วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | a year in a day

Editor's Note
28 Dec 2017
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

โหลดแอพฯ ถ่ายรูปที่เขากำลังฮิตๆ กันมาเล่นแล้วรู้สึกชอบมาก มันชื่อแอพฯ Gudak การทำงานหลักๆ ก็คล้ายกับแอพฯ ถ่ายภาพวินเทจอื่นๆ อีกมากมาย คือช่วยแต่งภาพให้ออกมาเบลอๆ สีเหลื่อมๆ เกรนแตกๆ แต่มันยังมีอีกฟีเจอร์หนึ่งเพิ่มเข้ามาซึ่งน่าสนใจ คือมันจำกัดจำนวนการใช้งานครั้งละ 24 ภาพเหมือนกล้องฟิล์ม และมันกำหนดเวลาการแสดงผลภาพให้นานหนึ่งวัน เหมือนการส่งฟิล์มไปล้างที่ร้านแล็บ

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เข้าร้านแล็บ นานจนลืมว่าครั้งสุดท้ายที่ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มและส่งฟิล์มไปล้างที่ร้านนั้นคือเมื่อไหร่ นานจนไม่รู้เลยว่าทุกวันนี้ยังมีร้านแล็บล้างฟิล์มอัดภาพเหลืออยู่อีกหรือเปล่า จนกระทั่งเมื่อช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ทีมช่างภาพเราเสนอให้ถ่ายภาพนางแบบและนายแบบปกของเราด้วยกล้องฟิล์มและกล้องโพลารอยด์ดูบ้าง อย่างที่เห็นกันบนปกเต๋อ นวพล และเฌอปราง BNK48

ผมยังถามเลยว่าเดี๋ยวนี้ยังมีร้านที่รับล้างอัดฟิล์มอยู่อีกเหรอ น้องๆ พากันหัวเราะในความเชยของผม ที่พ้นวัยไปจนตามไม่ทันเทรนด์ และไม่รู้ว่าสิ่งเก่าๆ เหล่านี้ได้ย้อนกลับมาเป็นที่นิยมในคนรุ่นใหม่อีกครั้ง

แปลกดีที่มันเป็นความเชยซ้อนไปบนความเชยอีกทีหนึ่ง สิ่งหนึ่งซึ่งเมื่อก่อนผมเคยคิดว่ามันเชย กลับกลายเป็นว่าผมเชยกว่ามันเสียแล้วในวันนี้

กล้องฟิล์มตัวแรกในชีวิตยี่ห้อ Nikon ผมเริ่มหัดถ่ายภาพตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สำหรับเด็กหนุ่มในยุคนั้นมีอยู่สองสิ่งที่สะพายแล้วคุณจะดูเท่มากคือกีตาร์ แล้วก็กล้องนี่แหละ จนโลกเคลื่อนเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ กล้องดิจิตอลเริ่มเข้ามาแทน ตามมาด้วยโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องง่อยๆ จนพัฒนากลายเป็นสมาร์ตโฟนที่มีกล้องคมชัดมากขึ้นเรื่อยๆ กล้องฟิล์มก็ถูกเก็บเข้ากรุ หลงลืม และเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

แทบจะไม่มีคุณสมบัติใดของกล้องฟิล์มที่จะสู้ได้กับกล้องดิจิตอล หรือแม้กระทั่งกับสมาร์ตโฟนราคาไม่กี่พันบาทบนฝ่ามือ ทั้งความรวดเร็ว ความคมชัด และความสะดวกในการใช้งาน ในวันแต่งงานของผมเมื่อสี่ห้าปีก่อน แน่นอนว่าช่างภาพของเราถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ส่งไฟล์มาให้เราเป็นธัมบ์ไดรฟ์ เราเปิดดูภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วจัดการแชร์มันลงไปในโซเชียลมีเดียให้เพื่อนๆ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานได้ดูกัน ถ้าอยากดูภาพความประทับใจเหล่านั้นอีกเมื่อไหร่ก็สามารถย้อนกลับไปเปิดดูได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยสมาร์ตโฟนบนฝ่ามือ

หลังงานแต่งผ่านไปสักพัก แม่ถามว่าเมื่อไหร่เราจะเอาภาพในงานวันนั้นมาให้เขาดู ผมเปิดภาพบนหน้าจอมือถือให้เขาดู สไลด์หน้าจอไปเรื่อยๆ เขาบอกว่าดูแบบนี้แล้วเวียนหัว และถามว่าคนสมัยนี้ดูภาพกันแบบนี้เหรอ พอหันมองไปบนฝาผนังบ้านรอบๆ ประดับประดาไปด้วยภาพถ่ายวันรับปริญญา ภาพวันแต่งงานของพี่ๆ คนอื่น ภาพถ่ายหมู่ของครอบครัวเรา มีแม้กระทั่งภาพถ่ายในร้านสุกี้เอ็มเคที่เขาให้บริการถ่ายภาพเป็นที่ระลึกฟรีในช่วงเทศกาล อย่างวันปีใหม่หรือสงกรานต์

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีภาพถ่ายวันแต่งงานของผมแขวนบนผนังอยู่ดี เพราะยังไม่มีเวลาเอาไฟล์ไปพรินต์อัดภาพ

ตลกดีที่เวลาหายไปไหนหมด…

เวลาแต่ละวินาที นาที ชั่วโมง และวันคืนที่ผ่านไป อาจจะเต็มไปด้วยความวูบไหวรวดเร็ว แต่เมื่อเราเฝ้ารอและทิ้งระยะออกไป ก่อนจะย้อนกลับมามองมันอีกครั้ง มันก็อาจจะเป็นหนึ่งปีที่ดีและมีคุณค่าขึ้นมา

ผมกดโหลด Gudak ใส่มือถือแล้วเริ่มต้นเปิดใช้งานด้วยความเห่อ พบว่ามันพยายามกรอบพฤติกรรมการถ่ายภาพของเราทุกด้าน ให้ย้อนกลับไปสู่สมัยยุคหิน ล้าสมัย เชื่องช้า เต็มไปด้วยข้อจำกัด แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ได้กลายเป็นความแปลกประหลาดที่ถูกหยิบมาใช้เป็นกิมมิกสำหรับแอพฯ ถ่ายภาพนี้ให้กลายเป็นที่นิยม และทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าที่ผ่านมา เทคโนโลยีทำอะไรกับภายในใจของเรา

การถ่ายภาพที่เปิดให้เราได้เห็นผลงานภาพของตัวเองทันที ทำให้สำนึกเรื่องเวลาภายในใจของเราเปลี่ยนไป การนำไฟล์ภาพนั้นออกเผยแพร่ได้ทันที คนอื่นได้เห็น และเราได้รับความเห็นกลับมา ก็ทำให้สำนึกเรื่องเวลาในระดับทั้งสังคมเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน เวลาข้างนอกนั้นเหมือนจะมีมากขึ้น แต่เวลาภายในใจของเรากลับหดสั้นลง เทคโนโลยีค่อยๆ กรอบให้เรารู้สึกแบบนั้น

พอถ่ายภาพด้วย Gudak ครบทั้ง 24 ภาพ แล้วต้องรออีกหนึ่งวันเต็มๆ กว่าจะได้ดูภาพ ผมรู้สึกหงุดหงิดและเสียเวลา แค่หนึ่งวันนั้นยาวนานเกินไป เทียบกับเมื่อก่อนบางทีเราต้องเอาฟิล์มไปทิ้งไว้ที่ร้านสองสามวัน น้องๆ แนะนำว่าเราสามารถโกงแอพฯ นี้ได้ ด้วยการปรับเวลาในมือถือเสียใหม่ ใครๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครรอข้ามวันเพื่อจะได้ดูรูปภาพอีกแล้ว เพราะมันเสียเวลา

ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพ ทุกวันนี้เรารออะไรไม่ได้ และต้องแสดงอะไรบางอย่างออกไปตลอดเวลา เพื่อรอผลตอบกลับแบบทันทีทันใด อย่างการโพสต์เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ตลอดวัน แสดงความเห็นมันซะทุกเรื่อง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ และมันก็น่าแปลกที่มีคนอื่นมาสนใจเรื่องของเราทุกเรื่อง ทุกวัน ทั้งวัน ด้วยเช่นกัน การสื่อสารที่มากเกินไปทำให้เวลาหดลง นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราไม่ค่อยมีเวลา

ผมมะงุมมะงาหราหาวิธีโกงเวลาในแอพฯ ไม่กล้าไปถามน้องๆ เพราะกลัวพวกเขาจะหาว่าเชย ก้มหน้างมเองอยู่นานจนหันไปทำอะไรอย่างอื่นแล้วก็หลงลืมมันไปเลย เวลาผ่านไปจนถึงวันรุ่งขึ้นจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ว่ามีภาพชุดนี้เก็บรอเวลาไว้ ด้วยความตื่นเต้น เปิดออกมาเห็น 24 ภาพเบลอๆ สีเพี้ยนๆ ที่มีเวลาแห่งการรอคอย 24 ชั่วโมง หรือหนึ่งวันเต็มๆ ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับมัน

เหมือนกับภาพถ่ายครอบครัวบนฝาผนังรอบบ้านเรา ส่วนใหญ่เราเดินผ่านทุกวันโดยไม่เคยสนใจมอง เวลาผ่านไปหนึ่งปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี เมื่อกลับมาพินิจพิจารณามันอีกทีก็กลับมีคุณค่าขึ้นมา

เวลาแต่ละวินาที นาที ชั่วโมง และวันคืนที่ผ่านไป อาจจะเต็มไปด้วยความวูบไหวรวดเร็ว แต่เมื่อเราเฝ้ารอและทิ้งระยะออกไป ก่อนจะย้อนกลับมามองมันอีกครั้ง มันก็อาจจะเป็นหนึ่งปีที่ดีและมีคุณค่าขึ้นมา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า