วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ | โอนิกิริ… โอนิกิริ…

Editor's Note
2 Feb 2018
เรื่องโดย:

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

เพียงแค่อินโทรของเพลงดังขึ้นมาครึ่งท่อน เหล่าแฟนเพลงนับพันหมื่นโห่ร้องดีใจ ทุกคนตะโกนส่งเสียงเป็นคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงข้าวปั้น ถือเป็นรหัสสื่อสารระหว่างพวกเขากับเด็กสาวหลายสิบคนบนเวที ที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างทะมัดทะแมงและพร้อมเพรียง ทุกคนทั้งบนเวทีและข้างล่างต่่างก็เข้าใจตรงกันในทันทีว่าเพลงโปรดของพวกเขากำลังจะบรรเลงแล้วในอีกสามสี่นาทีต่อจากนี้ ทุกคนจะต้องร่ำร้องว่าอะไร และร่ายรำด้วยท่วงท่าอย่างไร…

โอนิกิริ

     ปรากฏการณ์ธรรมดาๆ ที่เห็นกันคุ้นตาในชีวิตประจำวันเหล่านี้ ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะเห็นถึงรูปแบบที่น่าสนใจของการกำเนิดขึ้นและดำเนินไปของสังคม ไม่เฉพาะแค่เรื่องดนตรี แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทุกอย่าง ตั้งแต่เมื่อกลางปีที่แล้ว คลิปวิดีโอทีเซอร์สั้นๆ ในโซเชียลมีเดียได้เปิดเผยให้เห็นภาพแว้บแรกของพวกเธอแค่สามสิบวินาที พร้อมคำโปรยชวนให้ทุกคนมาร่วมกันจับตาดูการกำเนิดขึ้นของสิ่งใหม่ ในขณะที่ผมคิดว่านี่คือรูปแบบที่เป็นพื้นฐานที่สุด และมีความดั้งเดิมที่สุดของสังคมเรา

     เหมือนไม่กี่ปีก่อน พวกวงนักร้องเกาหลีก็มักจะให้เหล่าสมาชิกมายืนเรียงอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แล้วเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเสียงเพลงโดยพร้อมเพรียง ย้อนไปไกลกว่านั้น เหมือนตอนสมัยผมยังเป็นวัยรุ่น นักร้องหนุ่มสาวชาวไทยคนแล้วคนเล่าเรียงแถวกันออกมาประสบความสำเร็จในรูปแบบเดียวกัน คือร้องและรำในท่วงท่าที่พวกเขาตั้งชื่อเรียกต่างๆ ท่าหมาเกาหู ท่าเกรงใจ ท่าชักกระดุ๊กกระดิ๊ก ฯลฯ โดยมีแดนเซอร์กลุ่มใหญ่คอยเต้นสนับสนุนอยู่ข้างหลัง แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสังคมก็ร่วมกันร้องและเต้นตามพวกเขาและเธอไป

     สังคมก่อตัวขึ้นแบบนี้ และมันเคลื่อนไหวไปในรูปแบบที่คาดการณ์ได้ เริ่มต้นจากหนึ่ง กลายเป็นสอง สาม สี่… แล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นมวลชน

     มี TED Talks คลิปหนึ่งซึ่งผมชอบมากๆ โดย ดีเรก ซิเวอร์ส ชื่อทอล์กว่า How to start a movement เขาอธิบายว่าเทรนด์ กระแส หรือความเคลื่อนไหวทางสังคมใดใด เกิดขึ้นมาและดำเนินไปอย่างไร โดยทำการทดลองทางสังคมในงานแสดงดนตรีครั้งหนึ่ง แล้วก็ถ่ายคลิปวิดีโอ เริ่มต้นจากผู้ชมนั่งฟังดนตรีไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ แล้วสักพักหนึ่งก็มีผู้ชมคนแรกลุกขึ้นเต้น

     ผมนึกถึงสถานการณ์ในที่ประชุมงานของทุกๆ ออฟฟิศ สมมติว่าเป็นในกองบรรณาธิการของเราเอง กำลังลังเลสงสัยว่าจะทำต้นฉบับเรื่องอะไรสำหรับเล่มหน้า มีใครสักคนโพล่งขึ้นมาว่าเราทำสัมภาษณ์นักร้องสาวกลุ่มนี้กันเถอะ หรือถ้าเป็นองค์กรธุรกิจอื่นๆ เมื่อมีใครเสนอสิ่งใหม่ที่แปลก แตกต่าง ไม่คุ้นเคย ผิดไปจากธรรมเนียมนิยมเดิมของกลุ่มชน ความเงียบก็จะเข้ามาปกคลุมที่ประชุม บางคนก้มหน้าหลบตาเพื่อจะไม่ต้องตัดสินใจ บางคนหันซ้ายหันขวาแอบดูแววตาของคนอื่น

     สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอเวลาเราไปท่ามกลางฝูงชน ในงานคอนเสิร์ตหรือในผับ เมื่อกลุ่มคนกำลังหยุดนิ่งอยู่ในสภาวะหนึ่ง แล้วมีใครสักคนเบี่ยงเบนออกไป ในการทดลองของดีเรก ซิเวอร์ส ก็เช่นเดียวกัน ผู้คนในงานแสดงดนตรีนั้นรู้สึกอึดอัดกับใครสักคนที่ลุกขึ้นเต้นเป็นคนแรก บางทีอาจจะถึงขั้นรู้สึกอายแทน

     ความเงียบปกคลุมที่ประชุมนานจนน่าอึดอัด จนกระทั่งมีใครสักคนในที่ประชุมพูดขึ้นมาว่า ก็ดีนะ ถึงแม้เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แต่ผู้อ่านของเราจะต้องชอบแน่ๆ กองบรรณาธิการคนอื่นเริ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตากันแล้วพยักหน้าทีละคน จากสองเป็นสาม จากสามเป็นสี่ แล้วหลังจากนั้นก็นำไปสู่ความเคลื่อนไหว การลงมือปฏิบัติจริง เกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

     ดีเรก ซิเวอร์ส บอกว่า…

ผู้นำเป็นเพียงคนบ้าที่โดดเดี่ยว แท้ที่จริงแล้วคนที่สร้างความเคลื่อนไหวตัวจริงคือผู้ตามคนแรก เพราะเขาช่วยเปลี่ยนความโดดเดี่ยวของคนบ้าให้กลายเป็นกระแส

     จากสองเป็นสาม จากสามเป็นสี่ หลังจากนั้นมันกลายเป็นกลุ่มคน เป็นฝูงชน กลายเป็นข่าวใหญ่แพร่สะพัดออกไป

     ในการทดลอง เมื่อมีคนลุกขึ้นเต้นเป็นคนที่สอง ไม่นานนักคนที่สามและสี่จึงค่อยกล้าลุกขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นมันกลายเป็นเรื่องง่ายมากที่ผู้คนในบริเวณนั้นทั้งหมดจะลุกขึ้นเต้นตาม ไม่มีความเขินอายอีกต่อไป เพราะมันกลายเป็นว่าถ้าฉันไม่เต้นนี่สิ ฉันจะแปลกกว่าคนอื่น นี่คือรูปแบบของสังคม ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น เทรนด์ กระแส ไวรัล ธุรกิจ การตลาด การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างในวัฒนธรรมร่วมสมัยของเรา

     จึงไม่น่าแปลกใจที่วงดนตรีแนวนี้ได้ถูกออกแบบมาให้มีรูปแบบนี้อย่างจงใจ คือต้องมีสมาชิกหลายๆ คน ทุกคนต้องร้องและเต้นไปพร้อมๆ กัน มีคนหนึ่งนำ มีอีกสิบคนตาม เพื่อทำให้แฟนเพลงข้างล่างเวที และแฟนเพลงที่รอดู รอตามข่าวสารในระยะห่างออกไป จะได้รู้สึกว่ามันง่ายสำหรับพวกเขาที่จะทำตาม การร้องการเต้นกันพร้อมๆ กัน มีพลังทางจิตวิทยา หนุนส่งให้กระแสขยายวงกว้างออกไป พร้อมกับดึงดูดผู้คนที่ห่างไกลให้วิ่งเข้ามาสู่ศูนย์กลาง

     จากแฟนเพลงกลุ่มเล็กๆ ขยายออกไปเป็นปรากฏการณ์ทั้งสังคม และทุกครั้งที่ท่อนอินโทรของเพลงนี้ดังขึ้น เราก็จะตะโกนถ้อยคำที่เป็นรหัสสื่อสารระหว่างกัน ว่าพวกเราพร้อมแล้วที่จะให้เขาหรือเธอนำพาไป

     สิ่งที่เห็นกันอยู่นี้คือแบบจำลองของทั้งสังคมที่กำลังดำเนินไป โดยเฉพาะสังคมตะวันออกที่เน้นให้ความสำคัญกับส่วนรวม ความสอดคล้อง กลมกลืน ของตัวเองกับคนอื่น

     ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ตอนที่พวกเรากำลังปรับโฉมนิตยสารของเรา และนำนักร้องเด็กสาวกลุ่มนี้มาสัมภาษณ์เป็นหน้าปกตั้งแต่ที่พวกเธอเพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ ยังไม่มีกระแสร้อนแรงขนาดนี้ ตอนนั้นพวกเราลังเลสงสัย วิตกกังวล ว่าการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงของเราจะนำไปสู่อะไร เราทุกคนได้ผ่านการต่อสู้ขับเคี่ยวภายในใจมาอย่างหนักหน่วงจริงๆ กว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินมาได้อย่างราบรื่นจนถึงวันนี้

     ความสำเร็จใดๆ ไม่ได้ขึ้นกับผู้นำ แต่มันขึ้นกับพลังใจของผู้ตามมากกว่า ว่าเรามีความกล้าหาญแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ตามคนแรก

     ในอึดใจที่ห้องประชุมเงียบงันจนน่าอึดอัด หรือในงานคอนเสิร์ต ในผับที่เรากำลังนั่งเขินอาย หลุบตาลงมองสองมือกำแน่นวางนิ่งอยู่บนตัก อึดใจนั้นเรากำลังต่อสู้กับความหวาดกลัวภายใน ความวิตกกังวลต่ออนาคต ลังเลสงสัยต่ออดีต หวาดระแวงคนที่นั่งข้างๆ ตื่นตระหนกกับสภาวการณ์รอบด้าน

     ใครคือคนที่โพล่งขึ้นมาก่อน โอนิกิริ… โอนิกิริ… โดยไม่ต้องลังเลรีรอดูลาดเลาของคนอื่น บทเพลงแห่งความเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราว่ากล้าแค่ไหนที่จะลุกขึ้นมาเต้นตาม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

อดีตบรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า