July 2018

ในฐานะคนเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสูงตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าลิฟต์และบันไดเลื่อนกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในสถานีรถขนส่งสาธารณะ สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า รวมถึงในคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัยต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันลิฟต์ยังเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในบ้านเดี่ยว 2 ชั้นมากขึ้น ด้วยการเข้ามาของสังคมผู้สูงอายุ และราคาที่จับต้องได้มากขึ้น      เราจึงขอพาคุณไปล้วงลึกความสำเร็จของธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อน ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ สันติพงษ์ บูรณกฤตยากรณ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด และ นเรศ บุญนำสุข ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายซ่อมบำรุง บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้นำตลาดอันดับหนึ่งด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศไทยมากว่า 40 ปี   ภาพรวมและเทรนด์ของธุรกิจลิฟต์และบันไดเลื่อนในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง      สันติพงษ์: เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ทำให้มีจำนวนสถานีรถไฟฟ้า คอนโดมิเนียมและอาคารที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมในกรุงเทพฯ ที่เหล่าดีเวลอปเปอร์พยายามสร้างตึกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ลิฟต์จึงกลายมาเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนที่คนและขนย้ายของในอาคาร นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เริ่มมีความต้องการลิฟต์บ้านมากขึ้น จะเห็นได้ว่าขณะนี้แม้แต่บ้าน 2 ชั้นบางหลังก็มีลิฟต์ในบ้าน เพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ส่วนราคาของลิฟต์ก็เริ่มจับต้องได้มากขึ้นเช่นกัน   เราเห็นลิฟต์และบันไดเลื่อนในอาคารใหญ่ๆ มานาน แต่จริงๆ แล้วลิฟต์เริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ยุคก่อนการปฏิวัติทางเพศจะพบว่า เพศชายคือผู้นำมาซึ่งความสำเร็จ สมบูรณ์แบบ และแข็งแกร่ง เป็นที่พึ่งพาของผู้หญิง สังคมจึงขีดเส้นกำหนดกั้นไว้ให้ผู้หญิงอยู่แต่ในบ้านและครัว แต่เมื่อโลกขับเคลื่อนมาสู่สังคมที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ทุกคน ปล่อยให้เธอออกจากบ้านไปแสวงหาความสำเร็จในหน้าที่การงาน โลกก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่งดงาม สะท้อนให้เห็นว่าในโลกเรามีผู้หญิงมากมายที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพและสามารถขับเคลื่อนสิ่งดีๆ ของตัวเองไปสู่จุดที่ดีที่สุด      ผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำในองค์กร หรือขับเคลื่อนโลกทางการเมือง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอสามารถฝันอยากเป็นอะไรก็เป็นได้ และสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองและเชื่อมั่นว่าศักยภาพของตนสามารถนำพาชีวิตให้ประสบความสำเร็จดังใจหวัง          แรงบันดาลใจที่ผู้หญิงส่งต่อให้กันนั้นเป็นพลังที่สำคัญยิ่ง จึงทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ สานต่อแพลตฟอร์ม ชีส์ เมอร์เซเดส (She’s Mercedes) เป็นเครือข่ายสำหรับผู้หญิง พร้อมเป็นพื้นที่ในการสร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงไทย ซึ่งกิจกรรมนี้นับว่าเป็นโกลบอลแพลตฟอร์มที่ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว      ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งต่อแรงบันดาลใจไปสู่ผู้หญิงทั่วโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พาผู้หญิงเก่งระดับแถวหน้าของเมืองไทยมาปรากฏสู่สายตาผู้หญิงไทยทุกคน เพื่อร่วมสะท้อนแนวคิด From Great to the Best โดยเราได้เห็นโฉมหน้าของตัวแทน She’s Mercedes ครั้งแรกจากภาพยนตร์สั้น “The Face of She’s”          ซึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงเก่งทั้ง

ด้วยความที่การตระเวนดูคอนเสิร์ตคืองานอดิเรกที่สำคัญของชีวิต เราจึงเชื่ออยู่เสมอว่า พื้นที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการพาให้อารมณ์ของคอนเสิร์ตไปถึงจุดไคลแมกซ์ ถ้าให้พูดถึงคอนเสิร์ตสุดมันในความทรงจำของอดีตคนเบื้องหลังค่ายเพลงอย่าง 'ยู' - ษรัณยู จิราลักษม์ หนึ่งในผู้บริหารของ About Studio แล้วล่ะก็ มันต้องเป็นคอนเสิร์ตของวงดนตรีไทยในตำนานอย่าง ‘โมเดิร์นด็อก’ Singha light presents Today Last Year: Moderndog Live in About Studio เป็นเหมือนการแจ้งเกิดครั้งแรกของ About Studio ที่มีจุดเริ่มต้นจากษรัณยูเคยเป็นผู้บริหารที่บริษัท ทิกเกอร์ ทวินส์ จำกัด (เป็นทั้งค่ายเพลง และทำธุรกิจสตูดิโอ) ซึ่งเป็นการสานความฝันในสมัยเด็กร่วมกับ 'มาร์ค' - ชลธร วงศ์ขวัญยืน (เจ้าของร้าน Toy Station) และ 'มิกซ์' -

“ในการที่จะใช้ชีวิตนี้ คนเราต้องเรียนรู้ที่จะทำอยู่สามอย่าง คือ รักแม้ในสิ่งที่รู้ว่าไม่เป็นนิรันดร, ประคองมั่นไว้แนบกายราวกับว่าทั้งชีวิตขึ้นอยู่กับรักนั้น และเมื่อถึงเวลาที่ต้องปล่อยมันไป — ก็ต้องปล่อยไป”      ตัวอักษรขนาดเล็กๆ บนผนังสีขาว ท่ามกลางข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตั้งแต่ตุ๊กตากระต่ายตัวมอมแมม ขนมปังขิงห่อพลาสติก กล่องไม้ขีดไฟ เสื้อบาสเกตบอล ไปจนกระทั่งรถสังกะสีเด็กเล่นคันเก่า ถูกจัดแสดงไว้กระจัดกระจายในห้องสีขาวเปล่าๆ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพที่สั้นเป็นประโยคบ้าง ยาวเป็นจดหมายบ้าง ดูผ่านๆ คงไม่คิดว่าห้องแห่งนี้เรียกว่า ‘พิพิธภัณฑ์’      แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีอะไรคุ้นชินสักอย่างในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งแต่ชื่อ สิ่งของที่จัดแสดง วิธีการจัดวาง จะมีคุ้นอยู่บ้างก็เพียงเรื่องราวเบื้องหลังของสิ่งของเหล่านั้นที่มันช่างฟังดูคลับคล้ายคลับคลา ไม่ต่างจากเพลงรักดื่นดาษที่ต่างกันไปในเนื้อร้องและท่วงทำนอง ทว่าเนื้อนั้นหาวนเวียนไม่จบสิ้นระหว่างความรักที่สมหวัง หรือโดยมากคือผิดหวังในความรัก      Museum of Broken Relationships เป็นพิพิธภัณฑ์ภายในอาคารชั้นเดียวที่ตั้งอยู่ในซาเกร็บ (Zagreb) เมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ช่างดูตลกร้ายเหมือนกันนะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกรายล้อมไปด้วยโบสถ์ประจำเมืองสองสามแห่ง สถานที่ที่มักเป็นจุดเริ่มต้นพิธีความรักให้ใครต่อใคร ราวกับจะบอกกลายๆ ว่าทุกการเริ่มต้นล้วนมีปลายทาง      และก็เป็นตลกร้ายอีกเรื่องเช่นกันที่ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ คือ Olinka Vistina และ Drazen Grubisic

เมื่อเดินลงจากรถไฟฟ้าสถานีอารีย์ แล้วลัดเลาะไปตามริมถนนเพียงไม่กี่ก้าว เราจะสังเกตเห็นทางเข้าที่มีลักษณะเป็นช่องทางเดินทอดยาวสีดำ เมื่อเดินเข้าไปด้านใน คำถามถึงเรื่องความตายที่อยู่ในหัวก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา จนถึงสุดทางเดิน เราจะพบกับ ‘มรณาณุสติคาเฟ่’ ร้านกาแฟที่เป็นผลมาจากงานวิจัยของ ผศ. ดร.วีรณัฐ โรจนประภา แห่งมูลนิธิบ้านอารีย์ ด้วยแนวคิดที่ต้องการให้ทุกคนระลึกถึงความตาย การเห็นคุณค่าของชีวิต และการทำดีในทุกวันที่ยังมีลมหายใจ        “ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นผมสนใจเรื่องปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาคุณแม่วัยใส การทุจริตคอร์รัปชันและการก่ออาชญากรรมซึ่งมีสถิตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงค้นหาว่าปัญหาที่ตั้งต้นแท้จริงแล้วคืออะไร คำตอบก็คือ ทุกอย่างเกิดจากความโลภ และความโกรธ ผมจึงคิดต่อว่า แล้วปรัชญาทางพุทธศาสนาข้อใดที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ ผมจึงนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า บุคคลได้เจริญ ‘มรณานุสติ’ แล้ว จะทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน นั่นทำให้ความโลภลดลงและทำแต่ความดี”          การเจริญมรณานุสติอาจไม่ได้แก้ปัญหาแม่วัยใสหรืออาชญากรรมอย่างตรงไปตรงมา แต่การที่จะทำให้กลุ่มคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยรุ่นและคนทำงานได้เข้าใจ และเล็งเห็นคุณค่าของชีวิตก่อนที่จะจากโลกนี้ไปต่างหากคือ ประเด็นสำคัญ ดังนั้น เพื่อให้งานวิจัยเกิดเป็นรูปธรรม โดยให้สอดคล้องไปกับโครงสร้างทางสังคม Thailand 4.0 ยุคสังคมเชิงสัญลักษณ์ในปัจจุบัน      “วิถีเชิงสัญลักษณ์ของวัยรุ่นและวัยทำงานคือ วิถีคาเฟ่ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะมาหาแรงบันดาลใจ ทำงาน

มนุษย์มีกลไกของสมองให้คิดอะไรเป็นลำดับขั้น นั่นก็คือการวางแผน คาดการณ์ ตอนเป็นเด็กเรายังชอบเล่นเกมวางแผน พอโตขึ้นมาก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าอยากเรียนอะไร เมื่อเข้าสู่วัยทำงานหลายคนก็เริ่มมองไปที่เรื่องของการวางแผนทางการเงิน พอแต่งงานมีครอบครัวก็เริ่มวางแผนอนาคตให้กับลูก      แต่สิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามหรือทำเป็นไม่สนใจเสมอคือ 'ความตาย' ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอในวันใดวันหนึ่ง ซึ่งการวางแผนชีวิตเพื่อให้เรา 'ตายดี' นั้นไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของตัวเองในช่วงสุดท้าย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการ บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ยังบอกด้วยว่าการจากไปของคนหนึ่งคนจะสร้างชีวิตให้กับคนที่ยังอยู่อีกหลายคนได้อย่างมีคุณค่า แค่เรารู้จักวางแผนการเตรียมตัวตายกันอย่างเข้าใจ   วางแผนได้…      ชีวิตคนเรามีการวางแผนกันมาตลอด วางแผนว่าจะเรียนอะไร จบแล้วจะเข้าทำงานที่ไหน พอเริ่มทำงานแล้วก็ต้องวางแผนการเงิน พอแต่งงานมีครอบครัวก็ต้องวางแผนชีวิตให้ลูก ทุกอย่างเราวางแผนชีวิตไว้หมด แต่สิ่งเดียวที่เราไม่เคยวางแผนไว้เลยคือเรื่องความตาย ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่   ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ…      เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คุณจะสังเกตได้ว่าคนรอบข้างของคุณมีญาติที่ต้องได้รับการดูแลเหมือนคนป่วยหนัก คุณภาพชีวิตของเขาทุกด้านจะตกลงทันที เดี๋ยวก็ต้องไปเฝ้าไข้ เดี๋ยวก็ต้องพาคนไข้ไปโรงพยาบาล ระหว่างพาไปหาหมอก็เครียด จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษา ถ้าสังคมไทยมีองค์ความรู้เรื่องการตายดี หรืออย่างน้อยก็มีคนคอยให้คำปรึกษา ว่าต้องจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร มีทางเลือกให้แบบไหน สังคมจะมีความมั่นคง และคนหนุ่มสาวก็วางแผนชีวิตตัวเองได้ คุณเชื่อเถอะว่าเราทุกคนกำลังจะเจอกับเรื่องแบบนี้มีอยู่ในทุกๆ ที่   ยื้อชีวิต -

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า ‘ความตาย’ และ ‘การมีสุขภาพดี’ คือสองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน แต่สำหรับ ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลับมองว่าทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและส่งเสริมกันอย่างแยกไม่ออก เพราะหากเราปรารถนาจะจากโลกนี้ไปอย่างงดงาม เราก็ควรเตรียมตัวและเตรียมหัวใจของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เริ่มจากการมีสุขภาพกายที่แข็งแรง จิตใจแจ่มใส มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และเข้าใจชีวิตในทุกขณะจิต มิติของการมีสุขภาพดี…      สสส. เป็นองค์กรที่มีเป้าหมายชัดเจนคือสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดี แต่คำว่า ‘สุขภาพดี’ มันไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพกาย หรือการมีร่างกายที่แข็งแรงอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ มันมีทั้งหมด 4 ด้าน คือ กาย จิต สังคม ปัญญา เราอยากให้คนมีครบทั้ง 4 มิตินี้ กายคือการมีสุขภาพแข็งแรง เช่น หมั่นออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ต่อมาเป็นสุขภาพจิต คือมีจิตใจดี ไม่เศร้าหมอง มีเมตตากรุณา

เคยเป็นไหม? ที่ต้องมานั่งเศร้าใจคนเดียว เมื่อรู้ว่าคนที่หันหลังไปจากเรา สุดท้ายคือคนที่เราต้องการ แต่ในวันที่มีเขาอยู่ เรากลับไม่รู้สึกอะไร หรือถึงจะรู้สึกอะไรกับเขา แต่ก็ไม่อยากจะยอมรับว่าเราต้องการ กว่าจะมารู้ใจตัวเองก็สายไปเสียแล้ว      ยกตัวอย่างเรื่องราวของเพื่อนเราคนหนึ่ง เมื่อหลายเดือนก่อนมีผู้ชายมาจีบ ผู้ชายคนนี้เข้ามาในลักษณะแบบเพื่อนก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ดูแลเอาใจใส่ ให้กำลังใจ และคอยทำหวานๆ ให้เพื่อนเรา จนวันหนึ่งก็สารภาพว่าชอบ ด้านเพื่อนเรา จริงๆ ก็ชอบเขาแหละ แต่ด้วยความที่กลัวความรัก แถมเป็นคนใจแข็งและปากแข็งมากๆ ก็เลยชอบฟอร์มใส่เขา ทำเป็นไม่สนใจ (ทั้งที่จริงแอบติดตามดูผู้ชายคนนี้ในโซเชียลฯ ตลอดเวลา) ยิ่งถ้าช่วงไหนผู้ชายคนนี้หวานใส่มากๆ คุณเธอก็จะแก้เขินด้วยการทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับใจ เช่น พูดจาห้วนๆ บอกว่าไม่ชอบ ไม่สนใจ ไม่ต้องการ และไล่ให้ไปชอบคนอื่น      ซึ่งผู้ชายคนนี้ก็อึดมาก คือตามจีบเพื่อนเรานานหลายเดือน ยิ่งทำดีหรือทำหวานใส่ ก็ยิ่งโดนเพื่อนเราตอกกลับมาหนักๆ ขนาดตัวเรายังสงสารผู้ชายคนนี้เลย แต่เนื่องจากเราไม่สามารถบอกอะไรเพื่อนเราได้ เพราะเพื่อนไม่เชื่อ หรือถ้าเชื่อ ก็จะมีทิฐิเกินกว่าจะยอมรับว่าชอบเขา งานนี้เราเลยได้แต่เป็นคนนอกที่ดูอยู่ห่างๆ      จนวันหนึ่งเพื่อนเรามาบอกว่า เพิ่งได้บอกให้ผู้ชายคนนี้เลิกชอบไปอีกรอบ

ครั้งหนึ่ง ผู้คนในโลกออนไลน์ชอบเรียกเว็บบอร์ดพันทิปดอตคอมว่าเป็นมหานครแห่งดราม่า ตั้งแต่ยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มได้รับความนิยมใหม่ๆ ผู้ใช้เริ่มทยอยเข้ามาสัมผัสโลกแห่งนี้ และใช้ประโยชน์จากชุมชนเสมือนให้เป็นแหล่งในการพบปะสร้างความสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เมื่อพื้นที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุกชุมชนบนโลกนั่นคือความขัดแย้งรุนแรงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น      แล้วเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ท่ามกลางผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ความคิดเห็นที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อีกทั้งยังมีคนพาลที่เจตนาเข้ามากลั่นแกล้งคนอื่น ล่อเป้าหรือจุดชนวนปลุกปั่น รวมไปถึงเล่ห์กลของนักการตลาดที่แอบเข้ามาหาผลประโยชน์      พูดคุยกับ อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้บริหารพันทิปดอตคอม ถึงการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลาน้ำผึ้งพระจันทร์ในยุคแรก เข้าสู่ยุคของความขัดแย้ง ผู้ใช้ต่างสัมผัสถึงความเจ็บปวดและโกรธแค้นกัน จนกระทั่งผู้คนในชุมชนแห่งนี้เข้าใจวิธีที่จะอยู่ร่วมกันไปได้ ถึงแม้จะไม่ได้มีความเห็นตรงกัน บทเรียนมากมายจากชุมชนออนไลน์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมในความเป็นจริงได้อย่างดี     วัฒนธรรมความรุนแรงในโลกออนไลน์หลายอย่าง มีแหล่งกำเนิดมาจากพันทิปดอตคอมตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ทั้งไซเบอร์บูลลี เกรียน ดราม่า เฮตสปีช การล่าแม่มด รุมประชาทัณฑ์ และนักสืบพันทิปที่ไปแอบค้นข้อมูลส่วนตัวคนอื่นมาประจาน      เป็นเพราะพันทิปมีมาก่อนแพลตฟอร์มอื่น ปัญหาพวกนี้มีมาก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มอื่นๆ มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคน แล้วปัญหาของคนก็จะตามไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ คนทั่วไปอย่างเราๆ ที่พอเริ่มมีอำนาจในการนำเสนอเนื้อหา ทำให้เขารู้สึกดีกับอำนาจนั้น      เอาง่ายๆ เลย เราย้อนไปยุคก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต เป็นยุคของสื่อมวลชน ยุคของหนังสือพิมพ์ นักข่าวไปสืบค้นข้อมูลมานำเสนอ

จะเป็นอย่างไร? ถ้าชีวิตพลิกผันเพียงข้ามวัน แล้วเราไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้อีก ทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่บนเตียง มีสัญญาณชีพเหลือเพียงแค่ลมหายใจและร่างกายที่ยังอบอุ่น และถ้าลองมองในอีกมุมหนึ่ง จะเป็นอย่างไร? ถ้าเราไม่ใช่คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แต่เป็นอีกคนที่อยู่เคียงข้างเขา ยังแข็งแรง มีชีวิตชีวา สามารถทำงานทำการ เที่ยวเล่นสนุกสนาน แต่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องอยู่เฝ้าดูแลเขาไปเรื่อยๆ      ช่วงเดือนที่ผ่านมา พวกเราได้ติดตามแฟนเพจ Pichet Klunchun Dance Company บังเอิญได้พบเห็น พิเชษฐ กลั่นชื่น เขียนสเตตัสแจ้งข่าวถึงเพื่อนๆ ของเขา เรื่องการประสบอุบัติเหตุของฟลุ๊ค (ปรเมษฐ์ มณีรัตน์) สมาชิกคนหนึ่งในคอมพานี พร้อมกับการขออาสาสมัครจากผองเพื่อนและคนที่รู้จักฟลุ๊ค ให้ช่วยกันผลัดมาเยี่ยมเยียนและดูแลประคับประคอง      พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินนักเต้นร่วมสมัยผู้มีผลงานโชว์โด่งดังระดับโลก ในฐานะผู้นำคอมพานี ด้วยความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าถ้าเราขับเคี่ยวต่อสู้เพื่อร่างกายอย่างเพียงพอ เราจะสามารถกอบกู้ชีวิตให้กลับคืนมาอีกครั้ง และผลของการทุ่มเทเวลา แรงกาย แรงใจ ท้าทายร่างกายของฟลุ๊คที่นอนนิ่งอยู่ ให้ค่อยๆ มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ฟลุ๊คสามารถนั่งทรงตัวในรถเข็น ออกมาดูสมาชิกในคอมพานีซ้อมเต้นในโรงละครที่เขาเป็นผู้ช่วยขึ้นโครงสร้างมาด้วยมือของตนเอง      เราเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้จะเผยให้เห็นภาพจำลองของสังคมผู้สูงอายุที่กำลังคืบคลานเข้ามา คนหนุ่มสาววัยทำงานจำนวนมหาศาลกำลังจะต้องรับผิดชอบชีวิตและความตายของคนรุ่นก่อน

เมื่ออ่านหนังสือ It's Complicated แล้วทำให้ผมนึกถึงซีรีส์เรื่อง Downton Abbey ผมชอบตรงที่ทั้งหนังสือและซีรีส์เล่าเรื่องชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาสามัญของผู้คน แต่โอบคลุมบรรยากาศทั้งหมดไว้ด้วยแนวความคิดที่สลับซับซ้อนกว่านั้น เกี่ยวกับสภาพสังคมภายนอกที่มีต่อสภาพจิตใจภายใน อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี      It's Complicated เป็นหนังสือที่เรียบเรียงจากงานวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณา ตามติดชีวิตวัยรุ่นอเมริกันยุคมิลเลนเนียลกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย ขณะที่ Downton Abbey เป็นซีรีส์แนวดราม่าเกี่ยวกับครอบครัวชนชั้นสูงในประเทศอังกฤษและเหล่าคนรับใช้ของเขา ตอนช่วงต้นศตวรรษที่ 20      Downton Abbey ตอนแรก ของซีซันแรก เปิดเรื่องด้วยภาพหัวรถจักรไอน้ำกำลังห้อตะบึงชำแรกแทรกเข้าไปในท้องถิ่นชนบท ภาพตัดเข้าไปให้เห็นสภาพความเป็นอยู่โอ่อ่าภายในคฤหาสน์หรูที่เพิ่งมีไฟฟ้าเข้าไปถึง และทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับการได้ลองเปิดหลอดไฟเป็นครั้งแรก ในขณะที่ It's Complicated เริ่มต้นเล่าถึงสภาพสังคมวัยรุ่นไฮสกูลอเมริกัน พวกเขาเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาและงานพรอม พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเล่นกัน แชร์ใส่โซเชียลมีเดีย และแท็กหากันสนุกสนาน      ภาพชีวิตแสนธรรมดาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันนานถึงหนึ่งร้อยปี บอกเล่าแก่นเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือและซีรีส์ มันเผยให้เห็นถึงเค้าลางของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่ผู้คนและสังคม โดยผู้ที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นไม่ทันสังเกตหรือไม่ทันรู้ตัวหรอก มีเพียงผู้ชมเท่านั้นที่คอยสังเกตการณ์จากภายนอก จะค่อยๆ มองเห็นรูปแบบของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงรากฐานเดิมๆ ในสังคม      ใน Downton Abbey สภาพสังคมภายนอกคฤหาสน์หรูกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากมหาสงคราม

‘ชีวิตคู่’ คือการอยู่ร่วมกันระหว่างคนสองคน เป็นความปรารถนาของการมีชีวิตรัก เป็นความสุขของความรู้สึกภายในหัวใจที่เบ่งบานไม่รู้เบื่อ เป็นการเริ่มต้นบทใหม่แห่งการเรียนรู้กันและกัน และเป็นความจริงที่มีวันสิ้นสุดลง เมื่อวันนั้นมาถึง ปริมาณความรักมากล้น หรือความปรารถนาอันแรงกล้าใดๆ ก็ไม่อาจต่อรองเวลาได้ ทุกอย่างเกิดขึ้น ดำเนินไป และจบลงตามวาระ      ‘หมวย’ – ธนาพร ตั้งเจริญมั่นคง คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เข้าใจกฎแห่งชีวิตข้อนี้อย่างลึกซึ้ง เธอสูญเสีย 'อิท' - อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง สามีผู้เป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะพยุงทั้งหัวใจและร่างกายให้ก้าวเดินต่อไปด้วยตัวคนเดียว เธอตัดสินใจถ่ายทอดประสบการณ์และความทรงจำทั้งหมดไว้ในหนังสือ 'Lots of Love 7,300 วันที่เรารักกัน' เพื่อบอกเล่า และเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องดำเนินต่อไป ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อคนรักที่จากไป      และสิ่งสำคัญที่สุดก็เพื่อยืนยันความจริงที่ว่า “การเกิดเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับความตาย ฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่สูญเสียสามี และแน่นอน ย่อมไม่ใช่คนสุดท้าย” เพื่อเป็นพลังและกำลังใจให้กับคนที่กำลังประสบกับเหตุการณ์ที่ท้าทายที่สุดของชีวิตคู่เช่นเดียวกับเธอ     ในวันที่ชีวิตต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง นิยามความรักและมุมมองต่อความเป็นไปของชีวิตแปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร      เราไม่เคยตั้งนิยามว่าความรักต้องเป็นอย่างไร เราคิดว่ามุมมองต่อความรักของคนเราเปลี่ยนไปตามวัยและประสบการณ์ สำหรับเราโดยภาพรวมยังรู้สึกกับความรักเหมือนเดิม เพียงแต่ในรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เพราะวิถีและเงื่อนไขการใช้ชีวิตในยุคดิจิตอล ณ​ ปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ใครหลายคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งไล่ตามโลกและสิ่งต่างๆ รอบตัวให้ทัน ด้วยกลัวว่าจะถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง จนบางครั้งก็ลืมที่จะพักสูดลมหายใจของตนให้เต็มปอด หรือปรับคลื่นความถี่ด้วยการฟังเพลงเพราะๆ สักเพลง ลืมที่จะใช้เวลานั่งมองพระอาทิตย์ตก เพื่อที่ทำให้ชีวิตนั้นกลับมามีชีวาและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าหากเรามีชีวิต แต่กลับไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น      เพราะไลฟ์สไตล์ของคนเราสามารถแปรเปลี่ยนไป และเปิดโอกาสให้เราได้ขยายมุมมองขอบเขตเพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิตเป็นสุขได้เสมอ เราจึงชวนแขกรับเชิญของเราทั้ง 9 คน มาพูดคุยถึงการค้นหาไลฟ์สไตล์และตัวตนที่หลากหลายแต่ทว่าชัดเจน ซึ่งแต่ละคนสามารถหาและจัดสรรพื้นที่ส่วนตัวให้เข้ากับตัวตนที่เป็น ทั้งยัง Extend Style ส่วนตัวของพวกเขาออกมาเจอกับสิ่งใหม่ๆ สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อแชร์กับคนอื่นได้เสมอ ซึ่งพวกเขาทำอย่างไรเราจะพาคุณไปคุยกับพวกเขากัน

ความตาย เป็นเรื่องที่ผู้คนในสังคมร่วมสมัยมักจะไม่กล่าวถึง ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม เราถูกทำให้เชื่อว่ามันน่ากลัวหรือไม่เป็นมงคล ควรจะต้องแยกออกไปจากชีวิตประจำวัน ทั้งที่เรื่องนี้คือสัจธรรมของชีวิต มีผู้คนเริ่มหันมาสนใจศึกษา หาข้อมูลความรู้ นำประสบการณ์ของผู้คนมาถ่ายทอดบอกกล่าวกัน เพื่อทำให้เกิดชุดความรู้ที่พร้อมนำไปใช้ได้จริง ก่อนที่วันนั้นจะมาถึงจริงๆ สำหรับตัวเราเองและคนรอบข้าง เพื่อจะนำไปสู่ ‘การตายดี’      ความรู้เรื่องการตายดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับสภาพสังคมยุคใหม่ที่กำลังเคลื่อนเข้ามา เมื่อจำนวนประชากรคนหนุ่มสาวลดลง สวนทางกับจำนวนประชากรสูงอายุที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมทุกด้าน การรักษาพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนหนุ่มสาว สังคมไทยจะมีความมั่นคงได้ถ้าเรามีความพร้อม เตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมรับมือ        ในสังคมโลก เรื่องการตายดีนั้นถูกพูดถึงกันกว้างขวาง ไม่ได้หลีกเลี่ยงหรือปิดบัง ยกตัวอย่าง ปีเตอร์ ซาอูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยหนัก ได้พูดในรายการ TEDxNewy หัวข้อ 'ชวนคุยถึงเรื่องความตาย' เรียกร้องให้เราบ่งบอกความต้องการในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เขากล่าวว่า “เราควบคุมความตายไม่ได้ แต่เราสามารถปฏิวัติความตายได้” ซึ่งอธิบายไว้อย่างน่าสนใจในฐานะทำงานในแผนก ICU มานาน ได้ช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความตายมาก็ไม่น้อย สิ่งที่เขาเห็นและรับรู้มาตลอดคือ ระหว่างการรักษาผู้ที่กำลังป่วยหนัก ผู้ป่วยมักจะบอกว่า “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”

‘เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า’ ทุกคนต่างก็รู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาระยะสุดท้ายของชีวิต เราก็ควรอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมายมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่มองเรื่องความตายเป็นสิ่งต้องห้าม ไกลตัว และไม่ขอพูดถึงเพราะเป็นเรื่องอัปมงคล ทำให้คนหนุ่มสาวละเลยมองข้าม ในขณะเดียวกัน คนแก่ชรา คนเจ็บป่วยหนัก ก็เสียสิทธิ ขาดโอกาส ไปจนถึงความไม่รู้ เข้าไม่ถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง ทำให้ระยะสุดท้ายของคนที่เรารัก ขาดแคลนทั้งความสุขทางกายและทางใจ เขาไม่สามารถสะสางสิ่งที่คับข้องใจ อีกทั้งร่างกายยังทุกข์ทรมานเกินจำเป็น ภาพเหล่านี้เราเริ่มมองเห็นมากขึ้น และรู้สึกว่าคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกทีๆ ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่ในระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นระดับทั้งสังคม      a day BULLETIN จึงมาจับเข่าคุยกับ รศ. นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นรองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เขายังเป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยผลักดันเพื่อให้เรารู้จักกับการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative care หลักการที่จะช่วยเปิดทัศนคติใหม่ของความตายว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด รวมถึงสร้างคุณภาพชีวิตให้ทั้งผู้ป่วยและคนที่อยู่ต่อได้   การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative care จริงๆ แล้วคืออะไรและสำคัญอย่างไร      การดูแลแบบประคับประคองนั้นไม่ได้ยุ่งยากหรือสร้างความลำบากใจอะไรเลย ถ้าเรารู้หลักการคร่าวๆ

ความจริงแท้มีลักษณะอย่างไร? มันดำรงอยู่คงที่และดำเนินไปเป็นนิรันดร์ หรือว่ามันจำกัดตามการรับรู้ และสิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตของเรา      นี่คือคำถามปรัชญาที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง The Fault in Our Stars เป็นเรื่องราวของเด็กสาวผู้กำลังนับถอยหลังชีวิตตัวเอง เนื่องจากโรคมะเร็งที่รุมเร้าเข้ามา ทำให้เธอต้องพยายามดิ้นรนค้นหาสัจธรรมให้กับตัวเอง      ฉากสำคัญของเรื่องนี้มีอยู่ 2 ฉาก ฉากแรกนั้นไม่เกินความคาดเดา คือฉากที่เด็กสาวเดินทางไปพบนักเขียนคนโปรดของเธอ เพื่อถามถึงตอนจบที่แท้จริงของนิยายของเขา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาวที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเช่นเดียวกับเธอ และมันจบลงอย่างห้วนๆ ไม่มีการบอกเล่าบทสรุปของตัวละครอื่นๆ หลังจากที่เธอตายไป      นักเขียนปฏิเสธที่จะตอบ และปฏิเสธที่จะเขียนนิยายภาคต่อ เขาเพียงนั่งจิบเหล้าอย่างหงุดหงิด แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยถึง Zeno's Paradox (ปฏิทรรศน์ของซีโน) “ลองจินตนาการว่าคุณวิ่งแข่งกับเต่า โดยคุณต่อให้เต่าวิ่งนำหน้าไปก่อน 10 หลา ในเวลาที่คุณวิ่งตามไปให้ถึง 10 หลานั้น เต่าจะสามารถวิ่งต่อไปได้อีก 1 หลา และในเวลาที่คุณวิ่งตามต่อไปอีก 1 หลา เต่าจะยังคงสามารถวิ่งนำหน้าคุณไปได้อีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าคุณวิ่งเร็วกว่าเต่า แต่เท่าที่คุณทำได้คือวิ่งไล่ให้ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

หากจะบอกว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่แฟนหนังสือมูราคามิรอคอยมากที่สุดอีกหนึ่งเรื่องก็คงไม่ผิดนัก อันที่จริง Burning ไม่ใช่นิยายเรื่องแรกของ ฮารูกิ มูราคามิ ที่ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ หลายๆ เรื่องของเขาน่าจะผ่านตาคอหนังหลายๆ คนมาแล้ว อาทิ Hear The Wind Sing (1981) หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาไทยว่า ‘สดับลมขับขาน’ ผลงานในช่วงที่มูราคามิเริ่มต้นชีวิตนักเขียน, Tony Takitani (2004) ดัดแปลงจากเรื่องสั้น ‘โทนี ทะกิทะนิ’ ในรวมเรื่องสั้น ‘ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน’ และล่าสุดอย่าง Norwegian Wood (2010)      Burning เป็นภาพยนตร์โรแมนติกทริลเลอร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อ Barn Burning หรือ มือเพลิง ในรวมเรื่องสั้น ‘เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน’ หากใครที่เคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก่อน ก็คงคาดหวังที่จะได้เห็นบรรยากาศเยือกเย็นที่ซุกซ่อนความลึกลับ และความไม่น่าไว้ใจในภาพยนตร์ ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องยอมรับว่าการได้ อีชางดง ผู้กำกับชาวเกาหลีที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลภาพยนตร์อย่างคานส์มาแล้วก็ยิ่งทำให้ Burning ถูกจับตามองทั้งจากแฟนหนังสือมูราคามิ และแฟนภาพยนตร์

ในบรรดาการสูญเสียที่หนักหนาที่สุดในชีวิตคน คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ความตาย’ สำหรับบางคน ความคิดถึงยังมีจุดสิ้นสุดให้ได้หายคิดถึงได้ ถ้าคนที่เรารอยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าจะได้พบกัน แต่สำหรับคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ต่อให้เราคิดถึงเขามากแค่ไหน ต่อให้อยากติดต่อเขาใจจะขาด มันก็เกิดขึ้นอีกไม่ได้แล้ว      เมื่อปลายปีก่อน (2560) เราทราบข่าวที่น่าสะเทือนใจเรื่องหนึ่ง เป็นข่าวร้ายของเพื่อนห่างๆ ที่อยู่ๆ ก็ต้องสูญเสียแฟนหนุ่มจากอุบัติเหตุรถยนต์ไปแบบกะทันหัน ความเศร้าคือ ทั้งสองคบกันมานานเกือบ 10 ปี และวางแผนจะแต่งงานในช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ (2561)      ในวันที่เรารู้ข่าว ตอนแรกยังนึกว่าเพื่อนลงรูปอวดแฟนด้วยซ้ำ แต่ที่ไหนได้พออ่านข้อความไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ว่านี่ไม่ใช่โพสต์อวดแฟน แต่เป็นเหมือนข้อความเชิดชูและระลึกถึงความทรงจำที่ดีของคนที่จากไป และในวินาทีนั้นเองที่เราลำดับเรื่องราวทั้งหมดในหัวได้ว่ามันคืออะไร หัวใจข้างในก็สั่นสะเทือนไปทันที เราตกใจและช็อกมาก เพราะใครจะเชื่อว่าคนที่เพิ่งเห็นๆ กันอยู่จะจากไป และยังมาจากไปในเวลาที่ไม่ควร      ตอนนั้นเราได้แต่คิดวนๆ ถึงประโยค “พระเจ้าจะไม่ทรงให้พวกท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้” เพราะเราว่ารู้สึกว่าเรื่องนี้มันเจ็บปวดมาก ทำไมพระเจ้าถึงส่งเรื่องนี้ให้เพื่อนของเรา แล้วเขาจะทนได้จริงไหม      หลังจากวันที่รู้ข่าว เพื่อนเราก็ยังทยอยลงรูปแฟนอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับข้อความที่เล่าว่า คิดถึงพี่เขามากแค่ไหน และยังทำใจไม่ได้เลยที่จะยอมรับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นแล้ว บางครั้งยังรู้สึกว่าตัวเองฝันไป ซึ่งเพื่อนคนอื่นๆ ก็จะเข้าไปให้กำลังใจ รวมทั้งเราเองก็ด้วยเหมือนกัน

หนังสือแต่ละเล่มทำหน้าที่ต่างกัน บางเล่มเป็นโรงมหรสพ บางเล่มเป็นช่างเทคนิคของความรู้ บางเล่มเป็นอาหารย่อยง่าย ขณะที่บางเล่มเป็นเหมือนคู่สนทนาระหว่างการเดินทางไกล Life Lessons หรื่อชื่อในภาษาไทย ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง ของ อลิซาเบธ คืบเลอร์-รอสส์ และ เดวิด เคสเลอร์ คงอยู่ในประเภทหลังสุด ด้วยพื้นฐานประสบการณ์ของผู้เขียนทั้งสองท่านที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ที่อยู่ในภาวะยากลำบากก่อนเสียชีวิต และญาติมิตรของผู้สูญเสีย ทำให้เรื่องเล่าที่ตกผลึกและเรียบเรียงออกมาเป็นบทเรียน 14 เรื่อง นำพาเราไปทบทวน ใคร่ครวญ ตั้งคำถามกับคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่          ชีวิตคืออะไร? เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? เราควรมีชีวิตอยู่อย่างไร? คำถามสำคัญที่ผู้คนจำนวนมากทั้งจากอดีตจนถึงปัจจุบันต่างก็พยายามหาคำตอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีคำตอบสูตรสำเร็จตายตัว อลิซาเบธ และเดวิด ก็ไม่ได้พยายามตอบคำถาม 3 ข้อนี้ด้วยคำตอบเดียว แต่พวกเขาใช้เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้คนจำนวนมากปะติดปะต่อจนเห็นรูปแบบร่วมกันบางประการ นั่นคือ การตระหนักรู้ในตน การเห็นคุณค่าทั้งในชีวิตตนและผู้อื่น และการเกื้อกูลต่อกันอย่างมีเมตตา      สำหรับผู้ที่ผ่านการสูญเสีย และผู้ที่เผชิญหน้าอยู่ใกล้ชิดกับความตายอย่างที่สุด ชีวิตได้มอบโอกาสสำคัญให้พวกเขาได้ฉุกคิด และตื่นรู้ ณ ห้วงเวลาที่มืดมิดที่สุดและสิ้นหวังที่สุด สัญชาตญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ทำให้กลับมามีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีเรื่องราวที่ผ่านเลยไป

แม้เราจะออกตัวว่าไม่มีพื้นฐาน Calligraphy จนถึงขั้นจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เราบรรจงคัดลายมือคือเมื่อไหร่ แต่เมื่อเดินเข้าร้าน The Pips Cafe ร้านปากกาหมึกซึมขนาดจิ๋วในตึกธนิยะ สีลม ‘เอ็ม’ - กนก รัตนมณีจรัส เจ้าของร้าน ก็ชวนเรานั่งคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับปากกาหมึกซึมของเขา จนมือใหม่อย่างเราเผลอฝึกเขียนเพลินไปเกือบครึ่งหน้ากระดาษ        ภายใน The PIPS Cafe อบอวลและแวดล้อมด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ที่แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ร้านเครื่องเขียนธรรมดาๆ แต่เป็นคอมมูนิตี้สุดชิลที่คนรักการเขียนตัวหนังสือมักแวะเวียนมาเพื่อสร้างเรื่องราวความทรงจำบนหน้ากระดาษร่วมกัน      “จุดเริ่มต้นของร้านคือ เมื่อก่อนผมรู้สึกว่าการสั่งปากกาหมึกซึมเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องสั่งจากต่างประเทศ คนไทยที่ใช้ก็ไม่ค่อยรู้จักกัน เหมือนเรายังหากันไม่เจอ ไม่มีคอมมูนิตี้เป็นเรื่องเป็นราว จึงอยากทำร้านนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้องทุกยี่ห้อ แล้วก็เป็นที่พบปะกัน” เอ็มเริ่มเล่าที่มาของร้าน พลางชี้ให้ดูน้ำหมึกที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชั้น          ภายในร้านสีน้ำเงินขนาดเล็ก มีหมึกนำเข้าจากต่างประเทศวางขายอยู่ 7-8 ยี่ห้อ ซึ่งมีสีสันและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งมีกระดาษ สมุด ปากหมึกซึม และปากกาหัวแร้งหลายขนาดหลายดีไซน์ เพื่อการใช้งานหลากรูปแบบ      เรากวาดสายตาไปจรดกับผนังร้านที่แขวนกรอบรูปบรรจุข้อความเขียนมือสไตล์ Calligraphy เนื้อหาน่ารักหลากหลายความหมาย เอ็มจึงเล่าให้เราฟังว่า "เป็นผลงานของลูกค้าทั้งหมด ไม่มีการซื้อขายอะไรกันเลย

ชาร้อนในกาใสถูกยกมาเสิร์ฟในช่วงสายๆ ของวันอากาศเป็นใจ เรานั่งคุยกับ ‘เอ็ดดี้’ - พิทยากร ลีลาภัทร์ นักเขียนและวิทยากรผู้บรรยายเรื่องธรรมะแบบเข้าถึงง่ายและเข้าใจได้ไม่ยาก เขาสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสุขให้ทุกคนฟังได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องราวของความทุกข์ยาก เขาจะอธิบายด้วยธรรมะร่วมสมัยให้เราเข้าใจได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องของความแก่ชรา ความเจ็บป่วย และความตาย      เอ็ดดี้ชวนคุยเรื่องการฝึกฝนจิตใจ ซึ่งมีคำกล่าวว่า ตอนเริ่มฝึกปฏิบัติ เรามองเห็นภูเขาเป็นภูเขา หมายถึงเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่คนอื่นเห็น แต่พอฝึกไปสักพักเราจะเห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา คือความเข้าใจในอีกแบบหนึ่งว่าจริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันคือธาตุดินและอื่นๆ ที่ก่อตัวรวมกันแล้วเกิดเป็นภูเขา แล้วฝึกฝนต่อไปเราก็จะเห็นว่าภูเขาคือภูเขานั่นแหละ หมายความว่าความจริงทั้งหมดทั้งมวล ไม่มีความจำเป็นต้องไปแยกแยะก็ได้ เราก็แค่รู้อย่างที่มันเป็น      เช่นเดียวกันกับความสุข ความทุกข์ ชีวิต และความตาย สิ่งที่เขาเน้นย้ำอยู่เสมอคือ ‘ความจริงตามธรรมชาติ’ และ ‘ความธรรมดา’ ทุกสิ่งล้วนตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักอย่าง รวมทั้งลมหายใจของเรา นี่คือบทสนทนาทั้งหมดที่จะย้ำให้เห็นถึงความจริงนี้     ในฐานะที่เป็นผู้สนใจในเรื่องธรรมะร่วมสมัย คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความตายอย่างไร      การตายถ้าเป็นไปโดยธรรมชาติ มันเป็นเรื่องปกติ การตายแบบไม่เป็นไปโดยธรรมชาติก็เป็นเรื่องปกติในอีกทางหนึ่ง เพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ใครคาดคิดได้ล่วงหน้า

กาลเวลาที่เปลี่ยนไป ทำให้สองพี่น้องตระกูลหงษ์วิวัฒน์ ผู้เป็นทายาทของนิตยสารครัว แห่งสำนักพิมพ์แสงแดด ต้องเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก โดยก่อตั้งเว็บไซต์ KRUA.CO ขึ้นแทนที่นิตยสารครัว น่านทำหน้าที่คุมภาพรวมของเว็บไซต์ และปล่อยให้เรื่องความสวยงามเป็นหน้าที่ของวรรณแวว ทั้งนี้ก็เพื่อต่ออายุให้กับอุดมการณ์ของครอบครัวที่อยากมอบความรู้เรื่องอาหาร และสร้างประสบการณ์การกินที่ดีให้กับผู้คน โดยที่ไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มสื่อ ทำให้แพสชั่นเกี่ยวกับอาหารของพวกเขาหมดอายุ   การจากไปของนิตยสารครัว และการเกิดใหม่ของเว็บไซต์ KRUA.CO      น่าน: ในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา วงการสิ่งพิมพ์กระทบอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือนิตยสาร คนอื่นเริ่มล้มหายตายจาก แต่เราก็พยายามเปลี่ยนแปลง ลองดูว่าในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มีมือถือเข้ามาแล้ว เราจะยังสามารถเปลี่ยนแปลงแต่คงความเป็นนิตยสารกระดาษไว้ได้ไหม วรรณเลยเข้ามาช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนรูปลักษณ์อะไรต่างๆ      วรรณแวว: การเปลี่ยนโฉมใหม่ประมาณ 1 ปีสุดท้ายมันคือการดิ้นครั้งสุดท้าย วันที่เราคิดว่าจะต้องปิดนิตยสารครัว มันคือช่วงที่สิ่งพิมพ์มีปัญหาอย่างรุนแรง รายได้ของนิตยสารถดถอย ทุกเดือนเหมือนควักเนื้อตัวเองไปเรื่อยๆ เราเข้ามาช่วยดูฝ่ายศิลป์ เปลี่ยนโฉมนิตยสารในช่วงปีสุดท้าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเสนอคอนเทนต์ให้พ่อ (ดร. ทวีทอง หงส์วิวัฒน์) ซึ่งเป็นบก. คุมเนื้อหาตอนนั้นด้วย เรารู้สึกว่าคอนเทนต์อาหารยังมีการคิดต่อยอดไปได้อีกเรื่อยๆ ซึ่งในวันที่คุยเรื่องจะปิดตัว มันก็มีคอนเทนต์ต่างๆ ที่เตรียมการจะทำไว้แล้ว

เพราะเหตุใด เราถึงต้องรักษาชีวิตของเด็กติดถ้ำถึงแม้ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรในการช่วยเหลือมากน้อยเพียงใดก็ตาม? หรือเราควรทุ่มเทแค่ไหนในการยื้อชีวิตพ่อแม่ที่นอนป่วยติดเตียง? คำถามแบบนี้ผุดขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่ตัดสินใจยากโดยเฉพาะเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเรื่องความเป็นความตาย ถ้าทุกๆ การตัดสินใจของมนุษย์ มาจากการคิดใคร่ครวญอย่างมีเหตุมีผลอย่างแท้จริง เราคงไม่เห็นข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ การฆ่าตัวตาย การได้รับโทษประหาร การเสียชีวิตที่เกิดจากภัยพิบัติ สงคราม รวมไปถึงการทำการุณยฆาต การยื้อ-ไม่ยื้อชีวิต การตาย-ไม่ตาย ฯลฯ ในความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้มีเหตุมีผลที่สมบูรณ์หรือคิดใคร่ครวญไปได้ไกลนัก อุดมคติในทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการให้คนเกิดการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลนั้นจึงเกิดได้ยากในทางปฏิบัติ เมื่อพิจารณาถึงการตัดสินใจของเราในหลายๆ ครั้ง กลับพบว่ามันมีแต่ความไร้เหตุผลจากสมองส่วนสัญชาตญาณซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ชนิดอื่นๆ      ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจและศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คือผู้ที่ช่วยคลี่ให้เราเห็นภาพดังกล่าว ผ่านการพูดคุยที่มีใจความสำคัญมาจากผลงานวิชาการที่เขาได้เขียนขึ้นซึ่งมีชื่อว่า Behavioral Economics of Death and Dying Decision: Both Rational and Irrational Approach โดยเป็นงานวิจัยนำหลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาอธิบายในเรื่องของความตาย งานวิจัยนี้ยังได้รับการจัดตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ