333Gallery | การลงทุนในงานศิลปะของคนรุ่นใหม่และแพลตฟอร์มเพื่อส่งศิลปินไทยไปสู่ตลาดโลก

        ศิลปะไม่เคยหยุดนิ่งและมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเสมอ ทั้งผลงานจากแนวคิดใหม่ๆ ของตัวศิลปิน การผลักดันและนำเสนอผลงานของแกลเลอรี และทิศทางของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มองว่ามูลค่าของงานศิลปะนั้นมีความน่าสนใจ ทั้งหมดล้วนขับเคลื่อนให้วงการศิลปะในบ้านเราตื่นตัวและสร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ ออกมารองรับการเติบโตนี้อย่างสนุกสนาน

        ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่น่าจับตามองคือ การเกิดแพลตฟอร์มที่ทาง 333Gallery เรียกว่า e-Marketplace ตลาดซื้อขายงานศิลปะออนไลน์ ที่เป็นมากกว่าเว็บไซต์ขายงานศิลปะอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการสร้างพื้นที่ให้ศิลปิน นักสะสมงานศิลปะ และคนดู ได้เข้ามามีส่วนร่วมเกิดเป็นการพัฒนาภาพรวมของงานศิลปะไทยให้แข็งแรง และเป็นแรงส่งให้ศิลปินไทยได้เป็นที่รู้จักในสากลมากขึ้น

        เราชวน ประสงค์ คชพันธุ์ โต้โผหลักของ 333Gallery Group มาพูดคุยถึงการทำโปรเจกต์นี้ของเขา รวมถึงเรื่องที่น่ารู้อย่างการคัดเลือกศิลปินมาร่วมงาน มุมมองของนักลงทุนรุ่นพี่ที่มีต่อนักสะสมงานศิลปะรุ่นใหม่ที่มองว่างานศิลปะคือการลงทุนที่น่าสนใจ รวมถึงทิศทางของคนทำงานศิลปะในอนาคตเมื่อมีการเกิดขึ้นมาของ AI Generator ที่สามารถวาดภาพสวยๆ ออกมาได้ในเวลาที่กาแฟยังไม่ทันหายร้อน พวกเขาจะรับมือกับความท้าทายนี้อย่างไร

คุณคิดว่าการนำหลักการ e-Marketplace เข้ามาช่วยในการซื้อขายงานศิลปะในบ้านเรานั้นมีข้อดีอย่างไร

        จุดประสงค์ที่ 333Gallery อยากทำ e-Marketplace เพราะเราต้องการสร้างพื้นที่ให้กับศิลปิน และนักสะสมงานศิลปะได้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผลงานของศิลปินได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้างด้วย ทั้งคนที่สนใจงานของศิลปินไทย และนักสะสมงานศิลปะจากนอกประเทศ ที่ผ่านมาเว็บไซต์ทั่วไปที่เป็น e-Marketplace ก็จะมีการซื้อขายสินค้าแบบแพลตฟอร์มทั่วๆ ไป ส่วนเว็บไซต์แกลเลอรีส่วนใหญ่ก็จะเป็นการแนะนำข้อมูลเป็นหลัก แต่สำหรับ 333Gallery.com จะทำหน้าที่ทั้งสองแบบควบคู่กันไป โดยมีทั้งการซื้อขายผลงานศิลปะ และมีการให้ข้อมูลผลงานหรือตัวศิลปินด้วย เพื่อให้นักสะสมที่เข้ามารู้สึกไม่เบื่อ เพราะเราออกแบบเว็บไซต์ให้มีความเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย เพื่อให้สามารถสร้างความสนุกในแต่ละหน้าของศิลปินที่อยู่ในเว็บไซต์ได้

ปัญหาที่ผ่านมาสำหรับคนดูงานศิลปะคือ ข้อมูลในเว็บไซต์ของทางแกลเลอรีหรือแม้แต่เว็บไซต์ส่วนตัวของศิลปินมีน้อยมากๆ คุณกำลังแก้ไขสิ่งนี้ด้วยใช่ไหม

        เมื่อก่อนเว็บไซต์ของแกลเลอรีถ้าจะขายงานก็ขายกันเลยตรงๆ ผมจึงเอาประสบการณ์ที่ทำแกลเลอรีจริงๆ มาใช้ โดยเราถือว่า e-Marketplace ของ 333Gallery นั้น คืออีกแกลเลอรีอีกสาขาของเรา เพียงแต่ไม่ได้ตั้งอยู่ในโลกจริง ความแตกต่างมีแค่เราเป็น Fine Art แกลเลอรีในโลกดิจิทัลเท่านั้นเอง ดังนั้นทุกฟังก์ชันจึงทำหน้าที่เหมือนแกลเลอรีเลย เราพยายามที่จะเอาทุกฟังก์ชันของในโลกความเป็นจริงมาใส่เข้าไป จากสิ่งที่ได้คลุกคลีโดยอิงกับประสบการณ์ที่เราพูดคุยกับลูกค้ามาเกือบ 20 ปี

ช่วยขยายสิ่งที่คุณบอกว่าแทบ ‘ไม่แตกต่าง’ จากแกลเลอรีที่มีอยู่จริงให้ฟังหน่อย

        เราแบ่งฟังก์ชันหลักๆ ในเว็บไซต์ออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นของศิลปิน ส่วนที่สองเป็นของผู้ซื้อหรือนักสะสม โดยในส่วนของศิลปินฟังก์ชันหลักๆที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือ การดูผลงาน เพราะเราเป็นแกลเลอรีขายงานศิลปะ ดังนั้นการให้คนดูสามารถเห็นรูปที่ชัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จึงสำคัญมาก ดังนั้นรูปภาพในเว็บของเราสามารถดูได้ในระดับ highest solution ซึ่งเชื่อว่าแม้แต่ในต่างประเทศตอนนี้ เว็บไซต์ขายงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดก็ยังไม่มีฟังก์ชันนี้ เพราะเป็นเรื่องของเทคนิค และเรื่องของค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม เพราะการเอาภาพไฟล์ใหญ่ๆ ใส่ลงไปใครๆ ก็ทำได้ก็จริง แต่จะทำให้ความเร็วในการใช้เว็บไซต์ตกลงไป แต่เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ทำให้สามารถดูแบบที่ขนาดแทบจะเทียบเท่างานจริง และเรื่องของการให้ข้อมูล เรามีการทำหน้าโปรไฟล์ให้ศิลปินเลย และใส่ข้อมูลได้หมดเลย ตั้งแต่ประวัติ ผลงาน และข้อมูลอื่นๆ ทั้งรูปภาพและวิดีโอ

        ส่วนที่จะทำให้เว็บไซต์สนุกขึ้นคือการใช้ฟังก์ชันให้เป็นกึ่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก นั่นคือให้มีการกด Follower และ Following ซึ่งผมเชื่อว่ายอดตัวเลขนี้มีผลในเรื่องของการตัดสินใจด้วย รวมถึงกรณีที่ศิลปินคนหนึ่งเกิดชอบและติดตามศิลปินอีกท่าน ก็จะช่วยในเรื่องของการสร้างความมั่นใจให้กับคนซื้องานศิลปะ ยิ่งถ้ามีศิลปินมาช่วยเขียนรีวิว ประมาณว่างานชิ้นนี้ทำด้วยเทคนิคแบบนี้หนึ่ง สอง สาม สี่ มีความน่าสนใจในเรื่องประมาณนี้ เพราะเป็นคนที่ทำงานศิลปะเหมือนกัน เป็นศิลปินเหมือนกัน เมื่อคนได้อ่านตรงนี้เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งการที่ศิลปินไปชื่นชมผลงานของศิลปินอีกคน ผมเชื่อว่าเป็นความรู้สึกที่ปราศจากอคติอยู่แล้ว และเป็นการชื่นชมในความรู้สึกตื่นเต้น ชื่นชอบด้วย แต่คนทั่วไปก็สามารถมีรีวิวผลงานของศิลปินได้ด้วยเหมือนกัน

        อีกฟังก์ชันที่ไม่มีในโลกจริงแต่ผมว่าเข้าท่าคือการ Try In Your Room ที่จะช่วยให้เราคาดการณ์ว่า หากซื้อรูปนี้ไปแล้ว จะเอาไปติดที่ห้องจะเข้ากับห้องของตัวเองไหม ซึ่งเรื่องนี้ผมก็เจอกับตัวเองมาเหมือนกัน (หัวเราะ) บางทีเราจินตนาการว่า รูปภาพมีสีนี้เข้ากับผนังห้องเราอยู่แล้ว แต่เมื่อเอาไปติดตั้งจริงกลับไม่เข้ากับบ้านเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินทุน เสียอะไรต่างๆ หลายอย่าง ฟังก์ชันนี้ทำให้สามารถที่จะสแกนกำแพงหรือห้องๆ นั้น แล้วเอารูปที่เรากำลังสนใจใส่เข้าไปแบบอิงกับขนาดรูปจริง ซึ่งเราจะเห็นก่อนเลยว่า รูปนี้เมื่อไปอยู่ภายในห้องจะใช่ตามที่คิดไว้หรือเปล่าหรือใช่ตามที่อยากได้หรือไม่

การใช้เรื่องของ follower มาประกอบก็น่าสนใจ แต่ในอีกมุมเป็นไปได้ไหมว่าก็ต้องระวัง เพราะอาจจะกลายเป็นการปั่นมูลค่าของงานศิลปะขึ้นมา

        ผมรู้สึกว่าโดยปกติแล้วงานศิลปะไม่น่าจะมีใครเอาคนมาปั่นได้เยอะขนาดนั้น แต่ถ้ามันอยู่ในขอบเขตว่าตัวศิลปินไปเกณฑ์เพื่อนๆ มาช่วยเพิ่มยอดให้ ผมมองว่าก็สนุกดีนะ แต่ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเพื่อนของศิลปินก็คือศิลปินด้วยกัน การที่เพื่อนกันมาช่วยเชียร์งานของเพื่อนก็น่ารักดี แต่คงไม่มีใครเอาคนมาปั่นยอดให้งานตัวเองแน่ๆ ผมมองว่านี่เป็นฟังก์ชันเสริมให้การซื้อขายงานศิลปะมีสีสันเพิ่มขึ้นมากกว่า

        การเลือกศิลปินเข้ามาอยู่ในแกลเลอรีของเรานั้น จะมีการตรวจสอบก่อนอยู่แล้วว่าคนๆ นั้น เขาเป็นศิลปินมืออาชีพจริงๆ ใช่ไหม คำว่าศิลปินมืออาชีพของผมคือ เขาทำงานศิลปะเป็นอาชีพเลี้ยงชีพด้วย และมีการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องเราใช้ระบบ KYC ในการยืนยันตัวตนศิลปิน และยืนยันที่อยู่ของศิลปินด้วย เพื่อให้คนซื้อมีความมั่นใจว่าศิลปินคนนี้มีตัวตนจริงๆ มีที่อยู่จริงๆ เพราะว่า การซื้องานศิลปะด้วยราคาหลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้านนั้น เขาต้องจ่ายเงินมาก่อน เราก็พยายามทำให้เขามั่นใจว่า คุณจะได้งานที่คุณชอบจริงๆ พยายามจำกัดทุกข้อที่จะเป็นตัวลดความน่าเชื่อถือออกไปให้หมด

 

ระบบ e-Marketplace จะเป็นการช่วยส่งเสริมและสร้างคุณค่าให้ทั้งงานศิลปะและตัวศิลปินด้วยใช่ไหม

        เป้าหมายหลักของเราอย่างแรกคือ ต้องการที่จะเพิ่มฐานลูกค้าให้กับศิลปิน เพิ่มวงคนซื้องานศิลปะที่ไม่จำกัดอยู่ในเฉพาะประเทศไทย เพราะผลงานของศิลปินไทยนั้นไม่ได้แพ้ชาติไหนเลย เพียงแต่ว่ามีคนเห็นน้อย ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ไม่รู้ว่ามีภาพนี้อยู่ในโลก และช่วยแก้ปัญหาให้กับศิลปินด้วย เวลาที่เขาไปคุยกับคนที่สนใจผลงานแล้วเขาขอดูผลงาน หลายครั้งศิลปินหารูปงานตัวเองไม่เจอ (หัวเราะ) เราจึงทำหน้าโปรไฟล์ Artist ขึ้นมา แล้วคุณจะใส่อะไรก็ใส่เข้าไปเถอะ คุณจะนั่งวาดรูปอยู่ที่บ้านก็สามารถอัปโหลดรูปขึ้นมาใส่ไว้ได้ เอาขึ้นมาเพื่อให้คนได้เห็น ซึ่งคนที่จะซื้องานศิลปะหลายครั้งเขาซื้อด้วยความรู้สึก ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีการเก็บข้อมูล ตัวเลข และสถิติต่างๆ มาช่วยประมวลผลก็ตาม แต่ก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่เรื่องของตัวเลขกับการตัดสินใจซื้อเป็นคนละเรื่องกันเลย

คุณหมายถึงการคาดการณ์ว่างานศิลปะแนวนี้กำลังเป็นเทรนด์ที่ตลาดสนใจ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่อย่างนั้นใช่ไหม 

        ใช่ แต่จะเรียกเทรนด์สำหรับงานศิลปะก็ไม่ได้ แต่มีไหม ใช่! มี อย่างช่วงนี้ผลงานที่เกี่ยวกับเรื่องของคาแรคเตอร์เหมือนกำลังมา แต่จริงๆ แล้วอยู่ที่รสนิยมหรือความชอบส่วนบุคคลมากกว่า ยังมีคนที่ชอบเก็บงานซีเรียสอาร์ต เขาก็ไม่ได้สนใจเทรนด์ เขาซื้องานเพราะความชอบส่วนตัว เราจึงมอบความหลากหลายให้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะหาภาพไซส์ไหน ขนาดไหน แบบไหน ราคาเท่าไหร่ เราจะมีตัวเลือกให้ทั้งหมด แล้วด้วยบริการที่จัดส่งทุกอย่างในแบบที่ได้มาตรฐาน

        โดยแนวทางของ 333Gallery จะเน้นที่ Southeast Asia Art โดยแท็กไลน์ของเราคือ Evolving See Art ที่เน้นผลงานของศิลปินเอเชียเพราะตลาดงานศิลปะทางฝั่งยุโรปนั้นใหญ่มากอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ งานศิลปะโดยเฉพาะในบ้านเราคงหายไปจากโลก ดังนั้นที่เราทำ e-Marketplace ขึ้นมา เพราะเราต้องการที่จะให้คนเห็นว่าศิลปะของเรามีดี ไม่อย่างนั้นเราจะโดนกลืนและหายไป

การใช้คำว่า e-Marketplace ตอนนี้ เป็นช่วงจังหวะของการคาบเกี่ยวกับระบบ marketplace ของ NFT ที่บูมมากเมื่อสองปีก่อน และตอนนี้ NFT อยู่ในช่วงขาลง คุณกังวลไหมที่คนจะเข้าใจผิดกับเรื่องนี้

        ผมไม่กังวลเลย เพราะเราเองก็มีโปรเจกต์ NFT อยู่ด้วย และเป็นโปรเจกต์ใหญ่ แต่เรากำลังมองว่าตอนนี้ตลาดเกิดช่องว่างอะไรให้เราสามารถไปยืนตรงนั้นได้บ้าง คนจะพูดว่า NFT อยู่ในช่วงขาลง ผมยอมรับว่าจริง แต่ NFT ที่ผ่านมายังไม่ใช่ NFT จริงๆ ที่มันควรจะเป็น ที่ผลงานศิลปะจะไปสร้างคุณค่าอยู่ในนั้น ดังนั้นแผนการต่อไปของเว็บไซต์ 333Gallery.com เราจะเป็น Web3 และเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ NFT ด้วย ซึ่งตอนนี้เรามีฟังก์ชันหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบ blockchain คือเรื่องของการ Certificate งานศิลปะแต่ละชิ้น ซึ่งการ Certificate ตัวงานนั้น เราจะไป register ใน blockchain โดยให้เซอร์วิสทุกอันอยู่ใน blockchain ทั้งหมดเลย ดังนั้นการจะดูว่าภาพนี้ของจริง ภาพไหนเกิดขึ้นก่อน หรือภาพโดน copy จะรู้ได้เลยจาก blockchain และต่อไปเราจะทำแอปพลิเคชันที่ทุกอย่างจะรวมเข้าไว้ด้วยกัน

        โดยข้อดีอีกอย่างของระบบนี้คือ ต่อไปนักสะสมที่มีพื้นที่จำกัดในการโชว์ผลงาน เขาสามารถสร้างห้องโชว์ผลงานที่ไม่จำกัดได้เลย เพราะหลายครั้งที่ผมไปเยี่ยมบ้านของนักสะสมงานศิลปะ ภาพวาดหลายภาพถูกนำไปตั้งกองรวมๆ ไว้ เพราะเขามีกำแพงจำกัด การได้โชว์งานที่สะสมเป็นความสุขของนักสะสมงานศิลปะ การได้โชว์งานแม้จะเป็นในโลกเสมือนก็ดีกว่าที่เขาจะถ่ายรูปแล้วเอาไปใส่แฟ้ม แล้วมานั่งเปิดดู และเมื่อมีระบบของโซเชียลเน็ตเวิร์ก เขาก็สามารถชวนเพื่อนเข้าไปคุยกันในนั้นได้ด้วย เราคิดฟังก์ชันพวกนี้ขึ้นมาเพื่อความต้องการของนักสะสมงานศิลปะจริงๆ

การทำงานทั้งหมดที่คุณเล่ามาคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอด 20 ปี ใช่ไหม

        ใช่ ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อของผมเลย โดยเฉพาะเรื่องของการจัดเก็บเอกสารที่เป็นปัญหามาก จากเมื่อก่อนที่นักสะสมงานศิลปะต้องมาคอยเปิดดูภาพผลงานที่ตัวเองมีในแฟ้ม ตอนนี้เราเก็บเป็นฐานข้อมูลให้หมดเลย เขาสามารถเข้าไปดูผลงานที่ตัวเองมีได้ทั้งหมดด้วยไฟล์ภาพที่ละเอียด และตอบโจทย์ในเรื่องของการจัดคอลเลกชันผลงาน หลายครั้งที่นักสะสมงานศิลปะซื้อผลงานไปเยอะๆ แล้วรู้สึกว่างานเริ่มสะเปะสะปะ อยากเอาตรงนี้ไว้ เอาตรงนั้นออกไปก็ทำได้ง่ายขึ้น หรือเรื่องการเดินทางก็มีส่วน เช่น ในโลกจริงๆ ถ้าคุณอยากดูรูปภาพของศิลปิน 5 คน คุณต้องเดินทางไปดูงานของเขาทีละคน ถ้าเป็นในประเทศไทยก็ยังพอไปได้ แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศก็ยากอีก แต่การได้ดูงานของเขาในระดับ highest solution ที่มีความใกล้เคียงผลงานจริงที่สุดบางทีก็ช่วยได้

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มองว่าการซื้องานศิลปะเป็นเรื่องของการลงทุน คุณมองความน่าสนใจในเรื่องนี้อย่างไร

        ผมรู้สึกสนุกนะ เพราะเป็นการเปลี่ยนเจเนอเรชันของนักสะสมงานศิลปะ ที่น่าสนใจเพราะเป็น Next Gen Collector ที่อายุน้อยลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้คนที่สนใจซื้องานศิลปะจะมีอายุประมาณ 30-35 ปี เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนอายุ 60-70 ปี เขาจะไม่ค่อยซื้องานศิลปะแล้ว ซึ่งเป็นวัฏจักรของตลาดซื้อขายงานศิลปะ โดยตอนนี้คนรุ่นใหม่ยังซื้องานศิลปะที่เป็นเทรนด์อยู่ แต่อีก 3 หรือ 5 ปี ข้างหน้า เขาจะเรียนรู้มากขึ้น และเริ่มดูงานศิลปะที่ซีเรียสมากขึ้น วนเวียนไปแบบนี้เรื่อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนเจเนอเรชันอีกครั้ง ซึ่งก็ประมาณ 50 ปี ข้างหน้า วัฏจักรนี้ก็จะกลับมาอีกครั้งหรืออาจจะเร็วกว่านั้น เพราะตอนนี้เด็กรุ่นใหม่ เขาสามารถหาข้อมูลได้ง่าย หาเงินได้ง่าย และงานศิลปะเป็นการโชว์สมรรถภาพทางสังคมของเขา เขาจึงซื้องานที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่เขาเติบโตมา ซื้อรูปตามปูมหลังของพวกเขา สมมุติว่าเขาโตมากับการ์ตูน เขาก็จะสนใจงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน จนเมื่อถึงจุดที่ซื้องานเยอะๆ แล้ว เขาเริ่มมองออกแล้วว่างานไหนใช่หรือไม่สำหรับตัวเขา เหมือนตอนเราทานอาหาร แรกๆ เราก็จะเลือกอาหารที่เราชอบกิน แต่พอกินเยอะๆ เราจะเริ่มรู้แล้วว่า ปลาที่เรากินบ่อยๆ แบบนี้คือสดหรือไม่สด หรือถ้าจะมีรสชาติดีกว่านี้ต้องเป็นอย่างไร การได้ลองเมนูที่ไม่เคยกินเป็นอย่างไร วัตถุดิบไหนที่เรียกว่าของดี เป็นต้น

ตัวคุณเองในวันแรกชอบงานแบบไหน และตอนนี้สนใจงานประเภทไหน

        ก่อนผมจะมาทำแกลเลอรี ผมเคยคิดว่าตัวเองเหมาะกับการทำงานตรงนี้นะ (หัวเราะ) เพราะผมชอบงานศิลปะในด้านของ investment อยู่แล้ว แต่พอเข้ามาเริ่มทำจริงๆ กลับพบว่าเป็นความสนุก และเข้าใจนักสะสมในยุคก่อนที่เขาเติบโตมากับศิลปิน การที่เราได้เติบโตไปพร้อมๆ ศิลปินที่บางคนสังกัดกับแกลเลอรีของเราหรือศิลปินที่เราชอบ เราได้ดูงานเขาและโตไปด้วยกันมันสนุก และมีความภูมิใจที่มากกว่าเรื่อง investment เสียอีก กลายเป็นว่าเรื่องการลงทุนในงานศิลปะเป็นแค่ผลพลอยได้ เพราะงานศิลปะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ซื้อมาแล้วขายทำกำไรได้เลย ต้องรอเวลาที่เหมาะสม บางครั้งก็ทำให้เกิดความเครียด ดังนั้นถ้ามีน้องๆ มาถามผมว่าจะลงทุนด้านสะสมงานศิลปะอย่างไร ผมจะบอกไปเลยว่ากลับไปศึกษาทำการบ้านใหม่ก่อน อย่าเพิ่งซื้อ อย่าเพิ่งตัดสินใจตอนนี้ ซื้องานที่ตัวเองชอบก่อนดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องเครียด เรื่องมูลค่าเพิ่มคือผลพลอยได้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่างานชิ้นนี้ราคาจะขึ้น เพราะทางแกลเลอรีเองมีหน้าที่คัดเลือกผลงานมานำเสนอ และทำหน้าที่พรีเซนต์ตัวศิลปิน ทำแผนการตลาด แผนการโชว์ แผนการแสดงที่ชัดเจน พาศิลปินไปแสดงงานที่ต่างประเทศ ถ้าเป็นเรื่องพวกนี้ผมบอกได้ และจะสนุกกว่าการซื้องานศิลปะเพื่อเก็งกำไร

ศิลปินยุคนี้เขาต้องการความซัพพอร์ตอะไรบ้างจากคุณ

        95% ที่ผมได้คุยกับศิลปินมา เรื่องการตลาดคือสิ่งที่พวกเขาไม่ถนัด และไม่อยากทำ ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ถ้าศิลปินจะต้องลงมาทำการตลาดเอง ทุกคนควรจะทำหน้าที่ที่ตัวเองถนัด ถ้าสมมติศิลปินทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ถ้าเขามีเวลา 10 วัน แทนที่เขาจะได้วาดรูป 10 วัน เขาต้องเอาเวลา 2 วันมาคุยกับลูกค้า อีก 2 วันแพ็คผลงาน อีก 2 วันงานมีปัญหาต้องไปคุย ตกลงเหลือทำงานได้แค่ไม่กี่วัน แทนที่เขาจะได้ใช้หัวในการที่สร้างผลงานออกมา เพราะงานศิลปะเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ มีแค่เขาคนเดียวที่เขาสามารถคิดและทำออกมาได้ และต้องมีเอกลักษณ์แบบนี้เท่านั้น ผมจึงเชื่อว่าให้เขาได้ทำหน้าที่เต็ม 100% ไป แล้วงานจะยิ่งดีขึ้นกว่าเดิม

จำเป็นไหมที่งานจะขายได้ ต้องเป็นผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันจับต้องซื้อกลับบ้านได้เท่านั้น

        งานศิลปะแขนงอื่นๆ ก็สามารถซื้อขายได้ เช่น Art Toy ที่เป็นงานประติมากรรม หรือ NFT ก็ได้ เพียงแต่ตอนนี้ตลาดงานศิลปะดิจิทัลอยู่ในช่วงซบเซา แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างนั้นขายได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นงานเพนท์ติ้งเท่านั้นเพียงแต่ว่างานเพนต์ติ้งนั้นเป็นตัวหลักของตลาดและมีความยั่งยืนเท่านั้นเอง

        งานอย่าง installation art ก็ขายได้ แต่ยาก คนที่จะซื้อไปต้องระดับมิวเซียม หรือนักสะสมที่จริงจังกับผลงานมากๆ ที่เขามีมิวเซียมส่วนตัวหรือมีสถานที่ที่มีพื้นที่มากพอสมควร งานของศิลปินไทยหลายคนที่เป็น installation art ก็ขายได้หลายคน งาน Video Art ก็ขายได้ ผมคิดว่างานที่ขายได้ยากที่สุดคือ Performance Art แต่ในลำดับถัดไปเราจะมีการนำเสนองานประเภทนี้ด้วย กำลังวางแผนกันอยู่

เรามองว่าการเป็นศิลปินในยุคนี้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน คุณคิดแบบเดียวกันหรือไม่

        ผมก็ว่ามันง่ายขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับยุคอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรือศิลปินรุ่นเดียวกันกับท่าน เพราะตอนนี้เรามีโซเชียลมีเดีย มีสื่อ มีอินเทอร์เน็ต ทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงได้ดีกว่าเมื่อก่อน และโอกาสก็มีมากขึ้น คุณสามารถจัดแสดงผลงานได้ถ้าพัฒนาผลงานตัวเองไปถึงจุดที่ได้มาตรฐาน ยิ่งเมื่อเทียบกับศิลปินจากประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างในเวียดนาม การแสดงงานศิลปะก็ค่อนข้างยาก เพราะต้องไปขออนุญาตจากรัฐบาลก่อน หรือการประกวดงานศิลปะต่างๆ ก็มีมากกว่าเมื่อก่อน

ถึงวันนี้ศิลปะให้อะไรกับชีวิตคุณบ้าง

        ให้ความสุขครับ ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมาทำงานเลยที่ผ่านมา ไม่รู้สึกว่าต้องตื่นมาทำงาน นั่นหมายความว่าผมน่าจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ และการได้เห็นศิลปินเติบโตได้ก็รู้สึกภูมิใจไปด้วย

คุณชักชวนศิลปินอย่างไรให้เข้ามาอยู่ในสังกัดของ 333Gallery

        คำถามแรกสำหรับผมในการที่จะชักชวนศิลปินเข้ามาทำงานร่วมกันคือ คุณจะเป็นศิลปินไปตลอดชีวิตหรือเปล่า โดยตัดเรื่องอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้ออกไปก่อน เช่น ความพิการ หรือขายงานไม่ได้ ที่ต้องถามคำถามนี้เพราะว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งคุณหยุดทำงานศิลปะมูลค่าของผลงานที่เคยมีอยู่หนึ่งแสนบาทอาจจะลดลงเหลือศูนย์ก็ได้ เพราะศิลปินไม่มีการพัฒนาผลงานต่อ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นจากหลายๆ คนที่ผ่านมา ศิลปินหลายคนเปลี่ยนอาชีพหรือหยุดสร้างงานศิลปะ มูลค่าของเขาก็หายไปจากตลาดเลย ดังนั้นการพัฒนางานของศิลปินมันสำคัญมาก ต้องมีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทั้งแนวคิด เทคนิค และอะไรต่างๆเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องทุ่มเทอยู่แล้ว จึงเป็นคำถามแรกที่ต้องถามศิลปิน ส่วนเรื่องของระเบียบวินัย การตรงเวลานั้นสำคัญมากอยู่แล้ว ยิ่งคุณมีชื่อเสียงมากขึ้น เราก็ต้องการทำให้คุณมีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก วันหนึ่งที่คุณโตมากขึ้น แล้วคุณเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา มันส่งผลไปถึงความน่าเชื่อถือ เหมือนผมเป็นผู้จำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ตแล้วนักร้องไม่มาเล่น คุณลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คนดูรอ ทุกคนรอ คุณรับเงินคนดูมาแล้ว แต่นักร้องไม่มา ไม่มีโชว์เกิดขึ้น ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นทอดๆ จนทุกอย่างพังหมดเลย

จะเป็นศิลปินต้องมีสิ่งไหนก่อน เช่น งานที่ดีหรือทัศนคติต่อตัวเองที่ดี เป็นต้น

        ผมมองว่าถ้าคุณเป็นนักเรียนศิลปะ ตอนที่กำลังศึกษาอยู่คุณพัฒนาเรื่องเทคนิคไปเลย พัฒนาทักษะของตัวเอง ยังไม่ต้องสนใจเรื่องความคิดหรือไอเดียก็ได้ แต่มุ่งไปที่การเพิ่มฝีมือของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่ในระหว่างนั้น ถ้าคุณสามารถเติมเรื่องความคิด แนวคิด อารมณ์ต่างๆ ได้ก็จะดี ที่ผมบอกว่าพัฒนาเทคนิคก่อน เพราะสมมติว่าเทคนิคยังไม่ดี คุณวาดรูปคนแล้วยังเบี้ยว ดวงตาไม่เท่ากัน แขน ขา นิ้วมือไม่ได้สัดส่วน คุณก็จะติดอยู่ตรงนั้น คุณจะไปไม่ถึงแนวความคิดที่ต้องการจะถ่ายทอดออกไป ไม่ว่าคุณจะวาดภาพแนวเหมือนจริง หรือไม่เหมือนจริงก็ตาม เมื่อคุณได้ฝีมือตรงนี้แล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่คุณต้องการถ่ายทอดออกมาจะสามารถทำได้ คนดูจะไม่ตั้งคำถามกับคุณว่าทำไม่แขนไม่ได้สัดส่วนหรือทำไมคนถึงตัวเบี้ยว

หาเอกลักษณ์ให้กับงานตัวเองก็น่าสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินทุกยุคต้องเจอปัญหานี้ทุกคน

        วิธีง่ายที่สุดตอนนี้คือใช้ google หาความรู้ในเรื่องที่คุณสนใจมากที่สุด หาความรู้เยอะๆ อ่านเยอะๆ ถ้าจะให้ดีจริงๆ คือ ออกไปดูให้เห็น ไปดูงานเยอะๆ เปิดโลกตัวเอง เปิดมุมมองให้ตัวเอง หน้าที่อีกอย่างของผมคือ การให้ความรู้กับศิลปินด้วย บางคนที่เข้ามาเซ็นสัญญากับเราเป็นเหมือนผ้าขาวๆ เลย ผมมีหน้าที่พาเขาไปให้เห็นโลก ให้เขาเห็นทุกอย่าง สิ่งที่เขากำลังคิดอยู่สามารถต่อยอดไปได้อีก บางคนเขาก็อยู่แค่ตรงนี้ เรามีหน้าที่แค่เปิดมุมมองให้เขาเห็นมากขึ้น ให้เขาหาความรู้เยอะๆ ซึ่งจะช่วยให้เขาคิดงานออกมาได้ อัปเดตตัวเองบ่อยๆ พัฒนาไปจนภาพวาดกลายเป็นภาษาภาพ ภาษาภาพที่ผมพูดถึงไม่ใช่ภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาอื่นๆ แต่มันคือภาษาภาพ ที่ทุกคนไม่ว่าจะพูดภาษาอะไร เวลาเขาดูภาพ ภาพนั้นจะคุยกับเขา ตามแบคกราวนด์ของเขา อาจจะมีความหมายต่างกันไปนิดหน่อย แต่ภาพจะสามารถคุยกับคนดูได้

คุณดูออกไหมว่าศิลปินคนนี้ทำงานสไตล์นี้ด้วยความชอบหรือทำเพราะเอาใจตลาด

        ดูออกครับ เพราะตัวงานจะมีความเข้มข้นของมันเองในงานอยู่แล้ว ถ้าศิลปินเขาหาแนวทางตัวเองเจอจะดีที่สุด แต่ถ้าสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เขาอยากทำและบังเอิญตลาดชอบด้วยก็จะยิ่งดี แต่ถ้าในงานช่วงแรกๆ สมมติศิลปินชอบงานที่พูดเรื่องความตาย แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอยากเอารูปความตายไปแขวนในห้องอาหาร หรือแขวนห้องรับแขกอยู่แล้ว อาจจะมีแค่มิวเซียมหรือคนที่ซีเรียสมากๆ เปอร์เซ็นต์ที่เขาจะขายผลงานได้ก็จะมีน้อย ดังนั้นเราก็จะช่วยเขาบาลานซ์ตรงส่วนนี้ได้

ช่วยเล่าเป็นแนวทางให้ฟังหน่อยว่าคุณบาลานซ์ความต้องการของตลาดกับผลงานของศิลปินอย่างไร

        ก่อนอื่นต้องให้ศิลปินทำภาพสเกตซ์มาคุยกันก่อน และช่วยออกความเห็น แต่ไม่ได้เป็นการสั่งว่าศิลปินต้องทำแบบที่ผมบอก ผมไม่เคยสั่งว่าคุณต้องวาดรูปแบบนี้ ใช้สีนี้ ไซซ์นี้ ผมไม่ทำเด็ดขาด เพราะงานจะไม่เป็นตัวตนของเขา ผมแค่ให้มุมมองและให้ความเห็นในส่วนของแกลเลอรี ในส่วนของ marketing ส่วนคุณจะทำหรือไม่ทำไม่เป็นไร แต่ผมก็จะใช้หลักการที่บอกเขาว่า ถ้าสมมติทำแบบนี้ออกมา คุณทำได้นะ ถ้าคุณอยากทำ แต่อาจจะขายไม่ได้นะ ถ้าคุณรับได้ ก็โอเค สมมติเราวางคอลเล็กชั่นไว้ 10 ภาพ เขาอยากทำแบบนี้ 5 ภาพ แล้วมีงานที่ไม่ตรงใจเขาหน่อย 5 ภาพ แต่คุณได้วาดภาพที่คุณอยากวาดจริงๆ 5 ภาพ ก็อาจจะมีอะไรแบบนี้บ้าง เป็นการบาลานซ์ความต้องการไปด้วยกัน

        ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับวิธีคิดไปด้วยกัน หรือเรื่องความเชื่อสมัยก่อนที่ศิลปินจะรู้สึกถ้าขายผลงานออกไป ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องผิดอย่างไร ถ้าผมเป็นศิลปินผมก็อยากขายผลงานของตัวเอง ไม่อย่างนั้นผมจะเอาเงินที่ไหนมาจุนเจือเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการทำงาน ถ้าเกิดคุณจะเป็นศิลปินอาชีพการขายงานไม่ใช่เรื่องผิด ซึ่งตรงนี้ผมก็แย้งด้วยความเห็นส่วนตัว

ทางแกลเลอรีทำอย่างไรกับผลงานที่ยังขายไม่ได้

        เก็บไว้ก่อน ผมเชื่อว่าสักวันก็จะมีคนสนใจ เมื่อเรามีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น ความชอบของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ผมอาจจะมองว่ารูปนี้ไม่สวยเลย แต่บางคนได้เห็นแล้วบอกสวยมาก ความคิดของคนไม่เหมือนกันจริงๆ เราคิดว่าฝรั่งไม่ชอบกินอาหารรสเผ็ด แต่ฝรั่งหลายคนกินเผ็ดเก่งกว่าคนไทยก็มี แค่ต้องลองและรอเวลาหน่อย

ศิลปินไทยจะมีวันที่สามารถเป็นได้อย่างปิกัสโซ่หรือแวนโก๊ะบ้างไหม

        เรื่องนี้ก็เป็นเป้าหมายของผมด้วยเหมือนกัน แต่การจะเกิดแบบนั้นได้ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็กต์ ทั้งตัวตน ผลงาน ทีมงาน ทุกอย่างต้องไปให้ถึงคำว่าเพอร์เฟ็กต์ ยิ่งตอนนี้อายุของนักสะสมงานศิลปะเด็กลงเรื่อยๆ ยิ่งเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะจะเป็นทิศทางที่ดีที่ทำให้เราโตขึ้น เพราะตอนนี้ประเทศไทยฮอตที่สุดใน Southeast Asia ด้วย คนที่มีกำลังซื้อทุกคนจับตามองประเทศไทยอย่างไม่ละสายตา

การเกิดขึ้นของ AI Generator ที่วาดรูปออกมาในหลักนาทีตอนนี้ เป็นคู่แข่งสำหรับศิลปินไหม

        การเอา AI มาช่วยมันก็แค่ง่ายขึ้น คนที่จะใส่ข้อมูลให้ AI ยังเป็นคนที่ต้องอาศัยความรู้อยู่ดี ผมว่าเรื่องของ Fine Art หรือเรื่องของอารมณ์ เป็นโจทย์ยากของ AI เพราะ AI แค่รู้เยอะ ประมวลผล เรียนรู้เร็ว เพราะได้รับข้อมูลจากคนที่ใส่เข้าไป แต่คนที่จะอินพุตข้อมูลเข้าไปนั้นต้องมีความรู้ทางด้านศิลปะ ถึงจะสามารถทำให้ AI วาดออกมาจนได้งานศิลปะที่ดี สำหรับผมงานศิลปะจากคนยังไงก็ยังแข็งแรง ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถอยู่มาได้เป็นพันๆ ปีหรอก

ลองนึกภาพที่มีคนพัฒนาเครื่องพรินต์ที่สามารถพิมพ์สีน้ำมันลงผ้าใบได้ ตอนนั้นวงการศิลปะจะแตกตื่นแค่ไหน

        เครื่องนั้นต้องถูกปรับปรุงมาโดยเฉพาะจริงๆ เพราะฝีแปรงทีละเส้นไม่ใช่สิ่งที่จะก๊อบปี้กันได้ง่ายๆ และถ้าจุดแข็งของงานเพนต์ติ้งคือ การมีอยู่แค่ชิ้นเดียว หรือ one of the kind ถ้า AI วาดรูปนั้นออกมาได้ รูปต่อไปต้องไม่ซ้ำ เครื่องที่ว่าต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และถ้ามันเกิดขึ้นได้จริง ผมก็ถือว่า AI ตัวนั้นคือศิลปิน และไม่ได้มีเยอะถึงขนาดทำให้ศิลปินจริงๆ ล้มหายตายจากไปได้หรอก เพราะเสน่ห์ของงานศิลปะอยู่ที่เรื่องของอารมณ์ และตัวตนของศิลปิน

        เรื่องตัวตนของศิลปินนั้นสำคัญมากๆ โดยเฉพาะกับนักสะสมรุ่นใหม่ๆ ทุกคนอยากเจอ อยากพูดคุยกับศิลปินที่เขาชื่นชอบกันหมดเลย ถ้า AI คือหุ่นยนต์ก็ไม่มีใครอยากคุยด้วย ขนาดศิลปินที่เป็นคนจริงๆ มีคนชอบภาพของเขามากๆ แต่โทรไปหาศิลปินคนนั้นแล้วเขาไม่คุยด้วย เขาก็อาจจะไม่ซื้อภาพนั้นแล้วก็ได้ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น ตัวตน ความใกล้ชิด ลักษณะนิสัยใจคอของศิลปินก็มีผลกับการซื้อขายงานศิลปิน อย่างปิกัสโซ่เอง งานทุกชิ้นของเขาก็มีเรื่องราว มีสิ่งที่ส่งเสริมให้ผลงานของเขามีคุณค่าเพิ่มขึ้นไปอีก


เรื่อง: ทรรศน หาญเรืองเกียรติ ภาพ: สันติพงษ์ จูเจริญ