พาราควอต: เมื่อยาฆ่าหญ้า กลายเป็นดราม่าสังคม โดย รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

Agenda
30 Dec 2019
เรื่องโดย:

adB Team

แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องทางวิชาการหนักๆ อย่างการแบนสารเคมีทางการเกษตร 3 ตัว อย่างพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จะกลายเป็นประเด็นโต้เถียงใหญ่โตจนถึงกับขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายครั้งตลอดปีที่ผ่านมา

        กระแสการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชถูกจุดขึ้นในปี 2559 โดยกลุ่มเอ็นจีโอได้แถลงผลการตรวจพบสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ ทำให้กระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ก่อนที่จะมีมติให้หยุดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ให้หมดภายในปี 2562

        ถึงจะมีมติออกมา แต่ผลการประชุมหลายครั้งของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของชาติในการพิจารณาระดับความเป็นอันตรายของสารเคมี ก็ยังไม่เห็นด้วย เพียงแต่กำหนดให้ ‘จำกัดการใช้งาน’ รวมถึงการขึ้นทะเบียนและอบรมเกษตรกรที่จะใช้

        จนกระทั่ง 22 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีมติแบนสารเคมีทั้ง 3 ตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการกดดันจากกลุ่มเอ็นจีโอ ขณะที่นักการเมืองซึ่งกำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ออกมาเดินหน้าเต็มที่ ประกาศตนเป็นผู้นำการแบนสารเคมี พร้อมกับภาพโรงพยาบาลทั่วประเทศขึ้นป้ายต่อต้านการใช้สารเคมีกับการทำเกษตร 

        เรื่องนี้คงจะจบลงไปอย่างเงียบๆ ถ้านักวิชาการเกษตรศาสตร์ แพทย์ ตัวแทนเกษตรกร ไม่เริ่มออกมาโต้แย้ง ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพที่อ้างกัน รวมถึงหยิบยกความจำเป็นของเกษตรกรในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนผลเสียของสินค้าเกษตรและผลเสียต่อการส่งออก ฯลฯ

        ประเด็นที่น่าคิดคือทำไมถึงจับเอาสารเคมี 3 ชนิดที่มีความแตกต่างกันสูง ทั้ง ‘วิธีการใช้’ และ ‘ระดับความเป็นพิษ’ มาผูกไว้ด้วยกัน แล้วรณรงค์ให้ประชาชนผู้บริโภครู้สึกหวาดกลัวว่าอาหารที่ตนกินเข้าไปนั้นจะมีสารพิษปนเปื้อน เสี่ยงต่อสุขภาพ ฯลฯ จนได้รับเสียงสนับสนุนจาก ‘คนเมือง’ เป็นจำนวนมาก

        ถ้าพิจารณาจากสารเคมีแต่ละตัวจะพบว่า—สาร ‘คลอร์ไพริฟอส’ เป็นยาฆ่าแมลงที่เป็นพิษปานกลาง ใช้ฉีดพ่นผักผลไม้ และถ้าใช้เข้มข้นกว่ากำหนดหรือเก็บเกี่ยวเร็วเกินไป ก็มีสิทธิ์ที่จะตกค้างได้—ดังนั้น ถ้าจะแบน ก็พอจะสมเหตุสมผล

        ขณะที่ ‘พาราควอต’ นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งเลย เพราะมันคือสารที่ใช้ในการฉีดพ่นทำลายวัชพืชที่จะมาแย่งน้ำหรือปุ๋ยจากพืชประธาน โดยออกฤทธิ์เผาไหม้บริเวณสีเขียวของวัชพืช เหมาะกับการฉีดฆ่าหญ้าที่โคนต้นพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ แต่ไม่นิยมใช้กับผักและผลไม้ เพราะจะทำให้ผลิตผลเสียหายได้ จึงไม่น่าเชื่อว่าสารเคมีชนิดนี้จะตกค้างในอาหารและทำลายสุขภาพของผู้บริโภค 

        หรือแม้แต่ข้อสันนิษฐานที่ว่าจะเป็นอันตรายต่อเกษตรกร—รายงานของศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ระบุว่า ผู้ป่วยที่ได้รับพิษพาราควอต 4,233 ราย ใน 7 ปีนั้น กว่า 80% ของผู้ป่วย เกิดจากการกินเข้าไปในปริมาณมาก และกว่า 74% เป็นการตั้งใจกินเพื่อฆ่าตัวตาย—มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับอันตรายมาจากการประกอบอาชีพ 

        ส่วน ‘ไกลโฟเซต’ ก็เป็นยาฆ่าหญ้า แต่มีความเป็นพิษต่ำที่สุดในบรรดาสารกำจัดวัชพืชทุกชนิด จึงเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยมีราคาถูกมาก เนื่องจากเป็นสารเคมีที่หมดอายุสิทธิบัตรไปนานหลายสิบปีแล้ว และไทยเรานำเข้าแทบทั้งหมดจากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตหลัก

        การรีบเร่งแบนสาร 3 ตัว แบบ ‘เหมาเข่ง’ เช่นนี้ จึงดูจะมีพิรุธซ่อนอยู่ เพราะเหมือนจงใจทำให้พาราควอตดูน่ากลัวเกินจริง ด้วยการผูกกับเรื่องการตกค้างในผักผลไม้ของยาฆ่าแมลงอย่างคลอร์ไพริฟอส และทำให้ไกลโฟเซตดูมีพิษน่ากลัวพอกับพาราควอตไปด้วย ทั้งที่ใช้ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่สารซึ่งอ้างว่าใช้กำจัดวัชพืชทดแทนได้ อย่าง ‘กลูโฟซิเนต’ นั้นกลับมีความเป็นพิษและมีราคาสูงมาก แถมยังเอื้อประโยชน์เต็มๆ ให้กับนายทุนผู้นำเข้ากลูโฟซิเนตมาขาย 

        หลังจากการเดินขบวนเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกร รวมถึงจดหมายขอเหตุผล ‘ทางวิทยาศาสตร์’ ในการแบนสารจากประเทศคู่ค้าทางการเกษตรของไทย ท้ายที่สุด เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ได้มีมติใหม่ ให้ชะลอเวลาที่จะเริ่มแบนคลอร์ไพริฟอสกับพาราควอตออกไปเป็น 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซต ได้ยกเลิกการแบน และเปลี่ยนกลับไปจำกัดการใช้ตามมติก่อนหน้านี้ 

        อย่างไรก็ตาม สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะทั้งเอ็นจีโอที่เรียกร้องให้แบนสารโดยทันที และเกษตรกรที่คัดค้านการแบนสารเพราะต้องการใช้พาราควอตต่อไปก็ล้วนแสดงความไม่พอใจกับมติใหม่ที่ออกมา และเราคงจะยังได้เห็นดราม่าการโต้แย้งเรื่องนี้อีกในปี 2563 อย่างแน่นอน ขอให้จับตาดูกันต่อไป

 


เรื่อง: รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่

ภาพโดย

อุษา นพประเสริฐ

สาวน้อยเมืองชลที่หลงแสงสีเข้ามาอยู่เมืองกรุง ใจรักการขี่มอเตอร์ไซค์ และมีเพจใสๆ ชื่อ alwaysaday ฝากกดไลก์ด้วยนะจ๊ะ