Home2019January

January 2019

เสียงอันมีเอกลักษณ์จากเครื่องดนตรีทองเหลือง เครื่องสาย กลอง กีตาร์แจ๊ซ และเปียโน ผสมผสานเข้ากันเป็นจังหวะและท่วงทำนองเฉพาะแบบ ซึ่งถ่ายทอดห้วงอารมณ์และความรู้สึกของศิลปินได้อย่างน่าหลงใหล นี่คือมนต์เสน่ห์ของดนตรีแจ๊ซ และในเดือนมกราคมนี้ คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญทุกท่านรับฟังบทสนทนาของนักดนตรีที่ไพเราะที่สุด ผ่านการบรรเลงของศิลปินแจ๊ซระดับโลกจากอเมริกาและยุโรป ที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตนักดนตรีแจ๊ซชั้นดีที่สุดของโลกเวลานี้ รวมถึงศิลปินชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ในเทศกาลดนตรีแจ๊ซนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ (Thailand International Jazz Conference) หรือ TIJC        Nina Simone ราชินีเพลงแจ๊ซและศิลปินผิวสีชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า      “Jazz is not just music, it is a way of life, it is a way of being,

เทคนิคการถ่ายทำแบบ VR 360 ที่สามารถหมุนดูได้ทุกองศาในเอ็มวีเพลง วิชาตัวเบา ของ Bodyslam, ลายเส้นกราฟิกภาพแอนิเมชันสีน้ำที่ดูดิบๆ เท่ๆ ในเอ็มวีเพลง Hailstorms ของ ฮิวโก้ หรือ แอนิเมชันที่แม้แต่ลายเส้นยังหม่นเศร้าบวกเทคนิคการเล่าแบบ long shot ในเพลง เจ็บจนไม่เข้าใจ ของ PORTRAIT ล้วนสร้างสรรค์มาจากไอเดียของ ‘ต้น’ – ยศศิริ ใบศรี      ในสนามของการทำเอ็มวี เขาคือผู้กำกับที่เก๋าเกมที่สุดคนหนึ่ง แจ้งเกิดและเป็นที่รู้จักในนาม ‘หัวกลม’ ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มิวสิกวิดีโอกว่าร้อยชิ้นของเขาได้สร้างสีสันให้วงการและส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ และแน่นอนว่าการได้อยู่ในแวดวงนี้มาเป็นเวลานานทำให้เขามองเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความสะดวกสบายของเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิต เครื่องไม้เครื่องมือสุดไฮเทค โซเชียลมีเดีย แอพพลิเคชัน สิ่งเหล่านี้ดูเผินๆ อาจเข้ามาตอบโจทย์เรื่องความสะดวกรวดเร็วและใช้งานง่าย แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็ส่งผลให้ทุกคนแข่งกันผลิตงานให้ทันตามความไว งานจำนวนมากถูกผลิตซ้ำไอเดียออกมาราวกับพิมพ์เดียวกัน ไร้ซึ่งความแตกต่างและความสดใหม่ ผู้คนล้วนเสาะหาแรงบันดาลใจจากแหล่งเดียวกัน ทุกอย่างเป็นเพียงความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกหยิบจับจากอดีตหรือสิ่งที่มีอยู่แล้วมาประกอบร่างใหม่ วนลูปเช่นนี้เรื่อยไป      “เราไปยึดตามความสำเร็จรูปอันฉาบฉวยในทุกวันนี้เยอะเกินไป

เรารู้สึกทึ่งและชื่นชม มาริเอะ คนโด (Marie Kondo) หญิงสาวนักจัดการเรื่องบ้านชาวญี่ปุ่น และเคยกล่าวถึงเธอไว้แล้วก่อนหน้านี้ (ในบทความ KonMari | โยนข้าวของทิ้งไปถ้าไม่ Spark Joy! บทเรียนการจัดบ้าน 102 โดย Marie Kondo) ซึ่งครั้งนั้นเราได้พูดถึงหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว เล่ม 2 ซึ่งบอกถึงวิธีจัดการข้าวของเพื่อให้บ้านเป็นบ้านที่น่าอยู่เหมือนวันแรกที่เราก้าวเท้าเข้ามาอยู่อาศัย        หลักการคร่าวๆ ของ มาริเอะ คนโด คือ ให้หยิบสิ่งของแต่ละชิ้นขึ้นมา แล้วในเวลา 5 วินาที ถ้าเราไม่รู้สึกถึงอาการ Spark Joy ก็ให้บอกลาของชิ้นนั้นไปเลย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เราจัดการข้าวของต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตออกไปได้อย่างมากมาย เรียกได้ว่าของเกินกว่าครึ่งที่มีจะถูกนำไปอยู่ในถุงขยะทันที และเป็นการฝึกระบบความคิดของตัวเองไปในตัวว่า สิ่งไหนคือสิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญและสิ่งไหนที่เราควรจะปล่อยผ่านไป ซึ่งนั่นจะส่งผลถึงชีวิตที่ดีขึ้นเพราะเรารู้แล้วว่าจะจัดการกับเรื่องต่างๆ ที่เข้ามาในแต่ละวันทั้งการงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้อย่างไร     เห!?

อยู่ๆ ใจก็หวนนึกถึงไอหนาวและหิมะสีขาวโพลนของเมืองทาคายามะ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ภูมิภาคชูบุตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตามคำพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้ว่า หิมะอาจจะตกทิ้งท้ายอีกครั้งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งยังพอมีเวลาให้เราเตรียมตัวเดินทางไปสัมผัสความหนาวเย็นของปุยหิมะได้อีกสักครั้ง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ถึงแม้ว่าจะยังหนาวอยู่ แต่หิมะขาวโพลนก็คงไม่สมบูรณ์แบบเหมือนตอนนี้      ว่ากันว่าหิมะทิ้งท้ายฤดูเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดของฤดูกาล เพราะเราจะได้เห็นหิมะโปรยปรายพอให้ได้หนาวสั่น แต่ไม่ถึงกับตกหนักจนมองอะไรไม่เห็น ได้ยินเสียงน้ำหยดจากหิมะที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นลำธารเล็กๆ ได้ชมความอลังกาลของวิวทะเลสาบน้ำแข็งสีเขียวมรกตระหว่างทาง ได้สัมผัสความหนาวสะท้านที่ยังพอทนได้โดยปราศจากความหวาดกลัวเรื่องพายุ และได้เฝ้ามองวิวภูเขาสูงที่บนยอดแต่งแต้มไปด้วยหิมะในระดับสายตา      ความหนาวระดับทิ้งท้ายฤดูนี้ ยังทำให้เราเพลิดเพลินไปกับเครื่องดื่มชวนแก้มแดง และอาหารญี่ปุ่นอุ่นๆ จากร้านซูชิ ร้านปิ้งย่างโบราณ ร้านกาแฟ หรือแม้แต่อาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งความสุขเล็กๆ ที่เกิดจากไออุ่นของฮีตเตอร์ในห้องพักท่ามกลางความหนาวติดลบจากด้านนอก ทั้งหมดคือความโชคดีของเราที่ได้พบเจอ      แต่ในความโชคดีก็ต้องผ่านการวางแผน หนึ่งในแผนก็คือ เดินทางด้วยการเช่ารถขับกันเอง โดยใช้เส้นทาง express way เพื่อไปยังเมืองทาคายามะ เพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าวิวระหว่างทางสวยจนหลับไม่ลง และที่สำคัญ หมุดหมายไฮไลต์อีกสองสามแห่งก็ยังอยู่ในพื้นที่เมืองทาคายามะ ที่ที่ทำให้เราเจอหิมะทิ้งท้ายฤดูกาล     สวัสดีฟูจิซัง และยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ      จุดหมายแรกนั้นเราไม่ได้มุ่งหน้าตรงไปที่ทาคายามะในทันที

ปีที่แล้ว ถือเป็นปีที่ตัวเราเอาเทคนิคบริหารเวลา (Time Management) มาใช้อย่างจริงจัง โดยแบ่งงานให้สัมพันธ์กับร่างกายและสมองในแต่ละช่วง เช่น ช่วงเช้าเป็นช่วงที่สมองแล่นมากที่สุด เราก็เอางานเขียนหรืองานที่ต้องเค้นสมองหนักๆ มาทำช่วงนี้ ส่วนช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองล้า เราก็เอางานเบาๆ เช่น เช็กอีเมล หรือดูอะไรที่บันเทิงแทน พอตกค่ำ เป็นช่วงที่สมองกลับมาแล่นอีกครั้ง แต่ร่างกายอ่อนล้า เราก็ใช้เวลานี้อ่านหนังสือหรือเตรียมแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น      เทคนิคบริหารเวลาแบบนี้ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงแบบหลังเท้าเป็นหน้ามือ คือกลายเป็นคนที่ทำงานได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนที่มีหลายชิ้นต่อสัปดาห์ งานสอนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง งานประจำที่ทำอยู่ และยังไม่นับธุระปะปังที่คอยแทรกตารางงานอยู่เรื่อยๆ แต่เราก็สามารถเคลียร์ทุกอย่างจนได้อย่างเรียบร้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เข้าใจมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนทำงานช้าและหมดแรงเร็ว ไม่น่าจะทำอะไรได้เยอะ แต่ที่ทำได้ ต้องยกเครดิตให้เทคนิคบริหารเวลา      แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังพบจุดอ่อนอยู่ดี คือการจัดการงานแต่ละชิ้น หรือ Task Management กล่าวคือ ปีก่อนเราประสบความสำเร็จกับการจัดการเวลา พอเราจัดสรรเวลาได้ตรงจุด เราก็เหลือเวลาไปทำงานอย่างอื่นมากขึ้น แต่ที่ยังเป็นปัญหาคือ ในระดับงานแต่ละชิ้น

เวลามีค่ากับคุณมากแค่ไหน? เมื่อเราเติบโตมาถึงช่วงวัยหนึ่ง คำถามเชิงนามธรรมเช่นนี้มักจะเป็นคำถามที่เราเฝ้าคิดและใคร่ครวญกับตัวเองเพื่อค้นหาคำตอบมายืนยันความหมายของการมีชีวิตอยู่      ก่อนหน้านี้เราเพิ่งได้อ่าน The Cult of Monte Cristo นวนิยายดัดแปลงจากบทละครเวทีในชื่อเดียวกัน ผลงานของ ‘อ้น’ - นพพันธ์ บุญใหญ่ เรารู้สึกอย่างชัดเจนว่า ‘เวลา’ คือประเด็นหลักสำคัญของเรื่อง มันจัดกรอบและกำกับความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ไม่ใช่แค่เนื้อเรื่องในเล่มนั้น แต่ยังสะท้อนมาถึงชีวิตจริงของเราที่เป็นอยู่ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่นำพาเรามาพบกับเขา เพื่อสนทนากันถึงเรื่องเวลา      ทำไมเวลาถึงเข้ามามีบทบาทในผลงานของคุณ? — เราถามด้วยความใคร่รู้      การที่คนคนหนึ่งจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับเหตุผลหลักๆ อยู่สองข้อคือ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะหน้าที่และความรับผิดชอบ ก็คงเป็นเพราะเคยมีประสบการณ์บางอย่างที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตจนต้องหันมาให้ความสำคัญกับมันอย่างจริงจัง      “ในมุมมองของตัวละคร ซึ่งเป็นผู้ชายที่ผลาญเวลาไปกับความดาษดื่น ชีวิตสมรสที่ไม่นำพาไปไหน โดยเฉพาะทางด้านจิตวิญญาณ เวลาเลยถูกเลือกมาเป็นประเด็นหลัก” เขาตอบ      จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่อายุ 9

‘You know how everyone's always saying seize the moment? I don't know, I'm kinda thinking it's the other way around. You know, like the moment seizes us.’ - Boyhood (2014)      Carpe diem คำคมจากหนัง Dead Poets Society เมื่อปี ค.ศ. 1989 ที่แปลว่า seize the day ในฉากหนึ่งของเรื่อง

ทางเดินริมแม่น้ำเทมส์ ในวันที่ลอนดอนได้แสงแดดกำลังดี มีกลุ่มนักดนตรีบรรเลงเพลง Champagne Supernova อยู่เชิงสะพานมิลเลนเนียม เป็นฉากสะพานใน Harry Potter and The Half-Blood Prince (และอีกหลายภาค) นี่อาจเป็นโชคดีของผู้มาเยือนลอนดอนในวันนี้ก็ได้ เพราะไม่มีการปิดปรับปรุงหลังจากสะพานถูกทำลายแล้วทำลายเล่าในโลกภาพยนตร์      บรรยากาศที่เป็นใจทำให้เราเลือกที่จะเดินไปตามริมแม่น้ำและข้ามสะพานมิลเลนเนียมจากฝั่งอาสนวิหารนักบุญเปาโล ข้ามแม่น้ำเทมส์มายังเทต โมเดิร์น (Tate Modern) สถานที่รวบรวมผลงานศิลปะสมัยนิยม เป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าเยี่ยมชมตั้งแต่แบเบาะจนถึงผู้สูงวัย การออกแบบสถาปัตยกรรมจึงมีส่วนสำคัญในการต่อยอดแรงบันดาลใจของเหล่าผู้มาเยี่ยมชมผลงานแสดงของศิลปินในเทต โมเดิร์น     สายสีส้ม: โครงสร้างศิลปะที่หยอกล้อไปกับรูปทรงภายนอกของอาคารเทต โมเดิร์น        การจัดการบริหารสเปซของเทต โมเดิร์น มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานภายในอาคารได้อย่างมีเอกลักษณ์และลงตัว ที่สำคัญการออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอกและภายในได้คำนึงถึงการใช้งานของทุกเพศทุกวัย และผู้ใช้วีลแชร์ (User-friendly)     (สะดุดรัก) ที่พักใจ: ชานระเบียงนอกระเบียงของโรงละครแห่งชาติลอนดอน วางลวดลายกระเบื้อง สตรีทเฟอร์นิเจอร์ และสวน(ห)ย่อม ด้วยขนาดกำลังดี     กระเท่เร่: อาคารที่ค่อยๆ ลดหลั่นเป็นชั้น เหมือนได้รับอิทธิพลมาจากโครงสร้างพีระมิด      

กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง นักเดินทางทุกคนล้วนต้องพบกับเรื่องราวเกินคาดเดาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าคุณจะออกแบบแพ็กเกจให้สวยหรูดูดีเท่าไหร่ก็ตาม แต่เมื่อออกไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย สื่อสารกับคนที่ไม่คุ้นหน้า และลิ้มรสอาหารที่ไม่คุ้นลิ้น ก็ย่อมก่อให้เกิดบทเรียนชีวิตที่จะฝังอยู่ในใจของนักเดินทางไปอีกนานแสนนาน บทเรียนจากการเดินทางที่ขัดเกลาตัวตนของสมาชิกทั้ง 4 ของครอบครัวหนึ่งได้นำพาให้เรามาพบและสนทนากับบุคคลผู้ร้อยเรียงเรื่องราวชวนอมยิ้มเหล่านั้น ‘ตา’ - พรธิชา วงศ์ยานนาวา เจ้าของเพจ Travel makes us humble คุณแม่ของลูกชายวัยซนอย่าง ‘ซีเรีย’ วัย 8 ขวบ และ ‘เซเล่’ วัย 6 ขวบ ภรรยาของรองศาสตราจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา เธอเลือกใช้การเดินทางที่เธอและสามีหลงใหล เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างบทเรียนให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว ผ่านสถานที่ ผู้คน และวัฒนธรรม รวมไปถึงขัดเกลาตัวตนและหล่อหลอมความคิดให้เด็กๆ ได้เติบโต ปรับตัว และเข้าใจความเป็นไปของโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย      “เราอยากให้เขาปรับตัวเข้ากับคนอื่นให้ได้มากที่สุด ชีวิตเราอยู่ได้ด้วยการปรับตัว แล้วการเดินทางมันเป็นเครื่องมือที่ดีที่สอนให้เราปรับตัว เราต้องไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เวลาเราเดินทางเราจะลดตัวเองลงเพื่อปรับตัวเข้ากับที่อื่น เพราะเราออกจากตัวตน

แสงไฟสีส้มจากถนนที่ทอดยาวมาจากวัดราชบพิธฯ โลมไล้ใส่ตึกเก่าสไตล์โคโลเนียลสีเหลืองอ่อนในตอนหัวค่ำ เกิดเป็นภาพประทับใจให้กับ ‘เชน’ - ธีรเวทย์ อัศวเอกะวานิช ต่อสถานที่แห่งนี้มานานนับสิบปี จนวันหนึ่งที่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในตึกนี้ เขาก็ไตร่ตรองอยู่นาน และตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นว่าจะใช้สถานที่ที่ตัวเองตกหลุมรักนี้ให้เป็นแหล่งรวมตัวของคนที่ชอบอะไรเหมือนกันในชื่อ M.T. Rollin Club        “ผมนั่งอยู่ในตึกนี้สามเดือนกว่าจะกลั่นออกมาว่าจะทำที่นี่เป็นอะไร ตอนแรกผมไม่อยากทำร้านอาหาร เพราะผมรู้ว่าธุรกิจร้านอาหารนั้นโหดร้ายมาก” เขาเล่าที่มาที่ไปของ M.T. Rollin Club ระหว่างที่ยืนจัดดอกไม้เคล้าไปกับเพลงแจ๊ซอย่างประณีตบรรจง      “ผมตัดสินใจทำที่นี่ให้เป็นคลับ มีส่วนของร้านอาหารสำหรับนั่งดินเนอร์ มีห้องสำหรับนั่งพูดคุยด้วยกัน และมุมสำหรับตัดสูทอยู่ด้านใน ผมใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานาน และผมเองก็เป็นคนที่ชอบแต่งตัว เลยอยากมีสถานที่ที่ทำให้เรามีโอกาสได้แต่งตัว เวลาไปดินเนอร์ก็จะแต่งตัวอย่างหนึ่ง ไปงานเลี้ยงค็อกเทลก็แต่งตัวอีกแบบ ซึ่งที่ต่างประเทศมีวัฒนธรรมการแต่งกายบางอย่างอยู่ จึงอยากจะมีที่ที่เราจะสามารถแต่งตัวมาดินเนอร์ มาแฮงเอาต์กับเพื่อนได้ โดยที่เดินเข้าไปในสถานที่นั้นแล้วตัวเองไม่รู้สึกเขิน เราจึงเปิดที่นี่เพื่อให้คนที่อยากจะทำแบบเดียวกับเรา หรือคนที่เป็นเหมือนกันกับเราเข้ามาสังสรรค์ มาปาร์ตี้ มานั่งทานอาหาร ฟังเพลง พูดคุยด้วยกัน”          ภายในร้านอาหารและคลับแห่งนี้จึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ละเมียดละไม