วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | The Deer Hunter เราทุกคนกำลังร่วมเล่นอยู่ในเกมล่า ผลัดกันเป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่า

Editor's Note
10 Feb 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แปลกดีที่ตอนเด็กๆ ดูหนังเรื่อง The Deer Hunter แล้วสิ่งเดียวที่จำได้แม่นคือฉากรัสเซียนรูเล็ตต์ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพิ่งซื้อแผ่นดีวีดีมาเปิดดูอีกครั้ง จึงรู้ว่ามันมีอะไรลึกซึ้งกินใจมากกว่านั้น และมันเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับเรื่องความรัก

สมัยนั้นยังไม่มีการจัดเรตหนัง ผมในวัยแค่ชั้นประถมรบเร้าให้แม่พาไปดูที่โรงหนังใกล้บ้าน ด้วยเหตุผลแค่ว่ามันมาใช้สถานที่ถ่ายทำในโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ หลังเหตุการณ์สงครามเวียดนามผ่านไปไม่นาน ไม่มีทางที่กองถ่ายหนังฮอลลีวูดจะเข้าไปใช้สถานที่จริง เขาจึงยกกองถ่ายมาประเทศไทยที่มีสภาพบรรยากาศใกล้เคียงกันแทน

หน้าโรงเรียนถูกเนรมิตให้กลายเป็นประตูสถานทูตอเมริกาในกรุงไซ่ง่อนก่อนจะแตก มีเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงมาจอดบนสนามฟุตบอล ผมชี้ให้แม่ดูบนจอด้วยความตื่นเต้น มันปรากฏให้เห็นอยู่ในหนังแค่อึดใจเดียว อีกสามชั่วโมงนอกจากนั้น ก็ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง นอกจากฉากโรงเรียนของเราแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย เว้นฉากรบราฆ่าฟันน่าสยดสยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่บอก คือรัสเซียนรูเล็ตต์

ในวัยเด็กเราถูกดึงดูดเข้าสู่ความรุนแรงได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ การละเล่นหลายอย่างนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในใจ และผมคิดว่าสมัยตอนเป็นเด็กๆ พวกเราไม่ได้เหมือนผ้าขาวสะอาด บริสุทธิ์ไร้มลทินอย่างที่ผู้ใหญ่คิดกัน

ความไร้เดียงสาของเด็กไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือประตูที่เปิดทางให้สัญชาตญาณดิบบางอย่างผุดออกมา โดยไม่ได้ผ่านการขัดเกลาสั่งสอนทางสังคม

การเล่นอยู่กับดินกับทรายทำให้เราค้นพบความสนุกเร้าใจง่ายๆ จากการเอาน้ำไปราดลงในรูรังมด พอมันแตกฮือหนีน้ำขึ้นมา เราก็เอาเท้าเหยียบพวกมันไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร

จำได้มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฤดูร้อนกำลังเริ่มมาเยือน พี่ชายของผมและกลุ่มเด็กผู้ชายแถวบ้านรวมตัวกันเป็นพรานล่าแมลงปอ เราใช้ไม้บรรทัดเป็นปืน ยางรัดของเป็นกระสุน รั้งเส้นยางจากปลายไม้บรรทัดด้านหนึ่ง ไปเล็งศูนย์ที่อีกปลายด้านหนึ่ง แล้วก็บรรจงปล่อยหนังยางให้วิ่งไปฉีกร่างแมลงปอเป็นสิบเป็นร้อยตัวตายเกลื่อนกองพะเนินบนพื้น

เกมล่าของเราหยุดอยู่แค่ในวัยนั้น และเหยื่อของเราหยุดอยู่แค่แมลงปอในฤดูร้อน ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตัวใหญ่กว่านั้น เวลาผ่านไป เราเรียนรู้ว่าการพรากชีวิตคนอื่นเป็นบาป และความตายไม่ใช่เรื่องน่าสนุก ยกเว้นในบริบทของมหรสพที่เสพเพื่อความบันเทิง และเป็นเพียงแค่การแสดงบทบาทสมมติเท่านั้น

ช่วงที่หนัง The Deer Hunter ออกฉาย เกมรัสเซียนรูเล็ตต์กลายเป็นไวรัลที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก อย่างน้อยๆ แค่ในละแวกบ้านและในห้องเรียนของผมก็ฮิตกันมาก เด็กผู้ชายรวมตัวกันเล่นเกมนี้เลียนแบบภาพยนตร์ เราเอาปืนแก๊ปมาแสดงท่าทางปั่นลูกโม่เหมือนทหารเวียดกงในหนัง หมุนควงบนพื้นเพื่อเสี่ยงทายว่าใครจะต้องเป็นฝ่ายยกขึ้นมาจ่อหัวตัวเอง ไม่รู้ว่าเล่นแบบนี้ไปทำไมเหมือนกัน แต่มันสนุกมากเลยจริงๆ ในวัยนั้น

จนถึงทุกวันนี้ ยังมีกระแสข่าวในต่างประเทศออกมาเสมอ ว่าทุกครั้งที่มีการนำ The Deer Hunter กลับมารีรันฉายซ้ำทางทีวี จะมีเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิตจริงๆ จากการเล่นเกมนี้ด้วยปืนจริง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ว่าการละเล่นในวัยนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในใจ

จำไม่ได้ว่าต้องนานแค่ไหนกว่าจะรู้เดียงสา จนเมื่อนำ The Deer Hunter มาเปิดดูอีกครั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ จึงได้เข้าใจมิติที่ลึกซึ้งขึ้น มองเห็นโลกที่พิกลพิการและคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งในเมืองเล็กๆ กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อค้นหาคุณค่าและความหมายของชีวิต

ฉากที่ตรึงใจที่สุดไม่ใช่ฉากรัสเซียนรูเล็ตต์อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นฉากการล่ากวางตอนต้นเรื่องและท้ายเรื่อง น่าตลกดีที่ตอนเด็กๆ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงชื่อ The Deer Hunter จนกระทั่งมาเปิดดูอีกครั้ง จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามันมีฉากล่ากวางนี้อยู่ และเป็นอุปมาอุปไมยถึงประเด็นเรื่องคุณค่าของชีวิต

ตอนต้นเรื่องพวกเขาล่ากวางเป็นเกม เป็นการละเล่น เป็นพิธีกรรมกลุ่มเพื่อค้นหาว่าใครเป็นผู้นำ เป็นจ่าฝูง ในตอนท้ายเรื่อง สงครามที่พวกเขาได้ไปเผชิญมา เป็นเกมการละเล่นที่จริงกว่า หฤโหดกว่า และทำให้ความคิดของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป

ในโลกที่พิกลพิการใบนี้ เราทุกคนกำลังร่วมเล่นอยู่ในเกมล่า ผลัดกันเป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่า

ความรักจะเปลี่ยนแปลงโลกแบบนี้ไปในทางที่ดีขึ้นได้ คนที่มีเมตตา คนที่มีความรัก จะเข้าใจว่าเราทุกคนสามารถร่วมกันหยุดเกมนี้ แล้วเดินออกจากเกมนี้พร้อมกัน ด้วยการพัฒนาความรู้สึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นอกเห็นใจคนอื่น มองเห็นความทุกข์ของคนอื่นว่าเป็นความทุกข์ร่วมกันกับเรา

ไม่ใช่แค่กวางหรือสัตว์ป่าที่พวกเราคงไม่ออกไปล่ามันอยู่แล้ว แต่บางทีแค่มดปลวกหรือแมลงบินกวนใจ เราก็ไม่อยากไปตบตีพวกมัน พอเข้าช่วงเปลี่ยนฤดูกาล แหงนหน้ามองไฟบนเพดาน เห็นแมลงเม่าบินวนแล้วร่วงหล่นลงบนพื้น เราก็รู้สึกสงสารชีวิตอันน้อยนิดแสนสั้นนั้น

หนังอะไรไม่รู้ มีแต่ยิงๆ กัน – แม่บ่นตอนที่นั่งดู เรานั่งแถวหน้าสุด สมัยนั้นค่าตั๋วแค่สิบบาท แต่ก็นับว่าแพงและฟุ่มเฟือยมากสำหรับบ้านเรา สิ่งที่จำได้เลือนรางคือ ผมกึ่งหลับกึ่งตื่นและแม่จูงผมออกจากโรงตอนหนังเลิก เราไม่ได้ดูหนังในโรงด้วยกันอีกเลยหลังจากวันนั้น มหรสพทำนองนี้คงไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับแม่

ในสื่อทุกวันนี้ มีเรื่องสนุกสนานมากมายปรากฏอยู่ตลอดทั้งวันที่ไถหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่จะได้เห็นคลิปอุบัติเหตุ ความรุนแรง สงคราม ภัยพิบัติ ฯลฯ ปรากฏขึ้นมาล่อตาล่อใจ ผมไม่รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเปิดดูมันสักเท่าไร บางครั้งเห็นคนทะเลาะเบาะแว้ง ด่าทอกันไปมา ผมไม่ค่อยอยากเข้าไปร่วมวง เพราะเรียนรู้ว่าความรุนแรง ความตาย ความผิดบาป และความฉิบหายของคนอื่นไม่ใช่เรื่องสนุก

เรื่องที่เราต้องรู้เดียงสา และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ คือความรัก ความเมตตา ความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่เราทุกคนควรจะพัฒนาขึ้นในระหว่างการเติบโต ด้วยสิ่งเหล่านี้ เราจึงจะเห็นคุณค่าและความหมายของชีวิต

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า