตัวเอง แต่ถ้าเราทำให้การเรียนรู้แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องของการบังคับ ทำยังไงให้ปลายทางมันคือสิ่งที่เขารู้ว่า เขาต้องลงทุนให้ตัวเอง

        จริงๆ ตอนอยู่ออฟฟิศเดิม เขาก็ให้เรามาเรียนที่ SEAC นะ แล้วเราชอบ เพราะรู้สึกว่าที่นี่มีวิชาดีๆ ที่เปลี่ยนชีวิตเราได้ เช่น เราเป็นคนทำอะไรเร็ว ดังนั้นจะเป็นคนขี้หงุดหงิด เหมือนโลกหมุนรอบตัวเรา แล้วเรามาเจอวิชาหนึ่ง The Four Houses of DISC มันทำให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจมนุษย์ เราจะรู้ว่ามนุษย์แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ D-Dominance ตัดสินใจเร็ว ไม่ประนีประนอม เป็นคนชัด  I-Influence เปิดเผย ร่าเริง เป็นมิตร เข้าสังคม  S-Steadiness ใจเย็น ฟังมากกว่าพูด ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง C-Conscientious (หรือ Compliant) ไม่ชอบเสี่ยง มีเหตุผล ยึดหลักการ เน้นความถูกต้อง

        เราเคยหงุดหงิดเวลาเจอคนเงียบๆ คือถามอะไรแล้วเงียบ เราจะไม่เข้าใจว่าเขาคิดอยู่หรือเปล่า เขาฟังเราปะวะ แล้วเราก็จะไม่ชอบคนที่ไม่ค่อยโต้ตอบ เหมือนไม่ productive แต่พอเรียนแล้ว เราเหมือนเข้าใจว่า เออ ทำไมเราเป็นคนแบบนี้ แล้วเรามาค้นพบว่า ลูกน้องเราเป็นพวก type S C หมดเลย คนพวกนี้คือ supporter ที่ดี เขาจะมาปิด gap เรา เพราะเราเป็นพวกเร็ว ตัดสินใจเร็ว ทำเสร็จแล้วเราจะโยนให้คนข้างหลังรันต่อ แล้วเราก็มูฟไปทำอย่างอื่น คือเราจะเข้าใจเขามากขึ้น ไม่รีบตัดสินเขา อันนี้เหมือนวิชาเปลี่ยนชีวิตเราเลย

เมื่อกี้คุณบอกว่า ตัวเองเป็นคนบ้าความสำเร็จ? อยากรู้ว่าสมัยหนึ่ง การบ้าความสำเร็จคืออะไร แล้วตอนนี้มันเปลี่ยนไปไหม

        เปลี่ยนนะ สมัยก่อนคำว่าบ้าความสำเร็จคือ อยากมีตำแหน่งใหญ่ อยากมีลูกน้องเยอะ แปลว่าเรามีอาณาจักรของเรา อยากมีรถประจำตำแหน่ง อยากมีคนรู้จักเราเยอะๆ เสิร์ชกูเกิลแล้วชื่อเราขึ้นนี่มันเท่มาก ซึ่งนั่นคือตอนนั้น แต่เราว่ามันเป็นข้อดีนะ เพราะการที่เราเคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน การที่เรามาจาก ground มันทำให้เราเข้าใจตำแหน่งเหล่านั้นเลย เรารู้เลยว่าแต่ละ stage เราเคยมีความรู้สึกแบบไหน อย่างน้อยเราก็ผ่านมาหมดแล้ว

        เราถึงเข้าใจความรู้สึกเด็กๆ เลยว่าเขาคิดแบบไหน อยากได้อะไร แต่พอถามว่าวันนี้เปลี่ยนไปไหม ทุกวันนี้ ความสำเร็จคืออะไรเหรอ? ตอบได้เลยว่า การที่เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เมื่อก่อนเราอาจจะอยากใส่นาฬิกาแพงเพื่อโชว์คน ตอนนี้เหรอ เลิกใส่แบรนด์เนมมาเป็นสิบปีแล้ว ตอนนี้ใส่นาฬิกาออกกำลัง ใส่มา 6 ปีแล้ว เราว่าการให้คุณค่าของเราเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ต้องบอกความเจ๋งของตัวเองด้วยการใส่นาฬิกาแพงๆ เพราะไม่มีความตื่นเต้นอะไรแล้วเลย ทุกวันนี้กระโปรงที่ใส่ก็ของมือสอง มันไม่จำเป็นต้องบอกด้วยเครื่องแต่งกาย เพราะมันเป็นเรื่องของเราล้วนๆ คุณค่าของเราอยู่ที่วิธีคิดกับจิตใจ คุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่ข้าวของสุดหรู แต่มันอยู่ในสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราคิด แล้วดูว่ามันสร้างผลกระทบให้ใครบ้าง นี่แหละคือการที่เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ อย่างทุกวันนี้คือ การได้อยู่ในธุรกิจที่มันได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาคนอื่น ได้ทำให้คนอื่นเก่ง เรามีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นสำเร็จ ไปพูดไกด์แล้วเขาทำตามแล้วมันเจริญขึ้น เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้แล้วไปบอกคนอื่น มันเป็นเพราะเราเรียนรู้มาจากที่ SEAC นี่แหละ แล้วหลักสูตรที่นี่ไม่ได้นั่งเขียนเอง แต่มันถูก verified มาจากหลายประเทศทั่วโลกแล้วว่ามัน impact เพราะเขามีพาร์ทเนอร์ระดับโลกเยอะมาก เขารู้ว่าเทรนด์แบบไหนจะมา เรื่องแบบไหนน่าเรียนรู้

คุณคิดว่า ต่อไปอนาคตทางการศึกษา จะเป็นแบบไหน?

        เทรนด์จะเปลี่ยนไปเยอะเลย อีกหน่อยคนจะไม่สนใจเรื่องการเรียนจบปริญญาแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องการเอาปริญญามาประดับตัวเอง แต่สนใจว่าตัวเองอยากเรียนรู้เรื่องอะไร คนจะเรียนรู้เฉพาะทาง ซึ่งเมืองนอกมันเกิดขึ้นแล้ว มันเหมือนการคิดจากจุดที่ว่า เขาอยากเรียนอะไร สนใจอะไรในแต่ละช่วง เพราะปัญหาหนึ่งในบ้านเราคือ เด็กๆ เรียนจบมาแล้วทำงานไม่ตรงสาย มันเหมือนการศึกษาในปัจจุบันมันไม่ได้ตอบสนองความต้องการเท่าที่ควร เพราะเด็กรุ่นใหม่เริ่มคิดแล้วนะว่า ทำไมต้องเรียนให้ครบ 4 ปี ที่เมืองนอกเริ่มคิดด้วยซ้ำว่าทำไมต้องรอให้ครบ 2-3 ปีถึงจะจัด track เฉพาะทาง

        ที่สำคัญอนาคตหรือที่เราพยายามทำอยู่ ก็คือการที่ทำให้คนได้เรียนรู้ไปตลอดทั้งชีวิต 

แต่บ้านเราก็ยังยึดติดกับปริญญา แล้วคุณคิดยังไงที่ต้องมีดีกรี ตรี-โท-เอก ติดตัว

        บุ๋มก็เป็นเจนเอ็กซ์ที่รู้สึกว่า ยังไงคนเราต้องมีการศึกษา อย่างบุ๋มจบปริญญาตรี แล้วก็ไม่ได้ต่อโทเลย เนื่องจากเราไม่มีโอกาสได้เรียน เราก็อยากเรียน ซึ่งถ้าใครสามารถเข้าถึงได้ก็ดี แต่ไม่ได้บอกว่าทุกคนที่มีปริญญาโทแล้วจะประสบความสำเร็จ

        บางทีเราดูโปรไฟล์ผู้บริหารบางคน คนนี้จบจากที่นี่เลยเหรอ เจ๋งจัง ยอมรับว่าเราก็ยังอยู่ในมายด์เซตนั้นอยู่

        แต่บางคนมาดูโปรไฟล์ บุ๋ม บุณย์ญานุช เรียนที่ไทยอย่างเดียวเลยเหรอ ก็อาจมีบางคนที่ยังตีความแบบนั้นอยู่ ขณะเดียวกันโลกก็เปิดกว้างขึ้น มันก็มีความท้าทายเยอะนะ  บุ๋มก็เคยเหมือนกันที่รับเด็กที่ไม่จบปริญญาตรีจากที่ไหน ซึ่งเป็นน้องคนหนึ่งที่เจอในรายการที่เปิดให้คนตกงานมาสัมภาษณ์ แล้วนี่ก็เป็นวินาทีที่เราเข้าใจเลยว่า การมีปริญญาตรีมันก็ไม่ได้เกี่ยวนะ น้องคนนี้ไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี เพราะที่บ้านมีปัญหา ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำงาน ทุกวันนี้น้องคนนี้อายุสามสิบกว่าแล้ว แต่ก็เรียนไม่จบ แต่บุ๋มก็รับน้องเข้ามาทำงาน เพราะบุ๋มดูโปรไฟล์ของตัวน้องเขามีสกิลที่น่าสนใจ และเชื่อว่าเขาทำงานได้ 

        สุดท้ายพบว่าเมื่อรับเข้ามาทำงาน ปริญญาตรีก็ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย และบุ๋มคิดว่าตอนนี้ตัวผู้จ้างงานเองก็เริ่มมีความีคิดแบบนี้เยอะขึ้นแล้วที่ไม่ได้ดูที่ว่าจบปริญญาจากที่ใดๆ มา แต่ดูที่ว่าคนๆ นี้ทำงานอะไรมาก่อน แล้วเมื่อสองปีก่อนที่จะมาทำงานที่นี่บุ๋มเองก็มีโอกาสวิพากษ์หลักสูตรของมหาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งได้บอกไปว่า เป็นไปได้ไหมที่จะเรียนแค่สองปี แล้วให้ปีสามค้นหาว่าชีวิตอยากทำอะไร แล้วปีสี่ลงสนามทำงานจริง 

        ถ้าเราสามารถออกแบบให้เด็กที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ที่อยู่ปีสามปีสี่ ได้ค้นหาและทดลองเส้นทางอาชีพ เพื่อเป็นโอกาสให้เด็กได้ใช้ชีวิตจริงอยู่ในภาคการทำงานจริงก่อนเด็กคนอื่นหนึ่งปีตั้งแต่เริ่มปีสี่ที่ไม่ใช่การฝึกงาน เราว่ามันก็เข้ากับความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการเด็กยุคใหม่ที่มีสกิลบาง อย่างที่คนยุคเก่าทำไม่ได้นะ

ตอนทำธุรกิจอาหาร คุณคิดว่า industry นั้น มันคือโรงเรียนสอนวิชาอะไร

        เหมือนจบการเป็นศาสตราจารย์ของการทำธุรกิจร้านอาหารเป็นที่เรียบร้อย คือเข้าใจในธุรกิจร้านอาหารมากๆ อีกเรื่องที่สำคัญคือ มันทำให้เราเข้าใจคนเล็กคนน้อย เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยอยู่ในธุรกิจเอเจนซี เพื่อนๆ ในสังคมบริษัทจะเป็นคนประเภทเดียวกันหมด แต่พอมาทำธุรกิจอาหาร ตอนอยู่บาร์บีคิวพลาซ่า

        เราเจอเด็กเสิร์ฟ เจอคนขัดกระทะ เจอคนทุกประเภท แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นลูกคนจีน ที่บ้านมีโรงงานก็ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนงานที่มีความจริงใจสุดๆ เราเข้าใจเลยว่าทุกอย่างคือความเรียล ไม่มีปั้นคำสวย หรือทำตัวแข่งขัน แต่ขณะเดียวกัน พอไปเรียนมาร์เก็ตติ้ง ก็ไปเจอเพื่อนที่เป็นลูกมหาเศรษฐีเวอร์วัง เราก็เข้าใจว่า บุณย์ญานุช เธอเป็นชนชั้นกลางของสังคมจริงๆ เลยนะเนี่ย ได้เห็นภาพทั้งข้างล่างสุดและบนสุดของในสังคม มันเป็นธุรกิจที่ทำให้ได้เห็นชีวิตคนหลากหลายมาก

        เราเคยคุยกับพนักงานคนหนึ่งในร้านอาหาร เขาบอกว่าใช้เงินเดือนละหนึ่งพันบาท ถามว่าใช้ยังไง เขาบอกตอนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ก็จะขนข้าวจากบ้านมาด้วย แล้วก็กินให้ได้ตลอดซีซัน ซื้อกับข้าววันละยี่สิบบาทพอ ตัดภาพมาที่เพื่อนที่อยู่ระดับบนของสังคมเปิดไวน์ขวดละแสนสองแสนกิน ซึ่งสำหรับคนชั้นล่างเขาอยู่กันได้เป็นสิบปี เออ มันก็มีแบบนี้

        นอกจากนั้นธุรกิจร้านอาหารก็ทำให้เราเข้าใจวิธีการเป็นผู้นำที่ดี นั่นคือ ต้องอยากทำให้พนักงานเดินตามเพราะว่าเขาอยากเดินตามเรา ไม่ใช่เพราะตำแหน่งหรือการบังคับ ผู้นำที่ดีคือทำให้คนที่อยู่ในทีมไปถึงเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีความสุข แม้คำพูดจะเป็นนามธรรม แต่ที่ผ่านมาเราก็เป็นผู้นำที่ทำให้ธุรกิจไปถึงเป้าหมาย และทีมทุกคนก็ได้จับความสำเร็จนี้ด้วยกัน คือมันโคตรจะดีเลยนะ แม้การทำงานกับเราจะเป็นการทำงานที่โคตรหนัก แต่เราก็อยากให้ทีมมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ อยากให้เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น มี spirit ของ winning team รวมตัวกันเพื่อเอาชนะ แต่ที่สุดของการเป็นผู้นำที่ดีคือ ถ้าวันหนึ่งที่เราไม่มีตำแหน่ง พนักงานก็ยังเคารพนับถือ อันนี้เจ๋งที่สุดในชีวิต 

        ไม่ใช่ไปบังเอิญเจอกันที่ไหนแล้วอดีตลูกน้องต้องหลบหน้า อันนั้นมันน่าเศร้าเพราะแปลว่า เคารพกันที่ตำแหน่งและหัวโขน ซึ่งมันไม่ใช่ เราอยากให้คนเคารพเราเพราะว่าเราดีต่อกัน เพราะเราทำให้เขาดีขึ้น เรามารวมตัวกันแล้วบรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็น winning team ร่วมกัน ชีวิตประสบความสำเร็จ แม้วันหนึ่งเขาไม่อยากไปกับเราต่อก็จะไม่โกรธกัน ที่พูดนี่คือพูดในวันที่ความโหดลดลงแล้วนะ

แล้วเคยมีลูกน้องที่เคยทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นผู้นำที่แย่บ้างไหม

        มีลูกน้องหลายคนที่รู้จักและยังเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นผู้นำที่แย่นะ แต่จะเป็นความรู้สึกว่าทำไมเราต้องทำขนาดนั้นด้วย มันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ชอบเล่าให้คนฟังคือ หลายปีมาแล้วตอนทำงานในบริษัทหนึ่ง ซึ่งยังไม่เข้าใจสกิลของการเป็นผู้นำที่ดี แล้วเราเป็นคนที่ทำอะไรต้องวัดผลได้ 

        ที่นี้ ในวันที่ต้องพรีเซนต์กับ CEO เราก็รู้สึกว่าต้องทำให้เพอร์เฟคที่สุด ดีที่สุด พอลูกน้องเอาพรีเซนต์มาให้ดูตอนหกโมงเย็น เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ดั่งใจ ก็วีนว่าทำไมทำแบบนี้ๆ เราถามจี้เลย เพราะมีสันดานดิบในตัวเองเหมือนพวกสิงโตรอขย้ำเหยื่อ วันนั้นลูกน้องก็ทำท่างึกๆ งักๆ เราก็ถามต้อนไปเรื่อยๆ จนลูกน้องร้องไห้ น้ำตากำลังจะหยด ขี้มูกกำลังจะไหล

        บุ๋มพูดออกไปว่า “เก็บน้ำตาไว้ร้องตอนมีคนตายดีกว่า” จำได้เลยว่าวินาทีนั้น น้องมันสูดขี้มูกกลับ เก็บน้ำตาที่กำลังหยดกลับไป แต่รู้ไหมว่า เราแย่มาก วินาทีนั้นเราไม่มีความสงสารเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น้องต้องทำ เราก็ฟาดกลับไป พูดทิ้งท้ายว่า ทำไม่เสร็จไม่ต้องกลับบ้าน

        ความสยองตอนนั้นก็คือ เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรผิด แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ได้ผลงาน เรื่องนี้จะใช้เล่าให้ทุกคนฟังว่าตัวเองเป็นคนเบอร์ไหน แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่ามีลูกน้องที่อยู่มาตั้งแต่บุ๋มยุคนั้นจนถึงตอนนี้มาบอกว่า ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่บุ๋มในวันนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นบุ๋มในวันนี้ได้ เขาบอกว่าขนาดพี่บุ๋มที่เป็นคนแบบนั้นยังเปลี่ยนได้แล้วทำไมตัวเอง (พนักงาน) จะเปลี่ยนไม่ได้

        เหมือนคนเราเกิดมาเพื่อเป็นบทเรียนให้คนอื่น และเรียนรู้จากคนอื่น เพราะเราเคยมีนิสัยแบบนั้นจริงๆ มีคนที่สนิทกันมากเหมือนเป็นพี่น้องกันเลย มาพูดกับเราตรงๆ ว่า พี่บุ๋มควรจะเลิกเป็นคนแบบนี้ คนที่ชอบต้อนคน ไล่ทุบจนเขาชิดติดกำแพง เขาตัวงอลงไปที่พื้นแล้วเราก็ยังไม่จบ เราก็มาคิดเลยว่า เออ เราเป็นถึงขนาดนั้นเลยเหรอ

        เคยมีกระทั่งคนที่มาพูดกับเราวันประเมินผลงานว่า ขอพูดจริงๆ กับเธอเลยนะ เรารู้ว่าเธอเป็นคนเก่งมาก แต่บางทีเธอ push เรา จนบางทีเราก็เกลียดเธอมากว่าทำไมเธอต้อง push เราขนาดนี้  เรารู้นะว่าเธอพยายามหวังดีกับเรา แต่มันทำให้เราเครียดจนบางทีก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว แล้วเรื่องบางอย่างก็ไม่ต้องพูดแรงขนาดนั้นก็ได้ ทำไมต้องเหมือนสรรหาคำพูดแรงๆ มาพูดให้เชือดเฉือน ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เราก็ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ได้เรียนรู้ soft skill จากที่ทำงานปัจจุบัน และจากที่ลูกน้องสอนเรา 

เอาละ ถ้าจะต้องแนะนำเรื่อง life skill สำหรับคนในยุคนี้ที่ต้องเจอสารพัดปัญหาและความสิ้นหวังในสังคม คุณคิดว่าคือเรื่องอะไร

        หนึ่ง ทุกคนควรจะกรุณารู้จักตัวเองก่อนคนอื่น เราควรรู้ว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อน จุดเลวอะไรอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามี self awareness ที่มากพอ เราจะตัวเบา เราจะรู้ว่าเราเก่งอะไร เราโง่เรื่องไหน ไม่ถนัดอะไร หรือสันดานแย่ๆ ส่วนตัวของเราคืออะไร พอรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองแล้ว พอเรานั่งในตำแหน่งหัวหน้าเราก็จะได้ไม่ต้องแบก ไม่ต้องคิดว่าตัวเองต้องเก่งทุกเรื่อง เพราะสมัยที่เราเพิ่งเป็นหัวหน้าใหม่ๆ ที่ต้องโชว์เก่งทุกเรื่อง ลูกน้องถามต้องตอบได้หมดแล้วมันเครียดที่ต้องพยายามเป็นคนเก่ง เพื่อให้ลูกน้องชื่นชมเรา เชื่อถือเรา

        แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มี self awareness เราจะรู้ตัวเร็ว ไม่แบกความเก่ง ไม่ต้องอวดเก่ง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำให้ความรู้สึกอวดเก่งน้อยลงไป ยิ่งตัวเบามาก บางเรื่องที่ไม่รู้ก็บอกว่าอันนี้ไม่รู้ ให้เขามาสอน ฟีลแบบนี้ทำให้ลูกน้องเห็นภาพเราเป็นคนๆ หนึ่ง ไม่ได้สูงส่งมาจากไหน มันสบายใจดี

        สอง เมื่อรู้จักตัวเองแล้วกรุณาหาทางรู้จักคนรอบข้าง ไปหาทางรู้จักว่าเขาไม่เหมือนเรา เขามีความแตกต่างจากเราอย่างไร  

        สาม คือการเข้าใจ แปลว่าเข้าไปอยู่ในใจเขาจริงๆ เพราะการเข้าใจจริงๆ จะทำให้เราฟังแบบไม่มีคำตอบในใจ ไปแบบโล่งๆ สบายๆ และทำให้เราได้คำตอบใหม่ๆ จากคนที่อยู่ตรงข้ามเรา 

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา หลายคนเจอสารพัดปัญหา คิดว่าวิชาชีวิตอะไรที่คนลืมหยิบมาใช้ หรือมองข้ามไป

        วิชา self love การรักตัวเอง เพราะที่ผ่านมาเราเอาตัวเองไปอยู่กับอะไรข้างนอก ที่เราพยายามทำตามที่สังคมบอกให้เราทำ พอมีโควิดมหาประลัยเกิดขึ้น ทำให้เราต้องอยู่บ้าน ไม่ต้องแต่งหน้า คุยหน้าจอ ดิ้นรนกระเสือกกระสน มันเลยเริ่มคิดได้ว่าบางทีก่อนหน้านี้ เราลืมรักตัวเองไป แล้วพอลืมรักตัวเอง ก็วิ่งหาอะไรไกลๆ ตัว สุดท้ายก็มาค้นพบว่าเราไม่ได้ต้องทำขนาดนั้นก็ได้นี่หว่า บางทีเราไม่ต้องมีสิ่งที่เคยคิดว่าตัวเองอยากมีก็ได้นะ

คำถามสุดท้ายคิดว่า การศึกษาเชื่อมโยงกับสิ่งที่พูดไว้ในตอนแรกว่า คนเราต้องใช้มือขวาเลือกชีวิตตัวเองไหม

        คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนเราเลือกที่จะเป็นได้ ฝากไว้ว่าการศึกษาไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น แต่การเรียนรู้สำคัญกว่า การศึกษาเป็นการเรียนหนังสือ แต่มนุษย์ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้ เรียนรู้ไม่ใช่แค่การเรียนในห้อง แต่เป็นการเรียนรู้กับทุกอย่างที่มากระทบตัวเรา ทุกบทเรียนที่มากระทบตัวเองเป็นโอกาสให้เราเรียนรู้ใหม่เสมอ

        ตอบคำถามที่ว่าแล้วมันเกี่ยวยังไงกับมือขวาที่เราเลือกเอง ชีวิตเรามือขวาเลือกกำหนดชีวิตตัวเองได้ ถึงเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นได้ การศึกษามันเป็นแรงสนับสนุนให้เราได้เจอโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตได้ ที่สำคัญ เรามองว่า คนเราทุกวันนี้มีเรื่องท้าทายในชีวิต มีเรื่องเข้ามากระทบมากมาย แต่ทุกครั้งที่มีอุปสรรคเข้ามากระทบเรา เราต้องคิดว่าเราจะทำตัวแบบไหน จะเป็นสิ่งของบางอย่างที่ยิ่งนวดก็เหลว สลายหายไป ไม่มีตัวตน หรือเป็นกระท้อนที่ยิ่งทุบยิ่งอร่อย ยิ่งโดนทุบเยอะ ยิ่งโคตรคูลเลย เหมือนลูกชายบุ๋มเขาบอกว่า เขาเจอเด็กคนหนึ่งที่เหมือนเป็นสไลม์ที่ปั้นไม่ได้แล้ว เราเลยย้อนถามว่า แล้วตัวเองล่ะเป็นยังไง ลูกบอกว่า ยังเป็นสไลม์ที่ปั้นได้อยู่ เพราะมีเราคอยกระตุ้นส่งเสริมให้เขา


เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม  ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ