Home2018October

October 2018

20 ปีในวงการสื่อด้านไอที ยาวนานมากจนทำให้หลายคนเรียก ‘หนุ่ย’ - พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ว่าเจ้าพ่อไอที ตั้งแต่ยุคพีซีเครื่องใหญ่ยักษ์กับอินเทอร์เน็ตความเร็วไม่กี่ kbps มาจนถึงยุคของสมาร์ตโฟนบนฝ่ามือที่เชื่อมต่อด้วยความเร็วมากขึ้นเป็นพันเท่า บทเรียนสำคัญที่เขาได้มาจากการทำงานอันเนิ่นนาน เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็ว คือการปรับวิถีชีวิตและการทำธุรกิจ ให้สอดคล้องและมีความยั่งยืนไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ      ดังนั้นนอกจากการติดตามเขาจากรายการโทรทัศน์เหมือนเช่นเคย เรายังสามารถพบเจอเนื้อหาสาระของเขาได้ทั่วไปในโลกออนไลน์ รวมถึงอีเวนต์ใหญ่ประจำปี Thailand Game Show 2018 ในวัยสี่สิบที่มีความลงตัวในชีวิตและการงาน เขามาบอกเล่าถึงการใช้ประโยชน์จากบรรดาแกดเจ็ตทั้งหลายอย่างพอเพียง คุ้มค่า และการเลือกช้อปปิ้งเพื่อสนับสนุนไอเดียดีๆ เป็นการยกระดับสังคมและคุณภาพชีวิตของเราขึ้นไปพร้อมๆ กัน     ไอทีเพื่อลด ละ เลิก      “เคยมีรายการทีวีมาสัมภาษณ์และเยี่ยมชมบ้าน เขาบอกว่าแปลกใจมาก นึกว่าบ้านเจ้าของรายการ แบไต๋ไฮเทค น่าจะไฮเทคทันสมัย ผมบอกเขาว่าไม่หรอก ผมขอเลือกบ้านที่อยู่สบายและมีความอบอุ่นกับครอบครัวมากกว่า ไม่ได้ต้องการแกดเจ็ตหรือของไฮเทคอะไรมากไปกว่านี้ เพราะสุดท้ายแล้ว สินค้าไอทีทั้งหลายที่นำเสนอในรายการ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าคุณต้องหรูหราหรือใช้รุ่นใหม่ตลอดเวลา แต่เพื่อบอกว่าไอทีมีประโยชน์ มันช่วยให้เรา

แทบไม่น่าเชื่อว่าการปะทุของภูเขาไฟเพียงครั้งเดียว จะสามารถสร้างผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวได้ถึง 2 อย่าง นั่นคือมอบความตายให้กับมนุษย์มากกว่าหนึ่งหมื่นคน และมอบชีวิตใหม่ให้กับร่างที่ประกอบสร้างจากเศษซากและชิ้นส่วนของศพ มันคืออสูรกายน่ารังเกียจในวรรณกรรมชื่อ แฟรงเกนสไตน์ จากปลายปากกาของกวีสาววัยเยาว์นาม แมรี เชลลีย์      จากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้ เป็นเวลามากกว่า 200 ปี แล้วที่โลกได้รู้จักแฟรงเกนสไตน์ แล้วอะไรคือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เรื่องราวอันไม่น่าอภิรมย์นี้กลายเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ร่วมค้นหาความหมายของการมีชีวิตที่เป็นมากกว่าลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏ และดำดิ่งสู่เบื้องลึกของจิตใจระหว่างมนุษย์และอสูรกายที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวก็ตาม          ย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1815 ภูเขาไฟแทมโบรา (Mount Tambora) บนเกาะชุมบาวา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้เขม่าควันและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลพวยพุ่งขึ้นกระจายเต็มท้องฟ้า และแผ่ขยายปิดคลุมทั่วบริเวณจนมืดมิดราวกับว่าเป็นม่านสีดำขนาดยักษ์ แม้แต่แสงแดดก็ไม่สามารถสาดส่องทะลุมายังพื้นดินได้ ในช่วงระยะเวลานั้น โลกส่วนหนึ่งถูกปกคลุมด้วยความมืดและบรรยากาศชวนให้รู้สึกอึมครึม โดยเฉพาะพื้นที่ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ประกอบกับอุณหภูมิปรับลดต่ำลงเพราะไม่มีแสงแดดคอยให้ความอบอุ่น ทำให้ได้รับการขนานนามว่า ปีที่ไม่มีฤดูร้อน (the year

อาหารจีนคืออาหารจานที่เราคุ้นเคยและบริโภคกันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทั้งยังผสมผสานกับอาหารไทยจนยากจะแยกแยะได้แล้วว่าเมนูไหนคือไทยแท้ เมนูไหนคือจีนแท้ อาหารจีนนับเป็นมรดกตกทอดที่นำเข้าโดยชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย จากการสำรวจพบหลักปรากฏว่า มีชาวจีนอพยพตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบเนื่องยาวนานจวบจนสมัยรัตนโกสินทร์ คนจีนโดยส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นชาวจีนแต้จิ๋วและชาวจีนฮกเกี้ยน ถัดมาคือชาวจีนไหหลำ กวางตุ้ง และจีนแคะ (หรือชาวฮากกา) เป็นลำดับสุดท้าย      ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพูดถึงอาหารจีนทีไรเราก็มักจะนึกถึงเมนูประเภท เป็ดพะโล้ เป็ดย่าง ออส่วน หูฉลาม และบรรดาติ่มซำ ฯลฯ ที่ส่วนใหญ่มักเป็นเมนูจีนแต้จิ๋ว แต่ถ้าเราลองเอ่ยถึงเมนูที่เสิร์ฟในร้าน เอี้ยวฮินโภชนา อย่าง ‘หั่มช้อยกอน’ ‘มุนเท้วฟู้’ หรือ ‘มุนมี่ฟุ้น’ หลายคนจะต้องตาลุกวาวด้วยความคิดถึงเมนูต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะลูกหลานชาวจีนแคะ เพราะครั้งหนึ่งอาผ่อ (ย่า) ของพวกเราเคยทำเมนูแสนอร่อยเหล่านี้ให้กินที่บ้าน ส่วนอีกหลายคนที่เกิดขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เราอยากชวนให้คุณมาทำความรู้จักและหาโอกาสแวะมาลองลิ้มชิมรสอาหารตำรับจีนแคะดูสักครั้ง ถูกใจหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน      กว่า 8 ทศวรรษที่เอี้ยวฮินโภชนาเปิดทำการ สืบสานลมหายใจจากรุ่นพ่อ ผู้มีนามว่า ‘เอี้ยวฮิน’ สู่รุ่นลูกคือ

‘ดารา’ ยังเป็นอาชีพที่คนภายนอกเชื่อว่าสามารถหารายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำได้ง่าย โดยเฉพาะในยุคนี้ ที่ใครก็สามารถสร้างตัวเองให้เป็นคนมีชื่อเสียงได้ไม่ยาก เวลาจะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะเดี๋ยวก็ทำเงินกลับมาได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว  ความคิดทั้งหมดนี้ของเราจะเปลี่ยนไปเมื่อได้คุยกับ ‘ฝน’ - ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล นางเอกร้อยล้านจากผลงานล่าสุด ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก ซึ่งเธอบอกว่าสำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่อย่างเธอ ปรับเปลี่ยนความคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ และการจับจ่ายไปมากแล้ว พวกเธอเชื่อว่าทุกอย่างในชีวิตมีความเสี่ยง ดังนั้น สิ่งทุกคนต้องเตรียมตัวตลอดเวลาคือ การใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ และบริหารจัดการรายรับรายจ่ายให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตที่มั่นคงของตัวเอง   เจเนอเรชันของเรา      “เราอาจเป็นคนที่มีชีวิตคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างยุค 90s กับยุค 2000s จึงพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างของยุคสมัย ตอนยุค 90s ทุกอย่างที่ได้มายังไม่ได้ง่ายเหมือนในตอนนี้ เทียบกับคนรุ่นใหม่ เขาเกิดขึ้นมาในช่วงที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมากๆ ทำให้ไม่เห็นคุณค่าของการได้มาซึ่งสิ่งของแต่ละอย่าง เพราะได้มาง่ายและรวดเร็ว ยุคของเราแค่จะเล่นหมากเก็บหรือกระโดดหนังยางกับเพื่อน ยังต้องตามหาข้าวของหรือสร้างของเล่นขึ้นมาเอง การได้ของมาแต่ละอย่างมีรายละเอียดทั้งนั้น ไม่ว่าจะได้มาด้วยการซื้อหรือใช้การสร้างขึ้นมา ทำให้เราเห็นของคุณค่าของสิ่งของจริงๆ”   เอื้อเฟื้อต่อการเป็นหนี้      “เดี๋ยวนี้การใช้จ่ายง่ายขึ้นมาก เด็กสาวสามารถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมแบบเงินผ่อนได้

นอกจากบทบาทดีเจและพิธีกรหนุ่มหล่อไฟแรงระดับแนวหน้าของเมืองไทยแล้ว ‘แบม’ - ปีติภัทร คูตระกูล ยังมีดีกรีเป็นบัณฑิต MBA สาขาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แน่นอนว่าเขาจะต้องมีภูมิความรู้หนักแน่นสุดๆ ในเรื่องการบริหารเงิน เราจึงขอไปพูดคุยกับเขาฐานะคนหนุ่มรุ่นใหม่ในวงการบันเทิง ที่คุ้นเคยกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นอย่างดี ด้วยความสงสัยว่า เราจะสามารถมีไลฟ์สไตล์หรูหรา ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการออมเงินและการลงทุนเพื่อความมั่นคงระยะยาวได้หรือไม่ และเราจะสร้างวินัยในการเก็บเงินได้อย่างไรบ้าง   วัฒนธรรมลักชัวรี      “ในสังคมร่วมสมัย เราได้เห็นภาพของไลฟ์สไตล์หรูหราของกันและกันมากขึ้น ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง ถ้ามองอย่างเปิดใจ การกินอาหารแพงๆ ของเขาอาจจะหมายถึงการทำงานเพื่อเป็นนักเขียนหรือช่างภาพ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง หรืออย่างบางครั้ง ผมเลือกซื้อนาฬิกาเรือนใหม่ และเลือกรองเท้าแพงๆ เพราะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนกับการทำงาน แน่นอนว่าคนดูจะมองภาพลักษณ์ของผมตั้งแต่หัวจรดเท้า มันก็เป็นการลงทุนในอาชีพเหมือนกัน แต่ถ้าไปกินหรูหราเพียงเพราะแค่อยากโพสต์รูปในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ดูเก๋ไปวันๆ ซื้อของฟุ่มเฟือย เป็นทาสของระบบวัตถุนิยม ก็จะกลายเป็นอีกประเด็น สุดท้ายคำตอบมันอาจจะอยู่ที่จุดประสงค์ของคนๆ นั้น และประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อมามากกว่า”   งานในอินสตาแกรม      “อย่างทุกวันนี้ ผมรักการเดินทางท่องเที่ยว และชื่นชอบการถ่ายรูปแนวไลฟ์สไตล์ลงอินสตาแกรม

“จะไปเซเว่น มีใครเอาไรมั้ย?” พอตกบ่ายหน่อย ความง่วงเหงาและความรู้สึกเบื่อหน่ายต่องานที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำให้ทีมเรารวมตัวกันเดินเตร็ดเตร่ออกไปร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย หาซื้อขนมกรุบกริบและเครื่องดื่มเย็นๆ จนกลายเป็นกิจวัตรของวันทำงานไปแล้ว      ในยุคสมัยของเรา ความทุกข์ยากของชีวิตนั้นไม่ใช่ภัยคุกคามที่มาจากโลกภายนอก ไม่มีสงคราม โรคระบาด ความอดอยากแร้นแค้น แต่มันกลับเป็นความรู้สึกเบื่อหน่าย ในยุคสมัยแห่งความสะดวกสบาย ความมั่นคงปลอดภัย และความพรั่งพร้อมจนล้นเหลือ กลับทำให้ความทุกข์ยากผุดขึ้นมาจากภายใน      กิจกรรมส่วนใหญ่ที่เราทำในชีวิตประจำวันนั้น แท้ที่จริงก็คือเพื่อหนีให้พ้นออกจากความเบื่อ พอนั่งทำอะไรไปสักพักก็ทนอยู่กับมันไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปทำอะไรอย่างอื่น แล้วก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นอีกไม่รู้จบ พอเปิดหน้าจอไปเปิดโซเชียลมีเดีย ก็ไปเปิดวิดีโอดู สักพักก็เล่นเกม แล้วอีกสักอึดใจ พอเริ่มเบื่ออีกครั้ง เราก็จะคลิกต่อไปยังเว็บหรือแอพฯ ช้อปปิ้งออนไลน์      หลายวันก่อนผมฝากให้น้องในทีมช่วยสั่งซื้อแท่นรองโน้ตบุ๊ก เพราะนั่งก้มหน้าพิมพ์งานต้นฉบับไปนานๆ ทำให้รู้สึกปวดไหล่ ปวดต้นคอ เหมือนจะเป็นออฟฟิศซินโดรม น้องก็เปิดเข้าไปในเว็บช้อปปิ้งออนไลน์เจ้านั้นเจ้านี้ เปรียบเทียบราคาไปเรื่อยๆ เว็บนี้ตั้งราคาถูกกว่า แต่อีกเว็บหนึ่งคิดค่าส่งถูกกว่า คลิกไปคลิกมาก็หมดเวลาไปทั้งบ่าย ราวกับว่าเรานั่งดูข้าวของในเว็บช้อปปิ้งออนไลน์พวกนี้ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องจ่ายเงินเลย แต่ก็รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน

กว่าจะกลายมาเป็นวงดนตรีที่ขึ้นชื่อว่าร็อกสุดๆ และแสดงสดได้มันเป็นอันดับต้นๆ ของศิลปินไทย หนังสือมีส่วนสำคัญมากในการบ่มเพาะความคิดของพวกเขาให้เติบโตขึ้นมา สมาชิกทุกคนในวงโลโมโซนิกคือนักอ่านตัวยง โดยเฉพาะ บอย นักร้องนำของวง ครั้งหนึ่งเรานัดสัมภาษณ์เขา เราเห็นเขาเหน็บหนังสือติดตัวออกมาด้วย เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า การอ่านหนังสือคือกิจวัตรประจำวันที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายและการซ้อมดนตรีเพื่อเตรียมร่างกาย      การอ่านหนังสือดีๆ คือการออกกำลังกายทางความคิดให้พร้อมสำหรับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่นกัน จึงไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรสมาชิกของวงโลโมโซนิกจึงได้ขึ้นชื่อว่ามีความคิดความอ่านที่คมคายและผลิตผลงานเพลงที่มีคุณภาพเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

ชื่อของ สงวน คุ้มรุ่งโรจน์ อาจไม่เป็นที่คุ้นหูคนทั่วไป แต่คนในแวดวงข่าว คนการเมือง และบรรดาแอคติวิสต์ทั้งหลายต่างรู้จักเขาเป็นอย่างดี และมักเรียกขานเขาอย่างสนิทสนมว่า ‘เฮียหงวน’      สงวนเป็นอดีตนักข่าวต่างประเทศที่เกษียณจากงานประจำแล้ว แต่ยังไม่ละทิ้งจิตวิญญาณคนข่าว ปัจจุบันเขาได้ใช้พื้นที่บนเพจเฟซบุ๊กของตัวเองในการเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ในนาม ‘สำนักข่าวหงวน จัดให้’ ที่มีลีลาการเล่าข่าวอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คือเขามักจะวงเล็บต่อท้ายด้วยแซ่ของคนในข่าว      นิสัยชอบขุดคุ้ยไปถึงต้นตระกูลเพื่อนำมาเขียนลงในข่าว ทำให้เขาผูกมิตรกับใครต่อใครได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้คนอื่นไม่น้อยเลย โดยเฉพาะคนใหญ่คนโตในหน้าการเมืองไทย โดนด่ากลับมาก็บ่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัวจนเลิกใส่ใจรายละเอียดเหล่านั้นไปได้      เพราะอะไรเขาถึงหลงใหลในชื่อแซ่และต้นตระกูลของใครต่อใครเหลือเกิน? มันมีความสำคัญต่อการทำข่าวมากน้อยแค่ไหน? เรื่องราวจากความทรงจำในฐานะลูกหลานชาวจีนอพยพที่เกิดย่านสำเพ็ง ครอบครัวของเขา รวมทั้งประสบการณ์ระหว่างการทำงานและการตกผลึกทางความคิดหลังจากใช้ชีวิตนักข่าวกว่า 40 ปีที่ผ่านมาจะช่วยทำให้เราเข้าใจเขามากขึ้น     ทำไมในการรายงานข่าวหลายๆ ครั้งคุณมักจะใส่วงเล็บข้างหลังชื่อของบรรดานักการเมืองด้วยแซ่ต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นคนจีนจากตระกูลไหน      มันคงเป็นความชอบส่วนตัวมากกว่าน่ะ เราชอบคุยกับคน ชอบถามว่าชื่ออะไร แซ่อะไร เติบโตมาแบบไหน ชอบกินอะไร พูดจีนได้หรือเปล่า แล้วภาษาอื่นล่ะ เป็นคนอย่างนี้

ช่วงงานสัปดาห์หนังสือฯ ที่ผ่านมา ผมไปยืนรอแจกลายเซ็นที่บูธของสำนักพิมพ์อะบุ๊กส์ แล้วรู้สึกมีความสุข มีกำลังใจในการทำงานเขียนต่อไป      มีเรื่องที่ผมชอบเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่ออกหนังสือเล่มแรกในชีวิต ผมเคยไปแจกลายเซ็นแบบนี้เหมือนกัน และตอนนั้นมีคนมาให้ผมเซ็นแค่ 1-2 คน ในตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ยืนรอคอยอย่างกระสับกระส่าย มีงานสัปดาห์ฯ บางปีที่ไปเป็นวิทยากรบรรยายหรือได้เปิดตัวหนังสือ มีคนมานั่งฟังอยู่สี่หรือห้าคน ซึ่งก็เป็นคนที่เดินผ่านไปผ่านมา แล้วเมื่อยขาอยากหาที่นั่งพักผ่อน      มันเป็นแบบนี้มานานหลายปี จนผมชินชาและเริ่มเรียนรู้ที่จะทำงานและมีชีวิตต่อไป โดยไม่สนใจผลตอบแทนหรือเสียงสะท้อนกลับมาจากภายนอกมากนัก จนกระทั่งในการแจกลายเซ็นครั้งล่าสุด มีเด็กหนุ่มมายืนรออยู่ที่หน้าบูธ เขาเปิดกระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง หยิบหนังสือเก่าๆ ของผมเกือบสิบปกออกมา แล้วยื่นมาขอลายเซ็น        Your presence is a present ผมนึกถึงวลีนี้ขึ้นมา        มันเป็นวลีเก่ามากแล้ว ผมได้ยินมันครั้งแรก ตอนที่ภรรยาโทรศัพท์คุยกับเพื่อนสนิทของเธอ เพื่อเชิญให้มาเป็นแขกในงานแต่งงานของเรา เธอพูดบอกเพื่อนที่กำลังอยู่อีกปลายสายว่า เพียงแค่การปรากฏตัวของเขา ก็มีความหมาย มีคุณค่ากับพวกเรามากเพียงใด    

ด้วยธรรมเนียมของครอบครัวคนจีนตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ลูกชายย่อมถูกให้ความสำคัญมากกว่าลูกสาว จวบจนปัจจุบันการถือปฏิบัติตามธรรมเนียมเช่นนี้ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ ในสายตาคนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดและเติบโตมาในความเชื่ออย่างคนจีน จึงมักจะมีภาพกว้างๆ ที่เหมารวมไปเสียแล้วว่า การเกิดมาเป็นผู้หญิงคือชีวิตที่ท้าทาย เพราะถูกกดให้อยู่ต่ำกว่าผู้ชาย ซึ่งก็คงไม่ใช่ความจริงในชีวิตของผู้หญิงไทยเชื้อสายจีนทุกคน      เมื่อชีวิตคือปัจเจก และแต่ละคนต่างมีรายละเอียดเฉพาะตนตามพื้นฐานประสบการณ์ ความคิด และการใช้ชีวิต ผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน ทุกคนไม่ได้ถูกกดให้ต่ำทั้งหมด ดังนั้น การเข้าถึงความเป็นลูกสาวในครอบครัวคนจีนผ่านคำบอกเล่าของ จิตรา ก่อนันทเกียรติ จึงน่าจะทำให้เราทุกคนเปิดมุมมองต่อบทบาทความเป็นหญิงเชื้อสายจีนในสังคมไทยได้หลากหลายแง่มุมมากขึ้น ทั้งความพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อก่อร่างสร้างตัวสู่ความสำเร็จ และความจริงของการใช้ชีวิต อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะทำให้ความดราม่าของลูกสาวภายในครอบครัวคนจีนเจือจางลง แต่สิ่งที่เข้มข้นขึ้นนั่นคือความเข้าใจ     ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีแต่อดีตของจีน เช่น การรัดเท้า (foot binding) ทำให้ผู้หญิงมีสถานะต่ำว่าผู้ชาย ในปัจจุบันแม้ว่าบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ความคิดชายเป็นใหญ่ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้      การรัดเท้า คือสัญลักษณ์ประหลาดที่บอกได้ชัดเจนว่า ผู้หญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ลองคิดดูสิว่ามันเจ็บปวดทรมานแค่ไหน แล้วผู้หญิงที่ถูกรัดเท้าคือผู้หญิงในหมู่ชนชั้นสูง ซึ่งใช้บอกสถานะทางสังคมได้ โดยเฉพาะผู้หญิงในรั้วในวัง ที่ต้องทำงานใกล้ชิดฮ่องเต้ ถ้าขืนมีเท้าสมบูรณ์เต็มร้อย วันหนึ่งอาจลักลอบสังหารฮ่องเต้แล้ววิ่งหนีไปได้

มารีนา อบราโมวิช (Marina Abramović) คือศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์ ชาวเซอร์เบียน ผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นเป็นที่รู้จักมากที่สุดของโลกคนหนึ่ง เธอทำงานศิลปะอันท้าทายมากว่าสี่ทศวรรษ มีฉายาว่า Grandmother of Performance Art ผลงานของเธอมักเกี่ยวข้องกับการท้าทายขีดจำกัดความอดทนของร่างกายและจิตใจ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง ความเจ็บปวด ความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิต ประเด็นทางเพศ การเมือง และการต่อต้านสงคราม ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยครั้งยิ่งใหญ่อย่าง บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 (Bangkok Art Biennale 2018) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนนี้ ที่มีศิลปินร่วมสมัยชั้นน้ำจากทั้งไทยและต่างประเทศมากหน้าหลายตามาจัดแสดงผลงาน เธอคือหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการเชื้อเชิญมาร่วมแสดงผลงานและจัดบรรยายพิเศษเพื่อให้แฟนๆ ที่อยู่เมืองไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด      การทำงานศิลปะของเธอคล้ายกับพิธีกรรมบูชายัญทางศาสนา ผลงานของเธอสำรวจประเด็นเกี่ยวกับความไว้วางใจ ความอดทนอดกลั้น การชำระล้าง และการเดินทางค้นหาความหมายของชีวิต เธอมองว่าการทดสอบขีดจำกัดของร่างกายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เธอมักทำลายระยะห่างระหว่างศิลปินและผู้ชมด้วยการใช้ร่างกายของตัวเองเป็นสื่อทางศิลปะ      เป้าหมายในการทำงานศิลปะแสดงสดของเธอคือการเอาชนะความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ เธอใช้ศิลปะข้ามทุกขอบเขตจำกัด

ในโลกยุคปัจจุบัน การทำธุรกิจโดยมุ่งหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อีกต่อไปแล้ว คำถามที่สำคัญไปกว่านั้นคือเราจะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถเดินต่อไปได้ในระยะยาว และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับลูกค้ารวมถึงตัวพนักงานด้วย เราชวนคุณไปค้นหาคำตอบเหล่านั้นกับบทสัมภาษณ์ของ 3 ผู้บริหาร บริษัทเงินติดล้อ — คุณเบอร์นาร์ด โช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ คุณอาฑิตยา พูนวัตถุ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนายหน้าประกันภัย และ คุณฐิติเดช ศรีมารยาท ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ถึงเรื่องราวเบื้องหลังในการสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแรงในองค์กร ความหมายของความสุขในการทำงาน และวิธีที่จะทำให้บริษัทหมุนต่อไปได้ในโลกวันข้างหน้า   เดินหน้าธุรกิจด้วยความเชื่อ      คุณเบอร์นาร์ด โช: ต้องบอกว่าความเชื่อของบริษัทเงินติดล้อ ซึ่งเป็นภาพรวมของเราเสมอมาคือเราเชื่อว่าทุกๆ คนควรมีสิทธิ์เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและโปร่งใสได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่มีความเป็นธรรมได้ จากการที่เขาไม่ได้มีรายได้ประจำ ทำให้ต้องไปกู้ยืมหนี้นอกระบบ บางครั้งทำให้ชีวิตของเขาต้องติดอยู่กับปัญหา       ซึ่งเงินติดล้อเชื่อว่าการช่วยเหลือลูกค้ากับการทำให้บริษัทเติบโตไปข้างหน้า สามารถทำไปพร้อมๆ กันได้ แน่นอนว่าทุกบริษัทอยากได้กำไร เราก็เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างคือ เราอยากเติบโตในระยะยาวด้วย

ก่อนมาเยี่ยมบ้านของ ‘นิ่ม’ - กรกฎ พัลลภรักษา เราเผลอจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าสถานที่แบบไหนกันที่จะทำให้หญิงสาวผู้หลงใหลการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจอย่างเธอได้หยุดพัก ถอดรองเท้า และเอนตัวพักกายในวันที่ไม่ต้องเคลื่อนที่ไปไหน จนกระทั่งวินาทีที่เราเปิดประตูสู่สถานที่ที่เธอเรียกว่า ‘จักรวาล’ ของเธอ ก็ทำให้เข้าใจทันทีว่า บ้านไม่ใช่สถานที่สำหรับหยุดพักเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยเติมเต็ม ปลอบประโลม และสร้างพลังบวกให้กับเธอไม่ต่างกับการเดินทางรอบโลกแต่อย่างใด        บ้านของกรกฎเป็นคอนโดมิเนียมขนาด 2 ห้อง ที่ได้รับการรีโนเวตใหม่ทั้งหมด ประกอบด้วย 2 โซนใหญ่ๆ ที่เธอเรียกว่าโซน active และ passive โดยโซน active จะมีห้องรับแขก ห้องครัว และส่วนที่เอาไว้ทำกิจกรรมต่างๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาด้วยสีเหลืองสดใส เมื่อมองผ่านประตูโค้งกลางห้องจะพบกับโซน passive ซึ่งเป็นห้องนอน และมุมอ่านหนังสือที่มีบรรยากาศเงียบสงบด้วยสีฟ้า          กรกฎอธิบายถึงหลักการจัดบ้านแบบนี้ว่า “เราเป็นนักเดินทาง เรามีชีวิตเหมือนบ้านนี้เลย เพราะเราจะมีส่วนที่ active

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องการต่อสู้ของเด็กเลี้ยงแกะ ‘ดาวิด’ ที่เอาชนะคนยักษ์อย่าง ‘โกลิอัท’ ได้ด้วยความชาญฉลาด คือแทนที่ดาวิดจะเข้าปะทะกับโกลิอัทแบบระยะประชิดเหมือนที่คนอื่นทำ ซึ่งสุดท้ายก็แพ้ราบคาบ เขากลับใช้วิธีที่เขาถนัดอย่างการนำสลิงเหวี่ยงก้อนหินใส่หัวโกลิอัทจนสิ้นลม      เรื่องของดาวิดกับโกลิอัท (David & Goliath) เป็นเรื่องที่มักถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างของ ‘มวยรอง’ ที่รู้จักเอาความถนัดหรือจุดแข็งของตัวเองมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นยักษ์ใหญ่ก็ตามที ซึ่งมันทำให้ใครหลายคนเห็นแสงสว่างหรือความหวังว่า แม้ฉันจะเป็นแค่คนตัวเล็กๆ หรือมีข้อเสียเปรียบ แต่ถ้าฉันรู้จักใช้จุดแข็งตัวเองเป็น มันจะช่วยให้ฉันเอาชนะสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกัน พูดอีกอย่างคือ เรื่องแนวดาวิดกับโกลิอัทนั้นไว้สอนให้คนรู้จักพัฒนา ‘จุดแข็ง’ ของตัวเอง      แต่สำหรับบทความนี้ เราจะไม่พูดถึงการพัฒนาจุดแข็ง เพราะมันเป็นเรื่องที่พูดถึงบ่อยแล้ว เราเลยอยากชวนคุณ มาดูกันว่า แล้วถ้าเป็น ‘จุดอ่อน’ ล่ะ? มันจะเป็นไปได้ไหมที่คนเราจะใช้จุดอ่อนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบได้          อันที่จริง ‘จุดอ่อนหรือจุดแข็ง’ ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับบริบท ยกตัวอย่างข้อมูลจากหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ Pricing Beauty:

“มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี ที่คนเราทำอะไรเดิมๆ แต่หวังให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา” ประโยคนี้เป็นคำที่โดนใจเรามาก และนับวันเรายิ่งเห็นชีวิตคนที่เป็นอย่างคำพูดนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ คือบ่นอยากก้าวหน้า อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากทำอะไรใหม่ๆ แต่สุดท้ายก็กลับไปทำอะไรแบบเดิม ถ้าพูดอีกอย่าง ความเคยชินเป็นอุปสรรคขวางกั้นอนาคตนั่นเอง      แต่ความเคยชินก็ไม่ใช่เรื่องแย่ไปเสียหมด เพราะมีความเคยชินบางอย่างเหมือนกันที่ทำแล้วจะช่วยให้เปลี่ยนตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่าง เฟร็ด เชย์ บุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแต่ละวันตามปกติของเขา แต่หารู้ไม่ว่า ในความปกติที่เขาทำ ได้สร้างความประทับใจให้กับ มาร์ก แซนบอร์น      เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น ในช่วงที่แซนบอร์นย้ายเข้าบ้านที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ วันหนึ่งเขาพบกับเฟร็ด โดยเฟร็ดไม่รีรอที่จะแนะนำตัวว่าเขาคือบุรุษไปรษณีย์ที่รับผิดชอบเขตพื้นที่นี้ จากนั้นเขาก็ถามแซนบอร์นว่า แซนบอร์นทำงานอะไร แซนบอร์นเลยตอบว่า เขาทำงานเป็นนักพูด      เฟร็ดก็เลยถามต่ออีกว่า “งั้นแสดงว่าคุณแซนบอร์นน่าจะเดินทางบ่อยใช่ไหมครับ?” ซึ่งแซนบอร์นก็ตอบว่า ใช่ เพราะเขาต้องเดินสายบรรยายในหลายๆ รัฐ เรียกว่าเดินทางมากกว่าอยู่บ้านเสียด้วยซ้ำ เมื่อเฟร็ดได้ยินดังนั้น เขาก็เสนอกับแซนบอร์นว่า “ถ้าคุณแซนบอร์นไม่ว่าอะไร ผมอยากจะขอตารางงานของคุณได้ไหมครับ เพราะผมจะได้รวบรวมจดหมายไว้กับผมก่อนเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน แล้วถ้าวันไหนคุณกลับมาบ้านแล้ว

มีหนังสือขายดีตลอดกาลเล่มหนึ่งที่เราอ่านเป็นประจำก็คือ ไบเบิล ถ้าไม่นับการอ่านในแง่จิตวิญญาณแล้ว ไบเบิลเป็นเหมือนวรรณกรรมรวมการผจญภัยของชีวิตผู้คนมากมาย และบ่อยครั้งมันทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตคนนี่เหมือนเล่นเกมผ่านด่านเลยนะ ซึ่งพอคิดแบบนี้แล้ว เราเลยมอง ‘ชีวิต’ เป็นการผจญภัยที่น่าติดตาม        กล่าวคือ ในเกมผ่านด่าน (Adventure Game) มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันหมดคือตัวละครจะได้รับภารกิจ (Mission) ให้ฝ่าด่านไปเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายปลายทางต่างๆ นานา เช่น ไปถึงดินแดนแห่งขุมทรัพย์ หรือไขปริศนาของเกมทั้งหมดได้สำเร็จ ซึ่งในมุมของศาสนาคริสต์ก็คล้ายแบบนี้เช่นกัน คือมองว่า ทุกคนเกิดมาโดยมีภารกิจบางอย่างที่ต้องทำ      เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำการต่อสู้เรื่องการเหยียดผิว หรือ แนนซี แฮงซ์ เกิดมาเพื่อให้กำเนิดเด็กน้อยชื่อ อับราฮัม ลินคอล์น แต่ไม่ว่าเป้าหมายของใครจะดูเล็กน้อยธรรมดาในสายตามนุษย์ แต่ในมุมของผู้สร้างหรือพระเจ้ากลับมองว่า เป้าหมายชีวิตทุกคนต่างยิ่งใหญ่หมด เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นจิ๊กซอว์ของภาพรวม หากขาดจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวไป ภาพก็ไม่สมบูรณ์อยู่ดี    

รูปปั้นทหารทำจากหินใส่ชุดเกราะโบราณ พร้อมตัวอักษรเกาหลีพาดอยู่บนอาคารตึกแถวสองชั้นหลังเก่าในยานชานเมืองของวลาดีวอสตอค ผู้ชายวัยกลางคนหน้าแดงก่ำแดดสามคนนั่งยองๆ พ่นยาสูบกันอยู่หน้าร้าน เงยหน้าขึ้นมาโดยไม่กล่าวคำทักทายอะไร เพียงแต่พยักหน้าหันไปทางประตูที่มีกระดาษติดอยู่ ซึ่งเขียนเป็นภาษาเกาหลี รัสเซีย และอังกฤษห้วนๆ ว่า “ปิด-เปิด 5 โมง”      เรารู้สึกตัวว่าถูกจับจ้อง ครั้นพอหันไปมองสายตามสามคู่กลับทำให้เราเลิ่กลั่กเบือนหันไปจับจ้องกับมวนยาสูบตรงหน้าแทน นาฬิกาบอกเวลาว่าอีกไม่นานจะ 5 โมง รอตรงนี้ดีกว่าต้องเทียวกลับไปมาจากย่านชานเมืองแบบนี้ แม้บรรยากาศออกจะวังเวงไปเสียหน่อย แม้จะเป็นคนแปลกหน้า และเป็นสิ่งแปลกปลอมเดียวในพื้นที่นั้น – เจ้ารูปปั้นทหารหินยังดูเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้นเสียมากกว่า      ตัดสินใจรอต่อไป ไหนๆ ก็ตั้งใจมาร้านอาหารเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในชีวิตอยู่แล้ว ร้านอาหารเกาหลีเหนือในเมืองวลาดีวอสตอค เมืองสุดฝั่งตะวันออกของรัสเซียที่อยู่ใกล้หลายเมืองหลวงของเอเชียมากกว่าเมืองหลวงอย่างมอสโกว์ เมืองตะขอเกี่ยวพิกัดตรงกลางระหว่างจีนล่างและเกาหลีเหนือ      กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง เสียงกระดิ่งดังขึ้นจากประตู ผู้เปิดประตูหายแวบไปด้านหลัง พร้อมกับผู้ชายสามคนที่ไม่รู้ว่าจู่ๆ หายไปไหน ลุกขึ้นและเดินผ่านรูปปั้นทหารหิน เข้าไปในประตูเหล็กบานหนักอึ้ง เพื่อที่จะเจอประตูไม้อีกบาน เพียงไม่กี่ก้าวถัดไป พบกับประตูไม้ฉลุลายที่ดูจะทำหน้าที่เป็นประตูเข้าสู่โลกอีกใบ บานที่เปิดไปแล้วมีเสียงจำลองนกร้องแทนกริ่ง

คนส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับการทำงานประจำ 5 วัน และทำงานอดิเรกที่สนใจในวันหยุดได้เพียง 2 วัน หลายคนอยากจะสร้างสรรค์ชิ้นงานขนาดใหญ่อย่างงานไม้ แต่ก็ติดตรงเรื่องพื้นที่และอุปกรณ์ที่จำกัด แต่หัวใจก็ร่ำร้องอยากให้ลงมือทำตามสิ่งที่คิดให้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับ ‘เอฟ’ - วิทิต ชัยสัมฤทธิ์โชค นักออกแบบผลิตภัณฑ์ จนเป็นที่มาของสตูดิโองานไม้ Made Here On Earth และ SATI Handcraft Coffee ย่านอารีย์สัมพันธ์          “ก่อนหน้าที่เราจะเปิดสตูดิโอและร้านกาแฟ เราก็เป็นคนที่ทำงานประจำจันทร์ถึงศุกร์ พอเสาร์อาทิตย์ก็ชอบใช้เวลาไปกับการซ่อมของใช้ในบ้าน หรือทำของใช้แบบง่ายๆ จากงานไม้ขึ้นมา แต่พื้นที่บ้านจำกัด แถมเวลาใช้เครื่องมือบางอย่างแล้วจะมีเสียงดัง เกิดฝุ่นฟุ้ง เครื่องมือบางอย่างก็ไม่มี ครั้นจะซื้อใหม่ก็คิดว่าใช้ไม่คุ้ม ก็เลยลองเดินไปร้านทำงานไม้หน้าปากซอยบ้าน เพื่อให้เขาทำชิ้นงานที่เราออกแบบขึ้นมา แต่เขาก็ปฏิเสธ      “เราเลยมานั่งคุยกับเพื่อนว่า คงจะดีไม่น้อยหากมีสตูดิโองานไม้ที่เราสามารถใช้พื้นที่และอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ก็เลยปิ๊งไอเดียทำเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซขึ้นมา อย่างน้อยไม่ใช่แค่เรา

การใช้งานโซเชียลมีเดียของเราได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ความวิตกกังวลเรื่องงานกำลังจะกลายมาเป็นหัวข้อหลักที่เราหันมาแสดงออกอย่างสม่ำเสมอบนพื้นที่ของเราเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิตเราในมิติของไลฟ์สไตล์และวิถีการบริโภคจับจ่าย อย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันดีกับภาพฟู้ดพอร์น ลักชัวรีโปรดักต์ การท่องเที่ยวต่างประเทศ และการแอ็กท่าถ่ายเซลฟีแบบสปอร์โนเซ็กชวล ที่หมายถึงคำว่า สปอร์ต+เซ็กชวล คือภาพถ่ายตัวเองเพื่อโชว์ซิกซ์แพ็ก หรือในชุดว่ายน้ำ ชุดโยคะรัดรูป เราซื้อหาสินค้าและบริการมาแต่งเติมไลฟ์สไตล์และร่างกายของตัวเอง เพื่อประชันขันแข่งในโซเชียลมีเดียโดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราทำให้มันกลายเป็นศูนย์กลางของการอวดความสุขของตัวเอง และศูนย์กลางของความอิจฉาริษยาของคนอื่นไปพร้อมๆ กัน      แต่ในช่วง 1-2 ปีมานี้ คอนเทนต์ไลฟ์สไตล์และการบริโภคจับจ่าย ได้ดำเนินมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันฝืดเฝือ เกร่อ น่าเบื่อ สูญสิ้นพลังในการเล่าเรื่องราวชีวิตของเราเอง ไม่มีสัญญะของความเหนือกว่าคนอื่นอีกต่อไปแล้ว เราจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายรูปแบบการเล่าเรื่องราวจากไลฟ์สไตล์ไปสู่ชีวิตในอีกปริมณฑลหนึ่ง คือส่วนของเวิร์กสไตล์ หรือในชีวิตภาคการทำงาน      คุณค่าใหม่ที่เราใช้สื่อสารถึงกัน เพื่อใช้ในการก่อสร้างตัวตนของเราขึ้นมา ให้มีหน้ามีตาอยู่ในโลกเสมือนแห่งนี้ ไม่ได้มาจากขนมปังปิ้งโปะไอศกรีมลูกใหญ่ หรือเนื้อย่างติดมันเยิ้ม แต่มาจากการอวดชีวิตการทำงาน การบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จในแต่ละวันๆ ผลงานชิ้นใหม่ ระดับรายได้ ลูกค้าที่ได้มา การแฮงเอาต์กับเพื่อนร่วมงานในสถานที่หรูหรา การมีเน็ตเวิร์กกิ้ง ได้พบปะผู้คน

กลับมาอีกครั้ง สำหรับหนึ่งในงานประกวดจิตรกรรมที่ทรงเกียรติที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง งานประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 9 (9th UOB Painting of the Year) ซึ่งเป็นการประกวดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศได้ต่อยอดออกไปสู่การประกวดระดับอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์ รวมถึงมีโอกาสเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนัก ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 1 เดือน        ในปีนี้ มีศิลปินยอดฝีมือจากทั่วประเทศไทย ร่วมส่งผลงานประชันชั้นเชิงทางด้านศิลปะมามากมาย ทั้งศิลปินอาชีพและสมัครเล่น หลังจากการเฟ้นหาและขับเคี่ยวที่ยาวนาน ในที่สุดเราก็ได้ศิลปินผู้ชนะทั้ง 8 ท่าน ซึ่งเราจะพาคุณไปรู้จักตัวตน แรงบันดาลใจ รวมทั้งแนวคิดเบื้องหลังผลงานของพวกเขากัน   Established Artist ประเภทศิลปินอาชีพ        “ผมถ่ายทอดความยุ่งเหยิงออกมาเป็นปัญหาการจราจรที่แก้ไขได้ยากในสังคมไทย และมีผลกระทบต่อทุกๆ คน รวมถึงตัวผมเอง โดยนำมาเปรียบเทียบในลักษณะลูกบอลไหมพรมที่ผูกกันเป็นปม ซับซ้อน และยากต่อการคลี่คลาย ทั้งยังแฝงนัยยะโดยการใช้สัตว์ประจำชาติของประเทศมหาอำนาจกำลังขับรถน้ำมันไปตะวันออกกลาง ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ของโลก”     ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ  

‘เปลี่ยนหลงเป็นรู้’ คือเสวนาส่วนหนึ่งของงานบูชาคุณ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ 15-18 สิงหาคม 2561 ที่จัดขึ้น ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จตุจักร กรุงเทพฯ ช่วงที่ 1: ‘เสวนา หลงว่ารู้ หรือรู้ว่าหลง’ โดย อ.ประมวล เพ็งจันทร์, นิคม พุทธา, ธเนศร์ วรากุลนุเคราะห์ ดำเนินรายการโดย ‘อ้อม’ - สุนิสา สุขบุญสังข์ ช่วงที่ 2: ‘ช่วงสนทนาธรรม เปลี่ยนโลกที่หลง’ โดย พระไพศาล วิสาโล และ ‘นิ้วกลม’ - สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ บรรยากาศดำเนินไปในจังหวะสบายๆ มีความสงบที่เอื้อให้บทสนทนานำไปสู่การขบคิดอย่างลึกซึ้ง   ทำจิต ก่อนทำกิจ      ประโยคที่คล้ายระฆังสติก้องกังวาน

กรุงเทพฯ กำลังอยู่ในช่วงของพัฒนาและขยายระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ผู้คนในเมืองเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต ให้เหมือนกับเมืองใหญ่ต่างๆ ของโลกที่ให้ความสำคัญกับระบบขนส่งมวลชน และพัฒนาระบบรถไฟใต้ดินให้ทันสมัย รวดเร็ว ปลอดภัย      สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขยายเส้นทางเดินรถไฟ จัดตั้งโครงการที่เกี่ยวข้องมากมาย เพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนหันมาใช้รถไฟฟ้าใต้ดินให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังการแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัด และส่งเสริมให้พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน      เริ่มตั้งแต่การเดินทางภายในเมืองใหญ่ อย่างรถไฟฟ้าใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก London Underground สหราชอาณาจักร สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1864 หากเทียบกับ MRT กรุงเทพฯ ถือว่าเป็นน้องเล็กที่ห่างกันถึง 140 ปี ระหว่างที่ชาวบางกอกใช้ชีวิตติดริมน้ำ และยังคงเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก ชาวลอนดอนได้เดินทางไปยังเขตต่างๆ ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน พวกเขาเคลื่อนตัวและแนวคิดไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันลอนดอนอันเดอร์กราวนด์มีทั้งหมด 11 สาย 270 สถานี

หลายคนคงเคยคิดว่างานงานธนาคาร เป็นงานที่น่าเบื่อ มีแต่คนแก่ๆ แถมระบบการทำงานต้องคอนเซอร์เวทีฟทำให้ไม่สามารถทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้แน่ๆ แต่อย่าเพิ่งปักใจเชื่อความคิดฝังหัวแบบนั้น ลองไปรู้จักความเปลี่ยนแปลงของธนาคารยุคใหม่ จากหลากหลายคำตอบและมุมมองของพนักงาน SCB เลือดใหม่ ที่จะทำให้รู้ว่างานธนาคารยุคนี้ ไม่ได้มีแต่ความน่าเบื่อและเติบโตง่ายกว่าที่คิด       “ เมื่อก่อนมันมีช่วงที่เราคิดว่าไม่อยากตื่นมาทำงานนะ แต่พอเราหาตัวตน หาพื้นที่ของตัวเองเจอ เราก็สนุกกับมันได้ทุกวัน ” ‘เนย’ – วณิชชา เปลื้องนุช ตำแหน่ง: Product Specialist   Starting Points                 “ก่อนหน้านี้เนยอยู่ในโครงการ Finance Management Trainee เป็นโครงการสองปีที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเข้ามาทำงานและเรียนรู้งานอย่างใกล้ชิดกับพี่ๆ Mangement และเนยมีโอกาสเลือกฝึกงานในแผนกต่างๆ ได้ในทุกๆ 6 เดือน ได้ฝึกงานภายใต้กลุ่มงานการเงิน 3 ครั้ง Investor Relation / Financial