March 2018

ในแต่ละวัน นอกจากอาหารมื้อหลัก 3 มื้อแล้ว เชื่อว่ายังมีผลไม้ ขนมนมเนย และเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากที่เรากินไปเพราะความอยากล้วนๆ เดือนใหม่ฉันจะเป็นคนใหม่จึงขอนำเสนอเคล็ดลับง่ายๆ สำหรับปรับพฤติกรรมการกินเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่   1. กินอาหารเช้า      การกินอาหารเช้าถือเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ดีต่อสุขภาพกายและสภาพใจ ช่วยเพิ่มพลังงานไปตลอดทั้งวัน เพราะการกินอาหารเช้าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ทำให้กินอาหารในมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง หมายถึงว่าคุณจะอ้วนน้อยลงจากการกินอาหารเกินความต้องการของร่างกายนั่นเอง   2. กินให้ครบทุกสีที่ธรรมชาติมี      หมายความว่าควรกินผักและผลไม้ให้หลากสี เป็นต้นว่าสีแดงจากมะเขือเทศ สีม่วงจากมะเขือและองุ่น สีส้มจากมะละกอ สีเหลืองจากฟักทองและข้าวโพด สีดำจากงา สีเขียวจากผักใบเขียว เพราะผักและผลไม้ต่างสีล้วนมีสารอาหารเฉพาะที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น     3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น       โดยปกติเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย หรือประมาณ 8 แก้ว เพื่อใช้หล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น ฟื้นฟูสภาพผิวหนัง และมีส่วนช่วยต่อระบบขับถ่าย รวมทั้งรักษาความเข้มข้นของเลือด ซึ่งจะทำให้คุณสดชื่นตลอดทั้งวันเลยทีเดียว   4. ได้เวลาน้ำชา      ไม่ว่าจะเป็นชาดำ ชาขียว ชาขาว หรือชาแดง ล้วนแล้วแต่มีสุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระทั้งสิ้น

คุณยังจำความประทับใจหลังจากที่ได้ชม Avatar ได้ไหม? แน่นอน เพราะนี่คือภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของเจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง ผู้อยู่เบื้องหลังการประสบความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคนทั่วโลกมาแล้ว และดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เป็นเพียงช่วงเวลาเสี้ยวหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของดินแดนแพนโดร่าอันยาวนานเท่านั้น

การได้กลับมาเยือนถิ่นเก่าที่นิตยสาร GM ทำให้ภาพความหลังและความรู้สึกเก่าๆ ย้อนกลับมา พอดีเดินสวนกับอาร์ตไดเรกเตอร์เพื่อนเก่า เขาก็เลยชวนให้ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะทำงาน ตอนนี้ตำแหน่งหน้าที่ของเขาเติบโตขึ้นไป จนมีโต๊ะใหญ่โตและมีห้องทำงานเป็นสัดเป็นส่วน เราไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่แค่อึดใจ คุณปกรณ์ พงศ์วราภา ก็เปิดประตูเข้ามาพอดี "ผมยังตามอ่านบทบรรณาธิการของคุณอยู่ตลอด" เขาเอ่ยขึ้นมา ถึงแม้เราไม่ได้พบเจอกันนานเป็นปีๆ แต่ผมไม่แปลกใจเลยที่ประโยคแรกในการทักทายกันคือเรื่องงาน เพราะคุณปกรณ์เป็นแบบนี้มาตลอดสิบกว่าปีที่ผมรู้จัก ผมเห็นเขาดำรงอยู่ในปริมณฑลของงานตลอดเวลา ถือซองฟิล์มสไลด์ภาพถ่ายปึกใหญ่ๆ ถือม้วนกระดาษเอสี่ต้นฉบับ เดินไปเดินมาในออฟฟิศที่เคยเป็นตึกเล็กๆ แออัดคับแคบบนถนนพิชัย เรื่อยมาจนถึงเป็นอาคารเจ็ดชั้นทันสมัยใหญ่โตบนถนนพระรามห้า เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ไม่มีใครใช้ฟิล์มสไลด์ถ่ายภาพกันอีกแล้ว เขาจะไปนั่งประกบอยู่ที่โต๊ะฝ่ายศิลป์ ถอดแว่นสายตายาวออก แล้วเพ่งดูไฟล์ภาพที่ทีมงานคัดเลือกมา มองหาแมจิกโมเมนต์ที่นายแบบนางแบบยิ้มเป็นธรรมชาติและสบตากับคนอ่าน นำมาวางเป็นหน้าปกและเนื้อหาด้านใน เอาไฟล์เท็กซ์มาวางปู ไล่อ่านคำพาดหัวเรื่อง คำโปรยนำเข้าเนื้อหา และกวาดตาอ่านเท็กซ์ตัวเล็กๆ อย่างชำนาญ ใบหน้าของเขาแทบจะแนบชิดติดกับจอแมครุ่นล่าสุด แสงสีฟ้าสว่างเรืองทาบทับบนสีหน้าอันนิ่งเฉย ซึ่งเป็นดีฟอลต์โหมดและเป็นสัญญาณที่ดีว่าผลงานของทีมเราในเดือนนี้ดีพอ ในทางตรงกันข้าม ถ้าผลงานยังบกพร่อง มีตำหนิ สีหน้าที่อยู่ตรงหน้าจอนั้นจะดูเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ พาดหัวยาวไป

#MeToo แคมเปญแสดงความเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อต่อต้านปัญหาการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ ได้รับความสนใจและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหลายประเทศทั่วโลก แต่สำหรับประเทศที่มีรูปแบบสังคมปิตาธิปไตยหรือสังคมชายเป็นใหญ่อย่างเกาหลีใต้นั้น แคมเปญ #MeToo กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเมินเฉยและถูกกีดกัน จนล่าสุดแคมเปญนี้ก็เริ่มเข้ามาเป็นกระแสในเกาหลีใต้อย่างมีนัยสำคัญ สืบเนื่องจากข่าวการล่วงละเมิดทางเพศของกลุ่มที่มีอิทธิพลในประเทศ ทำให้ผู้หญิงเกาหลีใต้หลายคนกล้าเปิดเผยความจริงและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเอง   Timeline: Sexual Harassment Movement in South Korea 2007 – เริ่มต้นแคมเปญ #MeToo โดยนักเคลื่อนไหวสตรีผิวดำ ‘ทารานา เบิร์ก’ โดยขณะนั้นเกาหลีใต้ยังไม่มีการตื่นตัวในประเด็นดังกล่าว 2009 – นักแสดงสาว ‘จาง จายอน’ ฆ่าตัวตายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ 2010 – การต่อต้านปัญหาล่วงละเมิดทางเพศเริ่มเป็นกระแสในเกาหลีใต้ 2011 – ก่อตั้งกระทรวงเพื่อความเท่าเทียมทางเพศและครอบครัว 2013 – ก่อตั้งกองตำรวจพิเศษด้านอาชญากรรมทางเพศ 2016 – พบการคุกคามทางเพศในโรงเรียนของเกาหลีใต้ 2,387 ครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 4 ปีก่อนถึง 171.9% 2017 – แคมเปญ #MeToo

เตหะราน (Tehran) คือเมืองหลวงของประเทศอิหร่าน อดีตอาณาจักรเปอร์เซียที่เคยครองโลกในยุคสมัยหนึ่ง กรุงเตหะรานได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศแถบตะวันออกกลาง ที่มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรม แม้ว่าประเทศนี้อาจจะมีความขัดแย้งกับชาติตะวันตกมาอย่างยาวนาน แต่ในแง่ของการท่องเที่ยว เตหะรานเป็นเมืองหลวงที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะเรื่องราวของวัฒนธรรมเปอร์เซีย ปราสาทราชวังต่างๆ ที่ยังคงความสวยงามอยู่ หากใครหลงรักในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ การมาเตหะรานอาจทำให้คุณถึงเข้าถึงเรื่องราวเหล่านี้ได้มากขึ้น        ในภาษาเปอร์เซีย คำว่า ‘เตหะราน’ มีความหมายว่าอ้อมกอดอันอบอุ่น ซึ่งน่าจะเป็นจริงตามความหมาย เพราะเตหะรานมีประชากรมากถึง 15 ล้านคน โดยประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์ และเป็นประเทศมุสลิมที่เคร่งศาสนา ผู้หญิงจะใส่ผ้าคลุมฮิญาบ หรือบางครอบครัวถ้าเคร่งมากก็จะสวมนิกอบ หรือชุดคลุมสีดำที่ปกปิดทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไป มาเตหะราน แลนด์มาร์กสำคัญที่ควรไปเยือนก็เช่น หอคอยมิลาด หอคอยที่สูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก การขึ้นไปบนหอคอยแห่งนี้จะทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของเตหะรานแบบ 360 องศา      หอคอยที่สำคัญอีกแห่งคือหอคอยอาซาดี เป็นหอคอยที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1971

ความหลากหลายของซอยเจริญกรุง 50 ที่มีทั้งตลาดสด ท่าเรือ ร้านอาหารข้างทาง รถไฟฟ้า ไปจนถึงโรงแรมห้าดาว เป็นดั่งจุดหลอมรวมโลกของชาวต่างชาติและวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่ ‘ทอม’ - ปราบ เอื้อพัชรพล ใช้เป็นจุดเด่นในการสร้าง Glur Bangkok โฮสเทลและร้านกาแฟขนาด 7 ชั้น ด้วยความตั้งใจที่จะมอบบรรยากาศสบายๆ ให้กับนักเดินทาง เหมือนได้มาพักผ่อนที่บ้านเพื่อน        “เราเคยบริหารโรงแรมขนาดใหญ่มาก่อน แต่ก็ค้นพบว่ามันไม่ใช่ประเภทของธุรกิจที่อยากทำจริงๆ จึงตัดสินใจเปิดโฮสเทลเล็กๆ คูหาเดียว และตั้งชื่อว่า Glur หรือ ‘เกลอ’ ซึ่งแปลว่าเพื่อน เพราะอยากให้ลูกค้ารู้สึกสนุกและผ่อนคลาย เหมือนเวลาไปนอนค้างบ้านเพื่อนตอนเด็กๆ” ปราบเล่าที่มาที่ไปของโฮสเทลแห่งนี้ด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ราวกับว่าเราเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขาเช่นกัน          เมื่อผลักบานประตูสีน้ำเงินเข้มเข้ามาด้านใน ก็ได้พบกับคอฟฟี่บาร์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่มหอมฟุ้งของกาแฟ ผู้คนหลากหลายสัญชาติเดินเข้าออกบริเวณล็อบบี้อย่างไม่ขาดสาย ร่องรอยของนักเดินทางและบทสนทนาหลากภาษาช่วยเติมเต็มพื้นที่แห่งนี้ให้มีชีวิตชีวา ต่างจากตอนแรกซึ่งเคยเป็นเพียงตึกเก่าที่ทรุดโทรม          “เมื่อก่อนที่ตรงนี้เป็นอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้างมาประมาณ 6-7 ปี สภาพโทรมมาก ทำให้ต้องปรับปรุงพื้นที่ใหม่ทั้งหมด ในตอนแรกเราตั้งใจจะสร้างแค่ 1 คูหา

เราไม่เคยคิดว่าหนังสารคดีสัตว์ป่าจะทำให้เราอินและสนุกจนจิกเก้าอี้โรงหนังได้ จนกระทั่งดู Earth: One Amazing Day ภาพยนตร์สารคดีที่สามารถเล่าเรื่องชีวิตสัตว์หลากสายพันธุ์ได้อย่างลุ้นระทึกและอิ่มเอมหัวใจ จนขึ้นแท่นเป็นหนังสารคดีเรื่องโปรดประจำปีนี้ไปเรียบร้อย เมื่อมีโอกาส เราจึงรวบรวมคำถามที่ค้างคาใจมากมายระหว่างดูหนัง มาพูดคุยกับ Richard Dale หนึ่งในผู้กำกับ และ Stephen McDonogh โปรดิวเซอร์ ถึงบทเรียนจากธรรมชาติ ผ่านการเข้าไปสังเกต คลุกคลี และเป็นส่วนหนึ่งกับสัตว์ป่ากว่า 38 สายพันธุ์ ใน 22 ประเทศทั่วโลก Richard Dale (ซ้าย) ผู้กำกับ   First Light of the Day… ผมไม่เคยทำหนังเกี่ยวกับสารคดีสัตว์โลกมาก่อน ก่อนหน้านี้ผมเคยทำแต่หนังเกี่ยวกับชีวิตคน หนังดราม่าเกี่ยวกับสังคม แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาลองทำหนังสายนี้ดูสักครั้ง ก็เพราะผมเริ่มเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสัตว์เท่านั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่มันเกี่ยวกับเรา โลกของเรา… บ้านของมนุษย์ทุกคน เพื่อให้เราไม่ลืมว่าที่ที่เราอาศัยอยู่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร   Be Part of Them… แปลกที่มนุษย์อย่างเรารู้เรื่องสัตว์น้อยเหลือเกิน จะมีกี่คนที่รู้ว่าวาฬมักจะงีบหลับแบบลำตัวตั้งตรง

“การอยู่เงียบๆ คนเดียวทำให้เกิดปัญญา มันทำให้เกิดการบวกลบคูณหาร นำสิ่งไม่ดีออกไปแล้วได้ทบทวน” คือคำแนะนำที่ ‘หนิง’ - นิรุตติ์ ศิริจรรยา ให้กับเราเมื่อตอนเดินทางไปสัมภาษณ์เขาที่จังหวัดจันทบุรี อาหนิงวัยย่างเข้า 71 ปีในวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม เขายังเป็นคนมีเสน่ห์ สุขุม ในขณะเดียวกันก็มีอารมณ์ขัน และยังมีความสุขกับชีวิตอย่างน่าอิจฉา      หากมองเผินๆ ความสงบเงียบดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่หาได้จากบ้านสวนแห่งนี้ แต่หลังจากที่ใช้เวลาครึ่งบ่ายกับอาหนิง เราก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่บ้านสวนให้ไม่ได้มีแค่นั้น เพราะความสงบคือบ่อเกิดแห่งปัญญา และปัญญานั่นแหละที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง คนข้างๆ ไปจนถึงสังคมที่เปรียบเสมือนบ้านของเรา ชีวิตของคุณมาเริ่มต้นที่จันทบุรีได้อย่างไร      ผมเริ่มมาที่นี่เมื่อปี พ.ศ. 2516 แล้วก็มาเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 จนกระทั่งปลูกบ้านเสร็จ ได้ทะเบียนบ้านปี พ.ศ. 2521 บางคนก็ถามว่าปลูกบ้านอะไรนานตั้งสี่ห้าปี เพราะมันเป็นบ้านที่พอเราว่างก็ปลูก เมื่อเรามีตังค์ก็ปลูก ไม่มีก็พอไว้ก่อน เราไม่ได้ปลูกทุกวี่ทุกวัน แล้วก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังมาซื้อบ้านเลย      เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว อุปกรณ์การก่อสร้าง การขนส่งต่างๆ ต้องไปซื้อในตัวจังหวัด

นานแล้วที่เราไม่ได้ติดละครทีวีงอมแงมขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าคนที่ไม่ใช่คอละครอย่างเราจะกลายมาเป็นหนึ่งคนที่เฝ้ารอวันพุธ-พฤหัสบดีอย่างใจจดใจจ่อเพื่อรอดู บุพเพสันนิวาส นอกจากละครที่โด่งดังแล้ว หนังสือนิยายก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันจนถูกนำกลับมาตีพิมพ์อีกหลายครั้งในรอบไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา นิยายเรื่อง บุพเพสันนิวาส เขียนโดย รอมแพง หรือ ‘อุ้ย’ - จันทร์ยวีร์ สมปรีดา ผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ และมีความตั้งใจให้คนอ่านได้ซึมซับประวัติศาสตร์ผ่านนิยายแนวโรแมนติกคอมเมดี้ของเธอ เราเป็นคนหนึ่งที่ตามอ่านนิยายเรื่องนี้จากละครเพื่อจะได้ใช้เวลาซึมซับเรื่องราวความรักของแม่การะเกดและคุณพี่หมื่นอย่างช้าๆ อีกครั้ง   ความชอบของเด็กหญิงจันทร์ยวีร์คืออะไร      ชอบอ่านมาก ไม่ค่อยได้เขียนเท่าไหร่ ตอนเด็กๆ อ่านเยอะมาก เริ่มจากอ่านนิทานก่อนแล้วค่อยเริ่มอ่านนิยายเล่มหนาๆ อ่านได้ทุกแนว แต่ส่วนตัวชอบเรื่อง เสราดารัล ของ กิ่งฉัตร เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักในเมืองสมมติ ชอบประวัติศาสตร์และศิลปะด้วย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยเลือกคณะโบราณคดี เอกประวัติศาสตร์ศิลปะ   เริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกตอนไหน      เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เรียนจบมาทำงานหลายอย่างมาก ทั้งธุรการ คอลเซ็นเตอร์ พนักงานขายเครื่องสำอาง พนักงานขายบ้าน พนักงานประเมินราคาของตกแต่งภายใน เป็นหลายอย่างมาก วันหนึ่งเล่นเกมออนไลน์ ในเกมมีโปรแกรมแชต เราก็พูดคุยกับคนในเกม มีคนมาบอกว่าให้ลองเขียนนิยายดูเพราะเขาชอบการพูดคุยของเรา ก็เลยเริ่มเขียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากรายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทยครั้งล่าสุดโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พบว่าขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ที่ร้อยละ 31.58 ซึ่งลดลงจากปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ 0.02 หรือประมาณ 65,000 ไร่      โดยปัจจุบัน กรมป่าไม้ได้เร่งดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ หรืออีก 26 ล้านไร่ มาสำรวจกันดีกว่าว่านโยบายดังกล่าวจะสามารถเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และสถานการณ์ป่าไม้ไทยขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง   26 สนามฟุตบอล      การคุกคามป่าไม้ไทยในปัจจุบัน ทำให้ทุก 1 ชั่วโมง มีป่าถูกทำลายไปเทียบเท่ากับ 26 สนามฟุตบอล และหากยังเป็นอยู่เช่นนี้ อีก 100 ปี ป่าไม้จะหมดไปจากประเทศไทย   นโยบายสร้างพื้นที่ป่าร้อยละ 40 เป็นไปได้หรือไม่? พื้นที่ป่าอนุรักษ์ : ตั้งเป้าร้อยละ 25 ขณะนี้มี พื้นที่ในความรับผิดชอบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 61 ล้านไร่ พื้นที่ในความรับผิดชอบกรมป่าไม้ เตรียมส่งมอบให้กรมอุทยานฯ

นักศึกษาสองคนที่ชื่นชอบและหลงรักการทำเซรามิกจากวิชาที่เรียน ต่อยอดไอเดียและสร้างผลงานเซรามิกที่ไม่มีใครเหมือน จนกลายเป็นแบรนด์ ‘ละมุนละไม’ ซึ่งปั้นจากมือของ ‘หนาม’ - นล เนตรพรหม และ ‘ไหม’ - ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล เมื่อเขาและเธอยังสนุกและมีความสุขกับการค้นพบเทคนิคใหม่ๆ ในการทำเซรามิก เราก็เห็นความสุขนั้นอยู่ในเซรามิกทุกชิ้นของละมุนละไม   “ ความแตกต่างเราสัมผัสได้ตั้งแต่เวลาปั้น สัดส่วนของดินผ่านปลายนิ้วของเรา ”     BRAND BUILDING      ละมุนละไม เกิดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน ปี 2012 เริ่มต้นจากที่เราเรียนวิชาเซรามิกที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม ด้วยกัน วันๆ ก็อยู่กับเซรามิก ทำให้เราได้เห็นเซรามิกในแบบที่แตกต่างไป เพราะพี่หนามต้องคิดเรื่องใหม่ๆ ที่จะทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเซรามิกด้วย ก็เลยได้ทดลองทำงานเซรามิกมากมาย แล้วเราก็คิดว่างานเซรามิกยังมีสิ่งที่แตกต่างจากงานเซรามิกทั่วๆ ไปในตลาด เพียงแต่ยังไม่มีใครเจอ ไม่มีใครลอง      เราเลยเริ่มลองทำงานเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา เช่น การเลือกดิน ที่ส่วนมากมักออกมาเป็นสีขาวนวลอย่างที่เราคุ้นเคยตามร้านอาหารต่างๆ พี่หนามก็ศึกษาเรื่องการใส่สีเข้าไป จนเราเริ่มสร้างเพจในเฟซบุ๊กคล้ายกับเป็นแกลเลอรีผลงานของเรา แล้วก็เริ่มมีคนพูดถึงแบบปากต่อปาก สั่งซื้องานของเรา ซึ่งนอกเหนือจากโปรโมตในเฟซบุ๊ก เรายังไปตั้งร้านตามงานแฟร์ต่างๆ ทำให้เริ่มมีคนรู้จักเรามากขึ้นเรื่อยๆ มีคนติดต่อให้ทำคอลเล็กชันเพื่อร้านกาแฟเปิดใหม่ แล้วปีนี้ก็จะทำสตูดิโอทุ่มเทสร้างงานของละมุนละไมโดยเฉพาะด้วย     WHY

“ผมดีใจที่ละครเรื่องนี้ทำให้คนกลับไปสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้น อันนี้เป็นข้อสำคัญมากกว่ากระแสการชมของละครที่ดูกันเพื่อความบันเทิงด้วยซ้ำ” ทัศนะของ นิรุตติ์ ศิริจรรยา ที่มีต่อละครอิงประวัติศาสตร์อย่าง บุพเพสันนิวาส ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ชีวิตนักแสดงวัย 71 ปีในบทบาทออกญาโหราธิบดี ช่วยให้เขาตั้งคำถามสำคัญ พร้อมให้เราได้ฉุดคิดถึงคุณค่าบางอย่างที่กำลังจะหายไปจากสังคมไทย   พักนี้คุณเล่นโซเชียลมีเดียบ้างหรือเปล่า      มีแต่คนอื่นทำเฟซบุ๊กให้ผมนะ มีคนถามว่าผมมีเฟซบุ๊กไหม ผมมีแต่แฟนเพจโดยคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมก็ขอบคุณเขาอยู่เป็นประจำทุกวันจันทร์ เวลาที่ผมพูดในรายการวิทยุ 96.5 เมกะเฮิรตซ์ บางครั้งเขาก็เดินมาแนะนำตัวว่าเขาเป็นคนทำเฟซบุ๊กแฟนเพจให้กับผม แต่ผมก็ยังเล่นไม่เป็นจนถึงวินาทีนี้นะ ผมมีแค่โทร.เข้าโทร.ออกติดต่องานกัน ซึ่งเมื่อตอนสองสามปีที่ผ่านมา ช่างแต่งหน้าบอกผมเชย โบราณ ไม่รู้จักไลน์ ผมก็เลยบอกว่าผมไม่รู้ เขาเลยมาตั้งไลน์ให้กับผม ก็ใช้ผิดๆ ถูกๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ผมมีแค่นี้ก็คิดว่าวิเศษที่สุดแล้วที่เล่นไลน์เป็น (หัวเราะ)   แล้วแบบนี้คุณรู้ไหมว่าช่วงนี้กระแสของละคร บุพเพสันนิวาส แรงมาก      จริงๆ นะ ไม่ได้กระแดะนะ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีแต่คนมาพูดให้ฟัง มีไลน์ที่เพื่อนส่งมาให้บ้าง แล้วก่อนหน้านี้ไปหาเพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนมาด้วยกัน ปกติถ้าผมจะกลับบ้านมันจะต้องดึงให้อยู่คุยกันต่อ แต่พอมาเดือนนี้ ยังไม่สองทุ่มเลย

ลองสำรวจตัวคุณเองดูว่ามีเครื่องใช้อะไรที่ทำจากหนังบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ เข็มขัด รองเท้า ฯลฯ แลดูคล้ายกับว่าหนังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราหยิบจับและใช้ทุกวันไปโดยปริยาย นั่นเป็นที่มาของแบรนด์ ‘Sew and Needle’ ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของ ‘คิด’ - นรศักดิ์ รามสูต ผู้ที่ชื่นชอบความเก๋าของเครื่องใช้หนัง จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าวิธีการทำ ผ่านการลองผิดลองถูกจนสามารถสร้างสินค้าและแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากชาวไทยและชาวต่างชาติ   “ งานหนังยิ่งสวยมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หนังเป็นวัสดุที่ยิ่งเก่ายิ่งเจ๋ง คล้ายๆ กับกางเกงยีนส์ ”     Brand Building       เราทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์มาก่อนที่บริษัทของคนอเมริกัน เลยได้ระบบความคิดและสไตล์แบบอเมริกันมาด้วย ทำงานประจำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบเราก็เริ่มเบื่อ อยากหยิบจับอะไรที่ไม่ใช่ดิจิตอล ไม่อยากวุ่นวายกับลูกค้าที่ไม่ค่อยสนใจไอเดียของเรา เลยลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์เป็น กราฟิกฯ แต่ก็เริ่มมองหาอย่างอื่นทำด้วย ตอนนั้นเราสนใจในเรื่องงานคราฟต์อยู่แล้ว เราเริ่มมองรอบตัวว่าสิ่งที่เราใช้มีแต่วัสดุที่ใช้หนังเต็มไปหมดเลย ทั้งกระเป๋าสตางค์ เข็มขัด รองเท้า และอีกหลายๆ อย่าง เราเลยเริ่มศึกษาการทำหนัง คิดในใจว่าจะไปลงคอร์สเรียนทำหนังก็คงไม่เหลือเงินเพื่อเริ่มต้นสร้างงานแน่ๆ      เพราะตอนนั้นเราก็มีเงินไม่มาก ประมาณ 5,000 บาท เลยเสิร์ชหาข้อมูลทุกอย่างจากอินเทอร์เน็ต ความรู้เรื่องหนัง อุปกรณ์ที่ใช้

ใครว่างานช่างหรืองานไม้เป็นงานสำหรับผู้ชาย คุณอาจต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อเห็นผลงานของ ‘มิงค์’ - เทพสวรินทร์ ตะเพียนทอง ในแบรนด์เมดที่หลายคนคงเคยเห็นอย่าง Mink’s ที่เป็นงานไม้เนี้ยบๆ สไตล์มินิมอล อย่างเช่น ที่เสียบดินสอ ที่ใส่เทปกาว เคสโทรศัพท์มือถือ และนาฬิกา ที่ใครๆ ก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ ด้วยการออกแบบที่ดูแล้วสบายตา สามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา ที่สำคัญ จะเลือกไปใช้คู่กับพี่น้อง เพื่อนสนิท หรือคนรัก ก็น่ารักเป็นที่สุด ดังนั้นถ้าใครเห็นผู้หญิงผมบ๊อบคนหนึ่งกำลังถือค้อนหรือเลื่อยก็อย่าเพิ่งตกใจ เธอกำลังจะทำกล่องไม้น่ารักให้ใครสักคนเลือกไปประดับที่บ้านก็เท่านั้น   “ เพราะเป็นสิ่งที่เรารักเราชอบและทำมันได้ดี จึงรู้สึกว่ายิ่งเรารู้สึกดีกับงานมากเท่าไหร่ งานก็ยิ่งออกมาดีเท่านั้น ”     BRAND BUILDING เราชอบงานทำมือมาตั้งแต่เด็ก เราทำมาหลายอย่าง ทั้งงานผ้า และงานไม้ ต่อมาได้เจอพาร์ตเนอร์ที่เขาถนัดงานไม้ เราก็เริ่มเรียนรู้มากขึ้น และถนัดเรื่องงานไม้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เริ่มทำสตูดิโอของเราเองที่จังหวัดระยอง แล้วขายของทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งในช่วงนั้นต้องทำเองแทบทุกอย่าง กว่าจะได้ผลงานชิ้นหนึ่งออกขายเราต้องทดลองเยอะมาก ตั้งแต่ลองเขียนแบบ ลองทำโมเดล แล้วลองใช้เองว่าใช้ดีใช้ทนหรือเปล่า พอถึงจุดหนึ่งเลยอยากมีร้านเป็นของตัวเอง เป็นพื้นที่ให้เราเจอกับลูกค้า และยังอยากให้เป็นอาร์ตสเปซด้วย เลยมาหาทำเลที่ชอบที่กรุงเทพฯ

ภาพลักษณ์ชื่อเสียงของรถยนต์ค่าย Volvo (วอลโว่) นั้น มีความเกี่ยวพันกับนวัตกรรมด้านความปลอดภัยมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม แต่รู้หรือไม่ว่า กว่าจะมาเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ถูกขนาดนามว่า 'ปลอดภัยที่สุดในโลก' อย่างทุกวันนี้ วอลโว่ค่อยๆ เติบโตผ่านการสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มานับไม่ถ้วน      ตั้งแต่การคิดค้น ‘เข็มขัดนิรภัย 3 จุด’ ที่เราใช้กันในปัจจุบัน การพัฒนา ‘เบาะนั่งในรถยนต์สำหรับเด็ก’ มาจนถึงภารกิจล่าสุด ในชื่อ ‘Vision 2020’ กับเป้าหมายลดการเสียชีวิตในรถยนต์วอลโว่ให้เหลือ 0 ราย ภายในปี 2020 นับเป็นงานที่ท้าทาย แต่ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งเราเองก็อยากเห็นบริษัทรถยนต์ผู้คิดค้นเข็มขัดนิรภัยแห่งนี้ พิสูจน์ฝีมือได้สำเร็จ      และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ระหว่างที่เรารอคอยปี 2020 ให้มาถึง เราจึงอยากพาคุณย้อนดูสุดยอดนวัตกรรม ที่เริ่มต้นขึ้นจากมันสมองของชาว Volvo ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน     1959: เข็มขัดนิรภัย 3 จุด (Three-point Safety Belt)      ย้อนกลับไปเมื่อปี1959 เข็มขัดนิรภัย

นักเรียนไทยที่ได้มีโอกาสใช้เวลาช่วงปิดเทอมอย่างสนุกสนานไปกับการทดลองเป็นผู้ใหญ่ ใส่สูท ผูกไท หิ้วกระเป๋าหนังไปเป็นนั่งเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประชุมระดับนานาชาติ กับการฝึกงานเป็น ‘คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก’   ประสบการณ์คครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ เฟื่อง – เฟื่องวิชญ์ เบญจาทิกุล อดีตนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ขออาสามาเล่าให้ทุกคนได้ฟัง   ปิดเทอมใหญ่

a day BULLETIN อาสาพาคุณไปรู้จักกับ ‘เด็กฝึกงาน NASA!’ ที่เพียงเราพูดตำแหน่งนี้ไป ก็ฟังดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจมากๆ แล้ว เลยอยากชวนมาอ่านประสบการณ์จากอดีตเด็กฝึกงานไทยใน NASA หรือชื่อเต็มๆ ว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หน่วยงานชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เราเชื่อว่าทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่การฝึกงานที่องค์การยักษ์ใหญ่แห่งนี้จะเป็นอย่างไร? มาฟังคำบอกเล่าจากปากของ ‘วิน’ – วริชณา ระกำทอง ไปพร้อมๆ กันเลย   จุดเริ่มต้น

ชวนคุณหลีกหนีความวุ่นวายของย่านสุขุมวิทในวันศุกร์สุดสัปดาห์ มานั่งจิบชาเขียวเข้มข้นกันที่ร้าน Tealily Cafe ทีเฮาส์สำหรับคนรักชาเขียว ที่ 'โบว์' -  ปณิฎา เหล่านิยมชน กราฟิกดีไซเนอร์สาวเจ้าของร้านใช้ความรักและเวลากว่า 10 ปี เก็บสะสมประสบการ์ชงชา จนเกิดเป็นคาเฟ่ไซส์กะทัดรัดที่เพิ่งย้ายมาเปิดบ้านหลังใหม่ ณ ซอยเอกมัย 12        หลังจากที่เดินผ่านสวนเล็กๆ ด้านหน้าเข้ามายังตัวร้าน Tealily ต้อนรับเราด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เข้ากันได้ดีกับการใช้ปูนเปลือยเป็นส่วนสำคัญ ทำให้รู้สึกอุ่นๆ แดดร้อนจากภายนอกถูกตัดด้วยบรรยากาศและแสงไฟสลัวของร้าน โดยมีเคาน์เตอร์ชงชาอยู่บริเวณด้านใน      เราทักทายคุณโมจิ สมาชิกสี่ขาสำคัญของร้านที่ค่อนข้างจะเมินเราพอสมควร ก่อนที่จะนั่งลงพักที่โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมริมหน้าต่าง และเริ่มบทสนทนาเรื่องชากับโบว์          “เราเป็นคนติดชา-กาแฟอยู่แล้ว จนช่วงปิดเทอมปี 3 ได้แวะไปหาพี่ชายซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่เกียวโต เขารู้ว่าเราชอบกินชาเขียว ก็เลยพาไปตระเวนชิมชา ไปคุยกับคนที่สอนชงชา เราเลยได้รู้ว่าเราชอบเรียน มันสนุก และได้เข้าใจว่าชาแต่ละชนิดมาจากไหน ที่เราประทับใจมากๆ คือ อาจารย์ที่สอนช่วยตั้งคำถามให้เราถามตัวเองด้วยว่า ทำไมเราถึงมาเรียน? แล้วเขาก็บอกว่า ‘คุณไม่ต้องรีบตอบ ได้คำตอบเมื่อไหร่คุณค่อยกลับมาหาผม’ เราเลยกลับมาทบทวนจนพบว่า พอได้ทำสิ่งนี้แล้วใจเราฟูกว่าอย่างอื่นเยอะเลย (ยิ้ม)”          เพราะความรักในชาที่ทำให้หัวใจพองโต โบว์ใช้เวลาศึกษาและค่อยๆ เก็บประสบการณ์กับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นอยู่นานกว่า 10 ปี

ถือเป็นเรื่องปกติเลยก็ว่าได้ เวลาคนเรารักใครชอบใคร ก็มักคาดหวังอยากให้อีกฝ่ายเป็นอย่างที่เราคิดหรือต้องการ เช่น อยากให้เขาชอบเราเหมือนที่เราชอบเขา อยากให้เขาแคร์เราเหมือนที่เราแคร์เขา แต่พอถึงตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ทำให้น้อยใจ หงุดหงิด เจ็บปวด หรือไม่พอใจได้      อย่างเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เพื่อนเราคนหนึ่งโทร.มาปรึกษาเรื่องแฟนที่ระหองระแหงกัน เรื่องของเรื่องคือ ช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อนเรารู้สึกว่าความสัมพันธ์กับแฟนไม่สนิทใจกันเหมือนแต่ก่อน นานวันเข้ายิ่งรู้สึกชัดว่าแฟนไม่เหมือนเดิม ทำให้ทะเลาะกันบ่อยมาก เรียกว่าแทบทุกครั้งที่คุยกันจะต้องทะเลาะกัน สุดท้ายก็เลยเปิดใจคุยกันกับแฟนเพื่อขอคำตอบว่าจะเอาไงต่อดี จะคบต่อหรือจะเลิก      ตอนที่เพื่อนเราโทร.มาคุยกับเรา เป็นช่วงที่กำลังรอฟังคำตอบจากแฟนพอดี ใจคอเลยไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะกลัวจะได้ยินคำตอบที่ไม่อยากได้ยิน ซึ่งพอเราได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่เราคิดต่อจากนั้นคือ ต่อให้แฟนบอกว่าคบต่อก็จริง แต่เชื่อเหอะ อีกไม่ทันไรเพื่อนเราก็จะกลับไปกังวลต่ออีกว่า แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? มะรืนนี้ล่ะ? หรือในอนาคตข้างหน้าแฟนจะยังตอบเหมือนเดิมหรือไม่? พูดอีกอย่างคือ คำตอบของแฟนในวันนี้เป็นแค่ ‘ยาแก้ปวด’ ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายใจได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยรักษาความไม่สบายใจไปได้หมด พอฤทธิ์ความสบายใจจากคำพูดเสื่อมคลายลง ความกังวลใจก็จะกลับมาใหม่ ซึ่งพอเพื่อนได้ยินที่เราบอก ก็ยอมรับว่าเป็นอย่างนั้นจริง คำถามคือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?        ถ้าว่ากันจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ‘ความคาดหวัง’ กล่าวคือ เพื่อนเราคาดหวังอยู่ลึกๆ

หลายคนที่อยากมีต้นไม้เป็นของตัวเอง คงเคยเห็นสวนขวดกะทัดรัดชื่อ ‘Tiny Tree Garden’ พร้อมตัวละครน่ารักที่ชวนให้จินตนาการเรื่องราวตามใจสร้างสรรค์ แบรนด์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘น้ำค้าง’ - ณัฐจรินทร์ พฤกษถานนท์กุล ได้ไปพักผ่อนกายใจในสวนที่ต่างจังหวัด ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเก็บเอาของขวัญจากธรรมชาติมาประดิดประดอยให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนเมืองอย่างเราๆ เมื่อได้เห็นจากผลงาน ก็น่าจะนึกภาพออกว่ากว่าจะจัดสวนขวดได้สักชิ้นต้องใช้สมาธิและความตั้งใจมากแค่ไหน แต่เราเห็นณัฐจรินทร์ค่อยๆ คีบตุ๊กตากระต่ายน้อยให้นั่งบนสนามหญ้าอย่างเบามือด้วยใบหน้า ที่ไม่ดูเบื่อหน่ายเลยสักนิด   “ ธรรมชาติจะช่วยเยียวยาจนจิตใจเราดีขึ้น ”     BRAND    BUILDING    เมื่อสองปีก่อนหลังจากที่เริ่มทำงานประจำได้ 1 ปี เราก็ป่วยจนรู้สึกแย่และหดหู่มาก เลยขอพักงานแล้วไปพักผ่อนที่สวนของพ่อแม่ที่จันทบุรี พอไปอยู่ที่นั่นพ่อแม่ก็ค่อยๆ เยียวยาเรา ธรรมชาติก็ช่วยเยียวยาจนจิตใจเราดีขึ้น ก็เริ่มได้คิดอะไรใหม่ๆ ตอนแรกเราคิดทำสวนขวดเล็กๆ เป็นของฝากให้เพื่อน โดยใช้ดินและต้นไม้จากในสวน พอมองไปมันก็น่ารักดี เพื่อนก็ชอบ เราเองก็อยากทำแบรนด์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว จากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว เราค่อยๆ ศึกษาหาข้อมูลและพัฒนาสูตรทีละนิด เริ่มจากลองใช้ต้นไม้หลายชนิด ทั้งตีนตุ๊กแก มอส เฟิร์น ฯลฯ แล้วดูว่าต้นไหนที่อยู่รอดในระบบปิด ส่วนตัวละครที่ใส่ลงไปในสวน