Editor’s Note 515 : Defining a Meaningful Space

Editor's Note
4 Dec 2017
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

การกลับไปนั่งอยู่ในห้องเรียน ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงตัวเองในสมัยวัยรุ่น ตลอดเดือนที่ผ่านมา เราพวกไปร่วมมือกับ Freeform Festival จัดงานอีเวนต์ขึ้นในโรงเรียนร้างแห่งหนึ่งย่านเอกมัย เราขอใช้พื้นที่ในห้องเรียนขนาด 6×8 เมตร สภาพห้องเปิดโล่งโจ้ง และเก่าทรุดโทรมจนดูเหมือนไม่น่าจะมาจัดงานอะไรได้เลย

มีทีมเราคนหนึ่งเสนอไอเดียให้พิมพ์โปสเตอร์ขนาดใหญ่หลายแผ่นมาวางไว้ที่มุมรอบๆ ห้อง และซื้อพรมสีดำผืนใหญ่มาปูพื้น “เพื่อเป็นการ Deffiining Space” – เขาบอก

พอเราปรับเปลี่ยนสถานที่ตามแผนงาน มันก็กลายสภาพไปเป็นสิ่งใหม่ได้จริงๆ เมื่อไปนั่งอยู่บนผืนพรมกลางห้องเรียนเก่า ผมมองไปรอบๆ เห็นหน้าต่างกระจกบานเกล็ดแตกหัก แผ่นกระเบื้องหลุดล่อน บนกระดานดำหน้าห้องยังมีร่องรอยของตารางสอบไล่วันสุดท้าย ตอนนี้มันถูกนิยามใหม่ ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม

ตอนเด็กๆ เราเคยนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนแบบนี้ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น พอข้ามผ่านช่วงวัยไปแล้ว เราต้องการพื้นที่แบบใหม่ตามประสาวัยรุ่นที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน

ผมนึกย้อนไปสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมไม่ค่อยเข้าเรียน มันไม่เชิงเป็นการหนีโรงเรียน เพราะผมออกจากบ้านทุกเช้าเพื่อไปมหาวิทยาลัย เพียงแต่ไม่ได้ไปเข้าห้องเรียนอย่างที่คนรุ่นพ่อแม่ของเราจินตนาการ แต่มันคือการไปอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่มีเพื่อนฝูงรายรอบ และสภาพแวดล้อมบางอย่างที่เราชอบ

แต่ละเทอมๆ พวกเราลงทะเบียนเรียนกันห้าหรือหกวิชา สมัยนั้นค่าหน่วยกิตยังไม่แพงนัก บางทีก็เลือกเข้าเรียนแค่วิชาที่สอนเซกชันบ่าย และมีเพื่อนยกโขยงกันไปเรียนพร้อมกันด้วย ส่วนวิชาที่ลงเซกชั่นเช้าๆ แล้วแถมไม่มีเพื่อนไปเข้าเรียนด้วย เราก็โดด เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวัน คือการใช้พื้นที่โต๊ะกลุ่ม

เมื่อเด็กวัยรุ่นมารวมตัวกัน เราจะนิยามพื้นที่ของเราเอง พื้นที่โต๊ะกลุ่มที่มีไว้ให้นั่งพักผ่อนระหว่างรอเรียนแต่ละคลาส พวกเราก็ใช้มันสร้างเป็นโรงเรียนชีวิตอีกรูปแบบ หัดเล่นบอร์ดเกม หัดกีตาร์โปร่ง ประชุมเชียร์ รับน้อง ทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเรียนรู้ทักษะสังคมในการพูดคุยกับเพื่อนต่างเพศ

นอกจากนี้ จำได้ว่ามีร้านส้มตำเล็กๆ โกโรโกโสตั้งอยู่ติดกับรั้วของมหาวิทยาลัย สมัยยี่สิบกว่าปีก่อนนั้นยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ และเราก็แอบลักลอบไปนั่งกินเหล้ากันประจำทุกเย็นวันศุกร์ เพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องจากหลากหลายชั้นปีมานั่งล้อมขวดเหล้าไทยราคาถูกๆ และพูดคุยกันแบบ Deep Conversation

ไม่น่าเชื่อว่าวงเหล้าจะกลายเป็นห้องเรียน เราได้เรียนรู้เรื่องราวที่จำเป็นต่อการเติบโตจากที่นั่น อุปนิสัย บุคลิก รสนิยม อุดมการณ์ ความฝัน และเส้นทางชีวิตในอนาคต ก่อร่างสร้างขึ้นมาจากสถานที่อบายมุขแบบนั้น

ณ ที่แห่งนั้น เราคุยกันเรื่องคุณธรรมน้ำมิตรจากนิยายกำลังภายใน การกดขี่ชนชั้นจากนิยายเรื่อง ร้อยหิวและคนขี่เสือ จิตวิญญาณคนหนุ่มสาวจากหนังสือ กฤษณมูรติ เรื่อยไปจนถึงปรัชญาความรักจากเพลงจิ๊กโก๋อกหัก ที่ดังมาจากตู้เพลงหยอดเพลงละห้าบาท

ในขณะที่ห้องเรียนจริงๆ เราแทบจะไม่ได้เข้า และเราสามารถเอาชีวิตรอด เรียนจบออกมาแบบพอผ่านได้ด้วยสมุดเลกเชอร์ของเพื่อนผู้หญิงที่เรียนเก่งๆ นำมาถ่ายเอกสารแจกกัน เอาไปนั่งอ่านนั่งติวกันในห้องสมุดเพียงแค่สองสามอาทิตย์สุดท้ายก่อนถึงวันสอบ

ตึกหอสมุดกลางถูกพวกเรานิยามใหม่ ให้มันกลายเป็นพื้นที่นั่งติวนั่งอ่านหนังสือ พอตกเย็นก็รวบรวมกลุ่มแก๊งกันห้าหกคน เดินข้ามถนนไปจับจองโต๊ะกลางใหญ่ๆ มานั่งล้อมวงติวกัน ใครเรียนวิชาอะไรเก่งๆ ก็สอนเพื่อนคนอื่น เสียงดังโขมงโฉงเฉงจนบรรณารักษ์ต้องคอยเดินมาเตือน

นั่นคือโคเวิร์กกิ้งสเปซที่เกิดขึ้นมาก่อนกาล ตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อน ก่อนที่คำว่าสตาร์ทอัพ หรือดิจิตอลโนแมด หรืออะไรพวกนี้จะฮิต เรานั่งกันจนสามสี่ทุ่ม จนถึงเวลาห้องสมุดปิดและบรรณารักษ์เดินมาไล่ เสียดายที่สมัยนั้นยังไม่มีคาเฟ่เปิดทั้งวันทั้งคืนอยู่รอบมหาวิทยาลัย ให้เด็กๆ ไปนั่งสุมหัวกันแบบทุกวันนี้

พอเรียนจบออกมา ทุกคนก็แยกย้ายออกไปทำงานตามเส้นทางชีวิตและความฝันของตัวเอง เมื่อมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่าพื้นที่ที่ก่อร่างสร้างตัวเราขึ้นมาทุกวันนี้ ไม่ใช่ห้องเรียน

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ก็สังเกตว่าน้องๆ นักศึกษาเข้าเรียนในคลาสน้อยลง อาจจะเพราะผมไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงดึงดูดให้เขามานั่งฟัง และอีกเหตุผลหนึ่งคือในแต่ละช่วงวัย เรานิยามและใช้งานพื้นที่แตกต่างกันไป

มีการไปบรรยายครั้งหนึ่ง นักศึกษามานั่งเรียนบางตาไม่ถึงครึ่งห้อง อาจารย์เสียใจและบอกว่าเห็นเด็กๆ ซ้อมละครคณะกันดึกดื่นเที่ยงคืน เพราะกำหนดวันแสดงใกล้เข้ามาทุกที เขากังวลอยู่แล้วว่าวันนี้จะไม่มีใครตื่นมาเรียนได้ทัน

ผมบอกว่า ไม่เป็นไร สมัยเด็กๆ ผมก็ชอบโดดเรียนแบบนี้เหมือนกัน และเชื่อว่ายิ่งเวลาผ่านมายี่สิบกว่าปี คนหนุ่มสาวรุ่นนี้ยิ่งจะต้องมีนิยามพื้นที่ของตัวเองที่สลับซับซ้อนกว่านั้น พวกเขากำลังเตรียมการแสดงละครประจำปี และนั่นคือการเรียนรู้ที่สำคัญ อาจจะมากกว่าบทเรียนของผมวันนี้เสียอีก

พวกเขาต้องการพื้นที่สำหรับการเติบโตไปตามวิถีทางของตัวเอง มันไม่ใช่ในห้องสี่เหลี่ยมแบบที่ทุกคนนั่งหันหน้าไปทางเดียวกันทางกระดานดำหรือจอโปรเจกเตอร์ ผมคิดว่าเราต้องการวงกลมนั่งล้อมอะไรสักอย่างที่จะดึงดูดทุกคนให้มาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งนั้นขึ้นอยู่กับการนิยามพื้นที่

เมื่อเราจัดวงสนทนาแบบไดอะล็อก ตีกรอบมุมห้องด้วยแผ่นภาพโปสเตอร์ชื่องาน ปูพื้นกลางห้องด้วยพรมขนาดใหญ่ หาเบาะหรือหมอนสิบกว่าใบมาวางล้อมเป็นวงกลม ห้องเรียนเก่าๆ ก็ถูกนิยามใหม่

น่าแปลกใจที่ในวงสนทนาของเรา มีน้องๆ ในวัยนิสิตนักศึกษามาร่วมไม่น้อย มีคนหนึ่งเรียนจิตวิทยา มากับเพื่อนที่เรียนดุริยางคศิลป์ อีกคนเรียนปริญญาโทอาชญวิทยา อีกคนเพิ่งเรียนและและออกมาทำงานเอ็นจีโอได้ไม่นาน พวกเขาอยากเล่า อยากฟัง และอยากอยู่ในวงกลมของบทสนทนา ที่คาดหวังว่าจะให้การเรียนรู้อะไรบางอย่างแก่ตัวเอง

ผมนึกถึงโต๊ะกลุ่มในมหาวิทยาลัย นึกถึงวงเหล้าในร้านส้มตำ นึกถึงหอสมุดกลาง และนึกถึงพื้นที่อีกมากมายหลายแห่งที่เราเคยให้นิยามกับมัน และทำให้มันกลายเป็นสถานที่สำคัญและน่าจดจำในชีวิต

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า