March 2019

ถนนข้าวสารถือเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นสถานที่สำหรับผู้เสาะหาความบันเทิง พักผ่อน หรือใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงหลังพระอาทิตย์ตกดิน แต่เชื่อไหมว่า ณ สถานที่แห่งนี้ยังมีโรงเรียนขนาดเล็กที่แสนอบอุ่นและปลอดภัย ตั้งอยู่ระหว่างชุมชนบริเวณถนนข้าวสารมาร้อยกว่าปี นั่นคือ โรงเรียนพิมานวิทย์      โรงเรียนแห่งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ถนนข้าวสารจะขึ้นชื่อในเรื่องของการท่องเที่ยวแบบไนต์ไลฟ์ ก่อนสถานบันเทิงจะเกิดขึ้นเต็มไปทั่วทุกตรอกซอกซอย และก่อนที่จะเกิดเกสต์เฮาส์ขึ้นมารายล้อมไปทั่วพื้นที่แบบในปัจจุบัน หากมองจากมุมของคนนอก เราอาจรู้สึกว่าวิถีชีวิตของสถานศึกษาแห่งนี้คงไม่ปกติสุขเหมือนเคย แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราคาดคิด      ในวันที่เราเดินเท้าเข้าไปเยี่ยมโรงเรียน ก็ได้พบว่าบุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และชุมชนใกล้เคียง ทุกคนล้วนอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย และกลายเป็นเพื่อนบ้านผู้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้โรงเรียนขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ดำรงอยู่ท่ามกลางมิตรภาพและความอบอุ่น        โรงเรียนพิมานวิทย์ กำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2462 สมัยรัชกาลที่ 6 โดย นายฮัจยียอ พิมานแมน เดิมใช้เพื่อเป็นสถานอบรมการสอนทางศาสนา ต่อมาได้พัฒนาเป็นโรงเรียนราษฎร์ในปี พ.ศ. 2482 และใช้ชื่อว่า โรงเรียนอนุเคราะห์อิสลาม เมื่อนายฮัจจียอได้ถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2486 นายมาโนช

“I’m home.” — ผมถึงบ้านแล้ว ผมคิด ก่อนชะงักเพราะพิศวงในความคิดนั้น ผมถึงบ้านแล้ว ผมถึงบ้าน

“ชีวิตที่เราใช้อยู่ คือชีวิตที่เราเล่าออกมา เราเล่าว่าชีวิตเป็นอย่างไร เราก็ใช้ไปตามนั้น บางทีเราหล่อหลอมตัวตนขึ้นมาผ่านเรื่องเล่า และก็เชื่อว่าเราเป็นแบบนั้น บางทีเราก็งงกับชีวิต แต่พอเขียนไดอารี่เราก็รู้สึกดีขึ้น เพราะฉะนั้น ‘ชีวิตที่สร้าง’ กับ ‘ชีวิตที่เล่า’ มันคลุมเครือมากกว่าที่คิด มันขนานกันไป และส่งอิทธิพลต่อกัน …บางทีเราจำเป็นต้องสร้างเรื่องเล่าบางอย่างเพื่อสร้างตัวตนของเราขึ้น”      อ่านยาก ไม่เข้าใจ เสียเวลา ดูหนังดีกว่า เหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งแง่กับงานเขียนที่ถูกเรียกว่า ‘วรรณกรรม’ แต่แท้จริงแล้วหากเราแทนที่คำว่า วรรณกรรม ด้วย ‘เรื่องเล่า’ รองศาสตราจารย์ ดร. สุรเดช โชติอุดมพันธ์ อาจารย์สายวรรณกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำงานวิจัยและวิจารณ์วรรณกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยืนยันว่า วรรณกรรมนั้นวนเวียนอยู่ในชีวิตของเราทุกคนอย่างไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่เราต้องอ่าน—อ่านเพื่อเข้าใจคนอื่น อ่านเพื่อเข้าใจตัวเอง อ่านเพื่อเข้าใจมนุษย์ และโลกที่ทั้งเคยเกิดขึ้น และกำลังดำเนินไป      “มีสาเหตุเยอะแยะว่าเราเล่าเรื่องทำไม หนึ่ง—คือเพราะเราอยากทำความเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เช่น ในชีวิตมีหลายอย่างที่เกิดขึ้น

จากความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายของ Smells Like Teen Spirit ซิงเกิลนำในอัลบั้ม Nevermind ได้พาเนอร์วานา วงกรันจ์ร็อกแห่งอเมริกาทะยานสู่การเป็นวงที่ประสบความสำเร็จในกระแสหลักอย่างสวยงามในปี 1992 หลังปล่อยอัลบั้มไปสองอาทิตย์ สมาชิกวงและบริษัทต้นสังกัดได้ถกเถียงกันว่าจะปล่อย Come As You Are หรือ In Bloom เป็นซิงเกิลถัดไป เนื่องจาก เคิร์ต โคเบน ฟรอนต์แมนของวง กังวลเกี่ยวกับ ‘ความคล้ายคลึง’ กันของท่อนริฟฟ์กีตาร์ในช่วงขึ้นต้นระหว่างเพลง Come As You Are กับเพลง Eighties ของวงพังก์ในอดีตอย่าง Killing Joke ที่ปล่อยมาในปี 1984 (ลองไปหาฟังดู จะรู้ว่ามีความคล้ายมาก) แต่ภายหลังการโน้มน้าวของบริษัทต้นสังกัด ในที่สุดเคิร์ตก็ตัดสินใจเลือก Come As You Are

ในปี 2017 เมื่อผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาออกมาชัดเจนแล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทันทีคือ คนอเมริกันส่วนหนึ่งประสบกับมวลความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงกับการเลือกตั้ง เพราะผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ใจของพวกเขาคาดคิดไว้ ทำให้คนจำนวนมากคิดไม่ตกกับความไม่แน่นอนของสถานะพลเมืองและความเป็นไปของชีวิตในอนาคต ทั้งหมดนี้สร้างความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมากกับคนอเมริกันที่กำลังจะกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายและแนวทางบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงทำให้ตกอยู่ในสภาพป่วยการเมือง เกิดความเครียดและอาการหวั่นวิตกหลังเลือกตั้ง ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่า Post-Election Stress Disorder หรือ PESD ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความจ้อจี้ของแวดวงจิตเวชในบรรยากาศการเมืองจากอาการป่วยการเมือง และประเด็นเรื่องชื่อโรคที่เกือบสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้คนอเมริกันมาแล้ว   ถ้าคุณคิดว่าชื่อโรค Post-Election Stress Disorder เป็นเรื่องจริง คุณคิด

หลังเรียนจบ ในวันที่เก็บข้าวของเตรียมย้ายออกจากบ้านเพื่อมาเช่าห้องอยู่ลำพัง ฉันเจอกล่องใบเก่าที่เก็บภาพถ่ายของพ่อแม่ใบที่ชอบเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือภาพวันแต่งงานของทั้งคู่ พ่ออยู่ในชุดสูท หนุ่มฟ้อและยังหุ่นดี ส่วนแม่สวยมาก ร่างบางอยู่ในชุดไทยสีเหลืองนวล ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้ายกสูง พ่อยิ้มกว้าง ส่วนแม่อมยิ้มมุมปาก ย่ายืนอยู่ตรงกลาง ฉันจำได้, ในวัยที่ยังชอบเขียนบันทึก, ฉันเขียนถึงภาพถ่ายใบนี้ว่า ‘เห็นรูปถ่ายพ่อแม่แต่งงานกัน อยากถามพ่อกับแม่จัง วันนั้นเขารักกันเพราะอะไร’      ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันนึกไม่ออกเลยว่าเคยได้ยินพ่อแม่เอ่ยคำชมต่อกันบ้างไหม หรือจะแอบมาชมลับหลังให้ลูกฟังบ้าง ก็เป็นเพียงความทรงจำจางๆ จนสับสนระหว่างเคยได้ฟังจริงๆ กับคิดไปเอง แต่ถ้าเป็นการบ่นอีกฝ่ายล่ะก็ ฉันได้ยินบ่อยจนอยากทำใจชาชินไป พอสองคนไม่เคยพูดถึงข้อดีของอีกฝ่าย ฉันที่เป็นลูกจึงไม่เคยรู้เลยว่าตอนที่พ่อแม่จีบกัน ชอบพอกัน อะไรที่ทำเขารู้สึกรักกัน      เปิดกล่องอดีตในวันนั้น คิดจะถามพ่อแม่ดูเล่นๆ แต่เสียงทะเลาะกันที่ดังเข้ามาถึงในห้องนอนทำเอาฉันรีบเปลี่ยนใจ แล้วเก็บความรู้สึกที่ว่า พ่อแม่นี่ช่างแห้งแล้งต่อกันจัง มาจนถึงทุกวันนี้      เคยอ่านเจอ ว่าคนที่เขินปากเกินจะเอ่ยคำหวาน หรือจะชมคนรักสักคำก็ทำราวกับวาระแห่งชาติ นั่นเพราะเขาเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านั้น เขาจึงพูดไม่เป็น ไม่รู้จะหยิบประโยคไหนมาใช้

“เราคิดถึงเพลง Lullaby of Birdland ของ จอร์จ เชียริง นักเปียโนตาบอดชาวอังกฤษ” ในคาเฟ่ที่ไม่มีใครคร่ำเคร่งกับการร่ายบทกวีและเสียงดนตรีแจ๊ซ เราพูดคุยกันได้ครู่ใหญ่ๆ อย่างออกรสออกชาติ ก่อนจะชวน ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ ลองจินตนาการอิมโพรไวส์ให้ On the Road ของ แจ็ก เครูแอ็ก ผลงานวรรณกรรมระดับหัวขบวนยุคบีตที่เขาร้อยเรียงสู่ภาคภาษาไทยในชื่อ สู่หนไหน กลายเป็นบทเพลงสักเพลง      เป็นถ้อยคำและความหมายที่สัมผัสได้ผ่านความรู้สึกและสัญชาตญาณ ราวการพรมนิ้วไปบนคีย์เปียโนของ จอร์จ เชียริง ที่ซุกซ่อนความเศร้าไว้ระหว่างความเริงร่าของตัวโน้ตอันกลมกล่อม เขามีมุมมองเช่นนี้ เช่นที่ทุกบรรทัดของ On the Road บรรจุห้วงอารมณ์หลากหลายอย่างลื่นไหล แต่นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความน่าสนใจ      บทสัมภาษณ์นี้จะพาคุณไปสำรวจกันต่อว่า เหตุใดผลงานชิ้นนี้จึงถูกยกย่องให้เป็นหมุดไมล์สำคัญของวงการวรรณกรรมอเมริกาในศตวรรษที่ 20 และเป็นที่ตั้งตารอของคอวรรณกรรมชาวไทย รวมถึงอาจเป็นคัมภีร์ของคน Gen Y แบบเดียวกับที่เคยจุดประกายแก่เหล่าบุปผาชน     คุณคิดว่าเหตุใด On the

คุณอาจไม่ใช่คนที่เล่นเกมทุกวัน แต่เชื่อไหมว่าทุกวันคุณกำลังเล่นเกมอยู่ เพียงแค่คุณอาจไม่ได้สังเกตว่ามันคือเกมเท่านั้นเอง ซึ่งเกมที่ว่านี้คือเกมต่อรองผลประโยชน์กับคนอื่นในสังคม อย่างในหนังสือวิชาสังคมศึกษาเขียนไว้ว่า กติกาที่สังคมใช้อยู่ร่วมกัน นอกจากจะมีกฎหมายแล้ว ก็มีบรรทัดฐานและค่านิยมที่เป็นตัวกำหนดว่าคนในสังคมควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ทว่านอกจากสองสิ่งนี้ สิ่งที่เป็นพื้นฐานสุดๆ ของมนุษย์ในการควบคุมและอยู่ร่วมกันคือ เกมผลประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ล่องหน แต่เราทุกคนต่างอยู่ในเกม      ยกตัวอย่าง สมมติชุมชนหนึ่งมีทุ่งหญ้าส่วนกลางที่มีหญ้าพอจะให้ชาวบ้านแต่ละหลังปล่อยวัวมากินหญ้าได้หนึ่งตัว หมู่บ้านนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้าทุกบ้านเลี้ยงวัวแค่หนึ่งตัว แต่ปัญหาจะเกิดทันทีถ้าวันหนึ่งมีชาวบ้านสักคนโกงเกมนี้ด้วยการแอบเลี้ยงวัวตัวที่สอง ชาวบ้านคนนี้อาจคิดว่า สิ่งที่เขาทำคงไม่สร้างผลกระทบอะไรหรอก เพราะแค่วัวตัวเดียวจะไปกินหญ้าเปลืองอะไรขนาดนั้น      แต่สิ่งที่ชาวบ้านคนนี้ประเมินผิดไปคือ ทันทีที่เขาโกง คนอื่นจะโกงตาม เหตุผลไม่ใช่เพราะคนที่เหลือนึกอยากโกงจริงๆ หรอก แต่ที่โกงเพราะยอมไม่ได้ที่จะให้คนอื่นได้เปรียบตัวเองไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเห็นใครสักคนแหกกฎ พวกเขาจะรู้สึกไม่แฟร์ที่พวกเขาทำตามกติกา แต่อีกฝ่ายกลับลอยนวลและได้ประโยชน์มากกว่า สุดท้าย คนในหมู่บ้านก็จะทยอยเลี้ยงวัวตัวที่สอง จนกลายเป็นว่าคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เลี้ยงวัวมากกว่าหนึ่งตัว      ผลคือ หญ้าในทุ่งหญ้าโตไม่ทันเลี้ยงวัวของทุกคน สุดท้ายวัวของชาวบ้านก็ตายกันหมด ซึ่งนี่คือความน่ากลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในเกมผลประโยชน์ที่สังคมตกลงกันแบบอ้อมๆ โดยตัวอย่างนี้เป็นรูปแบบย่อยตามทฤษฎีเกมที่เรียกว่า ‘หายนะของส่วนรวม’ (Tragedy of the

ประชาธิปไตย คำใหญ่ๆ ที่ใช้กันจนชิน ได้ยินกันทุกวัน คำที่หลายคนมุ่งมั่นฟันฝ่าให้ได้มา คำว่า ‘demo’ รากศัพท์ภาษากรีกโบราณที่แปลตรงตัวได้ว่า ‘ประชาชน’ และ ‘kratos’ อันหมายถึง ‘อำนาจการปกครอง’ ประกอบกันเป็นความหมายที่เราเข้าใจกันมานานว่าคือการปกครองที่อำนาจสูงสุด (ควร) เป็นของประชาชน      ‘ประชาชน’ ‘อำนาจ’ ‘เสียงข้างมาก’ คำห้วนๆ ที่ทำให้เราเผลอตีกรอบจำกัดความประชาธิปไตยแคบไป ผลักไสให้ประชาธิปไตยค่อยๆ ห่างไกลจากตัว มัวแต่คิดว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นเพียงเรื่องของระบอบการปกครอง      ‘ประชาธิปไตยเชิงลึก’ (Deep Democracy) หลักการสำคัญของวิถีการจัดการความขัดแย้งรูปแบบกระบวนการ (process work) ที่ในบทความที่แล้วได้กล่าวถึงบทบาท ประชาธิปไตยในการฟังเสียงในใจตนเอง ที่เจาะลึกไปถึงแก่นความหมายของประชาธิปไตยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่านั้น กับใจความสำคัญในกระบวนการรับฟังเสียงที่หลากหลาย ฟังจนสลายเส้นแบ่งความต่างของเสียง เปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความเข้าใจ – หากมองจากมุมนี้ ไม่ว่าในบริบทไหน ในระดับความสัมพันธ์ใด ประชาธิปไตยล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิสัมพันธ์      ‘เสียง’ ที่ถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงหนึ่งหน่วยนับคะแนนในรูปแบบการเลือกตั้ง วิธีการให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่เราเคยชิน แท้จริงนั้นแต่ละเสียงกำลังเล่น

นับวันความเผ็ดร้อนในโซเชียลเน็ตเวิร์กจะยิ่งรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกับการส่งข้อความเหยียดหยามกันผ่านช่องคอมเมนต์ที่แค่พิมพ์สิ่งที่ตัวเองคิดไว้ด้วยความสะใจ แล้วก็ไถฟีดไปสนุกกับเรื่องอื่นต่อ โดยไม่ฉุกคิดเลยว่าข้อความต่ำตมเหล่านั้นได้ทำร้ายจิตใจคนที่โดนกล่าวถึงขนาดไหน ส่วนวิธีรับมือกับเรื่องดาร์กๆ ในโลกอีกใบนั้น คงไม่มีใครเข้าใจได้ดีเท่ากับ ‘โอ๊ต’ – ปราโมทย์ ปาทาน นักร้อง พิธีกร และนักแสดง ที่งานก็ชุกเรื่องดราม่าก็เยอะไม่แพ้กัน เราจึงชวนเขามาถอดบทเรียนที่ว่าด้วยการ ‘เท’ เรื่องน่าหงุดหงิดที่เกิดขึ้นในโซเชียลเน็ตเวิร์กผ่านมุมมองของคนที่เคยถูกบูลลี่มาอย่างหนังหน่วงด้วยกัน   เท… เรื่องหมด Passion      ในเพลง เทเทเท มีคำว่า ‘หมด Passion’ อยู่ในเนื้อเพลง ซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำนี้ เพราะไม่ใช่คำที่ออกมาจากผม เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวเราเอง ว่าจริงๆ แล้วผมใช้คำนี้จริงไหม ตอนแรกที่เพลงนี้ถูกเขียน P-Hot ก็ส่งเนื้อเพลงท่อนนี้มาให้ผมดู ถามว่าถ้าใช้คำนี้ผมติดอะไรไหม ผมก็คิดว่าเรื่องราวก็ผ่านมานานแล้ว เราไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้ต่อไปแล้ว เพียงแค่คำนี้กลายเป็นคำที่ใช้แซะๆ หยอกๆ กันเท่านั้นเอง ผมเองก็ไม่ได้อินกับคำนี้เท่าไหร่อยู่แล้ว ก็เลยไม่คิดอะไรเพราะยังไงคำนี้ต่อให้ไม่อยู่ในเนื้อเพลงก็จะติดตัวผมไปจนตายอยู่ดี (หัวเราะ) ในเมื่อคำนี้ไม่มีความหมายกับเราแล้ว