April 2018

จริงๆ แล้ววิธีการค้นหา IKIGAI ที่เราสามารถดำเนินชีวิตประจำวันและทำงานประจำของตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็พบอิคิไกของตัวเองในระหว่างทางนั้น โดยไม่ต้องพยายามแสวงหาจากภายนอก ข้อแนะนำสำคัญคือการปรับเปลี่ยนนิสัยและมุมมองต่อโลก แล้วอิคิไกของเราจะเติบโตเบ่งบานได้ด้วยทัศนคติการมองโลกในแง่บวก มองเห็นความงามในสิ่งละอันพันละน้อยที่ประสบพบเจอ มีความพอใจกับความพอเพียงเท่าที่มีอยู่ และรักษาความเป็นเด็กน้อยไว้ภายในใจ อย่างที่ดีเจแห่งแคทเรดิโอ ‘เปิ้ลหน่อย' - วรัษฐา พงษ์ธนานิกร ทำอยู่ เธอเป็นคุณครูสอนเด็กและเชื่อในความจริง ความงาม ความดีแบบเด็กๆ จนเธอซึมซับถึงการบ่มเพาะและเก็บรักษาความเป็นเด็กไว้ในใจได้ตลอดไป Peter Pan in Our Heart      “อยู่กับเด็กเยอะๆ เผื่อสูบพลังมาได้บ้าง”      ประโยคสั้นๆ ที่เธอบอกเราหลังจากทักทายกันด้วยเค้กแครอตโฮมเมดหนึ่งชิ้น ซึ่งเราเพิ่งรู้มาได้สักพักว่านอกจากการเป็นดีเจ พิธีกร และวงดนตรีเล็กๆ Tue'sday แล้ว เธอยังมีอาชีพเป็นครูสอนบัลเลต์และครีเอทีฟแดนซ์ให้กับเด็กๆ มาแล้วกว่าสิบปี      “เด็กเขามีพลังมหาศาลแบบเปลี่ยนโลกได้เลย พลังของเขาล้นเหลือ ต้องให้เขาระบายออกมา ให้วิ่ง ให้กระโดด ให้เต้น แต่เราก็ต้องรู้ว่าเด็กแต่ละคนมีวิธีเข้าถึงที่ไม่เหมือนกัน วิธีอธิบายพวกเขาใช้วิธีเดียวกันไม่ได้เพราะบางคนจะเข้าใจ แต่กับอีกคนเขาอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้”      ธรรมชาติของเด็กมีความซุกซน บอกให้อยู่นิ่งๆ หรือให้ตั้งใจฟังเรื่องที่เราสอนนั้นเป็นไปได้ยาก เรื่องนี้เราก็เข้าใจอยู่

กว่า 21 ปี ที่ ภาวิต จิตรกร เป็นที่รู้จักในฐานะคนทำงานโฆษณาฝีมือดีจากบริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อนจะก้าวมาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็มมิวสิก ในตอนนี้ ซึ่งเขาก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะตัว ที่ใช้เวลาเพียงไม่นานในการพาบริษัทขึ้นเป็นผู้นำทางด้านดิจิตอลคอนเทนต์ ด้วยการนำคลังแสงด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่มี มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับผลักดันให้เกิดโปรดักต์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และตอบโจทย์คนยุคดิจิตอลได้อย่างอยู่หมัด The Turning Point      ก่อนเข้ามาเริ่มงานกับทางจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ในวันที่ 1 มกราคม 2559 ผมใช้เวลาเคลียร์งานทุกอย่างกับทางโอกิลวี่อย่างสมบูรณ์ และมั่นใจว่าพนักงานต้องได้โบนัส งานในมือเสร็จเรียบร้อย ไม่สร้างภาระทิ้งไว้กับกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ผมอยากจากลาโดยมีความเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้เดินออกมาแล้วสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เพราะสิ่งที่ผมรักที่สุดในอาชีพการงานนั้นมีสองอย่าง หนึ่งคือบริษัทโอกิลวี่ สองคือทุกคนที่อยู่ที่นั่น      ผมไม่เคยอยากเลิกทำโฆษณาเลย แต่เมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนอาชีพแล้วเราต้องมีสิ่งให้คนจำ มีสิ่งให้คนพูดถึงได้อย่างถูกต้องว่าเราเป็นคนแบบไหน เราทำสิ่งดีๆ อะไรทิ้งไว้บ้าง ไม่ใช่ว่าเดินจากมาแล้วมีแต่คนด่า และผมก็ขอบคุณโอกิลวี่และพี่น้องทุกคนทีทำให้ผมมีวันนี้   Work Heart Play Heart      ผมทำงานโฆษณามา

IKIGAI ไม่ใช่เรื่องความสุขและความสำเร็จ ไม่ได้เป็นหลักประกันอะไรเลยว่าเมื่อมีแล้วคุณจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย มีชื่อเสียง หรือมีความสุข อิคิไกไม่ใช่การออกไปแสวงหาสิ่งอื่นใดภายนอก เพื่อจะได้พบความสุขและสัมผัสแห่งอิคิไก แท้ที่จริงแล้วอิคิไกดำเนินไปในสภาวะลื่นไหล เหมือนการดำรงอยู่ในมณฑลแห่งพลัง บางครั้งก็ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เป็นการทำงานและมีชีวิตไปแบบเพลินๆ ในความเพลิดเพลินนั้นเองที่เราจะได้พบกับความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพภายในที่ผุดออกมา จะว่าไปเหมือนชีวิต 'โอ๊ต' – ปราโมทย์ ปาทาน ไม่ผิดเพียน เขาคือผู้สร้างเสียงหัวเราะให้กับเรา ด้วยความเพลิดเพลินภายในใจของเขาตลอดเวลา Go with the Flow      นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักชายหนุ่มหุ่นหมี ฝีปากกล้า ลีลาดี หัวเราะเสียงดัง ร้องเพลงเพราะคนนี้ หลายคนหลงรักในความต่ำตมของเขา บางคนร้องยี้บอกรับไม่ได้กับความหยาบคายที่เกินรับได้ ไม่ว่าคุณจะมองเขาในแง่มุมไหน สำหรับเรา เขาเป็นคนที่มีความสามารถสูงจนน่ายกย่อง เพราะถึงแม้จะอยู่ในสภาวะอารมณ์ไหนก็ตาม เขาก็พร้อมก้าวออกมาเรียกเสียงหัวเราะจากคนที่รอดูชายคนนี้อยู่ได้เสมอ      “ก็มีแหละตอนที่รู้สึกไม่พร้อม บางวันนอนไม่พอ ไม่สบายด้วย แล้วก็ต้องเดินทาง เพราะมีการลงคิวงานผิดพลาด แต่เราก็ต้องไป ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน ก็มีความรู้สึกหงุดหงิดแน่นอน ในใจก็เต็มไปด้วยเสียงร้องว่า ไม่ไหวแล้วเว้ย ขออยู่คนเดียวเงียบๆ

เวลามีเทศกาลวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน พอถึงวันเปิดทำงาน ก็มักจะเห็นเพื่อนฝูงหลายคนโอดครวญว่าอยากหยุดต่อ ไม่อยากกลับไปทำงาน ราวกับนี่เป็นความรู้สึกร่วมกันของยุคสมัย พอพูดถึงขึ้นมา ทุกคนต่างก็เข้าใจและเห็นใจ มันสะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตและการทำงานในปัจจุบันได้ดี บางทีความเกลียดกลัวการทำงานจะทำให้ตลอดช่วงวันหยุดนั้นน่าหดหู่ไปเลย เพราะเราต้องคอยนั่งนับถอยหลังว่าวันหยุดกำลังหมดลงไปทีละวัน ทีละวัน      ตอนปลายปีที่แล้ว ก่อนวันหยุดยาวในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทีมเรามานั่งประชุมกันเพื่อสรุปภาพรวมและวางเป้าหมายสำหรับปีใหม่กันไว้แต่เนิ่นๆ ผมพูดกับน้องในทีมว่าเป้าหมายสูงสุดของผมในฐานะหัวหน้า คือการทำให้เราทุกคนรู้สึกตื่นเต้นอยากให้ถึงวันเปิดงานเร็วๆ กลับมาเจอกันใหม่ในปีหน้า ถ้าปิดงานไปแล้ว พอถึงวันหยุดวันสุดท้าย มีใครรู้สึกเศร้าซึมในใจ อาลัยอาวรณ์วันหยุด นั่นแปลว่าการทำงานและทีมเวิร์กของเราอาจจะมีปัญหา      ความรู้สึกของเราในวันหยุดงานวันสุดท้ายจึงเปรียบเหมือนบารอมิเตอร์วัดความกดอากาศ หรือมาตรวัดบรรยากาศโดยรวมในชีวิตของเรา ว่าเรามีความคิดกับมันอย่างไร มันไม่เกี่ยวกับว่างานหนักหรืองานยาก มันเกี่ยวกับช่องว่างที่อยู่ระหว่างกลางของชีวิต ซึ่งมักจะถูกแบ่งแยกให้ห่างออกจากกัน วันหยุดเป็นวันที่เราได้มีชีวิตอย่างที่คาดหวัง ในขณะที่วันทำงาน เป็นวันที่เรากำหนดความคาดหวังบางอย่าง เป็นเป้าหมายของงานที่จะต้องบรรลุไปให้ถึง ซึ่งมันไม่สอดคล้องกัน      ผมเคยแปลหนังสือแนวฮาวทูของ ไบรอัน เทรซี สองเล่ม คือเรื่อง ‘หยุดพูดแล้วลงมือทำซะ!’ และ ‘อยากคว้าแต้มใหญ่ ต้องเล็งให้ตรงกลางเป้า’ ทำให้พอจะเข้าใจแนวคิดหลักๆ ของเขาว่าคือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ชัดมากขนาดที่มองเห็นภาพและรู้สึกได้ว่าเมื่อไปถึงเป้าหมายนั้นแล้วชีวิตเราจะเป็นอย่างไร แล้วเขาบอกให้เราจดมันลงสมุด กำหนดเงื่อนเวลา แจกแจงออกมาเป็นแผนการทีละข้อๆ

เมื่อ IKIGAI กลายเป็น buzzword หรือ คำที่กลายเป็นที่พูดถึงในหมู่คนหนุ่มสาวที่กำลังมองหาความสุขและความสำเร็จในชีวิต แท้ที่จริงแล้ว อิคิไกนั้นแฝงอยู่ในกิจวัตรประจำวันอันแสนธรรมดา อย่างการตื่นเช้าๆ ออกกำลังกาย หาอร่อยๆ รองท้อง ก่อนจะเริ่มต้นทำงานไปตลอดทั้งวันอย่างอดทน เอาจริงเอาจัง และรักษามาตรฐานของผลงานไว้ให้ดีสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับกิจวัตรประจำวันของ ‘นิ้วกลม’ - สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ผู้ตื่นเช้าขึ้นมาวิ่ง และเขียนหนังสือไประหว่างวัน ชีวิตอันธรรมดานี้เอง ทำให้เขาค้นพบอิคิไกของตัวเอง และเข้าถึงความหมายของชีวิต The Power of Morning Routines      ย้อนกลับไปเมื่อสองสามปีก่อน นิ้วกลมอยู่ในช่วงสภาวะเซื่องซึม เหงาหงอย ทั้งที่ชีวิตของเขาดูราบรื่นและประสบความสำเร็จในทุกมิติ ผลงานหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์มากมาย มีความรัก แต่งงาน เริ่มสร้างครอบครัวอันอบอุ่น ชีวิตที่ดูลงตัวภายนอกกลับสร้างคำถามมากมายขึ้นมาภายในใจ      “มองไปในอนาคตแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่มีเส้นทาง เหมือนการเดินขึ้นบันไดมาเรื่อยๆ แล้วมองไม่เห็นบันไดขั้นต่อไป อะไรที่มาท้าทายให้เราดำเนินชีวิตต่อไป เราจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร” เขาเล่าให้ฟัง      ในขณะเดียวกัน บริบทของสังคมบ้านเมืองในเวลานั้นก็เต็มไปด้วยความอึมครึมน่าอึดอัด เพราะในแวดวงนักเขียนและคนทำงานสื่อต่างก็มีการแบ่งฟากฝ่ายทางการเมืองอย่างชัดเจน

ในแต่ละศาสนาก็มีกฎเกณฑ์ที่เป็นข้อห้ามสำหรับคน LGBT บัญญัติไว้แตกต่างกัน ศาสนาพุทธก็แค่ห้ามบัณเฑาะว์ (ผู้ชายที่แสดงออกว่าเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจน) หรือคนที่มีเครื่องเพศสองเพศในตัว บวชเป็นพระภิกษุ ทางด้านศาสนาคริสต์ก็ไม่ยอมรับในการแต่งงานของเพศเดียวกัน เพราะถือว่าพระเจ้าสร้างแค่ผู้ชายและผู้หญิงขึ้นมาเท่านั้น ส่วนศาสนาอิสลามนั้นเป็นที่รู้กันว่าไม่ให้การยอมรับในเรื่องของความหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจน และจริงจังที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่ 'อัสรี่' - ภูมิใจ ชุมพร ต้องรับมือมาตั้งแต่เด็ก        “เราเคยถูกเลือกปฏิบัติในการสมัครงานกับทางราชการ เขาบอกให้เรากลับไปแต่งตัวเป็นผู้ชาย เราก็เลือกที่จะไม่ทำงานกับราชการ จริงๆ เราไม่ใช่คนที่เรียกร้องอะไรขนาดนั้น ถ้ามีทางอื่นให้ไป” เธอกล่าว      “เราตัดสินใจพูดออกมาว่าตัวเองเป็นแบบไหนตอนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนเด็กๆ เราก็รู้จักตัวเองแล้ว แต่ยังไม่มีพลังที่จะกล้าบอกพ่อกับแม่ว่าเราเป็นผู้หญิง เพราะเราอยู่ในกรอบที่ถูกครอบเอาไว้ เราเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่มาตลอด ถ้าเราบอกออกไปมันจะกระทบถึงจิตใจของพวกเขา และกระทบถึงใจของเราเองด้วย”      แต่สุดท้ายก็ถึงวันที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่อยู่ในใจ และปลดล็อกตัวเองออกมาให้ได้      “วันที่ตัดสินใจบอกกับพ่อแม่ เรานัดพวกท่านมานั่งคุย แต่ก็ขอเวลาไปนั่งทำใจอยู่เป็นชั่วโมงก่อนที่จะบอก”      ฟังที่เธอเล่าเราก็พอนึกภาพออกว่าช่วงเวลาของการสนทนาในตอนนั้นต้องเต็มไปด้วยความอึดอัด ตึงเครียด และกดดันอย่างถึงที่สุด แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี      “เราบอกให้เขามองไปที่ความเป็นตัวเรามากกว่าที่จะเอาศาสนามาเป็นเกณฑ์ เราอยากมีความสุขในเส้นทางของเรา พวกเขาก็ร้องไห้เพราะคงเสียใจที่เราเป็นแบบนี้ และเสียใจที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ พ่อก็คงเสียใจที่เลี้ยงเราได้ไม่ดี ส่วนแม่ก็เสียใจเพราะเรื่องศาสนาที่เข้มงวดแล้วเราก็ทำตามไม่ได้”          ตอนที่คุยกับ ปันปัน นาคประเสริฐ เขาพูดถึงความรู้สึกครั้งแรกที่ได้แต่งตัวเป็นผู้หญิง ซึ่งเขาบอกว่าเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มาก

ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทุกคนเกิดมามีสิทธิพื้นฐานเหมือนกันหมด แล้วทำไมคนบางกลุ่มถึงไม่ได้รับการยอมรับแบบคนทั่วไป เพียงเพราะเขามีรสนิยมทางเพศที่แตกต่างจากผู้ชายผู้หญิงทั่วไปอย่างนั้นหรือ คำถามเหล่านี้เรานำไปพูดคุยกับ 'กี' - พลอย รัฐนิติสกุล และ 'ปลา' - จิตรลดา พลายด้วง คู่รักผู้พิสูจน์ตัวเองว่าแม้จะเป็นเพศเดียวกันก็สามารถสร้างครอบครัวให้อบอุ่นเหมือนใครๆ ได้      “ตอนที่บอกกับแม่ เขาก็รับได้ แต่เชื่อว่าจริงๆ เขาก็คงไม่ชอบหรอก เพราะเขาคงอยากให้เรามีครอบครัว แต่พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ต่อต้าน เพราะเราถูกเลี้ยงดูมาให้รับผิดชอบชีวิตตัวเอง” จิตรลดาเริ่มต้นพูดถึงครั้งแรกที่ตัดสินใจบอกความรู้สึกของตัวเอง      ส่วนพลอยก็เสริมขึ้นมาว่า “ช่วงนี้เราคุยเรื่องอนาคตกันบ่อย เราค่อนข้างมั่นใจว่าคนนี้แหละที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าอาจจะเป็นเรื่องของการเก็บออมเงินด้วยกัน ซื้อบ้านด้วยกัน แต่โชคดีที่ไม่อยากมีลูกด้วยกันทั้งคู่"      เมื่อพูดถึงเรื่องของการซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือการทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกัน ก็เป็นปัญหาหนึ่งของชาว LGBT ที่กฎหมายยังไม่รับรองในเรื่องนี้ และเป็นสิ่งที่เหล่าเพศทางเลือกทั้งหลายกำลังเรียกร้องให้เกิดสิทธิตรงนี้สำหรับพวกเขา      “ในกฎหมายจะระบุไว้ว่าชายและหญิง ซึ่งนี่ก็คือการปิดสิทธิของเราไปแล้วล่ะ แต่ถ้าเรารักกันจริงๆ ก็ยังมีทาง แต่ก็ต้องอาศัยความเชื่อใจกันมากถึงมากที่สุด เพราะเมื่อกฎหมายไม่รองรับ พอเราทำนิติกรรมหรืออะไรไป ก็ต้องทำให้รัดกุมและคิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้มากกว่าปกติ” จิตรลดาเล่าให้ฟังในฐานะของคนที่เรียนด้านกฎหมายมา      “มันจะง่ายกว่าที่จะได้สิทธิตรงนี้ ซึ่งเราควรจะได้มาตั้งนานแล้ว เพราะมันเป็นสิทธิพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ แต่เราโดนบล็อกโดนกันสิทธิตรงนี้ จึงทำให้รู้สึกแปลกแยก เหมือนเรามีสิทธิไม่เท่ากับคนทั่วไปที่เป็นชายหญิง”      “ทั้งๆ

การเลือกปฏิบัตินั้นมีอยู่จริง และฝังรากลึกอยู่ในสังคมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะกับเพศที่สาม ยิ่งถ้าคนคนนั้นแสดงออกว่าเป็นผู้ชายที่แต่งหญิง อคติทั้งหลายจะเกิดขึ้นมาทันที ทางเลือกของคนที่ถูกเรียกว่าเป็นกะเทยจึงมีบทบาทได้แค่เป็นตัวตลก คอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนรอบข้างเท่านั้น ถึงจะถือว่าเป็นเพศที่สามที่ดี ถ้าเมื่อไหร่คนคนนั้นมีหน้าที่การงานที่ดี ได้รับความเคารพนับถือจากคนทั่วไป เมื่อมีจังหวะอะไรสักอย่างเกิดขึ้น อคติที่ซุกซ่อนไว้ก็จะถูกนำออกมาใช้เป็นเหตุผลแบบเดียวกับที่ ‘ครูเคท' - คทาวุธ ครั้งพิบูลย์ เคยถูกปฏิบัติ   Let's Make It Fair      “เคยถูกบอกเลิกจ้างจากการเป็นอาจารย์ โดยเขาให้เหตุผลว่าเรามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการใช้โซเชียลมีเดีย เราพูดคำว่าอีดอก พูดคำว่าแดก โพสต์รูปลิปสติกอวัยวะเพศชายลงในอินสตาแกรม ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่า อะไรวะ แต่เขาถือว่าเหตุผลนี้แข็งแรงมากพอที่จะเอาเราออกไป และคนในสังคมส่วนหนึ่งก็พร้อมเชื่ออยู่แล้วว่าเรามีพฤติกรรมแบบนั้น ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนนิสัยแบบเรา ก็คงขอยุติบทบาท ไม่ต่อสู้ ถือว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเองที่เคยทำมา      “แต่เรายืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เอามาใช้เป็นข้ออ้างว่าจะไม่รับฉันทำงาน เพราะนั่นคืออคติ ก่อนหน้านี้เขายังหาเหตุผลที่จะเอามาใช้กับเราไม่เจอ แต่จะให้มาบอกตรงๆ ว่าเธอเป็นกะเทยก็ไม่กล้าทำ เพราะเขาไม่กล้าแตะเรื่องนี้อยู่แล้ว"      เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในชีวิตของครูเคท แต่ถ้าให้ย้อนกลับไป เพศสภาพของเธอนั้นก็ค่อยๆ ส่งผลให้เห็นมาตั้งแต่สมัยที่กำลังจะเรียนจบปริญญาตรีแล้ว      “สักประมาณปี 3 เราเริ่มรู้สึกแล้วว่าความเป็นเพศมีปัญหาหนักมาก จนกระทั่งทำให้เราไม่กล้าพูดเสียงดัง เวลานั่งรถตู้จะบอกให้เขาจอดข้างหน้ายังไม่กล้าพูดเลย เพราะกลัวคนบนรถรู้ว่าเราเป็นกะเทย

ความงามขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน คือคำตอบของ ‘ทอม’ – ธีระฉัตร โพธิสิทธิ์ เมื่อเราถามหาถึงนิยามความงามซึ่งเรารู้สึกได้ทันทีผ่านการเสพผลงานของเขา จากประเด็นสังคมที่ละเอียดอ่อนเกิดกว่าจะจับต้องได้ ถูกเขาหยิบจับมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย ผ่านการใช้สัญลักษณ์ และสร้างสรรค์เป็นภาพถ่ายอันเป็นเอกลักษณ์ เพียงต้องการสะท้อน ถ่ายทอด และสื่อสารถึงปัญหาที่คนในสังคมต่างเพิกเฉยหรือมองข้ามไป ที่สำคัญที่สุดมากกว่าความสวยงาม คือการสร้างสะพานที่เชื่อมทุกคน ทุกสังคม ทุกโลกเข้าไว้ด้วยกันโดยมีภาพถ่ายของเขาคอยทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ   จุดเริ่มต้น

ผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBT เป็นกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในสังคมมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อยู่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากเหตุการณ์ ‘Stonewall Riot’ และแม้ว่าโลกปัจจุบันจะเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายมากขึ้น แต่ก็ยังมีสิทธิบางเรื่องและทัศนคติของคนบางกลุ่ม ที่ทำให้พวกเขายังคงต้องเคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อวันสดใสกว่าเดิมของชาวสายรุ้งทุกคน        ความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณแต่หยั่งรากฝังลึกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับ LGBT คือถ้าใครเป็นคนที่มีรสนิยมชื่นชอบเพศเดียวกัน ฝ่ายชายจะมีลักษณะไปทางผู้หญิง และฝ่ายหญิงจะมีความเป็นผู้ชายแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งความคิดนี้ไม่สามารถเอามาตัดสินใครได้อีกแล้วในตอนนี้ เพราะปัจจุบันมนุษย์มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น การแสดงออกทางกายภาพบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีรสนิยมเพศอย่างที่เราคิด      เหตุการณ์ที่เราจำได้แม่นยำเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิของคนรักร่วมเพศ หรือที่ตอนนี้เราเรียกพวกเขาว่า LGBT คือช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Philadelphia ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงส์ เข้าฉาย หนังเรื่องนี้พูดถึงทนายคนหนึ่งที่เป็นเกย์ และติดเชื้อเอชไอวี เขาถูกบริษัทเลิกจ้างเพราะความรังเกียจและอคติที่เกิดขึ้น แต่ในอีกด้านหนังก็นำเสนอมุมของคนที่สุดท้ายก็หันมายอมรับและช่วยเหลือเขาจนสามารถสู้คดีได้สำเร็จ      สิ่งนี้คือปรากฎการณ์แรกๆ ในฮอลลีวูดที่กำลังพูดถึงความเท่าเทียมกันของคนรักร่วมเพศ ก่อนที่จะค่อยๆ แผ่ขยายแนวคิดนี้จนชาว LGBT ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศมีการผ่านร่างกฎหมายให้คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ ซึ่งในเอเชียนั้นล่าสุดก็คือ ประเทศไต้หวัน      บางคนสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งของความแตกต่างทางเพศได้สำเร็จ บางคนก็อยู่ในระหว่างการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียม และยังมีคนอีกไม่น้อยที่กำลังต่อสู้กับปัญหาของตัวเองนี้   Historic Highlights of LGBT   1924 -

ความรักคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ความรักช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงและทำให้เราเติบโต ในวัยแรกรุ่น รักมักทำให้ฮึกเหิมและวาดฝันถึงความสุขสมชั่วกาลนาน แต่เมื่อวันผันผ่าน เราทุกคนกลับต้องพบกับความผิดหวัง ความรักในวัยผู้ใหญ่ จึงทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตในแง่มุมใหม่ เช่นเดียวกันกับ ‘ปุ๊’ - อัญชลี จงคดีกิจ ผู้เคยหลงทางอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนและโหดร้าย หลายสิ่งหลายอย่างของชีวิตที่บอบบาง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่แหลกสลาย จนกระทั่งเธอรู้จักใช้ความรักนำทาง ทำให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และความรักในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงจิตใจไปตลอดกาล   สัตว์เลี้ยงช่วยหนุนใจเราได้ด้วยไหม ด้วยความรักที่เรามีให้เขา และความรักที่เขาตอบแทนกลับมา       ใช่ ด้วยการเลี้ยงหมานี่แหละ เพราะเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เขาจงรักภักดี สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจกลับมาให้เราได้มากกว่าแมว สำหรับแมว มนุษย์เราคือทาสนะ แต่สำหรับหมาจะตรงกันข้าม คือเขาเป็นทาสความรักของเรา และก็มีรักแท้ให้กับเจ้าของ ยิ่งเป็นเจ้าของคนแรก เขาจะยิ่งรักมาก ร้ายยังไงก็รัก ตบตียังไงก็ยังกลับมาเลียแข้งเลียขา กระดิกหางแสดงความดีใจเมื่อเจ้าของปรากฏตัว      ถ้าจะพูดไปแล้วเราก็เหมือนเป็นพระเจ้าของเขานะ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา อย่างเจ้าหลง หมาขนฟูที่อยู่ข้างๆ พี่ เขาให้ความรักกับเรามาเต็มที่เลย โดยไม่ต้องพูดด้วย เพราะมันพูดไม่ได้ แต่กิริยามันก็บอก      แต่เมื่อเรารักเขาแล้ว เราก็ต้องเผื่อใจไว้กับความผิดหวังด้วย กับสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจากเขา ไม่ใช่หวังแค่เขาจะทำให้เราพอใจ สุดท้ายเมื่อทนเขาไม่ได้ก็ทิ้ง มันไม่ถูกต้อง พี่ก็ยังคงย้ำเหมือนเดิม “ ความรักไม่ใช่สิ่งที่ซื้อขายกันได้หรือเรียกร้อง ร้องขอกันได้ แต่มันเป็นสิ่งที่คุณต้องแสดงออกมาก่อน ต้องให้ความรักก่อน ถึงจะได้รักนั้นกลับมา ”      ที่เห็นง่ายๆ ก็คือเวลาเรากลับบ้านมาแล้วเขากระดิกหางวิ่งมารับ มันเป็นความอบอุ่นใจที่อธิบายไม่ถูก หรือเวลาที่เราเศร้าเสียใจ มาขอกอดเขา เขาก็จะมีแววตาที่อ่อนโยนลง ไม่ซุกซนอย่างทุกที เอาตัวมาคลอเคลียใกล้ๆ เหมือนกำลังปลอบใจ หรือบางครั้งแค่กอดเขาไว้ก็คลายเศร้าไปได้เยอะ บางวันเขาก็เป็นเหมือนเพื่อนไว้นั่งคุย (หันไปคุยกับเจ้าหลง) ‘เฮ้ย! วันนี้เป็นไงบ้าง กินอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างไหมเนี่ย เกิดมาเป็นหมาสบายเกินไปแล้วนะเราน่ะ ฉันชักอิจฉาแกแล้วสิ’ ซึ่งเขารับรู้ได้ และนั่นก็ไม่ใช่แค่ทำให้เรามีความสุข เขาเองก็มีความสุขเหมือนกัน   เรานึกถึงหมาข้างถนนที่อดอยากและเจ็บป่วย จนบางตัวต้องโดนทางการจับไป set zero สำหรับชีวิตที่ไร้ค่า ไม่มีความสุข ชีวิตแบบนี้จะมีความหมายอย่างไร      พี่ว่าเราอย่าไปคิดแทนมันเลย เราไม่ควรไปตัดสินอะไร ยกตัวอย่างหนังเรื่อง Me Before You ในประเด็นการุณยฆาตของตัวเอก มันก็คือการเลือกแล้วของคนคนนั้น และขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้นๆ ด้วย ไม่มีใครจะไปตัดสินใจแทนใครได้ แต่คนเรามักจะชอบตัดสินคนอื่น ทีนี้พอย้อนกลับมา หากเราเป็นเขาล่ะ? เราได้พบความรัก และมีผู้หญิงที่เรารักและรักเรา แต่เรายังคงอยากจบชีวิตอยู่เหมือนเดิม เพราะเราไม่อยากให้ใครมาเวทนา และไม่ต้องการจะเป็นภาระใครโดยเฉพาะคนที่เรารัก ซึ่งเราก็คงเลือกอย่างนั้น      หากพูดถึงตามหลักศาสนา การทำลายชีวิตเป็นสิ่งที่ผิด ทุกชีวิตที่พระเจ้าสร้างล้วนมีคุณค่าอยู่แล้ว แต่ในกรณีของหนังเรื่องนี้ พี่ก็คงพูดไม่ได้ว่าผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ ประเด็นสำคัญคือหนังเรื่องนี้มันทำให้เราฉุกคิดสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือคุณค่าของความรัก แม้กระทั่งตอนจบที่สุดแสนประทับใจ และทุกคนก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป ในความคิดเห็นของพี่ หากพระเอกเลือกที่จะอยู่ต่อ มันคงจะดีกว่า หากเขายอมที่จะต่อสู้ความเจ็บปวด ต่อสู้ไปพร้อมๆ กับคนที่รักเรา คงเป็นสิ่งที่ดีกว่า สำหรับตัวพี่แล้ว คนรอบข้างคือส่วนหนึ่งของคำตอบนะ เพราะทุกครั้งที่ท้อใจ ก็จะมีคนมาอยู่ข้างๆ เสมอ      พี่ชอบคำกล่าวที่ว่า ‘หว่านสิ่งที่ท่านต้องการเก็บเกี่ยว’ คือถ้าในตอนที่เรามีชีวิตที่ปกติ เราได้หว่านความรัก ความหวังดี เราก็เจอคนที่รักและหวังดีต่อเรามากมาย คนที่เคยเป็นห่วงเป็นใย เมื่อเราเป็นอะไรไปนิดหน่อย ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คนเหล่านั้นจะมาใส่ใจเรา และนี่คือสิ่งที่เราหว่านเอาไว้ แต่ไม่ใช่การหว่านเพื่อต้องการ ผลย้อนกลับ แต่มันจะต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ผสมผสานกับความรู้หลายอย่างที่สัมผัสได้จริง      กับบางคน เวลาที่ท้อแท้ใจก็มักมองไม่เห็นคนอื่น มองเห็นแต่ปัญหาของตัวเองมองแค่ตัวเอง แถมมองข้ามทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับดีกรีความร้ายแรงของสิ่งที่เขาเจอมาด้วย เพราะแต่ละคนมีความอดทนในแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน      พี่ว่าสิ่งสำคัญคือการที่เราจะออกจากปัญหาตรงนี้ได้แบบทีละเล็กทีละน้อย การที่เราเปิดใจให้กับคนอื่นรอบข้างที่เขารักเรา คนที่ไม่ทำให้เราคิดน้อยใจจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง หรือไปจนถึงทำลายชีวิตตัวเอง อันนี้แย่ที่สุดแล้ว ชีวิตนี้ยังมีอะไรรออยู่อีกมากมาย มีเรื่องน่าตื่นเต้น น่าสนใจและน่าลองทำอีกเพียบเลย หากจะทำอะไรก็ควรคิดให้ดี จะได้ไม่มาเสียใจทีหลัง     สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า เขาจะพบกับแหล่งความรักได้จากที่ไหน      พี่ได้เจอแหล่งของพี่แล้ว แต่ในความคิดของพี่ บทเรียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งชีวิต ทำให้เข้าใจได้ว่าแหล่งความรักแรกสุด ที่สำคัญที่สุด นั่นคือรักตัวเองให้เป็น แล้วก็รักงานที่เราทำ มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ไม่ต้องไปจมอยู่ความคิดลบเพราะคนเราเวลาคิดมาก ความสุขในใจจะหายไปทันที อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ต้องไปสนใจคนที่รวยกว่า แล้วคิดไปเองว่าเขาคงจะมีความสุขมากกว่า เรามองที่ตัวเราให้มากๆ แล้วจะพบว่าสิ่งที่เราพอใจอยู่ตรงนี้ เราอาจจะมีความสุขมากกว่าคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ เรามีกิน มีสุขภาพที่แข็งแรง มีเพื่อนที่รักเรา อาจจะมีสิ่งที่ดีที่สุดที่เรียกว่าความจริงใจของคน และการมองข้ามบางสิ่งบางอย่างที่คนที่เราคบด้วยนั้น เขาทำให้ผิดหวังไปบ้าง เราก็จะมีความสุขมากขึ้น พลอยทำให้เข้าใจคนอื่นๆ ตามไปด้วย   จริงๆ แล้วแหล่งความรักที่กล่าวถึงนั้น คือบางสิ่งบางอย่างที่เราแต่ละคน ไม่ว่าจะศาสนาอะไร ได้ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ       ถูกต้อง! นั่นคือคำตอบที่ชัดเจน เมื่อเราเจอกับสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นแกนหลักของการดำเนินชีวิตได้ เราจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากความคิดเชิงลบได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ถึงแม้ว่าน้องจะไม่ได้ยึดหลักพระเจ้าอย่างพี่ น้องก็สามารถหาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจได้จากคนที่เคารพรักและเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจริงๆ ได้   ถ้าหากเราเคยเจอความรัก แต่หลังจากนั้น คนที่รักกลับร้ายกับเรา เราจะทำอย่างไร      แล้วคุณเคยรักเขาก่อนที่เขาจะร้ายใช่ไหม? เขาแค่อาจทำให้คุณไม่พอใจมากขึ้นก็ได้ แต่ก็เข้าใจได้นะ บางอย่างมันเข้ากันไม่ได้จริงๆ ทีนี้ก็ต้องฉลาดคิดต่อแล้วล่ะ แต่สำหรับพี่ พระเจ้าสอนว่า ความรักไม่มีสูญสิ้น ต่อให้เธอเป็นยังไง เราก็ยังคงมีความรักและความหวังดีให้เหมือนเดิม ไม่ใช่รักแบบหัวปักหัวปำ โง่งมงาย หรือเห็นด้วยไปกับสิ่งที่เขาทำผิดๆ แต่สำหรับบางคนรู้อยู่แล้วว่ามันผิด และก็ไม่เห็นด้วย แต่เพราะรักเลยเห็นด้วย น้องเข้าใจ ใช่ไหม “ ความรักไม่ใช่การเห็นด้วยในสิ่งที่ผิด แต่ความรักคือการที่ต้องไปบอกให้เธอกลับใจ และเปลี่ยนแปลงแก้ไขในสิ่งที่ผิด  ”      ถึงเธอจะเปลี่ยนไม่ได้ ฉันก็ยังรักอยู่ และหวังว่าวันหนึ่งเธอจะเปลี่ยนได้ ซึ่งพี่ไม่ได้บอกว่า หากเขาร้ายแล้ว จากที่เราเคยรักจะกลายเป็นเกลียดแบบไล่ไปให้พ้นหน้าสักหน่อย หากเป็นอย่างนั้นก็แปลว่าคนคนนั้นเองก็ไม่ได้น่ารัก และก็ไม่สมควรที่จะได้รับความรักจากใครเหมือนกัน ทุกอย่างอยู่ที่คุณกระทำมากกว่า     เราเชื่อแล้วว่า ความรักอาจเปลี่ยนแปลงได้หลายสถานะ แต่ก็คงดีงามเสมอ      ใช่เลย สุดท้ายแล้วก็ทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากมายเหลือเกิน ยังทำให้รู้สึกว่าในทุกๆ ห้วงเวลาของชีวิตมีอะไรรอให้ทำอยู่อีกเยอะแยะ สิ่งสำคัญที่ไม่ต่างจากความรัก คือคนเราควรจะให้เมตตาและโอกาสตัวเองมากๆ นะ ยิ่งเมื่อเจอกับเรื่องร้ายๆ      โดยส่วนตัวแล้ว พี่มองว่าสิ่งที่ประสบพบเจอนั้นทำให้ทำเราดีขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ความเศร้าความเสียใจ มันสร้างคนมากกว่าการประสบผลสำเร็จ ที่เราเคยได้ยินกันมาและมันคือเรื่องจริง คนที่สำเร็จมาโดยตลอดไม่ได้เรียนรู้อะไรหรอก วันหนึ่งที่เขาล้มลงแค่นิดเดียว เหมือนคนที่ไม่เคยหกล้ม เหมือนเด็กที่พ่อแม่อุ้มตลอดเวลา เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย พอไปล้มแล้วไม่มีคนอุ้ม ถึงกับยืนไม่เป็น แต่คนที่สะดุดบ่อยๆ ล้มบ้าง ก็จะลุกขึ้นได้ รู้ว่าแผลเกิดจากอะไร ล้มตรงไหน ก็จะทำให้เข้มแข็งขึ้นจนช่วยเหลือตัวเอง และคนอื่นได้ ชีวิตก็จะมีคุณค่ามากขึ้นอีกเยอะ

หลังจากดู Mindhunter ซีรีส์ในเน็ตฟลิกซ์รวดเดียวจบทั้งซีซัน ก็ทำให้ผมตั้งคำถามว่า อะไรคือความปกติ และอะไรคือความเบี่ยงเบน ตอนแรกนึกว่ามันเป็นทีวีซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนตามจับฆาตกรต่อเนื่อง แต่พอดูไปดูมาสักพักก็ค่อยๆ จับทางได้ว่ามันคือดรามาแนวจิตวิทยา ที่แอบเอาเนื้อหาในหนังสือเรียนวิชาสังคมวิทยา 101 ตอนมหาวิทยาลัย มาใส่ไว้ในเนื้อหาแบบเนียนๆ เพื่อตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วภายในตัวเรานั้นคือใครกันแน่      เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มหล่อ ไฟแรง ทะเยอทะยาน มีความรู้ความสามารถ เริ่มต้นทำวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อค้นหารูปแบบชีวิตของบรรดาฆาตกรต่อเนื่อง ว่าอะไรคือแรงขับให้พวกเขากล้าฆ่าคนด้วยวิธีแปลกประหลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขากับเพื่อนเอฟบีไอคู่หูร่วมกันขับรถตระเวนไปตามคุกในรัฐต่างๆ เพื่อสัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง ถามถึงเรื่องราวชีวิตในวัยเด็ก ความรู้สึกภายในใจ และจุดพลิกผันในชีวิตที่ผลักดันให้ลงมือฆ่าเป็นครั้งแรก ฯลฯ      เรื่องราวจากคำบอกเล่าของเหล่าฆาตกรต่อเนื่องถูกบันทึกเสียงไว้ แล้วนำมาถอดความเรียบเรียง ส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าลึกๆ ภายในใจของแต่ละคนนั้นมีความเบี่ยงเบนไปจากปกติ มีความรักความชอบที่แตกต่างไป รสนิยมและนิสัยแปลกๆ การเลี้ยงดูจากสภาพครอบครัวที่ไม่ปกติ โดยรวมแล้วมันมีหลากหลายปัจจัยทั้งจากภายในตัวและภายนอกตัว ที่หลอมรวมกันเข้าจนในที่สุดพวกเขาก็ลงมือฆ่า      ภายในคุกทุกแห่งที่เข้าไปนั้นเต็มไปด้วยคนเบี่ยงเบนที่น่าหวาดกลัว ตำรวจสองคนในชุดสูทหล่อเนี้ยบถือเป็นความปกติจากโลกภายนอก ที่กลับกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมและแทรกผ่านเข้าไปตามทางเดินระหว่างห้องขัง ดูแล้วให้ความรู้สึกอึดอัด ขยะแขยง และต้องคอยระแวงระวังตลอดเวลา เหมือนกับฉากที่เอฟบีไอสาว ใน The Silence of the Lamb เข้าไปในคุกเพื่อหา

ในวงการแฟชั่นคงจะไม่มีใครไม่รู้จัก ‘วิค’ - ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน เจ้าของแบรนด์ Vickteerut และ Vick’s ดีไซเนอร์ฝีมือดีที่หลังจากห่างหายวงการแฟชั่นไปพักใหญ่ เขาได้กลับมาอีกครั้งกับ V Activewear แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายที่ผลิตจากเนื้อผ้าชั้นยอด สามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ทั้งในฟิตเนส เอาต์ดอร์ และสระว่ายน้ำ ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด คุณภาพของเสื้อผ้า และบริการที่ตรงใจลูกค้า ทำให้ V Activewear ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างล้นหลาม   THE STARTING POINT      เมื่อก่อนตอนที่ทำ Vickteerut เรานำเทคโนโลยีผ้าเข้ามาผลิตเยอะมากจนบางทีลูกค้าเข้าไม่ถึง ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราเล่นโยคะบ่อย เราสังเกตว่าคนที่เล่นกีฬาทุกวัน จะต้องมีเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายเยอะพอๆ กับเสื้อผ้าที่ใส่ในชีวิตประจำวันก็ว่าได้ เราก็มาคิดว่าทำไมเราไม่ทำสินค้าในแบบที่เราชอบและตอบสนองในสิ่งที่เราต้องการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราทำแบรนด์ V Activewear ขึ้นมา   ACTIVEWEAR      V Activewear เป็นสินค้าที่ครอบคลุมการออกกำลังกายทุกชนิด เราจึงเลือกใช้คำว่า ‘active’ เพราะสามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้ทุกสถานการณ์ ไม่ใช่แค่เฉพาะในฟิตเนส โดยการทำงานของเราใช้วิธีคิดเดียวกันกับตอนทำคอลเล็กชันแบรนด์เสื้อผ้าแบบ Ready to

เมื่อภาพร็อกสตาร์ในอดีตค่อยๆ จางเลือนลงและถูกแทนที่ด้วยภาพของผู้ที้ได้รับความรักของพระเจ้าเข้ามาสู่หัวใจ ในวันนี้ ‘ปุ๊’ - อัญชลี จงคดีกิจ คือหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มกว้างและแววตาอ่อนโยนตลอดเวลา ทำกิจกรรมทางศาสนาเป็นประจำ เปิดร้านอาหารเล็กๆ น่ารักๆ และบทบาทล่าสุดคือการเป็นบรรณาธิการนิตยสารแจกฟรี Pet Hipster เพื่อนำเสนอเรื่องราวความรักต่อสัตว์เลี้ยงข้างกาย “โอ้ เธอ ทำให้ฉันได้รู้จัก ความรักที่ไม่มีเหมือนใครใด

หลานชายเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อเข้าร่วมการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังในกรุงเทพฯ หลานสาวอีกคนเดินทางมาพร้อมกัน ระหว่างรอน้องชายสอบอยู่ เธอขอให้ผมช่วยพาไปเที่ยวงานสัปดาห์หนังสือ ผมไม่ค่อยอยากไปเพราะขี้เกียจไปเดินเบียดคน เลยถามว่าต้องไปซื้อหนังสืออะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เธอบอกว่าจะซื้อหนังสือเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย      เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวเด็กรุ่นหลานที่เคยอุ้มมาตั้งแต่แบเบาะก็เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันไปหมด นึกถึงตัวเองตอนเป็นเด็กวัยเดียวกับพวกเขา ผมก็ชอบไปเดินงานสัปดาห์หนังสือเหมือนกัน มีบางปีที่ผมไปกับพ่อของพวกเขา ซึ่งก็คือพี่ชายของผมเองที่อายุมากกว่ากันถึงหกปี สมัยนั้นยังจัดงานกันที่คุรุสภาตรงแถวเทเวศร์ ย้อนไปไกลกว่านั้น จำได้ว่าครั้งแรกที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือก็คือตั้งแต่ตอนชั้นประถม ไปกับพี่สาวคนโต ผมเดินตามไปต้อยๆ โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หนังสือที่พี่สาวซื้อมาในปีนั้นก็คือ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง พอเธออ่านจบก็วางทิ้งไว้ ผมก็ไปหยิบมาลองอ่านบ้าง      พี่สาวและพี่ชายอยู่ในวัยที่ห่างจากผมหลายปี พวกเขาอยู่ชั้นมัธยมกันหมดแล้ว ในขณะที่เหลือผมยังเป็นเด็กประถมอยู่คนเดียว เห็นพวกเขาอ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มหนาๆ แล้วดูเป็นคนทันสมัยและเท่ดี ผมพยายามเลียนแบบ นำหนังสือพวกนั้นมาหัดอ่านบ้าง ในสายตาของน้องคนสุดท้องในบ้าน โลกของหนังสือคือโลกของผู้ใหญ่ การอ่านหนังสืออื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังสือเรียนถือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างของการเติบโตและข้ามผ่านช่วงวัย พี่ชายคนกลางจะอ่านนิยายแปล พิมพ์บนกระดาษเหลืองๆ อย่างของ โรบิน คุก และ ไอแซค อสิมอฟ พี่สาวจะอ่านอะไรที่จัดพิมพ์ออกมาดูดีกว่า อย่างพวก ต้นส้มแสนรัก

“หากใครคนใดคนหนึ่งไม่ไหว ขอให้อีกคนขึ้นไปและทำให้สำเร็จแทนอีกคนด้วย” นี่คือข้อตกลงก่อนที่จะเริ่มต้นเทรกกิ้งบนเส้นทางมุ่งหน้าสู่ พูนฮิลล์ (Poon Hill) ในช่วงสองวันแรกของการเดินทาง โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ อันนาปุรณะเบสแคมป์ (A.B.C.) ของสองคู่เพื่อนซี้ ‘เป้’ - นิโลบล หาญพานิช ผู้ที่ไม่เคยเทรกกิ้งแต่ชอบวิ่งออกกำลังกาย และ ‘น้ำ’ - ศรินทร์ รังสิกรรพุม หญิงสาวผู้ชอบอบเบเกอรีแต่ไม่เคยออกกำลังกาย พวกเธอบอกว่า เส้นทางที่วางไว้อาจจะไม่ได้ยากลำบากเท่าไหร่นัก แต่ทั้งคู่ต่างประเมินร่างกายแล้วพบว่า ครั้งนี้อาจจะหินกว่าที่คิด และอาจจะช้ากว่าที่คาด แต่ความสวยงามของทุกๆ ที่ที่ก้าวเดิน บวกกับมิตรภาพที่หาไม่ได้ตามซูเปอร์มาร์เกต ทำให้ความช้า ความเจ็บปวดหรือความเหนื่อยล้ากลายเป็นความคุ้มค่าเกินราคาที่ทั้งคู่ไม่อาจประเมินได้  

สำหรับใครที่คิดถึง ‘ใหม่’ - ดาวิกา โฮร์เน นักแสดงสาวหน้าคมนางเอกพันล้านคนนี้ ที่เพิ่งหั่นผมสั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต และกำลังรอดูผลงานเรื่องใหม่ของเธออย่างใจจดใจจ่อ เพื่อให้หายคิดถึงกัน เราจึงเชิญเธอมานั่งคุยกันแบบสบายๆ ในแบบเป็นกันเอง ถึงภาพยนตร์ที่เธอหลงรักและเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันและความหมายของเธอ   01 Forrest Gump “เราชอบทอมแฮงก์สก็จากหนังเรื่องนี้ฟอเรสต์กัมพ์คือผู้ชายที่มีชีวิตตั้งแต่ยุค 70’s จนถึงปัจจุบันเขามองโลกในแง่ที่บริสุทธิ์มากและนำประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอมาตั้งแต่เด็กจนโตมาเล่าให้ใครต่อใครฟังซึ่งหนังผูกเรื่องประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและเหล่าคนดังในแต่ละยุคที่ฟอเรสต์กัมพ์ได้เจออย่างแนบเนียนมากและสิ่งที่หนังถ่ายทอดออกมาคือแรงบันดาลใจให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน”   02 I Am Sam “หนังที่ว่าด้วยความรักของพ่อที่มีต่อลูกสาว ซึ่งเป็นหนังที่กระแทกใจเรามาก เพราะตัวเองค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องของครอบครัว หนังประเภทนี้เราจะอินมาก ดูแล้วก็ร้องไห้ได้ง่ายๆ เนื้อเรื่องก็คือผู้ชายที่ชื่อแซมคนนี้เขาพิการทางสมอง ซึ่งสมองของเขาจะเติบโตได้เทียบเท่ากับเด็กอายุ 7 ขวบเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรตัวแซมเองก็ยังมีสัญชาตญาณของความเป็นพ่ออยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม และเขาก็รักลูกสาวของตัวเองอย่างที่สุด”    03 P.S. I Love You “หนังรักโรแมนติกที่ดูกี่ครั้งก็เสียน้ำตาเราประทับใจในความรักของพระเอก-นางเอกมากแม้ว่าความตายก็ไม่สามารถพรากพวกเขาไปจากกันได้ซึ่งถ้าเราได้สัมผัสกับความรักแบบนี้บ้างก็คงจะดีและตัวผู้กำกับก็เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบออกมาได้ดีมากโดยเฉพาะฉากจบที่ทรงพลังมากสำหรับเรา”   04 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช “เราติดตามดูตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทุกภาคเพราะนอกจากเป็นหนังที่คนไทยต้องดูแล้วตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังเป็นหนังที่แตกต่างจากหนังไทยเรื่องอื่นๆและสร้างความรักชาติให้กับคนดูแสดงให้เห็นถึงการเสียสละของบรรพบุรุษที่ทำให้เรามีชาติมีแผ่นดินอยู่จนถึงทุกวันนี้ดังนั้นหนึ่งในหนังที่ต้องอยู่ในอันดับต้นๆของเราก็ต้องมีหนังไทยชุดนี้รวมอยู่ด้วย”    05 I Am Legend “เป็นหนังที่กดดันเราที่สุดเพราะเรื่องนี้วิลสมิธต้องแสดงคนเดียวเกือบทั้งเรื่องและมีเพื่อนคู่ใจเป็นแค่สุนัขหนึ่งตัวเท่านั้นซึ่งฉากที่เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญนั้นเราก็เศร้าไม่แพ้ตัวละครเลยและจากหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราไม่กังขากับฝีมือการแสดงของวิลสมิธอีกต่อไปเพราะเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือนักแสดงคุณภาพที่เล่นได้ทุกบทบาทจริงๆ”

2018 Highland 4.20 เป็นอีเวนต์ที่โด่งดังแบบเงียบๆ ในหมู่ชาวเอ็กซ์แพทและคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้า กำลังจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 เมษายน ที่ดาดฟ้าตึกฟอร์จูนทาวน์ รัชดาภิเษก เพื่อรวมสรรพความรู้และความคิดเห็นจากหลากหลายแวดวง เกี่ยวกับการใช้กัญชาในฐานะของยารักษาโรค และพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของโลก งานนี้จัดโดยกลุ่ม กัญชาชน หรือ Highland นำโดย 4 หนุ่มสาว คือ รัฐพล แสนรักษ์, ช่อขวัญ ช่อผกา, อรัญ เอเวอรี่ และ ชัยวัฒน์ บานใจ พวกเขาพยายามรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชา เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อ และผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยพวกเขาเชื่อว่าเทรนด์ของโลกเราในตอนนี้ ไล่เรื่อยมาจากยุโรป อเมริกา และเอเชีย กำลังค่อยๆ กลับมาเปิดกว้างให้กับพืชสมุนไพรเจ้าปัญหาตัวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่โบราณกาลนานมา มันเป็นพืชริมรั้วทั่วไปที่ใครๆ ก็นำมาใช้ประโยชน์สารพัด เราเคยมองมันไม่ต่างจากบุหรี่ แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งกาแฟ แต่ในประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอน มันกลับกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง

หกสิบปีที่ ฟ้าบ่กั้น ยังคงถูกอ่าน เรื่องสั้นระดับตำนานอย่าง ไพร่ฟ้า และ เขียดขาคำ ยังคงถูกอ้างอิงโดยนักวิชาการเพื่อแสดงตัวอย่างของการกดขี่ทางชนชั้นและความเหลื่อมล้ำในสังคม ตัวละครอย่างอินถา และนายนาค นางาม ยังคงเห็นๆ กันอยู่ว่าออกมากระโดดโลดเต้นอยู่ในโลกแห่งความจริง ถ้าเราเชื่อตามที่ ลาว คำหอม หรือ ลุงคำสิงห์ ศรีนอก เคยเขียนไว้ในคำนำว่า หนังสือไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า และมันไม่ได้มีอิสระอย่างสิ้นเชิงจากสภาพการณ์ในยุคสมัยที่มันถูกสร้างขึ้น นั่นก็แปลว่า ฟ้าบ่กั้น คือบันทึกของวันเวลาในช่วงที่มันถูกเขียนขึ้นมา เรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคนรุ่นเรา คือในทุกๆ ทศวรรษที่มันถูกนำกลับมาอ่านใหม่ ทำไมมันยังคงอ่านได้ อ่านดี อยู่เหมือนเดิม? ถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และถูกนำไปแปลเป็นทุกภาษาหลักในโลก ราวกับว่าเรื่องราวความทุกข์โศกเหล่านี้เป็นอกาลิโก ข้ามผ่านยุคสมัยและดำรงอยู่ทุกสังคม      ยิ่งเมื่อนำ ฟ้าบ่กั้น กลับมาอ่านอีกครั้งในปี พ.ศ. 2561 แล้วก็กวาดตามองไปดูข่าวสารบ้านเมือง ยิ่งทำให้เราสลดหดหู่และสิ้นหวังอย่างรุนแรง จนอดรนทนไม่ได้ ต้องขับรถออกไปในวันฟ้าฝนไม่เป็นใจ มุ่งไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนถนนตัดใหม่ใหญ่โต รถราทันสมัยแล่นกันขวักไขว่

“ฟังคนอื่นทำไม เพื่ออะไร” ‘ปันปัน’ - แพนแพน นาคประเสริฐ พูดเสียงแข็ง เพียงต้องการบอกว่าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่า จะเป็นใคร แต่งตัวอย่างไร รวมถึงเป็น ‘เพศ’ ไหน เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา Pangina Heals เลือกที่จะใช้ร่างกายของตัวเองเพื่อแสดงถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผ่านศิลปะการแต่ง Drag และการแสดงบนเวที ที่เราเชื่อว่าถ้าคุณได้รับชม คุณก็จะเข้าใจและรู้สึกได้ถึงวินาทีที่ไร้ซึ่งกรอบเกณฑ์ของสังคมเช่นเดียวกัน ในโลกของ LGBT ขณะที่หลายๆ คนยังพยายามตามหาที่สุดปลายทางของสายรุ้ง แต่ดูเหมือนว่าปันปันค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่แสนธรรมดาของการมีชีวิตอยู่ บางสิ่งที่ผลักดันให้เธอมุ่งมั่นและยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพียงเพราะเธอรู้ตัวดีว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร แล้วทั้งหมดนี้คือการทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในแบบฉบับของเธอเอง   อยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของคุณให้มากขึ้น ช่วยเล่าย้อนไปโมเมนต์ตอน come out ให้ฟังหน่อยได้ไหม      น่าจะอายุ 12-13 คือรู้ตัวว่าไม่ชอบผู้หญิง แล้วก็เลยไปบอกแม่ก่อน แล้วแม่ก็ดันไปบอกพ่อ คือเรายังไม่ได้บอกพ่อเลย แต่แม่ ‘เสือก’ ไปบอกพ่อเอง ต้องใช้คำนี้เลยนะ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของแม่ที่จะต้องไปบอกพ่อ แล้วก็บอกในวันที่เรากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย

เรารู้จัก ‘ปันปัน’ - แพนแพน นาคประเสริฐ ครั้งแรกในฐานะ Pangina Heals สาวผมบลอนด์ผู้มีความมั่นใจในตัวเอง ขี้โวยวายจนไปถึงระดับปากหมา คาแร็กเตอร์หลักในการแต่งหญิงตามรายการโชว์ต่างๆ เธอเป็นทั้งพิธีกรร่วมของรายการ Drag Race Thailand ครูสอนเต้น waacking และ drag queen ตัวแม่ของไทย ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงรสชาติชีวิตของเธอที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน แต่ชีวิตและตัวตนจริงๆ ของเธอล่ะเป็นอย่างไร การพูดคุยกับเธอจึงทำให้เราพบว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ใช้ชีวิตอย่างไร สุดท้ายแล้วเราก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามมุ่งมั่นมีชีวิต ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุกๆ คน “ ไม่ต้องมาบอกว่าสังคมมีสิทธิ์ที่จะบอกว่าเราเป็นอะไรได้ อะไรควรไม่ควร เราสามารถทำได้ทุกอย่าง ถ้ามันไม่ได้ไปทำร้ายคนอื่น ” คุณเริ่มต้นสนใจกิจกรรมแบบ drag queen ได้ยังไง      ก็เริ่มจากการเข้าร่วมการแข่งขันแต่งตัวให้เหมือนเลดี้ กาก้า มากที่สุด แล้วก็ชนะได้ไปนิวยอร์ก เลยเริ่มแต่งหญิงตั้งแต่วันนั้น คือปันสนใจเรื่องศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านี้ปันทำงานศิลปะ และก็ชอบเลดี้

บอกลาเทศกาลสงกรานต์ วันครอบครัว และวันผู้สูงอายุ ด้วยบทเรียนชีวิตจากเหล่าผู้อาวุโสที่เดินทางผ่านกาลเวลา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน ประสบการณ์ชีวิตที่บ่มเพาะจนกลายเป็นแนวคิดดีๆ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้จากความสำเร็จและข้อผิดพลาด . ทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง บางครั้งหนทางอาจราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือบางครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม ก้าวเดินไปบนเส้นทางชีวิตด้วยจิตใจที่แน่วแน่ สวัสดีปีใหม่ไทย

ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของความเนิบช้า และแนวคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชน ณ สองจังหวัดเก่าแก่ของภาคใต้ กับหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทยอย่าง ‘หมู่บ้านคีรีวง’ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ซึ่งผู้คนหลั่งไหลไปพักหายใจเพื่อ take a break ให้กับชีวิต และตามไปดูความแข็งแรงของชุมชน ณ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง บ้านเกิดของนักเขียนรางวัลซีไรต์ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ที่ซึ่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และแนวคิดการพึ่งพาตัวเองผ่านภูมิปัญญาให้กับเด็กๆ และชุมชน