June 2019

‘ฮ่องกงไม่มีอะไรเลย’ ประโยคบอกเล่าที่ผมมักได้ยินเสมอจากบรรดาคนรู้จักหลายคนผู้เคยไปเยือนกระซิบให้ฟัง เมื่อพวกเขารู้ว่าผมกำลังจะเดินทางไปที่นั่น ที่สำคัญคือ

ย้อนกลับไปวันที่ทาง Sony Pictures Entertainment นั่งดีดลูกคิดรางแก้วและคำนวณอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า ถึงรายได้จากหนัง The Amazing Spider-Man ทั้งสองภาคจะทำเงินทั่วโลกได้เป็นที่น่าพอใจ       แต่ดูจากทรงและกระแสความนิยมแล้วไม่น่าจะเข็นให้มีภาคต่อที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต การหันไปผูกจักรวาลกับทางค่ายมาร์เวลน่าจะมีอนาคตที่สดใสมากกว่า (จะได้ไม่ต้องรีบูตให้ลุงเบนตายรอบที่สามด้วย) แถมไม่ต้องเสี่ยงว่าทางดิสนีย์จะใช้วิธีซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครกลับมาเหมือนที่ทำกับค่าย 20th Century Fox (ฉันรวย) การจับมือกันระหว่างโซนี่และมาร์เวลในวันนั้นก็ทำให้ได้พบกับสไปเดอร์แมนเวอร์ชัน ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) ซูเปอร์ฮีโร่สุดเด๋อจนอดเอ็นดูน้องไม่ไหวในวันนี้     **บทความนี้อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์**   ซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนหลงรัก      มาร์เวลได้แบ่งธีมหนังเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโร่แต่ละคนไว้ค่อนข้างชัดเจน อย่างใน Marvel Cinematic Universe นั้น Captain America: The Winter Soldier และ Captain America: Civil War จะอยู่ในธีมของหนังจารชนสายลับหักเหลี่ยมเฉือนคมเพื่อนทรยศ Black Panther

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยซาบซึ้ง อบอุ่นใจ และน้ำตาไหลไปพร้อมๆ กับเพลงประกอบภาพยนตร์แห่งมิตรภาพและการเติบโตอย่าง Toy Story ขอให้รู้ไว้ว่าไม่ใช่แค่คุณคนเดียวหรอก แต่เราคือเพื่อนกัน      นับตั้งแต่ภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และเป็นเรื่องแรกที่สร้างโดยพิกซาร์ (Pixar) อย่าง Toy Story ออกฉายในปี 1995 ทั่วโลกก็ได้เริ่มรู้จักคู่หูของเล่นอย่างวู้ดดี้ ตุ๊กตาคาวบอยยุคเก่า และ บัซ ไลต์เยียร์ หุ่นแอ็กชันนักดาราศาสตร์ พร้อมเรื่องราวสุดแสนประทับใจในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และของเล่น ที่ทำให้หัวใจพองโต      ทันทีที่ออกฉาย Toy Story ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะเรื่องการสร้างแอนิเมชันในยุคนั้น รวมไปถึงบทภาพยนตร์ที่ฉลาดและมีเนื้อหาเข้มข้น นักวิจารณ์จำนวนมากจัดให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอนิเมชันที่ดีที่สุด จนกระทั่งปี 2005 Toy Story ก็ได้ถูกบรรจุลงในหอภาพยนตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NFR) เป็น National Film Registry หรือภาพยนตร์ทรงคุณค่าที่สมควรได้รับการเชิดชูและอนุรักษ์        

คุณเคยถูกคนใกล้ตัวพาลโมโหร้ายหรืออารมณ์เสียใส่ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดไหม? อยู่ดีๆ ก็มีคนมาขึ้นเสียงดังตวาดใส่ บางคนอาจถึงขั้นลงไม้ลงมือทุบตีคนรอบข้างโดยเฉพาะคนในครอบครัวและคนรัก หรือไม่ก็ขว้างปาทำลายข้าวของเป็นประจำ เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจหรือความโกรธเคืองเพราะอารมณ์เสียจากคนอื่นมาอีกที จนอดคิดไม่ได้ว่าในสายตาของเขาเห็นเราเป็นอะไร? แล้วทำไมเราถึงต้องกลายเป็นที่รองรับความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นด้วย หรือว่าในสายตาของเขาอาจเห็นเราเป็นเพียงถังขยะใบหนึ่งเท่านั้น      แม้ว่า ‘ถังขยะ’ จะเป็นคำเปรียบเทียบที่ให้ความรู้สึกรุนแรงไปบ้าง แต่กลับเป็นคำเดียวที่ให้คำจำกัดความผู้ที่อยู่ในสถานะถูกกระทำได้ชัดเจนและเห็นภาพมากที่สุด เพราะถังขยะคือสิ่งเดียวที่ทุกคนจะมองหาเมื่อต้องการทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่อยากเก็บเอาไว้กับตัวอีกต่อไป ซึ่งไม่ต่างกับความเครียด ความรู้สึกกดดัน หรืออารมณ์คับแค้นที่เกิดขึ้นมา แล้วยังคงเดือดดาลอยู่ภายในจนต้องหาหนทางเพื่อระบายความไม่สบายใจเหล่านี้ออกไปให้หมด      และหนึ่งในวิธีการที่แย่ที่สุดคือการหาเหยื่อไว้คอยรองรับอารมณ์ร้ายๆ ซึ่งไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะเหยื่ออารมณ์มักจะเป็นคนใกล้ชิดที่มีชีวิตเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะคนในครอบครัว          ลองสังเกตภาพแต่ละช่องต่อไปนี้ตามลำดับ คุณเห็นอะไรไหม?      หลังจากถูกเพ่งเล็งมาเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็ถูกหัวหน้างานเรียกพบเพื่อตำหนิเรื่องขาดตกบกพร่องในหน้าที่ ซึ่งสั่งสมมาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้บริษัท ท่ามกลางเสียงบ่นก่นด่า เขาได้แต่รับฟังโดยไม่ปริปากโต้แย้งใดๆ แม้ว่าความต้องการในใจจริงๆ คือการได้ใส่อารมณ์ขึ้นเสียงตะคอกกลับ แล้วกำหมัดเข้าไปต่อยแรงๆ ที่ปากของหัวหน้าสักทีก็ตาม แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเขารู้ดีว่าได้ไม่คุ้มเสีย จึงได้แต่ทำทีท่าเจียมตัวให้เจ้านายเห็นว่าเขาสำนึกผิดกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วข่มความรู้สึกโกรธเกลียดและเก็บงำความก้าวร้าวนั้นเอาไว้จนกระทั่งกลับถึงบ้าน      ทันทีที่เห็นภรรยา

เรื่องนี้เกิดขึ้นและคลี่คลายไปได้สักพักแล้ว เล่าไป คุณก็อาจมองว่าเป็นปัญหาหยุมหยิมในความสัมพันธ์ แต่ไม่รู้สิ พอจัดการได้ ฉันกลับรู้สึกพอใจในการแก้ปัญหานี้ของตนเอง      ฉันซื้อกล่องถนอมอาหารมาใบหนึ่ง กล่องพลาสติกที่ไม่ได้ราคาแพงหรือทำจากวัสดุชั้นดีอะไร แต่ก็หมายมั่นว่าจะใช้กล่องใหญ่ใบนี้สำหรับใส่ข้าวที่หุงเผื่อไว้กินมื้ออื่น ซื้อมาไม่กี่วัน ฉันก็พบว่าก้นกล่องใบนั้นเบี้ยวบุบเสียแล้ว ฉันชูกล่องขึ้น หันถามคนรัก กล่องมีสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร      เขาตอบเรียบๆ เอากล่องข้าวเข้าอุ่นในไมโครเวฟแต่ไม่ได้เปิดที่ล็อกทั้งสี่ด้าน คำอธิบายจบแค่นั้น ฉันบ่นอุบขณะมองกล่องเสียรูปทรง แต่ฉันดันเสียดายเพราะยังใช้เพียงไม่กี่ครั้ง จึงตัดสินใจเก็บไว้ใส่ของแห้งอย่างอื่น      อาจมีสักคนคิด แค่กล่องหนึ่งใบ จะไปสร้างปัญหาให้ความสัมพันธ์ได้อย่างไรกัน      ทุกครั้งที่ฉันหยิบกล่องใบนี้ขึ้นมาใช้ หรือแค่มองเห็นมันตั้งอยู่ในครัว ฉันรู้สึกหงุดหงิดใจทุกที นึกตำหนิคนต้นเรื่อง แม้ไม่ได้ต่อว่าอะไรกันอีก แต่ความไม่พอใจนี้ก็สะสมอยู่นาน รู้สึกเงียบๆ อยู่ในใจ จนฉันเองก็เริ่มไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเสียอารมณ์กับเรื่องแค่นี้      วันหนึ่ง ฉันมองกล่องใบเจ้าปัญหา แล้วตัดสินใจหยิบทิ้งลงถังขยะเดี๋ยวนั้น จึงรู้สึกโล่งขึ้นมา      กล่องใบบุบก้นเบี้ยวไม่มีอยู่ในครัวของเราสองคนอีกต่อไป เมื่อไม่มีให้เห็น ฉันก็ไม่ได้นึกถึงต้นเหตุของความไม่พอใจนั้นอีก

“หยุดยิ้มไม่ได้เลยอะแก” “ทำไมต้องเป็นเรา” “ไม่เอาอีกแล้ว”      ถ้าเคยเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กของคุณโพสต์สเตตัสอะไรทำนองนี้ เป็นไปได้ว่าเขาคนนั้นกำลังเข้าข่ายพฤติกรรม Vaguebook หรือการตั้งสเตตัสลอยๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจบางอย่าง เพราะอ่านแล้วดูกำกวม คลุมเครือ แถมชวนให้ตั้งคำถามมากมายเต็มไปหมดจนบางทีต้องทักไปถามเจ้าตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น      Vaguebook เป็นคำศัพท์สแลงที่ถูกบัญญัติครั้งแรกในเว็บไซต์ Urban Dictionary ปี 2009 คำว่า vague หมายถึง คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ต่อท้ายด้วยคำว่า book ซึ่งถูกดึงมาจาก facebook พอนำมารวมกัน ทางเว็บไซต์ให้คำนิยามคำศัพท์นี้ไว้ว่า “Intentionally vague Facebook status update that prompts friends to ask what's going on or is possibly a

แฟนคลับรู้จักเธอในชื่อของ WONDERFRAME เป็นเจ้าของไอจี เฟซบุ๊ก และยูทูบ ที่มีคนติดตามรวมกันเกือบ 2,000,000 คน สำหรับเรา เธอคือสาวน้อยมหัศจรรย์ Wonder Woman เพราะถึงเห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่เธอทำงานทุกด้านด้วยตัวเอง ตั้งแต่แต่งเพลงเอง กระทั่งปล่อยคลิปเอง      ผลงานเพลงล่าสุด มีแฟนรึยัง ฟีเจอริงกับ KANTO ศิลปินเกาหลีชื่อดัง และก่อนหน้านั้นกับผลงานเพลง ชู้แต่เธอไม่รอบ ชอบแต่เธอไม่รู้ ซึ่งมียอดวิวเกือบ 20 ล้านวิวแล้ว      เกือบทุกวัน เธอก็มีทั้งงานอีเวนต์ ทั้งงานทัวร์คอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผลงานดีๆ ของเธอออกมาได้ก็เพราะมีตัวช่วยอย่างโน้ตบุ๊กดีๆ เพียงแค่หนึ่งเครื่องที่พกพาง่ายและติดตัวเธอไปทุกที่ สำหรับค้นหาแรงบันดาลใจและไอเดียใหม่ๆ เพื่อสร้างผลงานดีๆ ให้แฟนคลับนั่นเอง      วันนี้ a day BULLETIN

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ หรือ ‘สวนโมกข์กรุงเทพฯ’ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2553 นอกจากกิจกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น ฟังธรรม ทำวัตร สวดมนต์ พื้นที่แห่งนี้ยังจัดกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การฉายภาพยนตร์ ฝึกโยคะ หรืองานจิตอาสาต่างๆ แม้ว่าไม่ใช่กิจกรรมที่มากด้วยคำบาลีหรือหลักธรรมะลึกซึ้ง แต่ระหว่างทางของกิจกรรมเหล่านั้นกลับแฝงแง่มุมเพื่อความเข้าใจชีวิต ไม่ได้แยกขาดว่าทางโลกหรือทางธรรม หรือจะเรียกอีกอย่างว่า ‘ธรรมะในชีวิตประจำวัน’ ก็คงได้      ปลายปี 2561 มีกิจกรรมชื่อว่า ‘สวัสดีวันจันทร์’ เกิดขึ้นจากการริเริ่มของ ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ เจ้าของแบรนด์ไอศกรีมฟาร์มสุข เขาเป็นคนหนุ่มที่สนใจเรื่องการฟังและฝึกฝนอย่างทุ่มเทมาหลายปี กิจกรรมอาศัยการ์ดเกม Happiness Unlock ที่มีคำถามหลากหลายมาดำเนินวงสนทนา เช่น รู้สึกอย่างไรกับเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ สิ่งแวดล้อมที่นี่ได้เกื้อหนุนคุณหรือไม่ เมื่อรู้สึกไม่ดี คุณมีคนที่คุยด้วยได้บ้างหรือเปล่า คุณพอจะมีสถานที่ที่ไปพักใจได้ทุกเมื่อในเวลาที่ต้องการบ้างไหม ฯลฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนสูงวัยได้ใคร่ครวญถึงชีวิตตัวเอง และได้ฝึกฟังเรื่องราวของเพื่อนสมาชิก          “ผมสนใจเรื่องการฟัง

ทุกครั้งที่เราเลื่อนสไลด์หน้าฟีดเฟซบุ๊ก เวลาที่เราหัวเราะเยาะ ยิ้มขำ หรือพรมนิ้วพิมพ์ถ้อยคำตัดสินผู้อื่น บางครั้งเรายืนอยู่ชิดกับความคิดลบๆ จนเกินไป จึงไม่แปลกที่เราจะเลือกปฏิบัติกับผู้อื่นแบบไม่เป็นธรรมอย่างไม่รู้ตัว และวิธีคิดเหล่านั้นก็ส่งต่อมาสู่ชีวิตจริง ไม่น่าแปลกใจที่เราพบเจอความเหลื่อมล้ำในทุกมิติได้ทุกหย่อมหญ้า      เราอยากชวนคุณถอยห่างจากโลกที่เต็มไปด้วยการตัดสิน มาย้อนดูความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ผ่านนิทรรศการเคลื่อนที่ ‘ดินแดนแสนล้านการเลือกปฏิบัติ’ ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ และเครือข่ายกลุ่มคนถูกเลือกปฏิบัติ ที่รวมรวมผลงานช่างภาพศิลปินหน้าใหม่มาสะท้อนเรื่องราวความหลากหลายที่ควรเคารพ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ไร้บ้าน สิทธิสตรี ฯลฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนผ่านประสบการณ์เลือกปฏิบัติ ที่เราทุกคนอาจจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นก็ได้   01 ไม่มีพิษภัยแต่ไร้สิทธิ | จิระพันธุ์ คล้ายฉ่ำ      คนไร้บ้านคือสัญลักษณ์ของการเลือกปฏิบัติ แทบไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งงาน แม้กระทั่งเลขที่บ้านก็ใช้ทะเบียนกลาง นโยบายต่างๆ ที่ลงมาช่วยเหลือคนจน ทุกคนได้รับ เว้นแต่คนไร้บ้าน   02 กระบอกเสียงจากวัยอันควร | ณัทภัทร ชอบชื่น      กระบอกเสียงเล็กๆ จากหญิงไทยที่ท้องก่อนวัยอันควรคนหนึ่ง ปัจจุบันระบบการศึกษาไทยเปิดโอกาสให้กับเด็กเหล่านี้แล้วก็จริง แต่เธอต้องการโอกาสจากสังคมรอบข้าง ทั้งคำนินทา ดูถูกเหยียดหยาม ไม่เคารพสิทธิ

ค่ำคืนวันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน 2562 อาจเป็นเพียงช่วงยามสิ้นสุดของวันในต้นสัปดาห์ที่แสนปกติของใครหลายคน แต่กับ ‘แสตมป์’ - อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข นี่คือคืนที่เขาตื่นเต้นที่สุดคืนหนึ่งในชีวิต      หลังจากโพสต์อินสตาแกรมในช่วงเช้าว่า ‘มีข่าวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตมาบอก’ และในคืนนั้นเอง แสตมป์ก็เฉลยให้แฟนเพลงที่ติดตามอยู่ได้ทราบว่า เขาได้เซ็นสัญญาออกอัลบั้มกับค่ายเพลงในญี่ปุ่นอย่าง TOY’S FACTORY เรียบร้อยแล้ว ความพิเศษยิ่งไปกว่านั้นคือนี่เป็นค่ายเพลงในฝันที่มีศิลปินญี่ปุ่นที่เขาชื่นชอบมากมาย ทั้ง BABYMETAL, Sekai no Owari, Five New Old หรือวงรุ่นใหญ่อย่าง Mr.Children และ YUZU      ยิ่งไปกว่านั้น แสตมป์ยังเป็นหนึ่งในสามของไลน์อัพศิลปินไทยที่จะมีโอกาสได้ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรี Summer Sonic 2019 ที่ญี่ปุ่นร่วมกับ ภูมิ วิภูริศ และ TELEx TELEXs

Chris Baldwin1 อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติสหรัฐอเมริกา ที่ผันตัวมาเป็นโค้ชนักกีฬาในปัจจุบันบอกเคล็ดลับไว้ว่า หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าตารางการซ้อมเข้มข้น ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ก็คือช่วงเวลาการพัก ซึ่งเขามักจะจัดให้อยู่ตรงกลางหลังช่วง ‘พีก’ ของตารางการซ้อมในครึ่งแรกที่เพิ่งจบไป เพื่อให้นักกีฬาได้พักเครื่อง รีเซตร่างกาย จิตใจใหม่ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการซ้อมถัดไปในครึ่งหลัง      คริสไม่ได้บอกว่ามีสูตรสำเร็จว่าการพักที่ดีควรเป็นอย่างไร เขากล่าวติดตลกว่าถ้าคิดจะพักก็ไม่ควรหารูปแบบตายตัวด้วยซ้ำไป หลายครั้งเขาปล่อยให้นักกีฬาได้ตัดสินใจเองว่าอยากพักแบบไหน อยากพักไม่กี่วันแต่พักเต็มที่ไม่ซ้อมอะไร หรือพักยาวหน่อยแต่ได้วอร์มร่างกายบ้าง ทั้งนี้เขาบอกว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการปล่อยปละละเลย ตรงกันข้ามนี่คือเวลาแห่งการปรนนิบัติตนเอง ให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนจากความตึง ให้จิตใจได้ผ่อนคลายจากตารางซ้อมบนกระดานที่ลากยาวนานมาครึ่งปี        ในบทความ ‘เรามีสิทธิที่จะขี้เกียจ’ โตมร ศุขปรีชา2 ผู้เขียนได้ยกงานวิจัยวิทยาศาสตร์มาเป็นอธิบายว่าเจ้าความขี้เกียจนี่ไม่ใช่สิ่งที่คน (ขี้เกียจ) ทึกทักไปเอง แต่มันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่ฝังลึกอยู่ในพันธุกรรมของเราเหล่ามนุษย์ ความขยันต่างหากที่เป็นสิ่งถูกสร้าง (constructed) จากระบบทุนนิยมที่คุณค่าของคนดูจะอยู่ที่ผลผลิตของงาน      เมื่อมองในแง่นี้ก็พอจะยิ้มมุมปาก เข้าข้างตัวเองได้บ้างว่านี่ฉันไม่ได้ผิดอะไร ความขยันบ้างานต่างหากคือวิสัยที่ผิดแปลก ขัดแย้งกับธรรมชาติมนุษย์      หลักฐานทางวิทยาศาสตร์นี้ช่างสอดคล้องกับมุมมองสังคมวิทยาของมาร์กซ์ (Karl Marx) ที่กล่าวว่าระบบทุนนิยมนั้นสร้างสภาวะแปลกแยก

ประหลาดใจ—เป็นความรู้สึกแรกเมื่อก้าวเข้ามาในฟู้ดคอร์ตของ ‘ห้างพาต้า’ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นใต้ดิน      เปล่าเลย ไม่ได้เกี่ยวกับบรรยากาศหรือการตกแต่ง ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนหรือประเภทร้านอาหาร หากแต่เป็นผู้คนจำนวนมากที่นั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ที่แทบทั้งหมดเป็น ‘คนสูงวัย’      บางส่วนนั่งอยู่เงียบๆ เพียงลำพัง บางส่วนรวมกลุ่มสนทนาด้วยความเบาราวกระซิบ และบางส่วนรวมกลุ่มส่งเสียงเอะอะอย่างออกรสชาติ จากการคาดคะเน อายุคงเริ่มตั้งแต่คนเกษียณใหม่หมาด ไปจนถึงคนที่มากด้วยเวลาว่างมาหลายปี การแต่งกายก็หลากหลาย มีทั้งภูมิฐาน และสวมใส่ง่ายๆ สบายๆ เท่าที่เห็นในวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีเพียงประปรายที่เป็นผู้หญิง ระหว่างสังเกตความเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่ม ผมเห็นบางคนยกมือโบกทักทายกันไปมา เป็นการสะท้อนว่าพวกเขาคงรู้จักมักคุ้นอย่างทั่วถึง          “คนแก่เยอะแบบนี้ เป็นเรื่องปกติของที่นี่ไหมครับ” ผมสั่งชาเย็นหนึ่งแก้ว แล้วลองถามพนักงานขาย      “ใช่ค่ะ” เขาตอบรับสั้นๆ ท่าทางบ่งบอกว่าเคยชินกับสิ่งที่เป็นอยู่ “ส่วนใหญ่ต่างคนต่างมา แล้วค่อยมานั่งรวมกลุ่มกัน นั่งคุยกันทั้งวัน บางคนเป็นลูกค้าประจำของที่ร้าน แต่ไม่ได้รู้จักชื่อหรอก แค่จำหน้ากันได้”      ผมกวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบ

ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร เมื่อประตูสวนสาธารณะเปิดออก ในทุกเช้าตรู่ของทุกวัน คนสูงวัยจำนวนมากจะมารวมตัวกัน หลากหลายกิจกรรมกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งวิ่ง เดิน ยกเวต แอโรบิก ชี่กง ไท่เก๊ก ฯลฯ บ้างกลุ่มเล็ก บ้างกลุ่มใหญ่      ขณะที่หลายคนยังหลับอยู่บนเตียงนอน พวกเขาเคลื่อนไหวไปพร้อมกับแสงเช้าที่ค่อยๆ ปรากฏตัว เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน บางคนเริ่มนั่งพัก แล้วสักพักบางคนก็กลับไปทำกิจวัตรประจำวันของตัวเอง สวนทางกับคนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง พวกเขาค่อยๆ รวมตัว และเริ่มต้นกิจกรรมของตัวเองบ้าง      กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งแดดจ้าทำงานเต็มที่ บรรยากาศกำลังสบายถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแสบร้อนผิวกาย สมาชิกโดยส่วนใหญ่ทยอยออกไปจากสวนลุมพินี กลับสู่ชีวิตประจำวันที่คุ้นเคย เหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่หลบเข้าร่มแล้วแกะอาหารเช้ามารับประทานร่วมกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายบ่ายต้นเย็น หลากหลายกิจกรรมก็เริ่มต้นอีกครั้ง โดยมีความมืดของค่ำคืนเป็นจุดสิ้นสุด      อาจแตกต่างกันในรายละเอียดบ้าง ทว่าวิถีชีวิตเช่นนั้นอยู่คู่กับ ‘สวนลุมพินี’ มาแล้วหลายสิบปี          เช้าวันนั้นผมกับช่างภาพไปถึง ‘สวนลุมพินี’

ในช่วงเวลาของการเมืองที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เราได้เห็นการต่อรองเชิงอำนาจ กลเม็ดเด็ดพรายที่เหล่านักการเมืองงัดมาใช้ใส่กัน พื้นที่การต่อสู้เชิงความคิดถูกย้ายมาอยู่บนเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย แต่วาทกรรมน้ำเน่าและการผิดสัญญาก็ยังคงมีไม่แตกต่างจากที่ผ่านๆ มา      แต่สิ่งหนึ่งที่เราสนใจและแปลกใหม่อย่างมากคือความเคลื่อนไหวของการเมืองที่หลากหลาย การสมัครรับเลือกตั้งมีพรรคการเมืองลงแข่งขันมากที่สุดที่เคยมีมา นโยบายหาเสียงเจาะเข้าสู่ประเด็นปัญหาของกลุ่มประชาชนได้ลึกและตรงจุด และเราก็ได้เห็นนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม LGBT ผู้พิการ ไปจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์      ‘เก๊ง’ - ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ คือหนึ่งในนั้น เพราะเขาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่ออันดับที่ 24 ของพรรคอนาคตใหม่ - Future Forward Party เป็นชาวม้งคนแรกของประเทศไทยที่ได้ก้าวสู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร      เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเขาน่าสนใจมากๆ เพราะเขายืนอยู่ระหว่างคนสองรุ่น ที่ได้ออกไปเห็นโลกกว้างผ่านประสบการณ์ชีวิต ในขณะที่รากของวัฒนธรรมก็ยังคงซึมลึกอยู่ในเนื้อตัว เราอยากชวนคุณไปรับรู้เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง ที่แบกความหวัง ความฝัน และปัญหาต่างๆ จากยอดดอยมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในสภา เพื่อค้นหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาและการคงความงดงามและหลากหลายของวัฒนธรรมให้คงอยู่   “ ถึงจุดๆ หนึ่งผมบอกตัวเองและกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เราไม่ลงมาพูดไม่ได้แล้ว อันนี้คือจุดที่ทำให้ผมตัดสินใจว่าต้องลงมาสมัครเป็นผู้แทนราษฎร

ช่วงปลายปี 2016 เป็นเวลาที่ เจษฎิน สุวรรณบุบผา เข้าร่วมการแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก (Ironman) ซึ่งเดิมทีเขาก็มีความมุ่งมั่นในการอยากท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง แต่ก็คิดว่าอยากสร้างแรงบันดาลใจนี้ให้กับคนรอบตัว เพราะเห็นว่าพี่คนหนึ่งในทีมที่ซ้อมด้วยกันซึ่งเป็นโรคหัวใจก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรงได้      จึงเริ่มทำโปรเจ็กต์เล็กๆ ของตัวเองชื่อ Ironman for children heart เพราะเห็นถึงความสำคัญของเด็กๆ เนื่องจากในเด็กที่เกิดมา 100 คนจะมี 1 คน ที่ต้องได้รับการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี และสามารถนำเงินไปช่วยเหลือเด็กที่ต้องการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้      เมื่อเขาได้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารทรัพยากรบุคคล ให้กับบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) จึงนำไอเดียนี้เสนอกับทางทีมงานในการจัดกิจกรรม Run as One ซึ่งชักชวนให้พนักงานในกลุ่มบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ออกมาวิ่งเพื่อรวบรวมเงินบริจาคมอบให้กับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี

สวัสดีผู้อ่านทุกคนครับ บังเอิญผมไปเห็นงาน Print Ad ตัวหนึ่งเกี่ยวกับการรณรงค์ทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง หากเราทะลึ่งไปทิ้งผิดที่ผิดทาง เช่น ตามป่าเขาลำเนาไพรหรือผืนทรายตามท้องทะเล ขยะจากการบริโภคของเราจะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง โดยเฉพาะขยะประเภทพลาสติก โฟม เป็นต้น      งานโฆษณาชิ้นนี้จึงออกแบบและเล่าเรื่องให้เราเห็นได้ชัดว่า ถ้าเรานำขยะไปทิ้ง เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดและย่อยขยะตามระบบได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที แต่หากเราไม่สนใจหรือทิ้งขยะให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ กว่ามันจะย่อยสลายไปเองได้นั้น ต้องใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปีเลยทีเดียว          สารภาพว่าตอนดูภาพโฆษณานี้ก็ชื่นชมครีเอทีฟพอสมควรว่าหาวิธีการสื่อสารออกมาได้ดี และเอาอยู่ภายในภาพเดียว แต่พอหวนคิดไปอีกมุมหนึ่งว่า หากขยะในภาพยังไม่ถูกจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย น่าจะเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ป่าตามพื้นที่ต่างๆ มากมายแน่นอน ความคิดนี้ทำให้ผมนึกถึงงานถ่ายภาพของ คริส จอร์แดน ครับ      ในปี ค.ศ. 2009 คริส จอร์แดน ช่างภาพชาวอเมริกัน ได้นำเสนอภาพการตายของนกอัลบาทรอสบนเกาะมิดเวย์ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนทั้งโลก เพราะภาพที่เขาถ่ายมานั้นบ่งบอกถึงความทุกข์ทรมานของนกอัลบาทรอสเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในกระเพาะของพวกมันเต็มไปด้วยเศษพลาสติก ฝาขวด ไฟแช็ก และวัสดุอีกมากมายที่ไม่ควรอยู่ในกระเพาะของสิ่งมีชีวิตใดในโลกใบนี้          ภาพของ

หากจะให้นิยาม True Digital Park แบบย่นย่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ในไม่กี่คำ ‘ซิลิคอนวัลเลย์เมืองไทย’ น่าจะเป็นคำนิยามแบบกระชับที่ทำให้เห็นภาพรวมได้ง่ายที่สุด       หากเรามองเห็นภาพซิลิคอนวัลเลย์ที่สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่สำคัญของโลก เป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำทางเทคโนโลยีของโลกหลายร้อยบริษัท และเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการธุรกิจ นักลงทุน และแรงงานในตลาดงานสายเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน       เปรียบกับ True Digital Park เองก็เป็นฮับศูนย์กลางของบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งยังเป็นสถานที่รวมเหล่าสตาร์ทอัพเลือดใหม่ ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบการยุค 4.0 ที่สนใจเรื่องการสร้างสรรค์เทคโนโลยีดิจิทัลไว้ด้วยกัน โดยมีการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์ทั้งในด้านสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันองค์ความรู้ และในแง่แหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจ           True Digital Park เป็นทั้งศูนย์กลางด้านนวัตกรรมของภูมิภาคและยังผนวกความเป็น Co-working Space ที่มากกว่าแค่การตั้งโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งคนเข้ามานั่งทำงาน แต่คือการรวมศูนย์นวัตกรรมเพื่อสร้างระบบนิเวศของชาวดิจิทัลไว้ในที่เดียว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นคอมมูนิตี้ในฝันสำหรับชาวสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการที่จะร่วมกันสร้างเครือข่ายและต่อยอดทางธุรกิจผ่านการแลกเปลี่ยนไอเดียและองค์ความรู้ระหว่างกัน       มากกว่าการเป็นแค่ที่ทำงาน แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้ผู้คนได้เข้ามา ‘Work, Live, Play’ ได้ในที่เดียว คือทั้งทำงาน กินอยู่

“ศูนย์อาหารที่ดิโอลด์สยามมีกลุ่มร้องเพลงอยู่นะ” ระหว่างหาข้อมูลเรื่องการรวมกลุ่มของคนสูงวัย ผมได้คำแนะนำแบบนั้นจากหลายคน เมื่อหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตก็เห็นการพูดถึงอยู่พอสมควร ทั้งจากรายการทีวี ภาพถ่าย และบทความที่เขียนถึง      ห้างดิโอลด์สยามเปิดให้บริการ 30 เมษายน 2536 ขณะที่ส่วนให้บริการร้องเพลงของ ‘ฟู้ดเซ็นเตอร์’ ที่ตั้งอยู่ชั้น 3 มาเปิดให้บริการหลังจากนั้น (ไม่มีข้อมูลปีแน่ชัด ว่ากันว่าประมาณยี่สิบปี) เริ่มจากเป็นคาราโอเกะ แล้วค่อยขยับขยายมาเป็นดนตรีสด      จากคนร้องไม่กี่คน ก็เกิดเป็นกลุ่มขาประจำ ไม่มีการนัดหมายชัดเจน แต่ละวันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ใครว่างก็มาตามความคุ้นเคย เริ่มร้องตั้งแต่ช่วงสายไปถึงช่วงเย็น ด้วยความที่เวทีเป็นส่วนหนึ่งกับฟู้ดเซ็นเตอร์ คนกำลังรับประทานอาหารเลยเสมือนเป็นแฟนเพลงไปโดยปริยาย          วันจันทร์ปลายเดือนพฤษภาคม ผมไปถึงดิโอลด์สยามก่อนเที่ยงเล็กน้อย      “ศูนย์อาหารที่มีกลุ่มผู้สูงอายุมาร้องเพลงต้องไปทางไหนนะครับ” ผมถามคนขายของที่ชั้นล่าง      “เขาเพิ่งปิดบริการไปไม่กี่เดือนเอง ตอนนี้บางส่วนย้ายมาร้องที่ชั้น 2” เขาพูดขึ้นมาทันที คำตอบและน้ำเสียงสะท้อนว่ารู้จักที่หมายนั้นเป็นอย่างดี พอผมบอกว่ามาเก็บข้อมูลเพื่อเขียนบทความ เขาพูดว่า “ที่นี่ถือว่าเป็นตำนานเลยนะ”    

ถ้าเราดุ่มๆ หรือพุ่งไปข้างหน้า ใช้ชีวิตและทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้จัดสรรเวลาในการย้อนกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาจยากที่จะสังเกตเห็นพัฒนาการของตัวเอง อันที่จริง การเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนี่เองที่เป็นกำลังใจมหาศาลให้มุมานะพยายามต่อไป ในขณะเดียวกัน การได้ทบทวนตัวเองก็มักจะทำให้เห็นจุดอ่อนที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลง อันจะส่งผลทำให้เรา ‘ก้าวหน้า’ อย่างแท้จริง        อาจจะเพราะอายุเริ่มมากขึ้นกระมัง จึงสังเกตสังกาสิ่งรอบตัวมากขึ้น และบ่อยครั้งสิ่งละอันพันละน้อยนี่เองที่สอนบทเรียนสำคัญแก่ชีวิต สมัยที่ยังหนุ่มอยู่นั้นมีแต่มุทะลุ ประกอบกับไลฟ์สไตล์เอื้อให้ได้เดินทางตลอดเวลา สิ่งเร้ามากมายคอยกระตุ้น มีกิจกรรมหลากหลายให้ทำ สถานที่มากมายให้เห็น จึงไม่ค่อยนิ่ง ไม่เห็นว่าการทบทวนไตร่ตรองชีวิตเป็นสิ่งที่จำเป็น ต่อเมื่อมาเริ่มอยู่เป็นหลักแหล่ง กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง จึงมีเวลา (หรืออย่างน้อยก็จัดเวลา) เพื่อการนี้          ปกติผมทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์อีกครึ่งวัน ปั่นจักรยานจากห้องเช่าไปยังโรงงานแทบทุกวัน ห่อข้าวกลางวันไปกินด้วย จึงทำให้ต้องตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเตรียมตัว ไหนจะต้องเผื่อเวลาสำหรับเดินทาง การปั่นจักรยานนั้นช้า แต่ก็เป็นวิธีที่ดี เพราะนอกจากได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ทำสมาธิ (แบบไม่ได้หลับตา) บนหลังอานไปในตัวด้วย      เมื่อถึงที่ทำงานก็ทำกิจภาระต่างๆ ได้อย่างค่อนข้างมีสติ ผมสังเกตว่าตัวเองทำงานอย่างประสิทธิภาพเมื่อสติสมประดีอยู่ (มักไม่ค่อยดราม่าเวลาเจอปัญหาในที่ทำงานเท่าไหร่)

ลิโดในความทรงจำของเราคือโรงภาพยนตร์ราคาย่อมเยา มีความคลาสสิกที่เจ้าหน้าที่ฉีกตั๋วจะใส่ชุดสูทสีเหลืองเป็นเอกลักษณ์ และหนังในความทรงจำอย่าง Up in the Air ที่ได้ดูในช่วงวัยที่เข้าใจถึงความล้มเหลวในเรื่องความสัมพันธ์ รู้สึกเศร้าและหดหู่ไปกับตัวละคร ไรอัน บิงแฮม (จอร์จ คลูนีย์) จนกระทั่งถึงวันที่ทางโรงได้ประกาศยุติการให้บริการ แม้จะรู้สึกเสียดายแต่ก็เข้าใจว่าเป็นสัจธรรมของชีวิต เมื่อเราเคยปล่อยให้พื้นที่ของความผูกพันนี้ต้องแบกรับกับภาระหลายๆ อย่างเพียงลำพัง      แต่วันนี้เมื่อได้รู้ว่า ลิโด จะกลับมาอีกครั้งในชื่อ ‘ลิโด้’ เราก็ตื่นเต้นกับการเกิดใหม่ของโรงหนังแห่งนี้ไปพร้อมๆ กับ ADDCANDID หรือ พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์ ช่างภาพสายสตรีทที่หลายคนชื่นชอบ ซึ่งเขาอาสาไปเก็บภาพวันติดตั้งป้ายลิโด้ในช่วงกลางดึกมาให้เราได้ดู และนับวันรอที่จะได้ทักทายเพื่อนเก่าในมาดใหม่นี้ด้วยกันอีกครั้ง   Lido Connect      การกลับมาของลิโด้ครั้งนี้จะเป็นมากกว่าโรงภาพยนตร์ โดย Lido Connect ได้ปรับปรุงพื้นที่ภายในอาคารให้กลายเป็น Co-cultural Space จุดรวมงานศิลปะใจกลางสยามที่มีให้คุณได้เสพทั้งดนตรี การแสดง แฟชั่น และวรรณกรรม กันอย่างจุใจ      

ความกลัวเป็นความรู้สึกที่ผู้คนต่างหลีกหนีและอยากได้มาไว้กับตัวอย่างน่าประหลาด ในมุมแรกเราไม่ต้องการให้ตัวเองกลัวในสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงต่อชีวิต ตั้งแต่กลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ กลัวไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม หรือแม้กระทั่งกลัวสิ่งลึกลับที่อาจจะทำอันตรายกับตัวเรา แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความกลัวนั้นก็เป็นแรงผลักดันให้หลายคนก้าวข้ามความกลัวไปได้จนประสบความสำเร็จในการทำงานมีเงินใช้จ่าย สร้างผลงานจนใครๆ ต่างก็ชื่นชม ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความฟินให้ตัวเองผ่านหนังสยองขวัญหรือฟังเรื่องเล่าที่หลอกหลอนทุกคืนจนหลับไปก็มี      การเล่นกับความรู้สึกของคนก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของคนทำงานศิลปะ โดยเฉพาะงานภาพยนตร์หรือซีรีส์นับไม่ถ้วนที่จะใช้ความกลัวนี้เป็นเครื่องมือในการเชื้อเชิญคนดูให้ติดตามเรื่องราวจนแทบไม่อยากกะพริบตา      ความกลัวนอกจากจะเร่งเร้าอะดรีนาลินของคนให้สูงขึ้นจนสามารถทำอะไรที่เหลือเชื่อได้แล้ว ยังทำให้เรามานั่งคุยกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ผู้กำกับ SLEEPLESS SOCIETY THE SERIES ที่มีเรื่องแรกในซีรีส์กำลังออกฉายคือ แพ้กลางคืน (NYCTOPHOBIA) ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในตอนนี้ว่าความหลอนระทึกที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ตอนนั้น เขาจับอารมณ์ร่วมของคนดูไว้ได้อย่างไร และในวันนี้มองเห็นความวิตกกังวลอะไรที่ซ่อนอยู่ในตัวของคนยุคนี้บ้าง     เวลาที่เจองานยากๆ ท้าทายมากๆ เราจะเกิดความกลัวขึ้นมา ซึ่งความกดดันนี้จะเป็นแรงผลักดันให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองและทำงานชิ้นนั้นออกมาได้ดีกว่างานที่รู้สึกว่าอยู่มือแล้ว ชิลๆ แล้ว โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ซึ่งต้องอาศัยความรู้สึกแบบนี้เข้ามาช่วยอย่างมาก คุณเองในฐานะของคนที่ทำงานด้านนี้เคยคิดแบบเดียวกับเราไหม      ไม่นะ ผมเองจะมีทฤษฎีว่างานที่เราจะผลักดันได้ดีที่สุดคืองานที่เราจะต้องมีสติได้มากที่สุด เพราะถ้ากลัวแล้วเราจะอยู่ด้วยความวิตก สำหรับเรารู้สึกว่าเวลากลัวแล้วสติจะไม่ดี เราต้องไม่กลัวแต่ต้องจดจ่ออยู่กับงาน ความท้าทายมีอยู่แล้วแต่อย่าไปกลัว ให้รู้เท่าทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ในงานปิดเทศกาล 2019 Taiwan LGBTQ Film Festival in Bangkok ที่จัดขึ้นที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพ (Alliance Française Bangkok) ได้นำ I Don't Want to Sleep Alone (2006) ผลงานของ ไฉ้หมิงเลี่ยง (Tsai Ming-liang) ผู้กำกับชาวมาเลเซีย-ไต้หวัน มาฉายในวันปิดงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและการยอมรับในผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ และเส้นทางการต่อสู้เพื่อสิทธิทางเพศของไต้หวัน รวมถึงเฉลิมฉลองวาระที่ไต้หวันกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ผ่านกฎหมายการแต่งงานเพศเดียวกัน      หนังแสดงให้เราเห็นถึงชีวิตของชนชายขอบในสังคมผ่านตัวชายหนุ่มเร่ร่อนนิรนามที่บังเอิญไปพัวพันกับชายหนุ่มหัวโจกของเหล่าแรงงานต่างด้าว, สาวชนชั้นแรงงาน และอาเจ๊เจ้าของร้าน ที่ต้องดูแลประคบประหงมชายหนุ่มพิการในร้านซอมซ่อ ในตรอกซอกซอยมืดอับของกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย หนังถ่ายทอดสภาพของชนชั้นล่างในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน ใช้ชีวิตอย่างอัตคัด ไร้ทางออก ในเมืองใหญ่อันโสโครกไปด้วยขยะและหมอกควัน แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงมีอารมณ์ความรัก ความใคร่ และความปรารถนาอยู่อย่างเปี่ยมล้น  

คงจะดีไม่น้อยหากเราได้ร่นระยะทางระหว่างจินตนาการที่เห็นตัวเองกำลังเอนกายอยู่บนพื้นหญ้านุ่มๆ อ้าแขนรับสายลมอ่อนๆ ให้ผิวได้รับความร้อนชื้นจากธรรมชาติ กับความจริงที่เราอยู่ท่ามกลางมลพิษบนท้องถนน หรือเสียงคนทะเลาะกันข้างห้อง ซึ่งฟาร์มเล็กๆ น่ารักอย่าง James500 Organic Farm Style ช่วยคุณได้ในเรื่องนั้น ที่นี่มีทั้งเครื่องดื่ม อาหาร แหล่งความรู้ด้านการทำฟาร์ม แปลงผักคนเมือง และงานดีไซน์ ซึ่งสรรค์สร้างความเป็นจริงของชีวิตโดย ‘เจมส์’ - จอมพล อุ้มมีเพชร หนึ่งในสมาชิก FEDFE เดอะแก๊ง YouTuber ยุคแรกๆ ที่วันนี้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรฝึกหัดผู้มีหัวใจดีไซน์   FEDFE      ผู้ชายสูงโปร่งผิวสีน้ำผึ้ง หนวดเคราตัดแต่งอย่างเหมาะเจาะ ผมยาวที่ถูกรวบไว้ด้านหลังมาพร้อมเอี๊ยมทำสวน เป็นคนเดียวกันกับ James500 หนึ่งในสมาชิก FEDFE เดอะแก๊ง YouTuber ยุคแรกๆ ที่มีคนติดตามกว่าล้านคนบนโลกโซเซียลฯ      แต่หลังจากความรุ่งโรจน์ที่ไม่จีรัง เขาออกตามหาตัวตนและเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองด้วยการตัดสินใจกระโจนสู่ดินแดนที่เขาไม่คุ้นเคยที่ชื่อ ‘เกษตรอินทรีย์’ ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดไม่พอจะนำทางเขาให้ไปถึงในสถานที่ที่เขาตั้งใจได้

“ศิลปะต้องมีอยู่ในสังคม แต่มันจะมีอยู่ได้อย่างไรถ้าปราศจากการสนับสนุนของทุกคน” ‘เหิร’ - ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ผู้ก่อตั้ง, คนงาน, ศิลปิน และอื่นๆ อีกมากมายของ Gallery Seescape พูดถึงการเติบโตของวงการศิลปะไทย ที่ตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแกลเลอรีหรือพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป แต่ผสมผสานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด ทุกวันนี้เราได้เห็นการจัดแสดงศิลปะบนถนน ในสวนสาธารณะ ในห้าง หรือแม้กระทั่งในโรงแรมสไตล์โมเดิร์นย่านสาทรอย่าง W Bangkok ที่ปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนห้องพักของชั้น 7-8 กว่า 36 ห้อง เป็นแกลเลอรีศิลปะสำหรับงาน Hotel Art Fair 2019      สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับงานนี้ เราขอเล่าก่อนว่า Hotel Art Fair คืออีเวนต์ที่จัดขึ้นโดย FARMGROUP ซึ่งเขารวบรวมผลงานศิลปะและการออกแบบในหลากหลายรูปแบบมาจัดแสดงในห้องพักของโรงแรม และมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างศูนย์รวมเพื่อให้คนรักศิลปะ แกลเลอรี ศิลปินและนักออกแบบทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน      โดยปีนี้จัดเต็มกว่าที่ผ่านๆ