Self Love | การกอบกู้เศษซากจากความพังทลายของ F.Hero สู่การมีชีวิตต่อไปเพื่อคนที่รัก

        ก่อนจบการทำงานวันสุดท้ายของปลายปี 2022 ที่ผ่านมา เราแอบลุ้นอยู่ว่าใครกันที่จะมานั่งคุยกับเราถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา จนกระทั่งการมาถึงของแร็ปเปอร์ร่างใหญ่ ที่ใครรู้จักในชื่อ F.Hero หรือ ‘กอล์ฟ’ – ณัฐวุฒิ ศรีหมอก ที่บังเอิญผ่านมาทักทายและเยี่ยมเยือนเราอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายกันไปนานกว่าสองปี

        หลังจากทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเรื่องราวที่ผ่านมาในช่วงที่ทุกคนต้องฝ่าฟันเอาตัวรอด และการปรับตัวใหม่อย่างเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเขาเล่าถึงชีวิตในช่วงที่ผ่านมาที่ต้องรับหน้าที่หลายบทบาททั้งการเป็นศิลปิน หัวหน้าครอบครัว และคนดูแลค่ายเพลง High Cloud Entertainment ทำให้พบว่าปีที่ผ่านมานั้นถือเป็นปีแห่งการจัดสรรเวลาที่เขาพยายามทำให้ทุกอย่างออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าตัวเองยังทำได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

        “ผมขอขอบคุณทีมงานทุกคน และเสียใจมากที่ตัวเองยังทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร”

        คำขอโทษนี้ออกจากปากของเขาทันทีเมื่อเราถามไปว่าปีนี้เขาอยากขอบคุณใครมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่าเมื่อถึงช่วงที่สถานการณ์ของโรคระบาดคลี่คลาย การทำงานในฐานะศิลปินเพลงก็เข้ามามากขึ้น ทำให้ไม่ได้วางแผนรับมือในส่วนของงานบริหารที่ดูแลอยู่เลย

        “เมื่อผมมีเวลาดูแลงานด้านบริหารน้อยลง ทีมหลังบ้านก็ต้องทำงานเยอะขึ้นเพื่อช่วยเหลือผม จนทำให้น้องๆ หลายคนลาออกไป ผมเสียใจและอยากแก้ไขข้อผิดพลาดนี้ จึงพยายามเรียนรู้และหาทางแก้ไขเรื่องนี้อยู่เสมอ ส่วนเรื่องครอบครัวก็ขอบคุณภรรยาที่เขาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ และขอบคุณลูกสาวของผมด้วยที่เข้าใจ และทำหน้าที่ในการเป็นนักเรียนของเขาได้อย่างดีที่สุด พวกเขาทำให้ผมพบว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นทีมคอนเสิร์ต ทีมออฟฟิศ หรือทีมครอบครัว ดังนั้นถ้าจะขอบคุณสิ่งที่ผ่านมาในปี 2022 สำหรับผมคือคนรอบตัวทั้งหมดนี้ ที่คอยประคับประคองและเข้าใจผมในช่วงที่ผ่านมา”

        ในเมื่อทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน การจัดสรรเวลาจึงเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของแต่ละคน จากความผิดพลาดที่เขาได้เจอมาจึงนำไปสู่บทเรียนครั้งใหม่

        “ผมเรียนรู้หลายเรื่องจากทีมงานว่าบางเรื่องเราสามารถใช้ทางลัดด้วยวิธีไหนบ้าง แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีมาก แต่ผมก็มั่นใจว่าต่อไปผมจะทำมันได้ดีขึ้นด้วยบทเรียนที่ได้รับมา”

        เขาเปิดอกบอกเราว่าเมื่องานคอนเสิร์ตกลับมาอีกครั้ง ทำให้ตัวเขาแทบไม่ได้เข้ามาดูแลงานที่ออฟฟิศอีกเลย และทิ้งปัญหาต่างๆ ไว้ให้ทีมงานเบื้องหลังคอยรับมือ

        “ปัญหาบางอย่างพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจหรือแก้ไขได้ ทำให้พวกเขาต้องแบกรับความเครียดเอาไว้เยอะมากจนยอมแพ้และขอลาออกไป ทำให้ผมรู้ว่าการดูแลทีมงานไม่ใช่การที่เราจ้างเขามาแล้วปล่อยให้เขาทำงานไปโดยไม่เข้ามาดูแล มันเป็นความรับผิดชอบที่เราเอาชีวิตของเขามาแล้วก็ต้องดูแลทีมงานให้ดีที่สุด”

        ย้อนไปสองปีที่ผ่านเขาบอกว่าปัญหาต่างๆ ถูกสะสมไว้โดยไม่รู้ตัว เมื่อมองอีกทีมันกลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่โผล่เป็นยอดขึ้นมาโดยที่ตัวฐานใต้น้ำแข็งนั้นกว้างใหญ่จนคาดไม่ถึง

        “ที่ผ่านมาการทำงานมีคนเข้ามาและออกไปเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งน้องพีอาร์ในทีมซึ่งเป็นรุ่นจูเนียร์มาขอลาออก ตอนนั้นผมเริ่มคิดแล้วว่าการที่เด็กเพิ่งเริ่มทำงานและขอลาออกมันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว มันต้องมีปัญหาภายในสักอย่างเกิดขึ้นมาแน่ๆ เพราะงานของทีมจูเนียร์เองไม่ต้องใช้การตัดสินใจหรือการแก้ปัญหาสำหรับงานใหญ่ๆ เลย ผมจึงต้องเริ่มฟังเสียงของเด็กๆ แล้ว ว่าปัญหาจริงๆ ที่เขาเจอคือเรื่องอะไร”

        การเปิดใจครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่าการทำงานกับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ ความหยืดหยุ่นในการทำงาน

        “ผมลองถอยออกมาแล้วมองไปที่วิธีการทำงานของค่ายเพลงอย่าง What The Duck และ YUPP! Entertainment พวกเขาให้อิสระกับคนทำงานมาก แต่มีวิธีจัดการการทำงายภายในองค์กรที่ดีมากๆ เมื่อหันกลับมามองทำให้ผมคิดว่าเมื่อก่อนตัวเองอาจจะมีความเคร่งครัดต่อกฎระเบียบในการเข้าทำงานเกินไป ซึ่งงานของบริษัทเราเกี่ยวข้องกับเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์ แล้วทีมงานกลับไม่รู้สึกสนุกสิ่งที่สะท้อนออกมาคือความรู้สึกที่ไม่สนุก และมันจะเกิดเป็นผลกระทบตามออกมาอีกเรื่อยๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าในการทำงานกับศิลปินรุ่นใหม่ และทีมงานรุ่นใหม่ เราจะต้องฟังเสียงของพวกเขาเยอะๆ แล้วก็ปรับตัวเข้าหากันให้มากกว่านี้ เพราะบางอย่างที่เคยได้ผลในรุ่นของเรา อาจจะไม่ได้ผลอีกแล้วกับคนรุ่นใหม่ตอนนี้”

        เริ่มแรกที่เขาก่อตั้ง High Cloud Entertainment ขึ้นมา ตอนนั้นพนักงานมีประมาณสิบกว่าคนและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันทีมงานมีมากถึงสามสิบชีวิตแล้ว ทำให้การดูแลทุกคนยากขึ้นหนึ่งในบทเรียนครั้งนี้ของเขาคือ การหาวิธีทำให้คนทำงานนั้นมีความสุขภายใต้บ้านหลังนี้

        “ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีไม้บรรทัดของตัวเอง และขนาดเซนติเมตรบนไม้บรรทัดของแต่ละคนไม่เท่ากัน เราถ่างขนาดของเซนติเมตรออกไปได้ไหม เราไม่จำเป็นต้องใช้มาตรวัดเท่าเดิมตลอดไปก็ได้นี่ ดังนั้นผมจะทำอะไรที่สนุกมากขึ้น เครียดให้น้อยลง และยังทำอะไรนอกกรอบเหมือนเดิม ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราพังอยู่ตอนนี้คือ การที่เราทำไม่เป็นแต่มันก็มีข้อดีตรงที่มันจะทำให้เกิดอะไรที่แปลกใหม่ขึ้น แต่ข้อเสียคือคนอื่นเขาไม่ทำแบบนี้กัน ดังนั้นต่อไปเราต้องมองตรงนี้ให้ดีขึ้นว่าบางอย่างก็ต้องระวังให้ดี”

        ภาพลักษณ์ของ F.Hero ในสายตาคนทั่วไปคือแร็ปเปอร์ที่มีความมั่นใจ และดุดันแบบไม่เกรงใจใคร แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เมื่อเจอกับปัญหาก็จะโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเสมอ

        “ผมเป็นคนที่โทษตัวเองอยู่เสมอ แต่ผมเป็นคนที่ล้มแล้วก็ต้องลุกให้ได้ ล้มแล้วก็ต้องแก้ไข ไม่มานอนโอดโอยไม่ยอมลุก เพราะเราเชิญทุกคนมาทำงานด้วยกัน เราก็ต้องรับผิดชอบพวกเขา ผมจึงไม่มีเวลาจมอยู่กับปัญหานั้นเพราะถ้ามัวแต่อยู่กับปัญหานี้พรุ่งนี้ก็มีปัญหาใหม่เติมเข้ามาอีก (หัวเราะ) ปัญหามีให้เข้ามาแก้ไขทุกวัน และทุกปัญหามีทางออก ซึ่งเมื่อเราเดินออกไปแล้วเดี๋ยวก็เจอกับปัญหาใหม่อยู่ดีก็แก้กันต่อไป ปัญหาไม่มีวันจบสิ้นหรอก ดังนั้นผมไม่มีเวลาให้มาคอยห่วงหน้าพะวงหลัง ต้องลุกให้เร็วและผ่านไปให้ได้”

        ทั้งหมดที่เขาเล่ามาก็นำมาสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นความกระหายที่ตัวเองต้องการแบบไม่มีวันจบสิ้น

        “ผมชอบการเป็นนักเรียน ผมไม่รอที่จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผมถือว่าความผิดนั้นเป็นครูและเมื่อเจอความผิดพลาดเราจะรู้ รู้แล้วจะได้แก้ไข แก้ไขได้แล้วเราก็จะเก่งขึ้น ผมอายุ 44 ปีแล้ว ผมมองว่าตัวเองเริ่มต้นช้า ผมใช้ชีวิตก่อนมีลูกกับเรื่องปาร์ตี้ไปจนหมด ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา พอมีลูกแล้วจึงเหมือนชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้น ดังนั้นผมต้องทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว ผมเริ่มต้นใหม่ตอนที่อายุ 36 ปี ในขณะที่คนอื่นเขาเริ่มกันตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ ดังนั้นผมจึงต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น แต่ผมไม่เคยกังวลหากจะทำให้พัง เพราะผมรู้ว่าถ้าตัวเองเสียสิ่งไหนไปผมจะเอามันกลับคืนมาได้เสมอ สิ่งที่จะขัดขวางผมได้มีแค่เตียงของโรงพยาบาลกับลิฟต์เท่านั้นที่เอาผมลงได้ (หัวเราะ) “

        “ผมคิดเสมอเลยว่า เดี๋ยวมึงเจอกู!ความคิดนี้เกิดขึ้นตอนที่ผมอายุ 40 ปี กลายเป็นว่าอะไรก็ได้เข้ามาเลย ทุกความท้าทาย ทุกคำสบประมาททั้งหลาย เดี๋ยวเจอกัน ถ้าวันนี้ผมทำได้ไม่ดี เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะแก้ไขให้มันดี”

        แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเอาทุกอย่างกลับมาได้ – เราถามกลับซึ่งเขาก็ยอมรับว่าจริง

        “แต่ผมก็เก็บเรื่องนั้นไว้เป็นบทเรียน เช่น เรื่องของคุณพ่อผมที่เสียไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พังที่สุดในชีวิตของผมแล้ว เพราะผมเป็นคนที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น ตอนนั้นผมเคยคิดว่าจะเอาชีวิตของตัวเองคืนให้พ่อ ผมรู้สึกผิดมากและอยากจะชดใช้ความผิดที่ตัวเองก่อไว้ วันสุดท้ายของงานศพพ่อ ผมจำได้เลยว่าต้องเก็บความรู้สึกเสียใจไว้จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ เพราะตอนนั้นคุณแม่ของผมก็เสียใจมากอยู่แล้ว แฟนผมก็กลัวว่าผมจะแย่ตามคุณแม่ไปด้วย ลูกผมก็ยังเล็กอยู่ ผมไม่มีโอกาสแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น ต้องแกล้งทำตัวให้ดูร่าเริง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งบทเรียนครั้งนั้นสอนผมว่าแม้สิ่งที่เสียไปมันได้พังลงไปแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วเราจะทำให้มันพังไปทั้งหมด หรือเราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ยังเหลืออยู่ไม่พังตามไปอีก และผมก็ต้องเลือก”

        แน่นอนต้องเป็นอย่างหลังเพราะชายคนนี้รู้ว่ายังมีคนที่ยังคอยอยู่เคียงข้างเขา ทั้งทีมงานของ High Cloud Entertainment และคนในครอบครัว

        “ผมอยากให้ลุกขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีหลักยึดในการมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ ซึ่งเริ่มต้นมาการจากไปของคุณพ่อผมที่ผมเป็นคนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แล้วผมเอาความเจ็บปวดของตัวเองไปซุกไว้ที่ใต้พรม ผมยัดมันเข้าไปแล้วก็ปิดซ่อนไว้เรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่ผมทำอัลบั้ม Into the New Era แล้วมีเพลงที่ผมต้องเขียนให้พ่อ (บนพระจันทร์ Ft. อ.ไข่ มาลีฮวนน่า) ผมต้องกลับไปเอาความรู้สึกนั้นออกมา ซึ่งผมกลัวการยกพรมขึ้นมาดูมาก จำได้ว่าวันที่เปิดสิ่งที่เก็บเอาไว้ขึ้นมาอีกครั้ง ผมร้องไห้ออกมาในห้องอัดเพลงเลย ร้องไห้เหมือนจะเป็นบ้า ร้องไห้ไปเขียนเพลงไป และเพลงนี้เป็นเพลงที่ผมอัดเสียงร้องแค่ครั้งเดียว ใช้เวลาทั้งวันในการกลืนก้อนสะอื้นที่มันอยู่ข้างใน แต่มันก็ทำให้ผมพบว่าการได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัว ทำให้ผมสามารถรับมือกับความรู้สึกนี้ได้ดีขึ้น และเมื่อผมได้เอาสิ่งนี้ไปใส่ไว้ในเพลง เหมือนผมได้ย้ายของที่มันอยู่ใต้พรมเอาขึ้นไปวางไว้บนหิ้ง แล้วก็ทำใจที่จะอยู่ร่วมกับมันได้ เมื่อไหร่ที่ผมคิดถึงพ่อ ผมก็จะเอาเพลงนี้มานั่งฟัง และบอกลูกว่าปู่อยู่บนพระจันทร์ ปู่กำลังมองเราอยู่

        “ผมเปิดเพลงนี้ให้ลูกสาวฟัง แล้วบอกเขาว่าแม้ว่าคืนมันจะมืดมิดเหมือนกับเรื่องราวของเรา แต่สุดท้ายแล้วความทรงจำดีๆ มันก็เหมือนกระจ่างอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืด ปู่ยังนำทางให้พวกเราอยู่ เพราะผมเชื่อว่าพ่อคงไม่อยากให้ผมตายไปตอนนี้ เพราะพ่อผมรักหลานมาก ไม่ว่าอย่างไรก็ตามผมที่ยังอยู่ตรงนี้ ผมก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ ผมต้องใช้ชีวิตกับสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ผมจะปล่อยให้สิ่งที่ยังมีอยู่มันพังต่อไปได้อย่างไร ผมมีทางเลือกอยู่สองทางคือ ถ้ามันพังไปแล้วก็ปล่อยให้มันพังต่อไป เราแค่นั่งดูอยู่เฉยๆ กับใช้ชีวิตต่อไปและอยู่ร่วมกับมันให้ได้ ใช่! มันเจ็บปวด แต่ชีวิตมันก็อยู่บนความเจ็บปวดอยู่แล้ว เราไปทำอะไรมันไม่ได้หรอก แต่ที่ทำได้คือเราต้องเข้าใจความเจ็บปวดนั้นแล้วก็เดินต่อไป และความเจ็บปวดนั้นจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำอะไรอีกหลายๆ อย่าง ทุกวันนี้ผมเอาความรู้สึกนั้นมาใช้ในการทำงาน เพราะถ้าผมอยู่นิ่งๆ ผมต้องตายแน่ ถ้าผมอยู่นิ่งๆ ผมเครียดมากแน่ๆ ผมจึงทำอะไรเยอะแยะไปหมด เป็นการทำงานเพื่อให้ตัวรู้สึกว่ามีคุณค่า ทำงานเพื่อให้เรามีความรู้สึกอยากมีชีวิตต่อไป อยากเห็นความสำเร็จของศิลปินในค่าย ความพังทลายครั้งนั้นได้สร้างเป้าประสงค์ให้ผมอยากมีชีวิตต่อไป”

“ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่มีชีวิตเพื่อคนที่เรารัก” เขาย้ำชัดๆ อีกรอบ

There aren’t enough seconds in a minute, And pain is always deeper when you’re in it, One thing I know is true, true, true, You should focus on you, you, You need self love.”

F.HERO x Tiger JK x Yoonmirae x Billkin – Self Love

        คำว่า รักตัวเองให้เป็น’ สำหรับ F.Hero จึงมีความหมายมากกว่าการรักและเห็นคุณค่าในตัวเองเท่านั้น เป็นการพาตัวเองไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองให้เติบโตไม่หยุดนิ่ง เห็นได้จากการที่เขาไปทำงานร่วมกับใครต่อใครมากมายทั้งศิลปินในประเทศและต่างประเทศอย่างซิงเกิล Self Love ก็ทำงานร่วมกับ Billkin’ หนึ่งในศิลปินวัยรุ่นไทยที่ร้อนแรงที่สุดตอนนี้ และได้ Tiger JK’ แร็ปเปอร์ระดับตำนานจากเกาหลีใต้กับ Yoonmirae’ ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งวงการฮิปฮอป มาร่วมกันสร้างสรรค์เพลงนี้ขึ้นมา

        “ย้อนไปตอนที่ภรรยาตั้งท้อง ผมก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเป็นพ่อที่ดีได้” เขาเล่าถึงที่มาของเพลงนี้

        “ช่วงนั้นผมได้ฟังเพลงของ Tiger JK ที่เขาเขียนให้ลูกชายชื่อเพลง Welcome to the World, Lil’ Homie ผมได้กำลังใจจากเพลงนี้กลับมาเยอะมาก เขาทำให้ผมเชื่อว่าผมจะสามารถเป็นพ่อที่ดีได้ จนวันที่ลูกสาวผมคลอดผมก็ขอคุณหมอว่าขอเปิดเพลงนี้ให้ลูกฟัง ซึ่งเสียงแรกที่ลูกสาวผมได้ยินคือเสียงของ Tiger JK ไม่ใช่เสียงของผม (หัวเราะ) และกลายเป็นเป้าหมายของผมว่าจะต้องพาลูกไปสวัสดี Tiger JK ให้ได้ จนช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมได้ร่วมงานกับศิลปินเกาหลีมากขึ้น ผมก็เล่าเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่หลายคนในเกาหลีใต้ฟัง จนเรื่องนี้ไปถึง Tiger JK และเขาก็ตอบรับให้ผมพาลูกไปเจอกับเขา เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังตอนที่ได้พบกัน เขาก็บอกว่า “เดี๋ยวลุง Tiger JK จะให้ของขวัญหลาน” โดยการทำเพลงให้และชวน Yoonmirae ซึ่งเป็นภรรยาของเขามาร่วมร้องด้วย แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ Tiger JK เป็นคนที่ไม่เคยไปร่วมงานกับใครเลย เขามาทำเพลงกับผมเพราะต้องการให้เป็นของขวัญกับลูกสาวของผมโดยไม่คิดค่าตัวเลย ดังนั้นเพลงนี้จึงมีความหมายต่อผมมากๆ”

        เนื้อเพลงของ Self Love จึงเป็นเหมือนจดหมายรักที่พ่อส่งถึงลูกสาว โดย F.Hero บอกว่าต่อไปหากเขาไม่อยู่แล้ว เพลงนี้จะอยู่คู่กับลูกสาวของเขา และเป็นกำลังใจให้กับทุกคนว่าหากวันหนึ่งเกิดรู้สึกว่าไม่มีใครรักเรา เราก็ต้องรักตัวเองให้มากๆ

        “หลังจากที่เริ่มทำเพลงนี้ได้สักระยะผมก็รู้สึกว่าเพลงนี้จะมีแต่ลุงๆ ป้าๆ อยู่ในเพลงไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะสิ่งที่เราจะส่งต่อไปคืออยากให้เพลงนี้ไปถึงคนรุ่นใหม่ๆ ให้มันสามารถเป็นเพลงที่เหมือนกับเพื่อนส่งให้เพื่อนฟังหรือพี่ส่งให้น้องฟังได้ด้วย ผมจึงชวน Billkin มาร่วมร้อง ซึ่งน้องบิวกิ้นก็ยินดีมาร่วมงานด้วย ยิ่งทำให้เพลงนี้มีค่ากับผมมากขึ้นกว่าเดิม”

        น้ำเสียงของ F.Hero พูดถึงการทำงานกับบิ้วกิ้นเต็มไปด้วยความชื่นชม เพราะเขาเล่าว่าด้วยคิวที่แน่นมากของบิวกิ้นที่เรารู้ๆ กันอยู่ และสไตล์เพลงที่เจ้าตัวไม่ถนัด แต่บิวกิ้นก็ทำการบ้านอย่างหนักและถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

        “บิวกิ้นแสดงให้ผมเห็นถึงการทำงานที่เป็นมืออาชีพมากๆ ของเขา และทีมงานเบื้องหลังทุกคนก็ช่วยกันทำเพลงนี้อย่างเต็มที่ทั้งเอ้ BOTCASH หรือ มาเรียม เกรย์ และอีกหลายคนมาก เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบสำหรับผมในทุกๆ ด้าน”

        ก่อนที่จะลากันไปทั้งการคุยกับเขาในวันนี้และการจบลงในปี 2022 ที่ผ่านมา เราหยอกเขากลับไปว่าที่ผ่านมา F.Hero ลดความดุดันลงไปมาก เพราะผ่านอะไรมาเยอะแยะหรือเอาจริงๆ คือเริ่มแก่แล้วกันแน่ เขาหัวเราะเสียงดังตามสไตล์แล้วพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี

        “จริงนะ! ผมซอฟต์ลงมาก ดุดันน้อยลงไปเยอะ ผมไม่ค่อยคิดร้ายกับใครแล้วแต่ก็ยังมีนิสัยไม่ดีเดิมๆ อยู่บ้าง แต่ปัญหาที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมดในปีนี้นี่แหละที่ทำให้ผมซอฟต์ลง (หัวเราะ) เมื่อก่อนผมก็ไม่ยอมใครนะ ถ้าเจอลูกค้าขอแก้งานผมบอกเลยว่า “ไม่แก้เว้ย!” งานนี้ตกลงกันแล้วว่าแก้ได้แค่สองครั้งก็ต้องสองครั้ง แต่เมื่อผมต้องมาทำงานในฐานะผู้บริหารด้วย ผมต้องเป็นคนที่บาลานซ์ความต้องการของทั้งสองฝ่าย ศิลปินก็มีความต้องการแบบนี้ ลูกค้าเขาก็มีความต้องการอีกแบบ ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายที่เราต้องแบกรับ เงินเดือนของทีมงาน ปีนี้สอนให้ผมรู้ว่าอะไรที่หยวนๆ กันได้ ก็หยวนๆ กันหน่อย ผมกลายเป็นคนที่ก้มหัวให้กับคนอื่นมากขึ้น เพราะคนข้างหลังเขาฝากชีวิตไว้กับเรา นั่นคือภาพกว้างที่ผมได้เห็นในวันนี้ว่าชีวิตนั้นไม่ได้มีแค่เราคนเดียว แต่มีคนอื่นเชื่อมโยงกับตัวผมเต็มไปหมด ถ้าเรายังดื้อดึงหรือเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแบบเดิม คนอื่นก็จะลำบาก เมื่อก่อนผมทำน้องๆ พีอาร์ต้องร้องไห้เพราะความเอาแต่ใจตัวเองของผมมาเยอะ เพราะตอนนั้นผมไม่เข้าใจเรื่องการทำงานในส่วนของทีมเบื้องหลังเลย วันนี้ผมเข้าใจทั้งหมดแล้วว่าน้องแต่ละคนมีหน้าที่ต้องจัดการที่เราไม่รู้อีกเยอะมาก ผมเข้าใจคำว่า “ใจเขา ใจเรา” มากขึ้นกว่าเดิม เข้าใจแล้วว่าทำไมทีมมาร์เกตติ้งต้องยอมลูกค้าในบางครั้ง เข้าใจฝั่งศิลปินว่าทำไมเข้าถึงไม่เข้าใจ ทำไมต้องไปยอม (หัวเราะ) เข้าใจทีมที่ต้องทำงานเพิ่มในวันหยุด ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรแล้วที่ผมจะต้องไปโมโหหรือเกรี้ยวกราดใส่ใคร เราช่วยกันทำให้งานผ่านไปได้ด้วยดีกันดีกว่า”

        จากบทเรียนวัย 40 กว่าปีที่ได้รับมา วันนี้คุณมีอะไรอยากแชร์ถึงเด็กๆ รุ่นใหม่อีกไหม – เราถามทิ้งท้าย

        “คุณเป็นในแบบของคุณนั่นแหละดีที่สุดแล้ว” เขาตอบทันที

        “เพราะสิ่งไหนที่เกิดขึ้นมาสิ่งนั้นดีเสมอ คุณไม่จำเป็นต้องประนีประนอมแต่คุณแค่ต้องเข้าใจกันและกันมากกว่า เข้าใจในบริบทว่าคนแต่ละวัยเข้าใจไม่เหมือนกัน ผู้ใหญ่เองก็ต้องเข้าใจเด็กด้วยว่าอะไรคือสิ่งที่เติบโตมาพร้อมกับพวกเขา ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมาไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน สิ่งที่เราเคยยึดมั่นว่าถูก ถ้ามองอย่างเข้าใจและมองให้ลึกลงไปก็จะพบว่าไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดเลย ผมเลยไม่เชื่ออะไรอีกแล้ว ผมมองทุกอย่างเป็นสีเทาๆ ทั้งหมด ไม่ขาวหรือดำแบบเมื่อก่อน แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองด้วย ดังนั้นหากจะมีผลอะไรตามมาจากสิ่งที่เราทำลงไปก็ตามนั้นแหละ”

        รักตัวเองให้เป็น ปล่อยวางมากขึ้น รับผิดชอบต่อการกระทำ และทำทุกอย่างเพื่อคนที่เขารัก นี่คงเป็นปณิธานต่อไปในการเติบโตของแร็ปเปอร์รุ่นใหญ่คนนี้


เรื่อง: ทรรศน หาญเรืองเกียรติ  ภาพ: จันจิรา ยีมัสซา