Home2019January

January 2019

กาลครั้งหนึ่ง ณ ประเทศอิตาลี ช่างไม้วัยชราได้สร้างหุ่นกระบอกไม้ขึ้นมา เพราะต้องการทดแทนความรู้สึกเปลี่ยวเหงาในชีวิต ภายใต้ชายคาบ้านชายชราอาศัยอยู่คนเดียวตามลำพัง ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก ไม่มีใคร มีแต่หุ่นไม้ที่เขาตั้งชื่อว่า ‘Pinocchio’ วันหนึ่งหุ่นไม้ตัวนี้ได้รับโอกาสให้มีชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง แต่การจะได้เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์มีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียวคือ Pinocchio ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นเด็กดี แต่หลังจากนั้นไม่นาน Pinocchio หลงระเริงกับชีวิตใหม่และเริ่มพูดโกหก ทุกครั้งที่โกหก จมูกของ Pinocchio จะยื่นยาวออกมาเรื่อยๆ      นับตั้งแต่ ค.ศ. 1883 จนถึงปัจจุบัน Pinocchio ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากกว่า 260 ภาษา (รวมถึงภาษาไทย) และยังคงเป็นวรรณกรรมคลาสสิกสำหรับเด็กและเยาวชนที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง Pinocchio กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการพูดโกหกได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด จนทำให้ชื่อของ Pinocchio ถูกนำไปตั้งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Pinocchio Effect’          แต่ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ

กระแส #10yearchallenge ที่ผ่านมา ไม่รู้มีใครสังเกตเหมือนกันไหมว่านอกจากเสื้อผ้า หน้าตา บุคลิกท่าทางที่ต่างไปในรูปถ่ายเปรียบเทียบคนหนึ่งคนในช่วงเวลาสองวัยนั้น มันหาใช่สิ่งที่ห่อหุ้มภายนอกเหล่านั้นไม่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าคนคนนั้นมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป มองไปมองมา จนพบความคล้ายกันอย่างหนึ่งว่ามันไม่ใช่แค่สิ่งภายนอกที่หลอกล่อสายตา หากเมื่อมองดูให้ลึกจะพบว่ามันคือ ‘แววตา’ ของคนคนนั้น ที่ทำให้คนหนึ่งคนเปลี่ยนไป ราวกับไม่ใช่คนเดิม      ‘Eyes are the window to your soul—ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ’      คำเชยๆ ที่ใครก็คงเคยได้ยิน หากมันคงมีเหตุผลที่ทำให้คำนี้เป็นอมตะตั้งแต่วันที่เชกสเปียร์เขียนไว้จนถึงวันนี้ เชกสเปียร์คงไม่ได้อ้างอิงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในวันที่กล่าวประโยคนี้ หากมีหลักฐานและงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์ความจริงของประโยคดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกฎ ‘7-38-55’ ที่เชื่อว่าการสื่อสารผ่านคำพูดนั้นสื่อสารได้แค่เพียง 7% ที่เหลือนั้นมนุษย์ล้วนสื่อสารผ่านน้ำเสียงที่ใช้ และภาษากาย      แต่หากในยุคที่การสื่อสารทางกายนั้นเป็นสิ่งที่ฝึกได้ มีเทคนิค การสอนปรับบุคลิกภาพเพิ่มความมั่นใจมากมาย ‘ดวงตา’ ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่ธรรมชาติสร้างไว้ไม่ให้มนุษย์ควบคุมได้ ราวกับว่าดวงตานั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ความจริงถูกรักษาไว้ เพื่อในวันที่มนุษย์พัฒนามาถึงจุดที่ประดิษฐ์ ปั้นแต่งแม้แต่การสื่อสารของตนเองได้ ดวงตาจะเป็นประตูแห่งการสื่อสารที่แท้จริง ที่มนุษย์ไม่สามารถแสร้งบิดเบือนสิ่งที่อยู่ในใจไม่ให้ปรากฏออกมาผ่านสายตา      ไม่ต้องมีพลังวิเศษอ่านใจคนได้ใดใด แต่เชื่อว่าเราต่างเคยจับอารมณ์ที่ขัดแย้งระหว่างคำพูดที่เอ่ยออกมากับความรู้สึกในใจที่แท้จริงของคนที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วยได้

เคยสงสัยไหมว่า คำที่เราพูดกันทุกวันอย่าง ‘OK’ มีที่มาจากไหน ย่อมาจากอะไร ทำไมคำสั้นๆ คำนี้ถึงกลายเป็นคำที่ถูกใช้ในบทสนทนาบ่อยที่สุดในโลก บ่อยกว่าคำว่า ‘ma’ ที่เด็กแรกเกิดใช้เรียกแม่ตัวเองเสียงอีก แถมคำคำนี้ยังเป็นคำแรกที่ถูกเอ่ยขึ้นตอนยานอวกาศลำแรกของมนุษยชาติแล่นลงบนดวงจันทร์อีกด้วย โอเค! เรามาเริ่มกันเลย!!   OK เริ่มต้นจากมุกฝืดๆ เมื่อ 180 ปีที่แล้ว      แม้จะเคยมีการถกเถียงถึงที่มาของคำว่า OK มามากมาย บ้างก็บอกว่ามาจากคำภาษากรีกว่า ola kala ซึ่งแปลว่า it is good หรือคำว่า oke หรือ okeh ในภาษาชอคทอว์อินเดียน ซึ่งแปลว่า it is so แต่จริงๆ แล้วคำว่า OK เป็นคำน้องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 180 ปีที่แล้วเท่านั้น      วันที่ 23

ในทศวรรษ 90 จนข้ามผ่านมาถึงปี 2000 เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหว่องกาไว คือคนทำหนังจีนที่เล่าเรื่องของความรักความสัมพันธ์ได้เหงาจับใจใครต่อใครมากที่สุด ด้วยสไตล์ที่จัดจ้าน กระแทกกระทั้น จนเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับหนังรุ่นใหม่ในเอเชียหลายต่อหลายคน ถ้าหว่องกาไวคือผู้กำกับที่ทำให้คนทั้งโลกหันมามองภาพยนตร์ฮ่องกงว่าไม่ได้มีแค่หนังกำลังภายในหรือหนังแก๊งสเตอร์นกพิราบบินแล้ว อีกฝั่งของภาพยนตร์จีนก็มี โหวเสี้ยวเสียน ผู้กำกับชาวไต้หวัน เป็นหัวหอกสำคัญที่ทำให้คนดูหนังพบกับศิลปะการเล่าเรื่องที่มีความเฉพาะตัวไม่แพ้กัน   Three Times (2005) : โมงยามที่งดงาม      เมื่อพูดถึง โหวเสี้ยวเสียน สามสิ่งใหญ่ๆ ที่เราได้รับกลับมาคือ เขาเป็นใคร หนังจะเครียดไหม และดูยากไหม เพราะลุงโหวแกไม่ได้เป็นผู้กำกับที่ป็อปเหมือน อังลี เพื่อนร่วมชาติ หนังของแกมักจะมีประเด็นเรื่องการเมืองสอดแทรกเอาไว้ (แต่ไม่หนักหน่วงขนาดเฉินก่ายเค่อ) และแกเป็นคนชอบทดลองรูปแบบการเล่าเรื่องในส่วนงานภาพของหนังแต่ละเรื่อง ทำให้หลายครั้งหนังของแกถูกจัดไปอยู่ในหมวดหนังอาร์ต ซึ่งพอมีคำนี้ห้อยท้ายติดมา ก็กลายเป็นองค์ประกอบที่เพียงพอแล้วในการทำให้คนทั่วไปลังเลกับการดูหนังของแก      Three Times ถูกส่งไปอยู่สายภาพยนตร์ประกวดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2005 ซึ่งแม้จะไม่ได้รับรางวัลอะไรกลับมาเลย แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากคนดูหนังเป็นจำนวนมาก และต่อมาก็ได้รับคัดเลือกจากนิวยอร์กไทมส์ให้เป็นหนึ่งใน 25 หนังที่ดีที่สุดของศตวรรษที่

มันเป็นความรู้สึกยากเกินบรรยาย ไม่มีน้ำตา เป็นความว่างโหวง คล้ายกำลังฝัน ‘โปรโม’ - โมรียา จุฑานุกาล รู้สึกแบบนั้น ในวันที่เธอปลดล็อกคว้าแชมป์ LPGA Tour มาครองได้สำเร็จนับตั้งแต่เทิร์นโปรเมื่อปี 2012 กับรายการ ‘ฮูเกล-เจทีบีซี แอลเอ โอเพน' เมื่อช่วงเดือนเมษายนปี 2018 ที่ผ่านมา แต่คนที่ร้องไห้กลับเป็นนักกอล์ฟผู้น้องอย่าง ‘โปรเม’ - เอรียา จุฑานุกาล ที่ในปีเดียวกันก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในการเล่นอาชีพ คว้าแชมป์ 3 รายการ จาก 2 แอลพีจีเอ ทัวร์, และ 1 เมเจอร์ ประกอบด้วย ‘คิงส์มิลล์ แชมเปี้ยนชิพ’, ‘ยูเอส วีเมนส์ โอเพน’ และ ‘เลดี้ส์ สกอตติช

ที่ผ่านมาเราเขียนบทความถึงหนังสือที่เราอ่าน แต่ไม่ค่อยพูดถึงงานที่ทำเท่าไหร่ จริงๆ งานประจำที่เราทำคือ Strategic Planner หรือนักวางแผนคอนเทนต์โฆษณา ซึ่งปีก่อน เรามีโอกาสไปบรรยายเรื่อง Content Marketing ให้ผู้ผลิตสื่อบ่อยๆ ครั้งนี้เลยคิดว่าน่าจะเอาเรื่องที่เราบรรยายมาบอกเล่าบ้าง เผื่อผู้อ่านท่านไหนที่สนใจเรื่อง Content Marketing จะได้เอาปรับใช้กันดู แต่เนื่องจากเนื้อหาที่ตั้งใจจะเล่านั้นยาวมาก เลยขอตัดมาเล่าเป็นตอนๆ โดยตอนแรก อยากอธิบายว่า Content Marketing คืออะไร? และจริงหรือไม่ที่ว่า Content Marketing เป็นเรื่องของสื่อ โฆษณาหรือแบรนด์สินค้าเท่านั้น?   Content Marketing คืออะไร?       เมื่อพูดถึง Content Marketing คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า คือการทำคอนเทนต์ให้ปัง ซึ่งจริงๆ ก็ถูก แต่ไม่ถูกเสียทั้งหมด อันที่จริง ตามนิยามเลย Content Marketing คือการเอาวิธีการทางการตลาด

1. เวลาขับรถเร็วๆ บนหนทางยาวไกล มักจะมีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างผุดขึ้นมาภายในใจ มันเป็นความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ ระคนกันกับความรู้สึกแปลกใจ และแปลกแยกกับสถานการณ์ตรงเบื้องหน้า เมื่อมองออกไปเห็นท้องฟ้าสว่างไสว สองมือเกาะกุมพวงมาลัยไว้มั่น ควบคุมทิศทางที่ตนเองกำลังมุ่งไป เข็มเกจ์วัดรอบเครื่องยนต์แกว่งไกว เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือข้างซ้ายกระดิกไป ผมรู้สึกแปลกแยกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้เป็นตัวเอง แปลกใจที่รู้สึกเหมือนเราเป็นคนอื่น เพราะสถานการณ์ตรงหน้ามันเป็นสิ่งที่มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภาคภูมิใจที่เราได้เป็นเหมือนคนรุ่นพ่อเรา รุ่นพี่ ที่เราเคยเห็นพวกเขาทำแบบนี้   2.      แปลกดีที่เรามักจะไม่ทันรู้ตัว เวลาที่ได้เติบโตขึ้นไปสู่อีกระดับขั้นของชีวิต เพราะความรู้สึกถึงตัวตนของเราดำเนินมาและดำเนินไปด้วยความทรงจำและเรื่องเล่าที่ต่อเนื่องไร้รอยต่อ จนเรายังรู้สึกว่าเป็นคนเดิม เหมือนเดิม      ไม่รู้ว่ามีใครรู้สึกเหมือนกันนี้ไหม อย่างตอนที่จะจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จะมีช่วงหนึ่งซึ่งเราลังเลสงสัยว่าจะต้องจ่ายค่าตั๋วรถเมล์เท่าไหร่ สมัยก่อนค่าตั๋วรถเมล์ของเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ นั้นเก็บแค่ครึ่งราคา เวลาพี่ชายพาผมขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียนตอนเช้า กระเป๋ารถเมล์บางคนเก็บผมครึ่งหนึ่ง บางคนเก็บผมเต็มราคา หรือตอนที่เรากำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จะอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งเราลังเลที่จะเรียกบริกรในร้านอาหารว่าพี่หรือเรียกว่าน้อง      นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าเราแต่ละคนจะต้องมีจุดเปลี่ยน จุดพลิกผัน หรือพิธีกรรมอะไรบางอย่างในชีวิต เพื่อเป็นหมุดหมายหรือสัญลักษณ์แห่งการเติบโตและข้ามผ่านช่วงวัย สำหรับบ้านผม พิธีกรรมและวัตถุสัญลักษณ์แห่งการข้ามผ่านช่วงวัย คือการไปซื้อนาฬิกาข้อมือและการหัดขับรถยนต์   3.      ที่บ้านเรามีประเพณีภายในครอบครัว เมื่อลูกๆ เข้าสู่วัยหนุ่มสาว

เคยสงสัยไหมว่า เคล็ดลับอะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้ บทความชิ้นนี้จะพาไปสำรวจชีวิตของนักกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จอย่าง ‘ตัง’ – สารัช อยู่เย็น มิดฟิลด์หน้าใสทีมชาติไทย จากสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าเขาจากการเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอเพลง เชือกวิเศษ ของวงลาบานูน แต่หากชีวิตหลักของเขานั้นคือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เส้นทางชีวิตของสารัชเริ่มต้นจากความหลงใหลในกีฬาลูกกลมๆ และมีเป้าหมายในการติดทีมชาติไม่ต่างจากใครหลายคน แต่สิ่งที่ผลักดันให้เขาสามารถก้าวไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ นอกจาก ‘ความฝัน’ แล้ว ‘ความมุ่งมั่น’ และ ‘ความตั้งใจ’ ที่เกิดจากการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น การดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการวางแผนชีวิตแต่ละวันให้ดี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทุกโอกาสที่อาจพุ่งเข้ามาต่างหากคือสิ่งสำคัญ      เพราะการประสบความสำเร็จไม่ได้เรียกร้องจากการเป็นยอดมนุษย์ แท้จริงแล้วมันร้องเรียกความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่น และวินัยที่สร้างได้จากคนธรรมดาที่มีฝัน แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเขาขาดครูชีวิตที่เรียกว่า ‘กีฬา’      ชีวิตประจำวันของนักกีฬาอาชีพอย่างสารัชไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป เขามีช่วงเวลาสำหรับฝึกซ้อม ดูแลร่างกาย ผ่อนคลายจิตใจ และพักผ่อน วนเวียนเป็นรูทีนในทุกๆ วัน หากแต่สิ่งที่เขาวนเวียนทำซ้ำเป็นประจำเหล่านี้นี่แหละ ที่ช่วยสร้างสิ่งที่เรียกว่า

จอห์น เมเยอร์ (John Mayer) คือหนึ่งในศิลปินมากความสามารถและประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพมากที่สุดคนหนึ่ง ถนนแห่งชีวิตสายดนตรีของเขาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่อัลบั้ม Room for Squares (2001) หลังจากนั้นบทเพลงและอัลบั้มมากมายของเขาก็ได้รับรางวัลที่ทรงคุณค่า เป็นที่ยอมรับจากนักวิจารณ์ดนตรีหลายสำนัก รวมทั้งผู้ฟังทั่วโลก บทเพลงที่เขาแต่งยังไปกระทบใจนักดนตรีคนอื่นๆ จนหลายต่อหลายคนพยายามแกะสำเนียงกีตาร์ที่มากด้วยชั้นเชิงของเขา ครั้งหนึ่ง เอริก แคลปตัน (Eric Clapton) นักดนตรีในตำนานยังได้เอ่ยถึงจอห์น เมเยอร์ ว่าเป็น ‘Master Guitarist’ หรือ ‘มือกีตาร์ชั้นโคตรเซียน’ แน่นอนว่าการถูกยกยอจากมือกีตาร์ตัวพ่ออย่างแคลปตัน ย่อมไม่จำเป็นต้องเอ่ยบรรยายสรรพคุณใดๆ ของเขาให้มากความอีกต่อไปแล้ว      ว่ากันว่า มือกีตาร์จะสะท้อนตัวตนออกมาผ่านสายกีตาร์ทั้ง 6 เส้น และศิลปินก็มักสะท้อนตัวตน ความรู้สึกนึกคิด และความเชื่อของตนเองผ่านบทเพลงที่แต่ง แม้ในบางมุม จอห์น เมเยอร์ จะดูเป็น ‘อัจฉริยะหลุดโลก’ ในสายตาแฟนๆ แต่ในเรื่องฝีมือทางดนตรี คงไม่มีใครปฏิเสธเขาได้

ไออุ่นเคล้ากลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดและความร้อนในระดับที่พร้อมกระตุ้นผัสสะของเราให้ร่างกายตื่นขึ้นจากการหลับใหล คือโมเมนต์แห่งความสงบสุขที่การดื่มกาแฟเท่านั้นจะให้เราได้ ยิ่งวันไหนที่ได้นั่งจิบรสชาติกาแฟที่ถูกต้องตรงใจแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะประกอบกิจการงานใดๆ ก็ดูจะลื่นไหลไปตลอดทั้งวัน      กาแฟนับเป็นเครื่องดื่มที่ครองใจผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ไหน เวลาใด เราสามารถหากาแฟดื่มได้ง่ายๆ ขอเพียงมีน้ำร้อนเตรียมไว้ กาแฟคั่วบดอย่างดีในมือของเราก็พร้อมส่งกลิ่นหอม เติมเต็มพลังงานให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ากาแฟจะเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของมนุษยชาติ แต่ทุกคนต่างมีรสชาติกาแฟที่ถูกใจในแบบฉบับของตัวเอง แล้วอะไรคือหัวใจสำคัญที่จะผูกหัวใจของคุณไว้กับรสชาติอันเป็นซิกเนเจอร์ประจำใจ     คนชงกาแฟ      หัวใจสำคัญของกาแฟแก้วโปรดของเราคืออะไรกันแน่