May 2019

หากลองมองดูงานเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับดนตรีหรือศิลปะที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของเฟสติวัลจากค่าย Cat Radio อย่างแน่นอน ซึ่งคลื่น ‘เด็กแมว’ แห่งนี้ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสถานีวิทยุออนไลน์ที่เปิดเพลงไทยทั้งในกระแสและนอกกระแสอันหลากหลายให้ได้เลือกเสพแล้ว หมุดหมายสำคัญของแคทเรดิโอที่เหล่าคนฟังเพลงรอคอยในทุกปีคืองานเทศกาลดนตรีใหญ่อย่าง Cat Expo ช่วงปลายปี และเทศกาลช้อปปิ้งเสื้อยืดลายใหม่กว่า 1,000 ลาย จากมือศิลปินและดีไซเนอร์อย่าง Cat T-Shirt ในช่วงกลางปีที่ได้รับกระแสตอบรับดีมาเสมอ        ปีนี้เทศกาล Cat T-Shirt ก้าวสู่ปีที่ 6 เป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่น่าสนใจและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ล้วนผ่านสายตาของ ‘จ๋อง’ - พงศ์นรินทร์ อุลิศ หัวเรือใหญ่แห่งคลื่นแมวมาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยเปลี่ยนคือความสนุกและความหลากหลายที่สะท้อนหัวใจสำคัญของคลื่นแคทเรดิโอ ที่มอบให้กับแฟนๆ เสมอมา      “เราไม่ได้วางตัวเองว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการเพลง หรือบอกว่าที่นี่เพลงเยอะที่สุด ทันสมัยที่สุด เท่สุด เลิศสุด ไม่ใช่แบบนั้น เพลงที่เราเปิดหรือสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากคำว่าดนตรี

ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ คุณเคยรู้สึกแปลกแยกอย่างถึงที่สุดบ้างไหม? หรือรู้สึกโดดเดี่ยวเกินกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์ของใครและกลุ่มสังคมใดได้อีกเพียงเพราะชิงชังในความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตบ้างหรือเปล่า?      ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 87 ประจำปี 2014 เกรแฮม มัวร์ นักเขียนบทภาพยนตร์ชาวอเมริกันวัย 33 ปี เดินขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือแสดงความยินดี หลังจาก โอปราห์ วินฟรีย์ ประกาศชื่อของเขาว่าเป็นผู้ได้รับรางวัลสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game      ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้ได้รับรางวัลในแต่ละสาขาจะมีเวลาเพียง 45 วินาที เพื่อกล่าวขอบคุณทีมงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่สำหรับ เกรแฮม มัวร์ เมื่อกล่าวขอบคุณเสร็จสิ้น เขามองไปยังนาฬิกาซึ่งส่งสัญญาณเตือนเขาว่าเหลือเวลาอีกแค่ 10 วินาทีเท่านั้น เขาตัดสินใจใช้เวลาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่พูดถึงชีวิตวัยเด็กที่เกือบแหลกสลายในอดีต      “ตอนอายุสิบหก ผมพยายามฆ่าตัวตาย” เสียงของเขาดังก้อง ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขาอีกครั้ง       “เพราะผมรู้สึกแปลกประหลาดและต่างจากคนอื่น ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้ากับใครไม่ได้ทั้งนั้น

ถ้าพูดถึงวรรณกรรมระดับโลกที่สอดแทรกแนวคิดทางการเมืองได้อย่างเข้มข้น เผ็ดมัน และสนุกสนาน Animal Farm ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ต้องติดอันดับเป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเนื้อเรื่องที่สื่อถึงการยึดอำนาจเผด็จการ และความล้มเหลวของการสร้างโลกใหม่แห่งความเท่าเทียม ผ่านการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ โดยใช้ฟาร์มสัตว์และเหตุการณ์ ‘บ้านๆ’ ทำให้เรื่องราวยากๆ อย่างการเกิดขึ้นของลัทธิมาร์กซ์และคอมมิวนิสต์กลายเป็นเรื่องย่อยง่าย อ่านสนุก และยังเสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบ      จึงเป็นเรื่องชวนสร้างความฮือฮา (และงุนงง) เป็นอย่างมาก เมื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาแนะนำให้คนไทยอ่านวรรณกรรมเล่มนี้เพื่อพัฒนาสติปัญญาและใช้เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิต ทั้งๆ ที่เนื้อหาในหนังสือดูจะเสียดสีเหน็บแนมการเมืองไทยในปัจจุบันเสียเหลือเกิน      ในคอลัมน์ World Wide Words ประจำสัปดาห์นี้ เราจึงขอพาคุณไปรู้จักกับชุดคำศัพท์และประโยคเด็ดเกี่ยวกับการเมืองและอำนาจเผด็จการที่น่าสนใจซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหนังสือ Animal Farm ที่แม้คนเขียนตั้งใจจะเขียนเพื่อสื่อถึงเหตุการณ์การปฏิวัติรัสเซีย แต่ดันส่งแรงกระเพื่อมแบบแสบๆ คันๆ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงการเมืองไทย   [caption id="attachment_33802" align="aligncenter" width="1024"]

(1)   “My life is my message—ชีวิตคือข้อความที่ฝากไว้”      ข้อความในห้องพักสีขาวของมหาตมะ คานธีในกรุงเดห์ลี1 มีข้าวของเครื่องใช้เรียงรายอยู่น้อยชิ้น ไร้สิ่งอำนวยความสะดวกที่คุ้นตา มีเพียงเครื่องปั่นฝ้ายที่ว่ากันว่าคานธีตื่นมาปั่นทุกเช้าที่เขาอยู่ที่นั่น การปฏิบัติเชิงสัญลักษณ์ การกระทำที่เป็นเนื้อเดียวกันกับอุดมการณ์ ความต้องการสื่อสารให้ชาวอินเดียได้เห็นถึงความงดงามในวิถีตน ตั้งแต่การทอผ้าจากฝ้าย การผสานกันระหว่างวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นในอินเดีย ให้เห็นว่าอินเดียนั้นอยู่ได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากร หรือคัดลอกวิถีคิดและวัฒนธรรมจากดินแดนไกลแห่งใด      ตื่นเช้ามาปั่นฝ้ายทอผ้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าคานธีไม่เอา และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่อินเดียจะต้องรับอิทธิพลเครื่องแต่งกายสากล แบบอาณานิคมอังกฤษ อำนาจที่ถูกห่อหุ้มด้วยสูทและเนกไทหากเอารัดเอาเปรียบผู้ที่ร่างกายถูกห่อหุ้มไว้เพียงผ้าบางเบา หากแม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบเบียดให้ไม่เหลือทางต่อสู้เพียงใด คานธีก็ไม่เคยโต้กลับด้วยความรุนแรง ไม่ ไม่เลย ไม่เคยแม้แต่แสดงท่าทีเกลียดชัง มีแต่ใช้ ความจริง (สัตยานุเคราะห์) ความงาม (พรหมจรรย์) และความดี (อหิงสา) ในการเปลี่ยนแปลงที่แม้จะช้า ทว่าท้ายที่สุดนั้น, ถาวร   (2) “กูเกิดมาก็ที หนึ่งเฮ้ย กูคาดก่อนสิ้นชี- วาอาตม์ กูจักไว้ลายเว้ย โลกให้แลเห็น”    

โจนาธาน เลไวน์ (Jonathan Levine) เคยสร้างความประทับใจให้กับเราในหนังรักซอมบี้ Warm Bodies (2013) และหนังให้กำลังใจผ่านเรื่องราวของชายเป็นโรคมะเร็งใน 50/50 (2011) เมื่อเขาเข้ามากำกับผลงานชิ้นล่าสุด Long Shot (มีชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า นายโคตรแน่ขอจีบตัวแม่หน่อย) ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจอยู่พอสมควร เพราะฝีมือในการสร้างเคมีระหว่างตัวละครให้ออกมากุ๊กกิ๊กสมกับเป็นหนังรักนั้นก็เชื่อมือได้อยู่ อย่างใน Warm Bodies เขาก็สร้างโลกของคู่รักคนธรรมดากับซอมบี้หนุ่มจอมเปิ่นให้ออกมาได้จิกหมอนจนเราต้องกลับไปดูซ้ำ ส่วนใน Long Shot ก็ได้นักแสดงตลกตัวพ่ออย่าง เซธ โรเกน (Seth Rogen) ที่กวาดมาแล้วทั้ง Canadian Comedy Awards ในปี ค.ศ. 2008-09 กับ American Comedy Awards ในปี 2014 จับคู่กับ ชาร์ลิซ

ที่ข้างเตียงผู้ป่วยระยะท้าย เปรียบเหมือนเวทีกลางที่เปิดให้ญาติสนิทมิตรสหายได้มาเยี่ยมไข้ดูใจกันเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อพูดคุยกันและกล่าวคำอวยพรหรืออำลา บ่อยครั้งที่บนเวทีนี้จะปกคลุมด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด บรรยากาศอึมครึม เพราะผู้ป่วยไม่รู้สติเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือตื่นลืมตามาก็ไม่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง บรรดาคนที่มาเยี่ยมก็พูดจากันโดยขาดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น บางครั้งก็โต้เถียงกับหมอและพยาบาล บ้างก็เอ่ยเรื่องที่ไม่ควรเอ่ย ทั้งๆ ที่บรรยากาศข้างเตียงน่าจะช่วยเกื้อหนุนใจกันและช่วยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบสุข      ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว หลายคนคุ้นเคยกับเธอในฐานะของนักแสดงละครเวที เธอมีงานหลักคือผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร โรงพยาบาลกรุงเทพ คอยดูแลเรื่องการสื่อสารของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อจัดการด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการรับบริการให้กับผู้ป่วยและญาติๆ เธอนำประสบการณ์จากงานหลากหลายด้านมาให้คำแนะนำกับเราในเรื่องการพูดคุยกันอย่างเห็นอกเห็นใจที่ข้างเตียงของผู้ป่วยระยะท้าย     ศูนย์กลางที่เปลี่ยนไป      งานของดุจดาวในปัจจุบันคือการทำให้คุณหมอและพยาบาลเข้าใจความต้องการของคนไข้และญาติมากที่สุด จากเดิมศูนย์กลางในการรักษาพยาบาลคือคุณหมอ คนส่วนใหญ่มาหาหมอแล้วจะชอบบอกว่า ‘ก็แล้วแต่คุณหมอเลย’ จะทำอะไรต่อไปให้หมอตัดสินใจ จะรักษาแบบไหนก็ตามแต่หมอเห็นสมควร เพราะเชื่อว่าหมอสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา      มาถึงทุกวันนี้ เราถือว่าคนไข้คือศูนย์กลางของการรักษา ทุกฝ่ายจึงต้องมาร่วมกันปรับความคิดของทุกฝ่ายกันใหม่ เพราะในที่สุดแล้วความต้องการของคนไข้คือสิ่งสำคัญที่สุดว่าเขาต้องการอะไรสำหรับชีวิตของเขา รวมถึงความต้องการของญาติด้วย      การปล่อยให้หมอเลือกทางให้อาจจะไม่ถูกต้องไปเสียทุกครั้ง เพราะเท่ากับหมอได้ฉวยเอาสิทธิ์ในการเลือกจากผู้ป่วย ไม่ใช่การธำรงรักษาสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาไว้ สิ่งที่เราผลักดันคือการทำให้ทุกฝ่ายหันมายึดถือคนไข้เป็นศูนย์กลางและให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและกัน      “การสัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงของกันและกัน และช่วยให้ทุกฝ่ายต่างรู้ถึงความคาดหวังของแต่ละฝ่าย ตัวคนไข้และญาติมาที่โรงพยาบาลจริงๆ แล้วเขามีความคาดหวังอะไร

ผู้ป่วยระยะท้ายอาจจะมีอาการสับสนเพ้อคลั่ง หรือ Delirium ซึ่งเกิดจากการล้มเหลวของสมองแบบเฉียบพลัน ทำให้บางคนเห็นสายน้ำเกลือเป็นงูเลื้อย บางคนสับสนเลอะเลือนเห็นผู้คนมายืนอยู่เต็มห้องทั้งที่ไม่มีใครอยู่เลย ปรากฏการณ์เช่นนี้หลายคนเชื่อมโยงกับเรื่องผีสางและความเชื่องมงาย หรือบางคนเชื่อมโยงกับเรื่องศาสนาและจิตวิญญาณ ในขณะที่เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน      ผศ. นพ. สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย หัวหน้าศูนย์ Cognitive Fitness Center และหัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาไขความลับทางธรรมชาติของสมองให้เราได้เข้าใจมันอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะท้ายให้มีสติรับรู้และเผชิญหน้ากับการจากไปได้อย่างสงบสุขที่สุด     อธิบายธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์      คุณหมอสุขเจริญอธิบายถึงความเสื่อมของสมองว่าสมองก็เป็นเหมือนกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายที่ต้องเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ศักยภาพการทำงานของสมองในคนหนุ่มสาวกับคนแก่ไม่เท่ากัน เพราะจำนวนเซลล์ประสาทในสมองลดลงไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ      เปรียบได้กับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ซื้อมาเมื่อหลายปีก่อน คุณใช้งานมันทำเอกสารอะไรไว้มากมาย เซฟเก็บไว้ในเครื่อง วันหนึ่งฮาร์ดดิสก์และแรมไม่พอ ขณะเดียวกันชิ้นส่วนภายในตัวเครื่องก็เริ่มเสื่อม แบตเตอรี่เสื่อม เมนบอร์ดเสื่อม คอมพิวเตอร์เก่าๆ จึงทำอะไรใหม่ๆ ได้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ      สมองก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เมื่อถึงจุดที่มันเสื่อมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะท้ายของชีวิต เรามักจะได้เห็นปรากฏการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยระยะท้าย

‘พาย’ - ภาริอร วัชรศิริ สาวน้อยนักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือยอดนิยมอย่าง How I love My Mother, How I Live My Life และ How Lucky I am บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอในฐานะผู้ดูแลแม่ที่นอนป่วยติดเตียงมาตั้งแต่เธออายุเพียง 16 ปี จากเด็กสาวไร้เดียงสาที่โชคชะตาพลิกผันในวันที่แม่เส้นเลือดในสมองแตก ผ่านประสบการณ์ความยากลำบากกับปัญหาร้อยแปดพันประการ ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตอันซาบซึ้งและเปี่ยมไปด้วยกำลังใจ เวลาผ่านไป 11 ปี แม่ของเธอจากไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว วันนี้พายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง เผชิญหน้ากับความรู้สึกภายในอันหลากหลาย      “ตอนแรกพายรู้สึกว่าตัวเองรับมือได้ สบายดี น่าจะใช้ชีวิตหลังจากนี้ได้อย่างไม่ติดค้างอะไร เพราะได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างให้แม่โดยไม่รู้สึกติดค้างใจ แต่สุดท้ายพบว่าก็ยังเคลียร์ความรู้สึกข้างในได้ไม่หมด ความคิดภายในใจยังคงสวิงไปมา จนเวลาผ่านมานานแล้ว ทุกวันนี้ยังคงคิดถึง ยังคงเศร้า คนอยู่ด้วยกันมา การจะไปห้ามไม่ให้คิดถึง ไม่ให้เศร้า

อาหารญี่ปุ่นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครต่อใครกันแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพนั้น อาหารญี่ปุ่นแทบจะวางใจได้เลยว่ามีสารอาหารที่มีประโยชน์ กินแล้วไม่ค่อยอ้วน เพราะในแต่ละเมนูจะมีผักเป็นส่วนประกอบหลักอยู่เสมอ ต่อให้ฟาดจนพุงปลิ้น แคลอรีที่ร่างกายรับเข้าไปนั้นก็ไม่มากเท่าไหร่ (ยังเบิร์นออกได้ไหวอยู่)      ข้อดีอีกอย่างของอาหารญี่ปุ่นคือเป็นเมนูที่ถ่ายรูปออกมาได้สวยงาม และรสชาติที่ไม่จัดมาก (ถ้าคุณไม่ป้ายวาซาบิลงไปทั้งก้อน) ดังนั้น จึงเป็นอาหารที่ใครก็กินได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ และตอนนี้เราก็มีวิธีทำอาหารญี่ปุ่นง่ายๆ จากเชฟ ยามาโมโตะ มาซามิสึ ที่บินตรงมาจากเกาะฮอกไกโด เพื่อให้เราจัดการกับของในตู้เย็นให้กลายเป็นเมนูที่คุณอวดใครต่อใครได้โดยไม่ยุ่งยาก     สลัดรากบัวคินปิระและสลัดผัก      ออร์เดิร์ฟและเมนูสำหรับสาย healthy ที่แท้ เพราะส่วนผสมในจานนี้จะประกอบไปด้วยผักปลัง (ใช้ผักโขมแทนได้), ผักไควาเระ (ต้นอ่อนหัวไชเท้าหรือจะใช้ต้นอ่อนผักบุ้งแทนก็ได้), มะเขือเทศลูกเล็ก, ถั่วลันเตา, ต้นอ่อนทานตะวัน และแครอต โดยใช้หัวไชเท้ามาตกแต่งจาน ซึ่งเชฟมาซามิสึแอบบอกเคล็ดลับในการจัดจานกับเราว่า “วางผักให้เป็นภูเขา แล้วเพิ่มรสชาติด้วยคินปิระรากบัว นั่นคือการนำเอารากบัวมาสไลซ์บางๆ แล้วนำไปผัดกับน้ำมันงา เติมน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น น้ำสะอาด มิริน โชยุ และน้ำตาลเล็กน้อย ก็ยกเสิร์ฟได้แล้ว”     แซลมอนสลัดโรล    

อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้หล่นคำพูดเกี่ยวกับกฎสี่ข้อแห่งความสุขไว้นานมากแล้ว แต่ยังคงมีผู้คนนำกลับมาเอ่ยถึงอยู่เสมอๆ “อยู่ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พ้นจากความทะเยอทะยาน ทำงานสร้างสรรค์ และรักใครสักคน”      แสดงให้เห็นว่า จริงอยู่แม้เราจะทำงานเพื่อหาเงิน ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย เก็บออมเพื่อให้มีใช้จ่ายยามจำเป็น แต่ชีวิตนี้ยังมีสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น และเงินก็ไม่ใช่คำตอบของความสุขเสมอไป ระหว่างทางของการหาเงิน เก็บเงิน ทุกวิธีที่เราทำเพื่อเงิน ย่อมมีบางอย่างที่เราอาจทำหล่นหายไป บางอย่างสามารถสร้างหรือเก็บขึ้นมาใหม่ แต่บางอย่างเราก็ไม่สามารถหวนกลับไปดูแลหรือประกอบขึ้นมาใหม่หากสูญเสียไปแล้ว ได้แก่        1. เวลา อย่าใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพราะเงินยังเก็บและทำให้งอกเงยได้ แต่เวลาเราทุกคนมีเท่ากัน ไม่มีใครรวยกว่าใครในเรื่องของเวลา เพียงแต่ว่าใครจะใช้จ่ายเวลาอย่างคุ้มค่ามากที่สุด เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่นมากที่สุด อย่าปล่อยเวลาในแต่ละวันหมดไปอย่างไร้ค่า คนส่วนใหญ่จะรู้ค่าของเวลาเมื่อใกล้หมดเวลาของชีวิตแล้ว        2. ความรัก เรื่องความรักนั้นก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากการลงทุน ใครที่มีความรักดีๆ อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นความรักรูปแบบไหน ความรักจากพ่อแม่ มิตรภาพระหว่างเพื่อน ความรักจากคนรัก จงทะนุถนอมเก็บรักษาไว้

คนทั่วไปมักจะคิดว่าการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายด้วยการประคับประคองเป็นเรื่องของการดูแลระยะยาว ไม่น่าจะเกี่ยวกับห้องฉุกเฉิน ที่เป็นเรื่องการรักษาแบบปัจจุบันทันด่วน แต่ในความเป็นจริง กลายเป็นว่าห้องฉุกเฉินในทุกวันนี้ต้องรับดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเยอะมาก เพราะเรายังขาดความรู้ความเข้าใจ และตั้งความคาดหมายต่อหน่วยรถพยาบาลและแพทย์ฉุกเฉินผิดไป      รศ. พญ. ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา อธิบายถึงเรื่องนี้ให้เราฟังว่า ช่วงสองสามสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต ผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่ได้เข้าถึงการดูแลที่ดีจะเจ็บปวดและทุกข์ทรมานมาก จนต้องถูกญาติพามาห้องฉุกเฉินบ่อยขึ้น ดังนั้น การดูแลแบบประคับประคองจึงกลายเป็นอนุสาขาต่อยอดสำหรับแพทย์ฉุกเฉิน      ในอเมริกามีเปิดสอนสาขานี้เพื่อให้คนไข้ได้รับการดูแลเบื้องต้น มีการควบคุมอาการทางกาย และการติดตามดูแลอาการต่อเนื่องอื่นๆ รวมถึงให้คำปรึกษาความวิตกกังวลของญาติ เพื่อให้พวกเขาสามารถดูแลกันเองที่บ้าน พากันมาที่ห้องฉุกเฉินน้อยลง และทำให้สามารถตายอย่างสงบที่บ้านของตัวเอง     ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับห้องฉุกเฉิน      หมอยุวเรศมคฐ์บอกว่า การพามาโรงพยาบาลแต่ละครั้ง ทุกคนย่อมหวังที่จะทำให้รอด แต่มักกลับกลายเป็นพามานอนรอความตายที่โรงพยาบาล เราทุกคนควรเปลี่ยนความคิดและความรู้สึกเสียใหม่      “หมอในห้องฉุกเฉินไม่ควรมีหน้าที่ในการปั๊มหัวใจผู้ป่วยระยะท้ายเพื่อรอลูกหลานเดินทางกลับมาดูใจอีกวันสองวัน โดยส่วนตัวหมอเองเจอกรณีนี้บ่อยมาก คุณหมอครับ ช่วยปั๊มหัวใจให้หน่อย อยากรอลูกอีกคนกลับมา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรทำแบบนั้น เพราะคนไข้จะเจ็บปวด การทำหัตถการทุกอย่างเจ็บปวด เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ป่วยจะมีความสงบสุข”      หลักการทั่วไปของแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยรถพยาบาลคือต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน เมื่อโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลและหน่วยกู้ชีพ 1669

สัปดาห์นี้จะเล่าเรื่องความเป็นอยู่ที่นี่ครับ เผื่อจะเป็นข้อมูลสำหรับคนที่ต้องการมาเที่ยว หรืออย่างน้อยก็ทำให้รู้จักบ้านเมืองนี้ประเทศนี้มากขึ้นบ้าง      แต่ก่อนจะเล่าเกี่ยวกับโบเกเตซึ่งเป็นเสมือน ‘บ้านหลังใหม่’ อยากเกริ่นนำสักเล็กน้อย พอให้เห็นภาพรวมหอมปากหอมคอ ว่าประเทศเล็กๆ อย่างปานามานั้นพิกัดอยู่ติ่งล่างสุดของอเมริกากลางหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ละตินอเมริกา (ใครยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนก็ google maps แล้วกันนะ) แม้จะไกลไทยครึ่งค่อนโลก เวลาต่างกันถึง 12 ชั่วโมง แต่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเหมือนกัน ดังนั้น สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ พืชพันธุ์ป่าเขาจึงมีส่วนคล้ายบ้านเรามาก ตึกรามบ้านช่องในกรุงปานามาซิตีซึ่งเป็นเมืองหลวงมีส่วนคล้ายด้วยเช่นกัน ประมาณว่ามาถึงปานามาซิตีแล้วอาจเข้าใจผิดไป คิดว่า “นี่ฉันกำลังอยู่ในกรุงเทพมหานครหรืออย่างไรกัน?” แบบนั้นจริงๆ นะเออ          พื้นที่ราบต่ำนี่ร้อนชื้นแดดเปรี้ยงแผดเผาเรียกเหงื่อหยดติ๋งแบบภาคกลางแถวสุพรรณ อ่างทอง ไม่มีผิด ในขณะที่บนดอยของเขาอากาศก็เย็นสบายกว่า คล้ายดอยช้าง ดอยปุย ปางขอน ดอยอินทนนท์ ม่อนแจ่ม ม่อนล้าน ม่อนจอง อะไรประมาณนั้น แต่ในความเหมือนย่อมมีความต่าง ก็บริบทของไทยกับปานามาไม่ได้เหมือนกันในแง่ของชาติพันธุ์นี่นา    

“ความตายไม่ใช่ศัตรู และมันก็ไม่ใช่เพื่อน มันเป็นธรรมชาติที่อยู่เคียงคู่ไปกับชีวิตเรา” คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กับ a day BULLETIN แบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ เป็นครั้งแรกที่ออกมาปรากฏตัวกับสื่อ หลังจากที่ล้มป่วยครั้งใหญ่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หญิงแกร่งในวัย 79 ปี เป็นโรคหัวใจ ตามด้วยผลพวงที่ซับซ้อนต้องนอนรักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 สัปดาห์ ใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าที่จะฟื้นตัวกลับมา เพื่อบอกเล่าประสบการณ์และบทเรียนชีวิตอันล้ำค่า      ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม เธอสนใจศึกษาธรรมะ ชีวิต และความตายมาอย่างยาวนาน มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องการตายดีสำหรับสังคมไทย เธอเป็นวิทยากรและช่วยรวบรวมองค์ความรู้ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยระยะท้าย จนเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับภาวะเจ็บป่วยครั้งนี้ด้วยตัวเอง      นี่คือบทสนทนาแบบคำต่อคำ ว่าเธอคิดและมองความตายอย่างไร     ชีวาคือพลังของชีวิต      เหตุที่เราตั้งชื่อบริษัทนี้ว่า ชีวามิตร เพราะต้องการบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตก็คือ ‘ชีวา’ ซึ่งหมายถึงพลังของชีวิต ความสดใส การเคลื่อนไหว สติปัญญา และอื่นๆ ในตัวเราที่ทำให้ชีวิตมีคุณภาพ

ทุกครั้งที่มานั่งรอหมอในโรงพยาบาล รู้สึกเหมือนกับชีวิตนี้กำลังบอกใบ้อะไรบางอย่างกับเรา เสียงกระซิบแผ่วเบา กระซิบกระซาบ เย็นยะเยือก ล่องลอยมาพร้อมกับภาพเบื้องหน้าที่ไม่น่าอภิรมย์ สั่นสะเทือน แผ่ซ่าน และกำซาบเข้ามาถึงแก่นแกนภายใน เงี่ยหูฟังสิ เงี่ยหูฟังให้ดี ถึงสิ่งที่มันกำลังบอก

ในโลกที่ความเร็วถูกนำมาใช้อธิบายและนำทางทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ บริการ บันเทิง หรือแม้แต่เทคโนโลยี ต่างต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเร็วที่เกิดขึ้น บริษัทใหญ่ๆ ที่คุ้นชินกับจังหวะความสำเร็จแบบเดิมๆ ต้องลุกขึ้นมาจัดการโครงสร้างขององค์กร สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ และเติมเคมีใหม่ๆ เข้าไป เพื่อรับมือกับโลกใหม่ ที่เราไม่อาจรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น      สำหรับหลายๆ คน โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ น่ากลัว และสิ้นหวัง แต่สำหรับ สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กลับมองต่างออกไป      เขามองว่านี่คือโลกของโอกาสและเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับการผ่าตัดองค์กรขนาดใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 68 ปี อย่างเมืองไทยประกันชีวิตกับการจัดการโครงสร้างขององค์กรที่เคยเป็นแนวดิ่งให้มีพื้นที่ของความร่วมมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การปรับจูนมายด์เซตของพนักงานให้มีวัฒนธรรมของการเรียนรู้และสร้างสรรค์ รวมทั้งการสร้างแอดติจูดในการมองภาพรวมและเปลี่ยนไอเดียต่างๆ ที่มีให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ได้จริง ในวันที่คนส่วนใหญ่ติดกับดักกับการเอาแต่บอกว่าตัวเองถูกดิสรัปต์ แต่ไม่มองหาทางออกและผลลัพธ์จากสิ่งที่ตัวเองทำ      “ผมพยายามที่จะเติมเต็มให้หลายๆ คนสามารถที่จะมองการแก้ปัญหาในภาพรวมได้ ไม่อย่างนั้นจะจบที่แค่ว่า good

โอเปราเฮาส์ โรงอุปรากรแห่งชาติที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของกรุงเวียนนา ด้านหน้าอาคารประดับตกแต่งด้วยศิลปะสไตล์นีโอเรอเนซองส์ ด้านในผสมผสานศิลปะหลายยุคสมัย แทบทุกตารางนิ้วประดับตกแต่งไปด้วยรูปปั้นสีทองอร่าม บนพื้นปูพรมแดงก่ำตัดกับผนังหินอ่อน ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเรื่องความสวยงาม แต่ยังมีนัยยะสำคัญเป็นสถานที่ที่ใช้สืบสานเรื่องราวความรุ่งเรืองของชาติในอดีตมาสู่ปัจจุบัน ผ่านบทประพันธ์คลาสสิกของคีตกวีเอกระดับโลกอย่างโมซาร์ต หรือวากเนอร์ ซึ่งรวมความเป็นเลิศทางดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม ไม่ว่าใครมาถึงเวียนนาก็ต้องแวะที่นี่กันทั้งนั้น เราเดินผ่านหน้าโรงละครไปเรื่อยๆ จากประตูหนึ่งไปสู่อีกประตูหนึ่งจนถึงด้านหลังโอเปราเฮาส์ หยุดยืนหน้าประตูเหล็กสีแดงหม่นไร้การตกแต่งประดับประดาใดๆ ไม่มีคนยืนรอต่อแถวซื้อบัตร ไม่มีคนถ่ายรูป นี่คือประตูบานเดียวที่เปิดรับผู้คนที่ไม่มีบัตร หรือแม้กระทั่งผู้ไม่มีบ้านให้เข้าไปรับความอบอุ่นในโรงละครได้         ในยามที่ม่านสีแดงถูกปิดลง เมื่อผู้คนทยอยออกจากโรงละครผ่านประตูด้านหน้า ประตูด้านหลังจนหมด ของโอเปราเฮาส์นี้ก็จะเปิดให้คนไร้บ้านได้เข้ามาอาศัยตั้งแต่ช่วงเวลา 4 ทุ่มถึง 8 โมงเช้าในฤดูหนาวของออสเตรีย สาเหตุที่ต้องใช้ประตูเหล็กหนาหนักกั้นไว้ก็เพื่อความเหน็บหนาวจะไม่เล็ดลอดเข้ามาได้ นี่คือข้อมูลแรกที่เราได้รับเมื่อพบกับ คีธ (นามสมมติ) ไกด์ที่เป็นคนไร้บ้าน ผู้จะพาเราไปพบกับอีกด้านหนึ่งของเวียนนา เราได้นัดหมายไว้กับกลุ่มกิจการสังคมในนาม ‘Shades Tour’ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ผ่านการจัดทัวร์รูปแบบกึ่งการเรียนรู้ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจสถานการณ์คนไร้บ้านในเวียนนามากขึ้น สร้างความเข้าใจจากการพูดคุย ทำความรู้จัก และขจัดอคติจากความกลัวและความไม่รู้

ในช่วงฤดูร้อนปี 2010 เจสัน มราซ (Jason Mraz) นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เดินทางไปยังอ่าวเม็กซิโก เพื่อร่วมกิจกรรมทำความสะอาด Deepwater Horizon สถานีขุดเจาะน้ำมันขนาดมหึมา ภายหลังเกิดการระเบิดและเกิดการรั่วไหลของน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลสู่อ่าวเม็กซิโก ต่อมา เขาเดินทางต่อสู่ประเทศกานาเพื่อร่วมต่อสู้กับองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อปลดปล่อยการเป็นทาส ในประเด็นการค้าทาสเด็ก หลังจากนั้น เขาไปใช้เวลาที่แอนตาร์กติการ่วมกับ อัล กอร์ (Al Gore) และเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกับ National Geographic Explorer        ช่วงระหว่างที่ เจสัน มราซ ไปร่วมทำกิจกรรมทางสังคมนั้น เขาได้เริ่มเขียนและอัดเพลงสำหรับอัลบั้มที่สี่ของเขาอย่าง Love is a Four Letter Word ร่วมกับโปรดิวเซอร์ โจ ชิคคาเรลลี (Joe Chiccarelli) ประสบการณ์การเดินทางช่วยหล่อหลอมความคิดในบางแง่มุมในการเขียนเพลงให้กับเขา หนึ่งในบทเพลงที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในอัลบั้มนี้คือ

ทุกคนย่อมรักตัวเองเป็นธรรมดา แต่อะไรก็ตามถ้ามากเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี เพราะความรู้สึกรักตัวเองมากๆ บางครั้งอาจแปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มหลงในตัวเอง ไม่สนใจใคร ไม่ฟังเสียงใคร จนทำให้มองไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของคนอื่นๆ ที่อยู่รายล้อมรอบข้างได้อีกเลย แล้วในท้ายที่สุดอาการหลงตัวเอง ก็อาจนำพาชีวิตของคนคนนั้นไปพบกับจุดจบอันแสนเจ็บปวด ไม่ต่างกับโศกนาฏกรรมของนาร์ซิสซัส (Narcissus)      ตามตำนานเทพปรกนัมกรีกโบราณ นาร์ซิสซัสเป็นชายรูปงาม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามหากได้เห็นเขาแล้วจะเกิดความรู้สึกหลงรักขึ้นมาทันทีตั้งแต่แรกพบ แต่ด้วยความหยิ่งทะนงในตน ทำให้เขาไม่เคยตอบรับรักจากใครสักคน ออกจะรังเกียจและรำคาญทุกคนที่เข้ามาชมชอบในรูปโฉมของตนเสียด้วยซ้ำ หนึ่งในคนที่เขาปฏิเสธรับรักไปคือ เอคโค่ (Echo) นางไม้ผู้ปลีกวิเวกอยู่เพียงลำพังในป่าลึก ซึ่งนาร์ซิสซัสเองก็ไม่รู้ตัวว่าจะเป็นคนทำให้เธอเสียใจจนตรอมใจตาย      เมื่อเหล่านางไม้ตนอื่นๆ รู้เรื่อง พวกเธอโกรธและโมโหนาร์ซิสซัสมาก จึงตัดสินใจไปร้องขอต่อเนเมซิส (Nemesis) หรือเทพเจ้าแห่งการแก้แค้น จนในที่สุดนาร์ซิสซัสก็ต้องคำสาปจากความเกลียดชัง ทุกครั้งที่เขามีความรักจนตัดสินใจบอกรักใครสักคนขึ้นมา เขาจะไม่มีวันได้ความรักตอบจากใครเลยไปชั่วชีวิต เพื่อเป็นการสั่งสอนให้นาร์ซิสซัสรู้ซึ้งถึงความโศกเศร้าเช่นเดียวกันกับที่เอคโค่เคยต้องทนทุกข์กับความรู้สึกนี้ก่อนตาย      จนกระทั่งวันหนึ่ง นาร์ซิสซัสรู้สึกกระหายขึ้นมาระหว่างเดินอยู่ในป่า เขาจึงเดินหาแหล่งน้ำใกล้ๆ จนพบ ขณะที่กำลังก้มตัวลงเพื่อเอามือตักน้ำขึ้นมาดื่ม เขากลับตกอยู่ในภวังค์แห่งความงดงามของเงาสะท้อนบนผิวน้ำโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นเงาตัวเอง เขาสารภาพรักกับเงานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกระโดดลงไปในน้ำเพื่อหวังจะได้โอบกอดกับคนที่รักสักครั้ง แต่ทุกอย่างกลับหายไปหมดสิ้น

ฉันมีความรักของชายคนหนึ่งมาเล่าค่ะ เป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนาน เรียบง่าย สุขและทุกข์ได้เท่าที่คู่รักคู่หนึ่งพึงมี เขาและเธอพบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนๆ เรียกสองคนนี้ว่าเป็นคู่รักในฝัน ทั้งคู่เข้ากันได้ดี มีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ และมีจุดมุ่งหมายของชีวิตไปในทางเดียวกัน        หลังจบการศึกษา เขาและเธอก็ช่วยกันทำงานสร้างฐานะ แต่งงาน ซื้อบ้านหนึ่งหลัง และมีลูกในอีกไม่กี่ปีถัดมา      “ผมมีความสุขเวลาอยู่กับเธอ และไม่คิดว่าจะรักผู้หญิงคนไหนได้มากเท่านี้อีกแล้ว”      เขาเปล่งเสียงใส่ไมโครโฟน ท่ามกลางครอบครัว เพื่อนฝูง และแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีในคืนฉลองแต่งงาน      “ผมสัญญาว่าจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต”       ประโยคนี้ได้กลายเป็นเสาหลักที่ถูกยึดไว้ในชีวิตคู่        คู่รักในฝันของเพื่อนๆ ยังคงเป็นคู่รักในฝัน กระทั่งความสัมพันธ์ดำเนินมาถึงปีที่ 15      ภรรยาของเขาเปิดใจในคืนหนึ่ง บอกเขาว่าเธอรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ค่อยๆ เปลี่ยนจนรู้สึกได้ และเธอไม่อาจเก็บกลั้นความสงสัยอีกต่อไป      “คุณมีคนอื่นหรือเปล่า” เธอถาม    

คุณรู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราเต็มไปด้วยรหัสลับที่ไม่อาจมองเห็นและเข้าใจได้ด้วยตาเปล่า ทั้งๆ ที่เราอยู่กับร่างกายนี้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรหัสลับที่ว่านี้สำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมอง โดยเฉพาะ 1,000 วันแรกของชีวิต นับตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงอายุ 2 ขวบ และรหัสลับนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เรื่อยมาจนถึงลืมตาดูโลกใบนี้ครั้งแรก ยาวไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แถมยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาด้านสติปัญญา อารมณ์ และความเฉลียวฉลาดของคนเรา   SECRET CODE 1: BRAIN DEVELOPMENT      สมองเป็นอวัยวะที่มีไขมันเป็นองค์ประกอบ 60% และเมื่ออายุ 3 ขวบ น้ำหนักของสมองจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากตอนแรกเกิด ทั้งยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ โดยจะสร้างเส้นใยประสาทมาเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทที่มีมากถึงแสนล้านเซลล์ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่น   SECRET CODE 2: MYELIN      หนึ่งในสิ่งสำคัญของการพัฒนาสมองนั่นก็คือการสร้าง ‘ไมอีลิน’      ไมอีลินประกอบไปด้วยไขมันที่มีมากถึง 70% โดยเฉพาะไขมันชนิดฟอสโฟไลปิด ไมอีลินช่วยให้การนำข้อมูลจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังเซลล์ประสาทอื่นๆ เกิดขึ้นได้รวดเร็ว

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมโดนัทถึงมีคำว่า ‘nut’ ทั้งๆ ที่มันไม่มีถั่ว แล้วทำไมแซนด์วิชถึงมีคำว่า ‘sand’ นำหน้า ทั้งๆ ที่มันไม่น่าเกี่ยวข้องกับทราย ยังไม่รวมไปถึงซีซาร์สลัด ที่ชวนตั้งคำถามว่าเป็นเมนูที่ถูกคิดค้นโดยจูเลียส ซีซาร์ แม่ทัพโรมันผู้ยิ่งใหญ่หรือเปล่า      เราขอชวนคุณไปล้อมวงรับประทานอาหารฝรั่งสุดฮิต 5 ชนิด พร้อมดื่มด่ำเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในวัตถุดิบกรรมวิธีการปรุง และเหตุการณ์บังเอิญน่าเหลือเชื่อ ในคอลัมน์ World Wide Words ประจำสัปดาห์นี้   Sandwich      หลายคนอาจเคยคิดว่าอาหารทานง่ายที่ประกอบขึ้นจากขนมปัง 2 แผ่น ประกบเนื้อสัตว์ ชีส หรือผักอย่าง ‘แซนด์วิช’ มีที่มาเกี่ยวข้องกับทะเลหรือทราย เนื่องจากมีคำว่า Sand ปรากฏอยู่บนชื่อ แต่จริงๆ แล้วแซนด์วิชไม่ได้เกี่ยวกับทรายโดยตรง แต่ต้องย้อนอดีตไปถึงชีวิตของลอร์ดชาวอังกฤษคนหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 18      จอห์น มอนทากิว (John

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปแล้วครึ่งปี มีใครรู้สึกเหมือนกันไหมว่ายังจำช่วงเวลายกแก้วฉลอง กระโดดกอดคนข้างๆ เสียงพลุดังอยู่เป็นแบ็กกราวนด์ในวันสุดท้ายของปีเก่า แต่จะเมามายกับการปลดปล่อยแค่ไหนก็ยังกระโดดขึ้นจากเตียงได้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในเช้าแรกของปีใหม่ หยิบปากกาขึ้นมาจรดลงไปบนสมุดเล่มใหม่ ขึ้นต้นบรรทัดแรกว่า “New year’s resolutions” เขียนเส้นใต้หนาๆสองขีด ตามมาด้วยบูลเล็ตพอยต์ วงกลมที่หนึ่ง สอง สาม สี่… กับสิ่งที่จะทำให้ได้ในปีนี้      ผ่านมาแล้วครึ่งปี สมุดเล่มนั้นยังอยู่กับตัวหรือเปล่า มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง น้ำหนักลดไปเท่าไหร่ ธุรกิจที่อยากลองทำได้เริ่มไหม ต้นฉบับนั้นที่เขียนค้างไว้ ไปถึงไหนแล้ว      ไม่ต้องตกใจถ้าหาสมุดนั้นไม่เจอ น้ำหนักยังไม่ลด ธุรกิจยังไม่เริ่ม หนังสือยังไม่ได้ออก เป้าหมายที่เขียนไว้อาจมีเครื่องหมายถูกเพียงแค่ข้อสองข้อ ไม่มีอะไรผิดปกติกับคุณหรอก พวกมนุษย์ 8 เปอร์เซ็นต์1 บนโลกนี้ต่างหากที่ประหลาดทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปีใหม่ได้ พวกมนุษย์ 8 เปอร์เซ็นต์ช่างเป็นคนไม่ธรรมดา แต่ไม่หรอก มองดูดีๆ สิ เมื่อต้นปีเขาก็เป็นคนธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษมากกว่า สิ่งเดียวที่อาจต่างไปบ้างไม่ใช่ความวิเศษเหนือธรรมดา หากคือการลงมือทำของพวกเขา

ภาพที่เห็นบ่อยที่สุดในวันหยุดยาวหรือเมื่อมีเทศกาลต่างๆ คือภาพของผู้คนจำนวนมากยืนต่อคิวกันเป็นกระจุกเพื่อรอรถขนส่งมวลชนพาพวกเขากลับบ้านไปเจอครอบครัว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง เพราะการเดินทางที่แท้จริงต้องต่อสู้กับสภาวะหลายๆ อย่าง เช่น การรอคอยรถขนส่ง การเสียเวลาจากสภาพการจราจรที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติหลายชั่วโมง—ที่จริงเพียงแค่รอรถหลังเลิกงานก็ทำให้หลายๆ คนต้องต่อคิวยาวนานนับชั่วโมงแล้ว      ดังนั้น หลายคนจึงต้องมีการเตรียมตัวด้วยการบันทึกอัลบั้มเพลงที่อยากฟัง ซีรีส์ที่อยากดู หรือคอนเสิร์ตที่อยากชม เอาไว้ในสมาร์ตโฟนพร้อมกับแบตสำรองที่ชาร์จมาเต็มอัตรา เรียกได้ว่าเตรียมตัวมาพร้อมต่อสู้กับความน่าเบื่ออย่างเต็มที่      การรอคอยที่น่าเบื่อหน่ายจึงเป็นต้นทุนด้านเวลาที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงด้วยการหากิจกรรมบางอย่างที่สนใจมาชดเชยในช่วงเวลาเหล่านั้น อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เรามีโอกาสได้ฟังเพลงที่อยากฟัง ได้ดูซีรีส์ที่อยากดู และคอนเสิร์ตที่อยากชมได้เต็มที่แบบไม่รู้สึกเสียดายเวลาไปเปล่าๆ นี่คือวิธีการสร้างจุดสมดุลทางความรู้สึกในแบบที่หลายๆ คนทำอยู่กันเป็นประจำ      ใช่ว่าสภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นและถูกแก้ไขโดยตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว เพราะสภาวะเช่นนี้ยังส่งผลกระทบต่อฝั่งผู้ประกอบการซึ่งต้องหาทางกำจัดความรู้สึกเบื่อของลูกค้าที่ต้องต่อแถวยาวหรือรอคิวยาวด้วยเช่นกัน        ศาสตราจารย์ Ziv Carmon จาก INSEAD และ ศาสตราจารย์ Daneil Kahneman จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกและการรับรู้ของผู้คนที่เห็นการต่อแถวยาวนั้นว่าส่งผลต่อพวกเขาอย่างไร ผลปรากฏว่าการเห็นแถวที่ยาวทำให้คนที่ต่อแถวอยู่นั้นรู้สึกว่าการรอต่อแถวใช้เวลานานกว่าปกติ      จากข้อมูล ทั้งสองจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงหรือหาทางแก้ไขกับภาพการต่อแถวยาวเหยียดเพื่อลดความรู้สึกเชิงลบที่อาจส่งผลกระทบต่อตัวสินค้าหรือแบรนด์ของผู้ประกอบการได้ ดังนั้น

“ลูกหม่ำ” ตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าใครก็เรียกเขาแบบนั้น ชีวิตที่ดำเนินไปใต้ร่มเงาของพ่อที่เป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ ตัวตนของเขาถูกกดทับด้วยความคาดหวัง โดนตั้งคำถาม และมีคำพูดที่กดดันเททับมาอยู่เสมอ      ถ้าเป็นตลกคงอนาคตไกล นั่นเป็นสิ่งที่เขาได้ยินมาตลอดชีวิต แต่สำหรับ ‘มิกซ์’ - เพทาย วงษ์คำเหลา ลูกชายคนเดียวของ หม่ำ จ๊กมก กลับไม่ได้คิดฝันแบบนั้น เขาเชื่อเสมอว่าชีวิตและความฝันเขาต้องเป็นคนที่ขีดขึ้นเอง นั่นทำให้เขาตัดสินใจพิสูจน์ตัวตนที่ ‘มากกว่าลูกหม่ำ’ บนเส้นของแร็ปเปอร์ ด้วย aka VKL      ทุกไรม์และทุกโฟลว์ของเขาถูกสร้างมาด้วยความเชื่อของตัวเอง ผสมผสานเอกลักษณ์และรากความเป็นอีสานบ้านเกิด จนกลายมาเป็นบทเพลงอย่าง ยโส หรือ ฟังกันแหน่ ที่มียอดวิวในยูทูบเกือบ 10 ล้าน Represent สำเนียงอิสานผ่านเพลงแร็ป ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน      แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ตกตะกอนตอบคำถามได้ทุกอย่างในชีวิต แต่เราคิดว่ามุมมองบางอย่างของเขาน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุมมองต่อวงการฮิปฮอป ความภูมิในชาติกำเนิดของตัวเอง ไปจนถึงความสัมพันธ์ที่เขามีต่อพ่อ เราชวนคุณไปรู้จักเขาในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้   “ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะบอกว่ามาด้วยตัวเอง ไม่ใช่ลูกหม่ำ พ่อไม่เกี่ยวไม่ได้อยู่แล้ว พ่ออยู่ในใจผมเสมอ