Editor’s Note | การเดินทางแบบเบาได้ก็เบา ทิ้งได้ก็ทิ้ง

        หลังจากสภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมทำให้การท่องเที่ยวเดินทางไกลหยุดชะงักมานานเป็นปีๆ ผู้เขียนเลยตั้งใจว่า ปีนี้และปีหน้า น่าจะต้องเดินทางมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งเพื่อไปทำงานและพักผ่อนส่วนตัว

        เอาเข้าจริง เรื่องแบบนี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตั้งอกตั้งใจอะไรขนาดนั้นด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยการเดินทางก็ต้องมีการวางแผน ตระเตรียมทั้งข้าวของและจิตใจ ถ้าไม่ตั้งใจทำ ก็คงดูไร้ทิศทางไปหน่อย

        แต่ทั้งหมดทั้งปวงแล้ว บทเรียนสำคัญที่สุดของการเดินทางที่ผู้เขียนเรียนรู้ก็คือ เราต้องเดินทางแบบตัวเบาหรือ light travelling ให้ได้ ไม่ใช่จะไปไหนที เหมือนจะย้ายถิ่นฐานทำกินตลอดเวลา อะไรเบาได้ก็เบา อย่าเอาความเป็นวิถีชีวิตเดิมติดตัวไปด้วยทุกที่ พาความว่างๆ เบาๆ ติดตัวไปด้วยให้มากที่สุด เพื่อทุกจุดหมายปลายทางจะได้ ‘เติมเต็ม’ เราด้วยสิ่งที่ตรงนั้นมีให้ ลดการ ‘แบก’ ทั้งตัวตน ข้าวของ กระทั่ง ความคาดหวัง เพื่อที่เราจะได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่คาดคิดติดตัว ติดหัวใจกลับมาด้วย แม้จะไม่มีอะไรติดมือกลับมาเลยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

        แต่กว่าจะคิดแบบนั้นได้ ก็แน่นอนว่า ต้องเป็นสายแบกมาก่อน

       ไม่กี่ปีที่แล้ว ตอนเลือกที่จะไปใช้ชีวิตคนเดียวที่ประเทศอังกฤษประมาณ 3-4 เดือน กระเป๋าเดินทางของผู้เขียนนั้น แน่นขนัดไปด้วยสารพัดข้าวของ เสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัว นึกย้อนไปแล้วก็ไม่เข้าใจว่าจะขนของไปเหมือนประเทศอื่นไม่มีของขายไปทำไม

        เรื่องเริ่มหนักหนาสาหัส เมื่อต้องเดินทางไปขึ้นรถไฟใต้ดินหรือ Tube ตามสถานีเก่าแก่ที่ไม่มีบันไดเลื่อน ก่อนจะยกกระเป๋าแต่ละครั้ง ต้องสูดลมหายใจแบบลึกสุดปอด แล้วก็ค่อยๆ แบกค่อยๆ ลาก และทุกครั้งที่เหนื่อย ก็จะระบายลมหายใจออกมายาวๆ พร้อมกับถามตัวเองว่า ทำไมต้องเหนื่อยขนาดนี้

        นาทีนั้นไม่มีความสนุกเหลืออยู่เลย แต่ต้องพยายามบอกตัวเองว่า จุดหมายปลายทางต้องสนุก แล้วก็แบกกระเป๋ากันต่อไปตลอดทาง มาชัดเจนกับหัวใจตัวเองทีหลังว่า ความสนุกของการเดินทางไม่ใช่หวังว่าปลายทางต้องสนุก แต่ต้องพร้อมแก้ปัญหาที่ไม่สนุก ให้ทุกข์กับมันให้น้อยที่สุด เพราะเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล อย่าเริ่มต้นด้วยความหนักนี่แหละดีที่สุด

        วันที่แบกกระเป๋าเดินทางเพื่อไปพักที่อพาร์ตเมนต์นอกเมืองแมนเชสเตอร์ คือวันที่ผู้เขียนถึงกับต้องสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก

        ห้องพักที่จองผ่าน airbnb อยู่ประมาณชั้น 4 และไม่มีลิฟต์ สิ่งแรกที่ทำได้ตอนนั้นคือ ยืนมองทุกอย่างด้วยความท้อใจ ก่อนที่เจ้าของบ้านจะตัดสินใจเดินลงมาเพื่อช่วยยกกระเป๋าให้ทั้งๆ ที่เจ้าตัวเองก็เจ็บสะโพก

        “You have to travel light and always do that”

        เสียงของเจ้าของบ้านดังก้องบันไดสูงที่พวกเรากำลังไต่ขึ้นไป สลับกับเสียงเหนื่อยหอบของมนุษย์สองคนที่ช่วยกันแบก ช่วยกันลากกระเป๋าที่เต็มไปด้วยของไม่จำเป็นในสายตาของนักเดินทาง…อย่างน้อยเจ้าของบ้านของผู้เขียนก็มองแบบนั้น เพราะมันจะไม่มีอะไรจำเป็นเลยจริงๆ ถ้าหากเราหาทุกอย่างได้ข้างหน้า

        อย่าแบกเสื้อผ้าไปมากมาย ถ้ามีที่ซักผ้า หรือ ใช้เสื้อผ้าซ้ำได้ อย่าแบกข้าวของอะไรไปให้หนัก ยิ่งเดินทางไกล ต้องใช้ชีวิตให้เบา ทิ้งอะไรได้ให้ทิ้ง

        ทุกการเดินทางเป็นเรื่องชั่วคราว เดี๋ยวเราก็ต้องกลับบ้าน และเราก็เป็นเพียงคนชั่วคราวของสถานที่นั้นเสมอ ตราบใดที่เราไม่ได้ปักหลัก เราอาจจะผ่านมาเพื่อผ่านไป หรือกลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นก็อีกเรื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ การแบกนั้นเป็นเรื่องหนักและชวนอ่อนล้า และประสบการณ์ก็สอนให้รู้ว่า ที่ระลึกจากการเดินทาง อาจไม่ใช่ข้าวของที่ซื้อติดไม้ติดมือมาเต็มกระเป๋า

        แต่คือความเติบโตจากการได้แก้ปัญหา สนุกกับความไม่สมบูรณ์แบบ ได้หาในสิ่งที่ขาดตกบกพร่องบ้าง เพราะสิ่งที่จำเป็นกับการเดินทางมันมีไม่กี่อย่างหรอก

        หนึ่งในนั้นคือหัวใจที่พร้อมรับทุกความไม่แน่นอนโดยไม่พร่ำบ่นให้ชีวิตหนักไปกว่าที่เคยหนักมาแล้ว…


รูป : Valérie Ungerer / Unsplash