May 2018

ไม่ว่าใครที่ยังเรียนอยู่หรือจบออกมาทำงานแล้ว กำลังทุกข์ ท้อ หรือหมดหวัง เราอยากให้คุณได้รู้จักชีวิตของ ‘บาส’ - เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ZAAP Party ผู้ชายคนนี้ยืนยันแล้วว่าชีวิตไม่ได้จบสิ้นในวันที่คุณล้มเหลว แต่มันอยู่ที่คุณเอาจริงเอาจัง ทดลอง และลงมือจัดการกับความจริงที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ผลลัพธ์นั้นทำให้ผู้ชายวัย 27 ปีคนนี้ กลายเป็นเจ้าของบริษัทออร์แกไนซ์ปาร์ตี้และผู้จัดคอนเสิร์ตระดับแถวหน้าของประเทศ ในระยะเวลาเพียง 6 ปี เขาจัดงานไปแล้วกว่า 600 งาน ยกตัวอย่างงานใหญ่ๆ เช่น S2O, Waterzonic, คอนเสิร์ต G19 หรือแม้แต่คอนเสิร์ตใหญ่ BNK48 ที่เพิ่งผ่านไป   การทำงานออร์แกไนซ์ทำให้คุณรับรู้ว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพิงกันหมด เหมือนกับระบบนิเวศในธรรมชาติ เหมือนกับผู้คนในปาร์ตี้      ใช่ครับ แน่นอนอยู่แล้ว เราเกิดมาไม่สามารถอยู่คนเดียวบนโลกได้ ต่อให้มีคนติสต์ๆ มาพูดว่าอยู่คนเดียวได้ สุดท้ายคุณก็ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ หรือว่าทุกที่ที่คุณไปต้องมีการคอนเน็กต์กับอะไรบางอย่างเสมอ ฉะนั้น  งานของผมหรือตัวผมเองก็ชอบคอนเน็กต์กับคนอื่นอยู่แล้ว

คนเราต่างมีนิสัยไม่ดีที่ตัวเองอยากแก้ไขกันทั้งนั้น ไม่เว้นกระทั่งนิสัยไม่ดีที่เกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์ อย่างนิสัยหนึ่งเลยที่หลายคนอยากแก้คือ เลิกรอใครคนหนึ่งให้ได้เสียที เพราะการตกอยู่ในภาวะรอคอยอยู่ร่ำไปมันเป็นการทรมานใจตัวเองอย่างหนึ่งนั่นเอง      ทีนี้ ถ้าเกิดคุณตกอยู่ในภาวะรอใครสักคนแบบสิ้นหวังแต่ก็ยังรอ เช่น เขาคนนั้นบอกให้เลิกรอ แต่คุณก็ยังทนรอเขาอยู่ได้ หรือเขาคนคนนั้นหายไปจากชีวิตคุณ แต่คุณก็ยังรอให้เขากลับมา แล้วถ้าวันนี้คุณบอกตัวเองว่า ฉันไม่อยากเจ็บปวดที่ต้องรออีกต่อไปแล้ว มีวิธีการหรือวิธีคิดอะไรบ้างที่ช่วยให้คุณหลุดจากบ่วงนี้ได้สำเร็จ งั้นลองมาอ่านกันดู   01 ต้องมีเป้าหมายในชีวิต      เริ่มมาข้อแรก คุณอาจงงว่า ‘เป้าหมายในชีวิต’ เกี่ยวอะไรกับการเลิกรอใครสักคน จริงๆ มันเกี่ยวกันมากเลย เพราะถ้าคุณมีเป้าหมายในชีวิต คุณจะโฟกัสและสามารถลำดับความสำคัญ (Prioritize) สิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น เช่น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรสนใจ อะไรควรลงทุน ควรให้เวลา หรืออะไรไม่ควรเสียเวลากับมัน      ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใฝ่ฝันอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ วันนี้คุณอาจเป็นแค่พนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่เพิ่งอกหักจากแฟนที่รักกันมานาน แต่พอเลิกกับแฟนแล้ว การที่คุณมีฝันหรือมีเป้าหมายให้ยึดเหนี่ยว คุณก็จะรู้ว่าถึงไม่มีแฟน คุณก็ยังมีเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่ต้องทำต่อ การเอาเวลามานั่งเสียใจกับคนที่ทิ้งคุณไปเป็นเวลานานๆ ไม่ส่งผลดีต่อการก้าวสู่เป้าหมายชีวิตของคุณเลย การมีเป้าหมายต่างหากที่ทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น      ในทางกลับกัน เมื่อคุณมีเป้าหมายในชีวิต คุณสามารถเลือกคนที่จะมาเคียงข้างคุณได้ดีขึ้น คือคุณจะรู้จักดูว่าคนคนนั้นส่งเสริมให้คุณไปสู่เป้าหมายในชีวิตหรือไม่ เหมือนคำพูดที่ว่า

ล้อมวงพูดคุยกับปราชญ์ชาวบ้าน โจน จันได ในวงสนทนา 'อริยสัจ' จัดโดย พรรณวรท รัตนาภิญญาวงศ์ ในหัวข้อ 'เผชิญความกลัวด้วยสติ' พร้อมกับรับฟังเพลงพิณแก้ว จากการบรรเลงของ อาจารย์วีรพงศ์ ทวีศักดิ์        โจนได้เล่าถึงการก้าวข้ามผ่านชีวิตในแต่ละช่วงวัยของตัวเอง จากเด็กชนบทไร้เดียงสาและมีความสุขเต็มเปี่ยม กลายเป็นคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ที่สะดวกสบายทันสมัย แต่กลับรู้สึกขาดพร่องภายในอย่างรุนแรง จนกระทั่งได้ทบทวนตัวเอง แล้วพาตัวเองหวนกลับคืนสู่ชีวิตที่แท้ แต่ละช่วงชีวิตของเขาเผชิญหน้ากับความกลัวแตกต่างกันไป เขาได้ก้าวข้ามแต่ละช่วงเวลานั้นมาด้วยสติ การคิดไตร่ตรอง และมองโลกตามความเป็นจริง หลังจากเล่าเรื่องราวบทเรียนอันล้ำค่าจากชีวิตของตัวเองมาครบถ้วน เขาก็เปิดให้ผู้คนในวงสนทนาได้นำความกลัวของตัวเองออกมาแลกเปลี่ยน แล้วทุกคนก็ช่วยกันอภิปรายและแบ่งปันความคิดเห็นซึ่งกันและกัน   01 กลัวความเจ็บป่วย กลัวความมั่นคงในชีวิต      วันหนึ่งผมเกิดป่วยขึ้นมา เป็นหวัดหายใจไม่ได้ จึงรู้สึกว่าลมหายใจนี่มันสุดยอดมาก เมื่อเราไม่สบายขึ้นมา ไปไหนไม่ได้ ถึงจะเริ่มรู้สึกว่าชีวิตนี้สั้นมาก เวลาที่เหลืออยู่เราจะทำอะไร สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เรากลับคืนมาหาตัวเอง พอไม่สบาย ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องอยู่กับความเจ็บป่วย นี่คือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเหมือนครู อาจารย์

ในวันที่เราเป็นเด็กอัลเตอร์ฯ (aka เด็กแนว) ที่ติดหนึบอยู่กับการฟังเพลงจากรายการวิทยุ เพื่ออัพเดตเพลงใหม่ๆ ให้ตัวเอง ผ่านพ้นมาจนถึงวันที่เพลงจากการฟังเพลงสตรีมมิ่งกำลังครองโลก และการหายไปของรายการวิทยุคลื่นต่างๆ ที่พากันปิดตัวลง แต่สำหรับ Cat Radio นั้น ยังคงเป็นรายการวิทยุที่อยู่อย่างแข็งแกร่ง และยังเป็นเสาหลักทางดนตรีให้กับเด็กแมวรุ่นใหม่รวมถึงรุ่นเก๋า ได้ฟังเพลงดีๆ กันอย่างต่อเนื่อง และนี่คือเรื่องราวของ Cat Radio ผ่านสองนักจัดรายการวิทยุขวัญใจเด็กแมวอย่าง ‘ดีเจสับปะรดแนน’ - ณัฐกฤตา  พงษ์ธนานิกร และ ‘ดีเจฤทธิ์’ - วราฤทธิ์  มังคลานนท์ ซึ่งพวกเขากำลังจะพาคุณไปพบกับความสนุกอีกครั้งในการฟังเพลงจากรายการวิทยุ   ทุกวันนี้เราเข้าถึงการฟังเพลงต่างๆ ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน ทั้งทางยูทูบหรือแอพพลิเคชันสตรีมมิ่งเพลงต่างๆ ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ต้องรอฟังดีเจเปิดเพลงให้ฟัง และหลังๆ การเปิดเพลงในรายการวิทยุก็อาศัยคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียงเพลง เราเลยสงสัยว่าแล้วตัวดีเจเอง เขามีบทบาทอะไรต่อคนฟังในยุคนี้บ้าง      ดีเจฤทธิ์: ผมว่าเรากลายเป็น curator มากกว่าคนเปิดเพลงจากแผ่นซีดีหรือแผ่นเสียงแบบเมื่อก่อน เรามีหน้าที่คอยเลือกเพลงให้กับคนฟัง ซึ่งทาง Cat Radio ก็ให้อิสระในการเลือกและเปลี่ยนเพลงกับพวกเราทุกอย่าง

ในวันที่คุณอายุ 20 ปี คุณเริ่มต้นความฝันและวาดหวังในชีวิตไว้อย่างไร? สำหรับ ‘บาส’ – เทพวรรณ คณินวรพันธุ์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ZAAP Party เขาเริ่มต้นแพสชันของตัวเองด้วยความล้มเหลว และพาชีวิตติดลบไปกับหนี้ก้อนใหญ่เกือบหนึ่งล้านบาท สิ่งที่ทำให้เขาผ่านมาได้คือต้นทุนที่มีค่าที่สุดของวัยเด็ก กำลังใจและคำพูดเล็กๆ จากเพื่อน ทัศนคติที่ปรับเปลี่ยนและมองทุกอย่างว่าเป็นการทดลองและลงทุน ซึ่งสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการเผชิญหน้ากับความจริงและลงมือทำมัน ไม่ว่าใครที่ยังเรียนอยู่หรือจบออกมาทำงานแล้ว กำลังทุกข์ ท้อ หรือหมดหวัง เราอยากให้คุณได้รู้จักชีวิตของผู้ชายคนนี้ที่ยืนยันแล้วว่าชีวิตไม่ได้จบสิ้นในวันที่คุณล้มเหลว แต่มันอยู่ที่คุณเอาจริงเอาจัง ทดลอง และลงมือจัดการกับความจริงที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร   การเริ่มต้นชีวิตวัยหนุ่มด้วยการมีเงินติดลบ 9 แสนบาท มันหนักแค่ไหน จุดเริ่มต้นธุรกิจ ZAAP Party ในวันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร      ถ้านับปีนี้ก็เข้าปีที่ 6 แล้ว จุดเริ่มต้นของ ZAAP Party ไม่ได้เป็นออร์แกไนเซอร์อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้นะ จุดเริ่มมาจากตอนที่ผมจัด ZAAP Charity Concert ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ขณะนั้นผมเป็นทูตกิจกรรมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หนังเรื่องแรกที่ไปดูที่โรงหนังลิโด้ น่าจะเป็นเรื่อง จอมจักรพรรดิโอมาร์ มุกตาร์ อย่าถามว่าหนังสนุกไหมหรือเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร แค่จากชื่อเรื่องแปลกหูที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ก็น่าจะพอเดากันได้ว่ามันเป็นหนังเก่ามากๆ ตั้งแต่ตอนผมยังเป็นเด็กไม่กี่ขวบ เรียนชั้นประถมอยู่เลย      พ่อบุญธรรมขี่มอเตอร์ไซค์พาไปดูรอบค่ำ ภาพความทรงจำแรกในวัยเด็กเกี่ยวกับลิโด้คือบรรยากาศครึกครื้นหน้าโรงหนังตอนค่ำ กลิ่นป๊อปคอร์นลอยตลบอบอวลในอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นก้นบุหรี่อับๆ ที่หล่นเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นหินขัด มันเป็นกลิ่นของหน้าโรงหนังทุกโรงในยุคสมัยนั้น ผู้ชมจากรอบที่แล้วทยอยเดินออกมาจากโรง ในขณะที่มีผู้คนยืนต่อคิวซื้อตั๋วรอบต่อไปหน้าห้องขายตั๋วที่ตั้งอยู่ตรงโถงกว้างชั้นล่าง โคมไฟระย้าส่องมาเป็นสีเหลืองอร่าม ข้างนอกนั่นมีรถราขับกันพลุกพล่าน ผมแหงนหน้าขึ้นไปดูป้ายไฟกะพริบระยิบระยับหน้าโรง พยายามสะกดตัวอักษรชื่อหนังที่เพิ่งดูจบ แล้วก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แบบงัวเงียกว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น วันรุ่งขึ้นต้องรีบตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน ก็เอาไปคุยโม้กับเพื่อนได้ทั้งวัน        การไปดูหนังสมัยก่อนถือเป็นกิจกรรมที่พิเศษมากๆ โรงหนังในยุคนั้นมีแต่แบบสแตนด์อะโลน เป็นโรงขนาดใหญ่โต มีความโก้หรู แต่ละโรงตั้งอยู่ห่างไกลกัน แค่จะไปดูหนังเรื่องหนึ่ง จึงต้องวางแผนตระเตรียมเลือกรอบและการเดินทางให้ดี โรงแถวสยามสแควร์ยังถือว่าดีหน่อยที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก แต่มันมักจะฉายแต่หนังฝรั่งดูยากๆ ถ้าจะดูหนังจีนหรือหนังไทยที่บันเทิงกว่านั้นต้องไปดูโรงอื่นๆ อย่างรามา แถวพระรามสี่ หรือเอเธนส์ แถวพญาไท ที่ในตอนนี้พื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นคอนโดมิเนียมสูงใหญ่กันไปหมดแล้ว      การไปโรงไกลปืนเที่ยงแบบนั้นแต่ละครั้ง นั่นหมายถึงการที่เราใช้เวลาแทบทั้งวัน ตื่นแต่เช้ามาอาบน้ำแต่งตัว สวมกางเกงขายาวและรองเท้าคัตชูส์ นั่งรอญาติหรือรอพี่ให้ช่วยพาไป เราจะนั่งรถสามล้อหรือรถเมล์ไปถึงให้ทันรอบเที่ยงหรือรอบบ่ายสอง เพียงเพื่อจะดูหนังเรื่องนั้นเรื่องเดียว กิจกรรมเดียวที่ทำได้ก็เกือบหมดวัน หรือถ้ามีอะไรอย่างอื่นมากกว่านั้น

ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้มายูเครน ไม่ใช่เพราะมันไปยาก อยู่ไกล หนาว หรือน่ากลัวอะไรหรอก แต่แค่มันไม่เคยอยู่ในลิสต์ประเทศในฝันตอนเด็ก ไม่เคยปรากฏชื่ออยู่ในตำราประวัติศาสตร์ ไม่อยู่ในเพจรีวิวท่องเที่ยว หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ นอกจากข่าวสงครามเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ยูเครนเป็นประเทศแสนลึกลับจนเราแทบไม่เคยได้ยินชื่อมันเลยต่างหาก      “ยูเครนอยู่ที่ไหนวะ” เพื่อนหลายคนของเราถามขึ้น เมื่อเราเล่าให้ฟังว่าจะไปใช้เวลาวันหยุดยาวของปีนี้ที่นั่น      เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักประเทศยูเครนเหมือนกัน จนกระทั่งได้ทำความรู้จักหนุ่มยูเครนคนหนึ่ง      เขาเป็นหนุ่มผมบลอนด์วัย 20 กว่าๆ ที่ไม่ได้กลับประเทศตัวเองมาพักใหญ่ และหลายครั้งเขาก็มักเล่าเรื่องความทรงจำวัยเด็กในเมืองเล็กๆ ฝั่งตะวันตกของที่นี่ให้ฟัง เป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า ทำอาหารแบบสโลว์คุก ปักผ้าในฤดูหนาวที่ยาวนาน ส่วนฤดูร้อนก็จะวิ่งวุ่นกับการหาเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาปลูกที่สวนหน้าบ้าน ขัดกับภาพสงครามที่เราเคยเห็นในข่าวจนน่าตกใจ      “ไม่ได้กลับบ้านมาตั้ง 4 ปี พ่อแม่ไม่คิดถึงแย่เหรอ” เราถามออกไปเล่นๆ เผื่อว่าหนุ่มยูเครนพลัดถิ่นคนนี้จะนึกครึ้มอยากกลับไปย้อนวันวานบ้าง      “จริงๆ ก็อยากไปนะ” เขาเว้นจังหวะและพูดต่อ “ไปด้วยกันไหมล่ะ”      ประโยคสั้นๆ ในวันนั้น ทำให้การเดินทางของเราสองคนเริ่มต้นขึ้น เป็นทริปที่แม้เราจะไปด้วยกัน แต่ก็ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งกลับไปหาสถานที่เก่าๆ และคนหน้าเดิมๆ ที่แสนเคยคุ้น ส่วนอีกคนได้พาตัวเองออกไปสู่โลกที่แปลกใหม่ แปลกตา และบางตอนก็เลยเถิดไปถึงขั้น ‘แปลกประหลาด’ แต่ก็สวยงามและน่าประทับใจจนต้องพูดประโยคแรกของย่อหน้านี้ซ้ำๆ        ไม่เคยคิดจริงๆ

หากไม่ได้ พฤทธิ์ สารภี และ ‘กวาง’ - สิรินาฏ สายประสาท เจ้าของร้าน 10ml. Gallery & Cafe กำชับว่า แกลเลอรีของพวกเขาอยู่ในซอยโชคชัยร่วมมิตร เป็นอาคารพาณิชย์ข้างซอยวิภาวดี 16/6 และย้ำว่าอยู่ห้องสุดท้ายที่มีต้นไม้เยอะๆ เราคงไม่ทันสังเกตเห็นแกลเลอรีไซซ์เล็กที่มีคาเฟ่ติดกระจกเผยให้เห็นความสดใสภายในด้วยโทนสีเหลือง มีโลโก้เป็นแก้วทดลองวิทยาศาสตร์ สื่อถึงคอนเซ็ปต์หลักของที่แห่งนี้      “จุดตั้งต้นของที่นี่คือแกลเลอรีที่โชว์งานศิลปะที่เข้าถึงได้ง่าย ความตั้งใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กวางได้ไปแสดงภาพวาดที่ไต้หวัน ตอนนั้นพวกเรารู้สึกว่าประเทศนี้ให้โอกาสคนทำงานศิลปะค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับศิลปินหรือคนธรรมดาก็มีโอกาสโชว์ผลงานของตัวเองได้ทั้งนั้น แถมยังมีแกลเลอรีแอนด์คาเฟ่ที่มารองรับอีกเพียบ มันคงจะดีถ้าเกิดพื้นที่แบบนี้ในเมืองไทยบ้าง เมื่อความคิดเป็นรูปร่าง เราก็บังเอิญมาเจอตึกแถวสุดท้ายนี้พอดี และแล้วร้าน 10ml. ก็เกิดขึ้น”          พฤทธิ์ได้คิดคอนเซ็ปต์ขึ้นมาโดยให้คีย์หลักของที่นี่ว่า ‘ทดลอง’ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามโซนทดลองสองชั้น ประกอบไปด้วยโซนแกลเลอรี โซนเวิร์กช็อป และโซนคาเฟ่      “ทดลองในความหมายของเราคือ การเปิดโอกาสให้ตัวเองและคนอื่นๆ ได้ทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เคยคิดแล้วไม่ได้ทำ หรือไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ที่นี่จะเป็นห้องทดลองความคิดนั้นให้คุณเอง” พฤทธิ์อธิบาย          “เราเปิดโอกาสให้คนที่ทำงานประจำทดลองเป็นบาริสตาที่ร้าน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่พวกเขาสนใจและอยากลองทำแต่โอกาสไม่เอื้ออำนวย แต่ร้านของเราเอื้อ

สารภาพตามตรงว่าการไปเยือน Sydney ครั้งนี้ของเรานั้น ไม่ได้คาดฝันว่าจะได้ไปในช่วงเทศกาลศิลปะอันโด่งดังอย่าง 21st Biennale of Sydney เลย ทุกอย่างคือความบังเอิญที่ถือว่าโชคดีสุดๆ เทศกาลศิลปะ Biennale คือมหกรรมศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดงานหนึ่งของโลก มีต้นกำเนิดดั้งเดิมที่ประเทศอิตาลี โดยจะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยชนชั้นปกครองหวังว่ามหกรรมนี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับเมือง ฟื้นฟูเศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างดีเสมอมา หลังจากที่เดินเตร็ดเตร่ อยู่บริเวณแลนด์มาร์กเช็คอินยอดฮิตอย่าง Sydney Opera House และ Sydney Harbour Bridge เราก็เดิน เข้าสู่ Museum of Contemporary Art Australia ซึ่งตั้งอยู่ติดกันไปแบบเด๋อๆ ด๋าๆ เนื่องจากปวดฉี่และเมื่อยขาสุดกำลัง จึงหวังแค่หาเชลเตอร์เย็นๆ เพื่อนั่งพักสักประเดี๋ยวให้หายเหนื่อย กลับกลายเป็นได้ค้บพบความจริง ว่าตั๋วเครื่องบินช่วงเวลาโปรโมชันแสนถูกใบนั้น ได้นำพาเรามาพบกับแหล่งรวมศิลปะร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งจัดขึ้นแค่ 3

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เรารู้จัก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ บนจอเงินเป็นครั้งแรกนั้นเป็นปี พ.ศ. 2548 จากบทบาทใน เพื่อนสนิท เขาเป็น ‘ไข่ย้อย’ ผู้แอบหลงรักเพื่อนสนิท ที่กวาดเอาหัวใจของใครต่อใครหลายคนไป เวลาผ่านไปเร็วราวชั่วลัดนิ้วมือ a day BULLETIN เจอเขามาหลายหนแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เรารู้สึกเสมอๆ ทุกครั้งที่ได้พบเจอพูดคุยกับเขาคือการเติบโต ความรัก ความสัมพันธ์ เขาเป็นคนอารมณ์ดี และชอบบอกเล่าถึงเรื่องราวการทำงานในอาชีพนักแสดงที่เขาหลงรัก และนี่เป็นบทสนทนาที่จะทำให้เราทะลุทะลวงความยียวนกวนประสาทของเขา เพื่อเข้าถึงความฟีลกู๊ดที่อยู่ภายใน ตอนนี้คุณกำลังจะเข้าสู่ครึ่งหลังของวัยเลขสามแล้ว การเป็นชายหนุ่มอายุ 37 มันมีความหมายอะไรสำหรับคุณ      ไม่มั้ง รู้สึกเหมือนเดิมแหละ ติ๊งต๊องเหมือนเดิม (หัวเราะ) ก็เลยไม่รู้ว่ามันยังไง ผมรู้สึกว่าตัวเลขอายุมันไปก่อนจิตใจของผมเยอะ   ที่พูดอย่างนี้เป็นเพราะคุณอยากจะรักษาความเป็นตัวของตัวเองในตอนนี้เอาไว้ใช่หรือเปล่า      มันเป็นไปของมันเองนะ ทุกวันนี้ดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่ไหม แต่ความรู้สึกข้างในเราตอนนี้คือยังสนุกกับการที่จะมีมุมเล่นๆ เหมือนตอนที่เป็นเด็กอยู่ และเราก็เล่นสนุกไปเหมือนตอนเด็กอยู่เลย ไม่มีมุมจริงจังประเภทว่า เฮ้ย โตแล้ว ตอนนี้กูมาซีเรียสดีกว่า แล้วเดี๋ยวกูจะได้ธุรกิจใหม่ เฮ้ย หุ้นเป็นไงแล้ววะวันนี้ อะไรทำนองนั้น

ในสังคมยุคโซเชียลฯ ครอบงำ rising star เกิดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน มีเพียงบางคนเท่านั้นที่จะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความสามารถเป็นแก่นสำคัญมั่นคง เช่นกันกับ ‘วี’ – วิโอเลต วอเทียร์ เธอเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างสูตรสำเร็จ ด้วยการประกวดร้องเพลงในรายการทีวียอดนิยม จนทุกวันนี้เธอกลายเป็นศิลปินที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่ง ล่าสุด เธอเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้งกับซิงเกิล Drive ในเนื้อหาภาษาอังกฤษที่ถนัด เราอดสงสัยไม่ได้ถถึงสิ่งที่ Drive เธออยู่ แรงบันดาลใจ แรงผลักดันบางอย่างที่ทำให้เด็กสาวตัวเล็กๆ ร้องเพลงประกาศกร้าวถึงเรื่องราวภายในใจออกมาได้ทรงพลังแบบนั้น อะไรคือ Drive ที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิต แล้วเป้าหมายที่แท้จริงของเธออยู่ที่ไหนกันแน่ไปหาคำตอบกัน เราอยากรู้ว่าสำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้มีชีวิตอยู่ และผลักดันให้ทำงานสร้างสรรค์      ทุกอย่างเป็นแรงขับได้อยู่แล้ว การที่ชีวิตจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าไม่จำเป็นจะต้องใช้เฉพาะเรื่องดีๆ เป็นแรงขับเท่านั้น ทุกอย่างเป็นแรงขับให้กับวี ทั้งเรื่องดีใจ ความเศร้า รวมทั้งอารมณ์โกรธ ตัวเองก็เคยใช้ความโกรธ อารมณ์เคืองๆ มาขับเคลื่อนเหมือนกัน      อย่างช่วงที่เล่นหนังเรื่องแรก (ฝากไว้ในกายเธอ) คอมเมนต์ในอินเทอร์เน็ตนี่มาเลย เลิกแสดงเถอะ กลับไปร้องเพลงดีกว่าเหอะ อ่านแล้วก็โกรธนะ อย่ามาว่าฉันนนะ อย่ามาว่าฉันสิ

ภาพในมิวสิกวิดีโอเพลง Drive ของ ‘วี’ - วิโอเลต วอเทียร์ มีเด็กสาวยืนก้มหน้าระทมทุกข์กับชีวิตที่เดินมาถึงทางตัน ในขณะที่ข้างในหัวของเธอนึกฝันไปถึงการเดินทางอย่างบ้าระห่ำ เผชิญอันตราย มุ่งสู่อิสระและเสรีภาพ ราวกับว่าในฝั่งหนึ่ง คนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยกำลังโกรธและขบถ ในอีกฝั่งหนึ่ง พวกเขาและเธอก็กำลังสร้างสรรค์และเบิกบาน เราจึงอยากรู้จริงๆ ว่าคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ รุ่นที่ใครๆ ชอบเรียกว่าฮิปสเตอร์ และกล่าวหาว่าอ่อนแอ เหยาะแหยะ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาและเธอมีความฝัน ความหวัง และเป้าหมายในชีวิตอย่างไร คุณยึดถือเรื่องอิสรภาพและเสรีภาพในชีวิตแค่ไหน      อิสรเสรีภาพสำหรับวีคือ choice มันคือทางเลือก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะการที่เราเลือกอะไร มันจะบ่งบอกว่าตัวเราเป็นใคร เรื่องนี้สำคัญ ตัวเราควรจะรู้ว่าเราเป็นใครในชีวิตนี้ ในบางช่วงเวลาที่ยังเลือกไม่ได้ ยังไม่มีเสรีภาพมากนัก วีก็ใช้วิธีเปิดรับทุกอย่างที่เข้ามา      อย่างช่วงสอบเข้าเรียน ก็รู้แค่อยากเข้านิเทศฯ จุฬาฯ อยากเรียนภาพยนตร์ เข้าได้แล้วก็ไม่รู้ต้องทำยังไงต่อ ไม่ได้วางแผนเอาไว้หลังจากนั้น ชีวิตมันก็เลยเคว้ง แต่วีใช้วิธีลงมือทำ คือลุยกิจกรรมคณะเลย ซึ่งสมัยนั้นมีให้เราได้เล่นเต็มไปหมด แต่ไม่ได้เป็นดารานำนะ

ห้าปีก่อนตอนที่ตัดสินใจรับลูกแมวจรจัดตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ในบ้าน เราเคยคิดว่า ดีจังเลย ต่อไปนี้จะได้มีแมวของตัวเอง เอาไว้ถ่ายรูปน่ารักๆ อัพใส่โซเชียลมีเดียได้ทุกวัน      บางทีพอมองย้อนไปในตอนนั้นก็ขำๆ นึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเรากลายเป็นคนรักแมวตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะด้วยกฎของแรงดึงดูด ชะตาฟ้ากำหนด ธรรมะจัดสรรให้เรากับมันได้มาเจอกัน ฯลฯ หรืออาจจะเป็นเพราะอัลกอริธึมอันเร้นลับของเฟซบุ๊กก็ได้ ที่ทำให้บนฟีดข่าวของเรา เต็มไปด้วยรูปภาพและเรื่องราวของแมวจำนวนมากมายมหาศาล      เจ้าของทุกคนดูมีความสุข บางคนเปิดแฟนเพจให้กับมันจนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นดาราย่อมๆ มีมูลค่าเชิงธุรกิจมากมาย ในเมืองนอกถึงกับมีคนเขียนหนังสือประมาณว่า How to Make Your Cat an Internet Celebrity: A Guide to Financial Freedom      ตอนนั้นเราไม่ได้คิดฝันอะไรใหญ่โต เพียงแค่รู้สึกตื่นเต้นกับลูกแมวแสนซนตัวเล็ก ขนาดที่วางอยู่บนฝ่ามือได้ มันทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมด แรกๆ เราซื้อของเล่นของใช้ สำหรับแมวมากมายมาวางกองให้มัน คอยจับตาดูอากัปกิริยาต่างๆ แล้วพยายามใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปเก็บไว้      เราตั้งแฟนเพจให้มันด้วย ชื่อเพจว่า ‘ติ่งจิ๋วหลิว’ จนกระทั่งเราค่อยๆ เรียนรู้ว่าการถ่ายรูปแมวไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่เคยยอมให้เราถ่ายรูป นอกจากว่าจะแอบถ่ายตอนที่มันกำลังเผลอหรือหลับ

ถ้าถามว่า การทำแท้งผิดหรือไม่? คำตอบที่ได้มักจะแบ่งออกเป็น 2 มุมมอง ซึ่งแต่ละมุมมองนั้นส่งผลต่อวิธีคิดและแนวทางการปฏิบัติของสังคมด้วย และในปัจจุบันก็ดูเหมือนว่าโลกเราก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะเรายังไม่สามารถยืนยันได้เต็มปากว่า สิทธิของตัวอ่อน กับ สิทธิของสตรี สิ่งไหนมีความสำคัญมากกว่ากัน ต่างคน ต่างประเทศ ต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง ในสังคมของเราจึงมีแนวคิดที่เชื่อว่าการทำแท้งผิดทุกกรณี ในขณะเดียวกันก็มีแนวคิดที่เชื่อว่าการทำแท้งไม่ผิดเพราะผู้หญิงมีสิทธิ์ในร่างกายของตนเอง จึงทำให้เกิดความขัดแย้งของแนวคิดทั้งสอง ถ้าเปรียบเป็นสงคราม กระสุนปืนจากแต่ละฝ่ายนั้นไม่ได้ยิงไปโดนอีกฝ่ายเลย ผู้หญิงที่ต้องการทำแท้งทั่วโลกต่างหากที่กลับกลายต้องเป็นผู้รับลูกกระสุนแต่เพียงผู้เดียว        แนวคิดที่เชื่อว่าการทำแท้งเป็นบาป มีความเห็นว่า ความเป็นมนุษย์เริ่มต้นเมื่อเซลล์ไข่ของเพศหญิงและเซลล์อสุจิของเพศชายได้ปฏิสนธิกัน เช่น แนวคิดทางศาสนาต่างๆ อย่างศาสนาพุทธที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ แม้จะไม่ได้ระบุว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิดเสียทีเดียว แต่มีความเชื่อว่าการเป็นมนุษย์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่การปฏิสนธิในท้องของผู้หญิง การทำแท้งจึงถือเป็นการฆาตกรรมทำให้เป็นบาป ถ้าสังเกตจะพบว่ารายการโทรทัศน์ที่นำเสนอเรื่องลี้ลับมักจะยัดเยียดเคราะห์กรรมแทบจะทุกประเภทให้กับผู้หญิงที่เคยทำแท้ง การทำแท้งจึงเป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้คนเชื่อและยอมจำนนต่อแนวคิดเรื่องบาปบุญ      นอกจากศาสนาพุทธแล้วยังมีศาสนาอิสลามที่เชื่อว่าการทำแท้งเป็นบาป เพราะเด็กที่กำลังจะเกิดถือเป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ จึงไม่ควรทำลาย ในศาสนาคริสต์เองก็เชื่อว่าทารกในครรภ์มีชีวิตเทียบเท่าผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น การทำแท้งจึงเป็นเรื่องผิด อย่างไรก็ตามข้อสรุปข้างต้นนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏในคัมภีร์ของแต่ละศาสนาเท่านั้น ในทางปฏิบัติแต่ละศาสนาก็ไม่ได้เอาบทบัญญัติเหล่านี้มาตัดสินการทำแท้งในทุกกรณีเสียทีเดียว      ในขณะเดียวกันก็มี แนวคิดที่เชื่อว่าการทำแท้งไม่บาป เพราะเห็นว่าความเป็นมนุษย์หรือความเป็นบุคคลนั้นเริ่มต้นเมื่อทารกคลอดออกมาจากครรภ์มารดาอย่างสมบูรณ์และปลอดภัย โดยให้เหตุผลว่าแม้ตัวอ่อนจะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือมีหัวใจที่ยังเต้นอยู่ แต่ก็ไม่ถือว่ามีความเป็นมนุษย์เพราะความเป็นมนุษย์ต้องประกอบด้วยความสามารถในการคิด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และมีลักษณะทางกายภาพปรากฏให้เห็น แนวคิดนี้จึงเชื่อว่าการทำแท้งไม่ใช่การฆ่าคน แต่เป็นการยับยั้งสภาพการเป็นมนุษย์เท่านั้น และยังมีข้อโต้แย้งที่น่าสนใจอีกข้อคือ ถ้าการทำแท้งผิด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่จะช่วยให้เราทำความรู้จักกับกัญชาได้มากขึ้น ซึ่งพืชชนิดนี้เกี่ยวพันกับทุกเรื่องตั้งแต่ศาสนา เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญของโลก เราอาจจะต้องมารื้อความคิดกันใหม่ และลองหันมาทำความรู้จักกับมันให้มากขึ้น เพราะปีศาจร้ายในอดีตตัวนี้ อาจกลายเป็นตัวยาสำคัญ ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บที่ยังรักษาไม่ได้ในตอนนี้ก็ได้

'วี' - วิโอเลต วอเทียร์ กับการแนะนำหนังสือเล่มโปรดของเธอ ที่จะทำให้คุณรู้ว่าความสุขในชีวิตสำคัญขนาดไหน   หนังสือ: Tuesdays with Morrie - วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี ผู้เขียน: Mitch Albom (มิตช์ อัลบอม) ผู้แปล: อมรรัตน์ โรเก้ สำนักพิมพ์: ซีเอ็ดยูเคชั่น ข้อมูลเบื้องต้น: ติดอันดับหนังสือขายดีตลอดกาล          เนื้อหาเป็นเรื่องราวของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ป่วยด้วยโรคเอแอลเอส รับรู้ความเสื่อมของร่างกายที่มีแต่ทรุดโทรมลงทุกวัน แต่จิตใจภายในและความคิดอ่านยังคงแจ่มใส เขาเผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญ และพูดคุยให้คำสอนแก่ผู้เขียนเอาไว้มากมาย จนรวบรวมเอาคติพจน์มาเป็นหนังสืออันลุ่มลึก ช่วยจุดประกายความคิดและเติมพลังแห่งชีวิตให้กับคนอ่าน      “เป็นหนังสือที่ประทับใจมาก เพราะแสดงให้เห็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต สอนให้เราคิดในแง่บวก เรื่องราวช่วงเดือนสุดท้ายของคนที่กำลังจะตาย แต่วีไม่ได้โฟกัสประเด็นที่เรื่องความตาย กลับสนใจเรื่องความสุขที่เขาสอนเรา หนังสือเปรียบเทียบคนที่กำลังตาย แต่กลับมีชีวิตชีวาอย่างมาก สวนทางกับคนหนุ่มสาวอายุไม่เท่าไร แต่กลับดูไม่สนุกกับชีวิตเลย เหมือนอยากจะตายมากกว่าคนแรกอีก ยิ่งอ่านยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสุขในชีวิตสำคัญขนาดไหน ดังนั้น จงเอนจอยกับทุกช่วงเวลา เพราะชีวิตสั้นและความสุขสำคัญมาก      “วีซื้อหนังสือของมิตช์ อัลบอม ไว้เยอะเลย อ่านแล้วซาบซึ้ง ปกติวีเป็นคนทัชง่าย เซนซิทีฟมาก

นอกเหนือจากการลดน้ำหนักซึ่งทำได้ยากแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนบ่นว่าห้ามยากสุดๆ ก็คือการห้ามใจตัวเองไม่ให้รักใคร โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นเป็นคนที่คุณไม่ควรชอบเลย ซึ่งก็คือ ‘เพื่อน’ นั่นเอง      ยิ่งบางคนถึงขั้นตั้งเกณฑ์ไว้เลยว่า ชีวิตนี้ฉันจะไม่เอาเพื่อนมาเป็นแฟน ฉะนั้น ถ้าใครก็ตามบังเอิญตกหลุมรักเพื่อนที่ตั้งธงชีวิตแบบนี้แล้วละก็ เรียกว่าเฮิร์ตเสียยิ่งกว่าเฮิร์ต        อย่างในงานวิจัยปี 2000 โดย Messman, Canary และ Hause สำรวจความเห็นคนจำนวน 374 คน เพื่อศึกษาหาสาเหตุว่าทำไมคนเราถึงไม่อยากได้เพื่อนมาเป็นแฟน ซึ่งพบทั้งหมด 6 เหตุผล (เรียงตามลำดับ) คือ      1) กลัวเสียเพื่อน (Safeguard Relation)      2) ไม่ได้รู้สึกชอบ (Not Attracted)      3) คนรอบข้างไม่เห็นด้วย (Network Disapproval)      4) มีบุคคลที่สามมาเกี่ยวข้อง (Third Party) เช่น เพื่อนคนนั้นชอบเพื่อนเราอีกคน      5) ไม่อยากเจ็บอีกแล้ว เพราะเคยเจ็บมาก่อน (Risk Aversion) เช่น

ภาษาคือเครื่องมือที่มนุษย์ใช้สื่อสาร แต่ในขณะเดียวกันภาษาคือทักษะของชีวิต เป็นเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ทำให้เราก้าวเข้าไปสู่ความสำเร็จได้ นี่คือความตั้งใจของ Wall Street English สถาบันสอนภาษาอังกฤษตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งความสำเร็จ เราได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ โอฬาร พิรินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้รักความท้าทายและชอบความเปลี่ยนแปลง ถึงบทบาทการบริหาร ความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในยุคดิจิตอล และก้าวต่อจากนี้ของ Wall Street English Push Your Limits for Ultimate Goal      ผมทำงานบริษัทต่างชาติมาหลายแห่ง แต่พบว่าการทำงานที่ Wall Street English ทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษเยอะมาก ย้อนกลับไปตอนอายุ 14 ปี ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน จำได้ว่า 3 เดือนแรกร้องไห้ทุกวันเพราะพูดไม่ได้ จนสุดท้ายบอกกับตัวเองว่าไม่ได้แล้วนะ คืนนี้ต้องเป็นคืนสุดท้ายที่ร้องไห้ แล้วพรุ่งนี้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง      จากนั้นผมก็อ่านหนังสือ พูดเยอะๆ เปิดโทรทัศน์

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์ของคนก็เปลี่ยนตาม โดยเฉพาะกับเรื่องใกล้ๆ ตัวอย่างการนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับคนสนิท ที่เดี๋ยวนี้เรากินอาหารกันอย่างเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับคนร่วมโต๊ะอย่างมีความสุขเหมือนสมัยก่อน จึงทำให้ ‘ทอม’ - คมสันต์ กิมสวัสดิ์ และเพื่อนๆ หุ้นส่วนอีก 4 คน ตัดสินใจเปิดร้าน สำรับ Cafe and Cuisine ร้านอาหารไทยสไตล์โฮมเมด ในซอยลาดพร้าว 8 ด้วยความตั้งใจให้เป็นเหมือนสถานที่สุดชิลในบรรยากาศผ่อนคลาย สำหรับมื้อเที่ยงและมื้อเย็นกับคนสำคัญ      “เราชอบกินอาหารไทยเป็นหลักอยู่แล้ว อย่างที่บ้านก็ชอบทำแกงมัสมั่นไก่กินกัน ก็เลยเลือกต่อยอดมาเป็นเมนูอาหารของที่นี่” คมสันต์บอกกับเราขณะที่พนักงานกำลังนำข้าวสวยร้อนๆ มาวางบนโต๊ะ แม้ว่าเมนูส่วนใหญ่ของร้านจะเป็นอาหารไทยที่เราเห็นกันทั่วไป เช่น แกงเขียวหวาน ทอดมันปลากราย และต้มยำใบชะมวงกระดูกอ่อน แต่ด้วยความพิถีพิถันในการปรุงและการจัดจาน จึงทำให้เรารับรู้ได้ถึงรสชาติที่บ้านๆ แต่อร่อยละมุนเหมือนกับอาหารรสมือแม่          เนื่องจากเน้นเสิร์ฟอาหารสไตล์โฮมมี คมสันต์และเพื่อนๆ จึงตั้งใจออกแบบปรับปรุงร้านให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์บ้านสุดอบอุ่นด้วย โดยพวกเขาคงโครงสร้างบ้านไม้หลังเก่ากับต้นไม้ใหญ่เอาไว้ แต่ปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายในให้ดูเป็นกันเองขึ้น      “ตอนแรกที่นี่มันเป็นสไตล์วินเทจเลย ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อยากให้มันดูเป็นบ้านมากกว่านี้ จึงเปลี่ยนโต๊ะ เก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

“จำได้ว่าเดือนสุดท้ายที่ทำงานคือ หยุด 1 วัน จากการทำงาน 30 วัน ทั้งๆ ที่เดือนนั้นมี 31 วัน” ในฐานะพนักงานประจำเหมือนกัน เราจึงจำประโยคสะเทือนใจของ นัท ศุภวาที นักเขียนจากสำนักพิมพ์ a book และบรรณาธิการ SOIMILK ได้เป็นอย่างดี “เราก็เลยลาออก ลาโดยที่ยังไม่ได้งานใหม่ แต่ลาออกเพราะมันถึงเวลาแล้ว” คำพูดต่อท้ายของเขา ที่ทำเราอยากรู้จักคำว่า ‘ลาออก’ ผ่านแนวคิดประสบการณ์และความกล้าตัดสินใจของเขา การลาออกครั้งแรก…      ในตำแหน่งสุดท้ายคือ Creative Manager บริษัทที่ทำงานด้านการผลิตโฆษณามา 7-8 ปี และเป็นบริษัทแรกที่เราทำงาน เหตุผลหลักเพราะบริษัทย้ายจากย่านทาวน์อินทาวน์ไปแถวซอยนวลจันทร์ เรื่องของเรื่องคือบ้านเราอยู่หนองแขม เราเดินทางจากพุทธมณฑลสาย 4 ไปทำงานทุกวัน หากออฟฟิศย้ายไปซอยนวลจันทร์ เราคงไปเช้าเย็นกลับเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว เราจึงตัดสินใจลาออกครั้งแรกในชีวิต และลาออกทั้งๆ ที่ยังไม่มีงานใหม่   งานในฟาร์มที่ญี่ปุ่น

จริงๆ แล้ว ชาติ กอบจิตติ บอกว่าเบื่อที่จะคุยเรื่องเก่าๆ แต่พอการสนทนาลื่นไหลไปและเริ่มออกรสชาติ เรื่องราวเฮฮาก็ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อย้อนให้เห็นตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ในร้านพันธุ์หมาบ้า ณ ตลาดรถไฟศรีนครินทร์ เราสนทนากันถึงเรื่องสัพเพเหระในชีวิต รวมถึงเรื่องธุรกิจแบรนด์สินค้าของเขา “ไอ้ความฮิปปี้เนี่ยมันอยู่ข้างใน” น้าชาติชี้ที่หัวใจ “ไม่ไช่ว่าต้องไว้หนวด ไว้เครา ไว้ผมยาว” จิตวิญญาณนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน และแถมมันยังทิ้งร่องรอยทางความคิดไว้มากมายในวัฒนธรรมร่วมสมัย ทุกวันนี้ตำนานของเหล่าฮิปปี้ได้กลายเป็นธุรกิจขนาดย่อมๆ มีเสื้อผ้า หนังสือ งานศิลปะ และของสะสมต่างๆ วางขายอยู่ในร้านแห่งนี้ ช่วยหล่อเลี้ยงความฝันของน้าและชีวิตของทีมงานอีกจำนวนหนึ่งให้ดำเนินต่อไป   ทุกวันนี้เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ายิ่งใหญ่ เคยมองย้อนกลับไปสมัยหนุ่มๆ ไหมว่ามีเรื่องใดที่ไม่น่าทำเลย รู้สึกเสียใจ      เฮอะ! มันมีเหรอ? ชีวิตที่ไม่น่า

กัญชาเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย เรื่องนี้ถูกสอนให้ฝังอยู่ในหัวเรามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ลืมนึกไปว่าทุกอย่างในโลกนั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เมื่อโตขึ้นเราพบว่ากัญชาถูกนำมาใช้ในหลายบริบท ในด้านมืดเรารู้จักมันในฐานะสิ่งเสพติดอันตรายตัวแรกๆ ที่น้ำพุเริ่มเสพในหนังสือ พระจันทร์สีน้ำเงิน รู้จักกับมันในฐานะยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด จากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายของตัวละครที่นำแสดงโดย ซูซาน ซาแรนดอน ในภาพยนตร์เรื่อง Stepmom กัญชาในตอนนี้จึงกลายเป็นพืชที่อยู่ตรงกลางระหว่างพืชที่ถูกนำไปทำเป็นสารเสพติดอันตราย กับพืชทางเลือกเพื่อช่วยรักษาโรคร้าย เป็นทั้งเทพธิดาผู้มาช่วยเหลือมนุษย์ และปีศาจร้ายที่ทำลายชีวิตคน แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเชื่อในด้านไหน HISTORY OF CANNABIS      กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี แต่หน้าที่ของมันกลับถูกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาด้วยข้อกำหนดของกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ถูกมองว่าเป็นวายร้าย เป็นสารเสพติดที่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา บ้างก็เป็นของเล่นของเหล่าหนุ่มสาวและศิลปินที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและผ่อนคลาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยมที่ช่วยรักษาให้ใครหลายคนรอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง สุดท้ายแล้วจุดยืนที่ถูกต้องของกัญชาอยู่ตรงไหน? เราขอชวนคุณไปสำรวจ เส้นทางประวัติศาสตร์ของพืชชนิดนี้ไปพร้อมๆ กัน   THE FIRST ERA      การใช้กัญชาครั้งแรกของโลกมีขึ้นเมื่อราว 4,700 ปีที่แล้ว โดยจักรพรรดิเสินหนงแห่งประเทศจีน ได้ใช้พืชชนิดนี้เป็นสมุนไพรรักษาโรคข้อต่ออักเสบ (เกาต์) มาลาเรีย และโรคไข้รูมาติก แต่ต่อมาเมื่อราวๆ 2500 ปีที่แล้ว มันก็เริ่มถูกสั่งห้ามในจีน เนื่องจากได้รับการสันนิษฐานว่าทำให้เด็กๆ และวัยรุ่นไม่เคารพผู้ใหญ่ ประมาณว่าพอเสพแล้วสติขาด หัวร้อน

ในโลกของการค้าขายที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ธุรกิจน้อยใหญ่ต้องสร้างสรรค์ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ งัดกลเม็ดและทีเด็ดเพื่อบุกตลาดด้วยวิธีดั้งเดิมอย่างการออกบูธเพื่อพบปะลูกค้า โดยที่ยังคงต้องโหมกระหน่ำตลาดออนไลน์เพื่อบริการให้แก่ลูกค้าผู้ชื่นชอบการซื้อของผ่านหน้าจอทุกรูปแบบ นั่นยังไม่รวมถึงการรับส่งสินค้าผ่านบริการไปรษณีย์หรือขนส่งเอกชนต่างๆ ซึ่งธุรกิจขายต้นไม้สายย่อ Minature_c แบรนด์เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยแพสชันของคนรุ่นใหม่อย่าง ‘เฟรม’ - รัตมา เกล้านพรัตน์ และ ‘บอส’ - ชัยพร เวชไพรัตน์ ก็กำลังเติบโตด้วยการฝ่าฟันด้วยเทคนิคเหล่านี้ First Idea      เราอยากให้ธรรมชาติแทรกซึมเข้าไปในทุกที่ที่คนเราใช้ชีวิต ทั้งพื้นที่ใหญ่ๆ และพื้นที่เล็กๆ อย่างโต๊ะออฟฟิศ หรือคอนโด ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเกือบจะตลอดเวลา ซึ่งผมคิดถึงพื้นที่ก่อนนั่นก็คือ ‘กระถาง’ ก่อนที่จะหาต้นไม้ไซซ์เล็กอย่างตะบองเพชรมาใส่ แล้วให้มองเห็นว่านี่เป็นอีกรูปแบบของงานศิลปะที่สร้างความสุขง่ายๆ ให้กับชีวิตได้ในทุกวัน   First Challenges      เราเริ่มต้นด้วยการศึกษาต้นตะบองเพชร ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้ที่เราชอบและเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ในช่วงปีแรกๆ ที่ทำแบรนด์ ความนิยมเลี้ยงตะบองเพชรก็กำลังบูม ทำให้เราเริ่มเพาะตะบองเพชรขายควบคู่กับกระถาง และพบว่าไม่ใช่แค่คนซื้อเท่านั้นที่นิยม พ่อค้าแม่ค้าก็เริ่มเพาะตะบองเพชรขายบ้าง จนทุกวันนี้ทำให้มีคนขายเยอะขึ้นเรื่อยๆ   To roll out: Bonsai size SSS      เราจึงเริ่มค้นหาว่าพอจะมีต้นไม้ชนิดใดที่สามารถปลูกในกระถางขนาดจิ๋วได้อีก