Home2018December

December 2018

ปีใหม่แล้ว หลายคนคงคิดถึงเรื่องอยากเปลี่ยนตัวเองหรืออยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ฉะนั้น เราเลยขอเดาว่าคงมีคนที่อยากได้หนังสือดีๆ ไว้อ่านเพื่อจุดประกายและเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนตัวเองในด้านต่างๆ      ในฐานะที่เขียนคอลัมน์เล่าเรื่องหนังสือ เราจึงอยากใช้บทความนี้แนะนำหนังสือที่เหมาะกับการเปลี่ยนตัวเองในด้านต่างๆ ซึ่งเราเข้าใจว่าเรื่องที่คนอยากเปลี่ยนแปลงในชีวิตคงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรม การเปิดมุมมองใหม่ๆ หรือเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง อยากเยียวยาความเจ็บปวดที่หลอกหลอนตัวเอง และการมีความรักความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ฉะนั้น เราเลยจะมาแนะนำลิสต์หนังสือสำหรับด้านต่างๆ ต่อไปนี้   อยากเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมของตัวเอง      หนังสือเล่มหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรามากๆ และทำให้เรารู้เท่าทันพฤติกรรมตัวเอง ก็คือ The Power of Habits โดย Charles Duhigg (มีแปลภาษาไทย) หนังสือเล่มนี้จะอธิบายให้เห็นว่า นิสัยต่างๆ นั้นมีต้นตอมาจากการทำอะไรซ้ำๆ จนสมองเราเคยชินและตั้งให้พฤติกรรมเหล่านั้นกลายเป็น default (ค่าเริ่มต้น) เวลาเราจะทำอะไรก็ตาม ในทำนองเดียวกัน การจะเปลี่ยนนิสัยก็คือการที่เราลุกมาทำอะไรซ้ำๆ ใหม่จนเกิดเป็นความเคยชินใหม่ สุดท้ายก็จะกลายเป็นนิสัยใหม่นั่นเอง      แต่ทีนี้ สำหรับใครที่อ่านเล่มนี้แล้ว และอยากได้เล่มอื่นที่พูดถึงเทคนิคการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ๆ ก็มีอีก

ธรรมชาติมอบทุกอย่างให้กับสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดอันอบอุ่น หรือยามกลางคืนที่มืดมิด ซึ่งธรรมชาติก็บอกเราอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ เมื่อกลางคืนผ่านไป เช้าวันใหม่ก็มาเยือน เป็นอย่างนี้มาไม่รู้กี่คืนกี่วัน เราอยากชวนทุกคนมาลองสำรวจยามเช้าของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ กันบ้าง ด้วยฝีมือของ ‘อูด’ - ชาคริต ลีลาชูพงศ์ ช่างภาพรุ่นใหม่ที่เรามอบโจทย์ ‘ยามเช้า’ ให้      เขาบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่เทใจให้กับแสงอาทิตย์แรกของวันในบรรยากาศเงียบสงบบวกกับช่วงเวลาที่ยังไม่วุ่นวายมากนัก ภาพเหล่านี้อาจเป็นมุมที่คุณเห็นอยู่ทุกวัน หรืออาจไม่เคยหยุดสักนาทีและตั้งใจมองจริงๆ เลยก็ได้ แต่สุดท้ายภาพทุกภาพ เปรียบเสมือนของขวัญที่จะมาปลุกคุณให้ลุกขึ้นจากเตียง และเอ่ยคำว่า ‘อรุณสวัสดิ์’ ไปกับเรา          “เรารอเวลาเพื่อให้ได้จังหวะพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ซึ่งก็สื่อสัญลักษณ์ของเช้าวันใหม่ได้อย่างดี แล้ววันนั้นเป็นวันที่พระอาทิตย์กลมโตแล้วก็เห็นได้อย่างชัดเจนด้วย”          “เราอยู่บนห้างแห่งหนึ่ง แล้วสังเกตเห็นว่าลวดลายข้างล่างมันสวยดี เลยรอให้มีอะไรบางอย่างผ่านเข้ามา ก็จับภาพเป็นคนขี่จักรยานได้”          “เราถ่ายตอนตี 5 เห็นคนกวาดถนนโล่งๆ เขายืนอยู่คนเดียวในท้องถนนที่ไม่มีใครเลย ด้านหลังก็เป็นห้างที่ยังไม่เปิด บ่งบอกว่ามันยังเช้ามาก”        

เราเคยคิดว่าการทำอาหารสำหรับงานเลี้ยงสังสรรค์กันเองภายในบ้านนั้นเป็นเรื่องยาก และวุ่นวาย จนกระทั่ง ‘อ้อ' - สาวิตตรี สระทองเทียน เจ้าของหนังสือ Easy Cooking Easy Party มาสะกิดเราเบาๆ แล้วบอกว่า อาหารสำหรับงานปาร์ตี้ที่เห็นอลังการน่ากินนั้นไม่ได้ทำยาก แถมอร่อย และมีความอบอุ่นแทรกอยู่ในแต่ละเมนูอีกด้วย เราจึงเลือก 3 เมนูเด็ดของเธอ ที่สามารถเอาไปเป็นไอเดียในการทำอาหารเลี้ยงแขกที่ครอบคลุมตั้งแต่เพื่อนสนิทไปจนถึงญาติผู้ใหญ่ได้ลองลิ้มรสกัน   ซีฟู้ดทะเลถาด เมนูสุดสนุกในกลุ่มเพื่อนสนิท      ถ้าจะจัดงานปาร์ตี้สำหรับเพื่อนสนิทสัก 4-5 คน สิ่งแรกที่เรานึกถึงคือ แล้วจะกินอะไรกันดี จากนั้นความคิดเหล่านี้ก็มักจะไปจบที่ร้านอาหาร หรือหลายๆ ครั้งก็ที่ร้านหมูกระทะแถวบ้าน แต่ถ้าจะให้สนุกกว่านั้น ลองชวนเพื่อนตัวดีทั้งหลายมาสุมหัวกันทำ ซีฟู้ดทะเลถาด กันดูสิ เมนูนี้ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร แต่รับรองว่าอร่อยถึงใจจริงๆ ส่วนผสม: ข้าวโพด / เนื้อสัตว์ที่ชอบ / เนยเค็ม / กระเทียม /

วัตถุดิบนานาชนิดวางพร้อมที่เคาน์เตอร์ครัว กลิ่นหอมหวานที่ลอยวนอยู่ในอากาศ ไอร้อนจากเตาที่ค่อยๆ ลอยขึ้นมา เสียงน้ำเดือดจากหม้อใบเล็ก ในระหว่างที่เตรียมจาน ถาด หรือกล่องใบสวยรอจับคู่กับขนม เพื่อเตรียมส่งให้กับผู้รับ สองมือขยับอย่างพลิ้วไหวรวมทุกส่วนผสมที่ชั่งตวงมาอย่างดี ด้วยสูตรที่ผ่านการคิดมาอย่างสร้างสรรค์ ของขวัญอันแสนพิเศษนี้มักเกิดขึ้นเฉพาะในเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เราขอพาทุกคนไปพบกับการให้ของขวัญในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีทั้งความอิ่มเอมใจ และอิ่มท้องไปพร้อมๆ กัน   เนริคิริ รสชาติแห่งการเฉลิมฉลองจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น      ภายในหม้อใบเล็กเต็มไปด้วยถั่วขาว มือหนึ่งกำลังกวนอย่างขะมักเขม้น สองตาจดจ้องไปยังเนื้อละเอียดเนียนที่ส่องแสงแวววาวเป็นประกายวิบวับของถั่วขาวก่อนจะสุกได้ที่ในอีกไม่นาน รอยยิ้มเล็กๆ ของ เปมิกา ธนล้ำเลิศกุล เจ้าของร้านขนมญี่ปุ่น Homu แย้มขึ้นเป็นระยะ นี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของคนทำขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คนสำคัญ   เริ่มต้นจากความชอบ กลายเป็นขนมสุดแสนพิเศษ      “เราเริ่มทำขนมญี่ปุ่นเพราะชอบในความน่ารักของรูปทรง รสชาติอ่อนหวานอันมีเอกลักษณ์ และขนมแต่ละชนิดยังให้ความหมายที่ดีแตกต่างกัน ครั้งแรกที่ได้กินขนมญี่ปุ่นประจำเทศกาล เรารู้สึกว่า กินแล้วอายุยืนจัง (หัวเราะ) จนเรามีโอกาสได้ทำขนมชนิดแรกอย่างโมจิหยดน้ำ ที่กินคู่กับผงคินาโกะและคุโรมิตสึ เป็นสูตรดั้งเดิมจากเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคุณป้าของเราเป็นสอน

เมื่อพูดถึงการไปเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวทีไร เชื่อว่าหลายคนคงตั้งโจทย์ไว้ในใจว่า ถ้าไม่ไปภูเขาก็คงเป็นทะเล แต่สำหรับในช่วงที่ลมหนาวกำลังพัดเข้ามาให้รู้สึกเย็นสบายแบบนี้ เราคิดว่าการได้ออกไปสูดกลิ่นอายธรรมชาติ และเดินชมดอกไม้สวยๆ ที่กำลังแข่งกันชูช่อเบ่งบาน ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่เข้าท่าเหมือนกัน ดังนั้น จึงขอชวนคุณเก็บกระเป๋า และออกเดินทางไปตามหาความสดชื่นด้วยกันกับทุ่งดอกไม้ต่างๆ ที่รอต้อนรับคุณอยู่ทั่วประเทศ แล้วอย่าลืมถ่ายรูปสวยๆ มาอวดกันนะ   ทุ่งดอกทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอปากช่อง      ภาพของทุ่งดอกทานตะวันที่บานสะพรั่งเต็มพื้นดินไปจนสุดลูกหูลูกตาของ ‘ไร่มณีศร’ สร้างความตื่นตาตื่นใจ และเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราได้มีโอกาสเข้าไปเก็บภาพของทุ่งดอกทานตะวันแห่งนี้มาฝากคุณ รวมถึงเหตุผลว่าทำไม จรัล คำสมัย เจ้าของไร่แห่งนี้ ถึงเนรมิตรพื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้กลายเป็นทุ่งดอกไม้สีเหลืองอร่ามตาขึ้นมา   วันแรกแย้มของดอกทานตะวัน      “เดิมทีไร่แห่งนี้ปลูกข้าวโพดกับมันสำปะหลัง แต่ผมลองปลูกต้นทานตะวันแทน แรกๆ มีปัญหาด้านสภาพอาการบ้าง เช่น บางปีฝนไม่ตกตามฤดูกาล เราก็ต้องคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี แต่ต้นทานตะวันดีตรงที่มันไม่ต้องการน้ำฝนมาก เลยบรรเทาปัญหาตรงนี้ได้มากกว่าต้นไม้อื่นๆ ที่ต้องการน้ำ และคิดต่อไปว่า ถ้าเราปลูกเป็นทุ่งทานตะวันคงมีคนสนใจเข้ามาเยี่ยมชมที่ไร่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเข้ามามากมายขนาดนี้ ซึ่งต้นทานตะวันจะใช้เวลาในการเติบโตประมาณ 2 เดือน

เมื่อหลายปีก่อน ผมไปสัมภาษณ์ ‘พี่จุ้ย’ - ศุ บุญเลี้ยง มีช่วงหนึ่งของการสนทนา เราคุยกันเรื่องการพัฒนาตัวเองและการหาแสวงหาแรงบันดาลใจจากการเดินทาง เพราะผมชอบที่เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับทะเล ภูเขา และเขียนหนังสือยอดฮิตเกี่ยวกับการเดินทาง ผมคิดว่าเขาคงได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากการเดินทาง จึงถามไปว่า การเดินทางครั้งไหน ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อตัวเขาเองมากที่สุด  เขาตอบว่า คือการเดินทางจากคณะนิเทศศาสตร์ไปที่คณะอักษรศาสตร์      แล้วก็เล่าย้อนไปถึงสมัยเป็นนิสิต ที่เป็นคนประเภทเด็กหลังห้อง หรือไม่ก็โดดเรียนไปทำกิจกรรมเลย เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน และไม่ได้อยู่ในหลักสูตรที่กำหนดไว้ เขาจึงออกเดินทางไกลเพียงแค่ข้ามฝั่งถนนพญาไท ไปลงทะเบียนเรียนวิชาของคณะอักษรฯ กับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายคน ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นวิชาที่นับหน่วยกิต อย่างวิชาการละครของ อาจารย์สุรพล วิรุฬห์รักษ์ อาจารย์ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ฯลฯ      คำตอบของพี่จุ้ยตลกดี ตอนแรกผมเดาว่ามันน่าจะเป็นการเที่ยวเล่นแบบหัวหกก้นขวิดประสาวัยรุ่น แบบในเพลง เที่ยวละไม หรือในหนังสือเรื่อง หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น หรือไม่ก็เป็นการออกเดินธุดงค์แสวงหาตัวตนแบบโรแมนติกบนเส้นทางอันไกลโพ้น นานเป็นแรมเดือนแรมปี เหมือนในหนังฮอลลีวูด อย่าง

‘เรียนรู้’ (learn) ‘ศึกษา’ (educate) สองคำที่เรามักใช้สลับไปกันมา หากในพจนานุกรม ได้นิยาม learn ไว้ว่าคือการได้มาซึ่งความรู้หรือทักษะ ในขณะที่ educate นั้นคือการจัดหาเนื้อหาด้วยระเบียบแบบแผนที่ถูกกำหนดไว้ นิยามของทั้งสองคำนี้ได้นำไปสู่ความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่าง ผู้เรียน (learner) นั้นเป็นผู้กระทำหลักในกระบวนการได้มาซึ่งความรู้นั้น และอีกคำหนึ่งคือ นักเรียน (student) เป็นผู้ได้รับข้อมูลที่ถูกจัดหามาให้ แล้วอะไรกันที่จะตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในศตวรรษนี้? ศึกษา

ทันทีย่างเท้าก้าวเข้าไปในเสถียรธรรมสถาน ความรู้สึกหนึ่งที่เราสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองคือ ก้าวย่างและลมหายใจที่เนิบช้าลง รวมถึงความสงบประหลาดที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ เมื่อพบกับนักบวชหญิงที่รออยู่ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานเชิงบวกอันเกิดจากความเมตตา ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ใครหลายต่อหลายคนสัมผัสได้จาก แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งศาสนสถานแห่งนี้ แม้เธอจะเพิ่งเดินทางกลับมาถึงที่นี่ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากเดินทางไกลไปปฏิบัติภารกิจทางธรรมยังต่างประเทศ กระนั้นแม่ชีศันสนีย์ก็ยังกรุณาค่อยๆ อธิบายให้ทีมงานฟังถึงหลายสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจ รวมถึงอุทิศตัวเป็นแบบให้ถ่ายรูปอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ก็ดูเหมือนกับว่าแม่ชีสูงวัยท่านนี้ไม่ได้รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยแต่ประการใด กลับพูดจาชัดถ้อยชัดคำทั้งยังคงเปี่ยมไปด้วยท่าทีของความมีเมตตา ซึ่งในเวลาต่อมานั้นก็ทำให้เราเข้าใจว่า มิใช่ว่าเธอไม่ได้รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหรือความยากลำบากอันใดหรอก หากแต่แม่ชีศันสนีย์รู้ซึ้งถึงวิธีการ ‘ผันพลัง’ ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ หากแต่ต้องเป็นผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะสามารถ   เส้นทางธรรมของคุณแม่ตั้งแต่เริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ มีอะไรที่น่าพูดถึงบ้าง      ช่วง 7 ปีแรกที่บวชแม่อยู่ในวัด ก่อนที่หลวงพ่อ (พระครูภาวนาภิธานแห่งวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของแม่จะมรณภาพ ท่านก็แนะนำให้แม่ซื้อที่ดินตรงนี้ (เสถียรธรรมสถาน) เอาไว้ ตอนนั้นแม่นึกสงสัยและถามท่านว่า ‘หลวงพ่อก็สอนเองนี่ว่าสมบัตินั้นเป็นทุกข์ แล้วทำไมจึงจะให้ซื้อที่ดินตรงนี้’ พระครูภาวนาภิธานท่านก็ถามกลับว่า ‘มีปัญญาหรือยัง ถ้ามีปัญญา สมบัติไม่เป็นทุกข์’      อ๋อ

ท่ามกลางร้านรวงมากมายในเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยอดฮิตอย่างหัวหิน ยังมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศสบายๆ ที่รังสรรค์ขึ้นจากความตั้งใจของ ‘แอร์’ - กรศิริ ศุภกฤตกุล ที่ผสมผสานนิสัยชอบเดินทาง เครื่องบิน และชิ้นส่วนความทรงจำของคนในครอบครัวมาประกอบเป็นเรื่องราวให้ Air Space เป็นพื้นที่ที่ไม่ต่างจากห้องพักของนักเดินทางที่จะมาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างตอบโจทย์        “เราเป็นคนเดินทางบ่อยและชอบเดินทางโดยเครื่องบิน บวกกับครอบครัวเราก็มาหัวหินบ่อยเกือบทุกอาทิตย์ เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเรามาทำร้านอาหารที่นี่ดีกว่า” แอร์เริ่มเล่าไอเดียเริ่มต้นที่หยิบหัวหินกับเครื่องบินมารวมกัน เพราะไปสืบค้นจนพบว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระองค์เจ้าบุร ฉัตรไชยากร) เป็นผู้พัฒนาหัวหินจากหมู่บ้านธรรมดาๆ ให้เจริญรุ่งเรือง รวมถึงท่านยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้นั่งเครื่องบิน 1903 Wright Flyer ที่สองพี่น้องตระกูลไรต์ประดิษฐ์ขึ้น          เรื่องราวที่เหมาะเจาะลงตัวเช่นนี้เลยเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการออกแบบสถาปัตยกรรมของ Air Space ให้เป็นโรงนากระจกสูงโปร่งถึง 12 เมตร เติมบรรยากาศให้เหมือนสถานที่ซุ่มทำเครื่องบินของสองพี่น้องตระกูลไรต์ ตกแต่งด้วยข้าวของที่แอร์เก็บสะสมมาจากการเดินทางไปประเทศต่างๆ ตั้งแต่แชนเดอเลียร์ที่ทำจากฝาปิดห้องเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ชวนให้แขกที่มาเยือนสงสัยว่าสิ่งนี้คืออะไร เรือหัวสิงโตที่ทำจากต้นกก ซึ่งเป็นเรือลักษณะเฉพาะตัวของชาวบ้านแถบทะเลสาบตีตีกากา ประเทศเปรู รวมถึงแผนที่โลกขนาดใหญ่ทำจากแผ่นหนังที่กลายเป็นมุมถ่ายรูปสุดฮิตของแขกทุกคน        

“Look daddy, there are no people on the street, only police.” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดโพล่งขึ้นมาระหว่างรอรถไฟใต้ดิน U-Bahn ในวันที่เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเยอรมนีอย่างฮัมบูร์ก เงียบผิดปกติทั้งใต้ดินและบนถนน ทำให้เสียงเล็กๆ ดังขึ้นมากระทบหู รวมทั้งเสียงไซเรน เสียงเฮลิคอปเตอร์บนท้องฟ้าที่ดังอยู่แล้วก็สั่นโสตประสาทมากไปกว่าเดิม        ในที่สุดรถไฟก็มา ความคาดการณ์ไม่ได้ในเรื่องขนส่งสาธารณะดูจะเป็นเรื่องที่ลืมไปแล้วเมื่ออยู่ในเมืองที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างฮัมบูร์กนี้ แต่ความเงียบสงัดบนท้องถนน เรียกว่าแทบไม่มีรถยนต์และผู้คนสัญจรในเย็นวันศุกร์แบบนี้ ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่รวมถึงความปลอดภัยด้วย การคาดการณ์ไม่ได้เหล่านี้ดูจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนอย่างประหลาด           รู้ตัวอีกทีก็พาตัวเองเดินผ่านถนนร้างๆ มาอยู่ในห้องประชุมใหญ่ในมหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก ห่างเพียงไม่กี่กิโลเมตรจาก Elbphilharmonie หรือสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 เป็นความใกล้ที่ออกจะห่างกันออกไปทั้งวิธีการและทัศนคติ เพราะ ณ หอประชุมแห่งนี้ เวทีถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีเพียงโปรเจกเตอร์ขึงผ้าใบใหญ่ให้คนข้างหลังมองเห็นได้ชัด เก้าอี้พลาสติกวางเรียงกันสำหรับผู้ร่วมเสวนาที่อยู่ในชุดเสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ ไม่มีสูท