‘On The Path to Wellness หนทางสู่ชีวิตที่มีชีวา’ ในสายตาของเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และสังคมศาสตร์

Agenda
13 Jun 2020
เรื่องโดย:

adB Team

‘Lifefulness ‘ชีวิตมีชีวา’: ให้ชีวิตทุกวันมีคุณภาพ ไปจนถึงวันสุดท้าย’ งานประจำปีของชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จัดร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้ผู้ร่วมสนทนาน่าสนใจอย่าง ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ, ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์, และอาจารย์ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

        a day BULLETIN ได้สรุปรวบรวมเนื้อหาจากงานครั้งที่ 2 ในหัวข้อ ‘On The Path to Wellness: หนทางสู่ชีวิตที่มีชีวา’ ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่แขกรับเชิญแต่ละท่านได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากการศึกษา ค้นคว้าทั้งในมุมมองอนาคตการแพทย์ (Future of Medicine) ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ, กฎหมายพินัยกรรมที่ส่งผลต่อเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ และสังคมศาสตร์คุณภาพความเป็นเมืองที่กำหนดคุณภาพชีวิตคน 

 

On The Path to Wellness

‘หนทางสู่ชีวิตที่มีชีวา’ ที่มาจากจุดเปลี่ยนในชีวิต

        จากนักเศรษฐศาสตร์ที่อยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจมายี่สิบกว่าปี ในวัยที่ 56 ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ กลับพบว่าข้อมูลที่สำคัญที่สุดข้อมูลหนึ่งที่ตัวเองกลับไม่เคยรู้เลยนั้นคือข้อมูลเชิงสุขภาพ ทำงานหนัก ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการรับประทานอาหารอร่อยๆ ไม่ต่างจากเราหลายคน จนเพื่อนแนะนำให้ไปพบแพทย์ด้าน anti-ageing ในวัย 56 ปี และพบว่าเซลล์ร่างกายตนเองนั้นมีอายุเทียบเท่ากับคนวัย 70 ปี

        ด้วยความเป็นนักวิจัย ที่ข้อมูลนั้นมีความสำคัญในการตัดสินใจ จากข้อมูลที่ได้ ดร. ศุภวุฒิเลยตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่จะทำอะไรดีระหว่าง หนึ่ง ซื้อประกันสุขภาพ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ประกันดูแล หรือสอง ทำให้สุขภาพตัวเองดีขึ้น และตั้งใจว่าจะไม่เป็นสักโรคเดียว ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องประกัน ป้องกันเอาดีกว่า

        หลังจากนั้นมา สุขภาพก็เริ่มเปลี่ยนไป รวมทั้งความเข้าใจทางสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น จากงานวิจัยสุขภาพหลายสิบปี ทุกข้อมูลล้วนมีข้อสรุปตรงกันว่าหนทางสู่สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่เพียงการ กิน (ให้น้อย) ออกกำลังกาย (ให้บ่อย) และนอน (ให้พอ) 

        ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ก็เช่นกัน ที่จุดเปลี่ยนสู่การหันมาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนมาตรา 12 สิทธิของผู้ป่วยระยะสุดท้ายในการเลือกจากไปอย่างธรรมชาตินั้น มาจากการสูญเสียภรรยาที่ป่วยจากโรคมะเร็ง ซึ่งทำให้ฉุกคิดได้ว่า เราต่างวางแผนชีวิตกันมากมาย แต่การวางแผนครั้งสำคัญที่สุดในบั้นปลายสุดท้ายนั้นกลับไม่เคยทำ เราต่างปฏิบัติต่อกันอย่างดีที่สุดในช่วงเวลาที่มีอยู่ แต่ไม่ได้พูดคุยกันว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดก่อนจากไปคืออะไร บทเรียนของชีวิตที่ทำให้คุณกิติพงศ์หันมาสนับสนุนให้ผู้คนเขียน ‘Living Will’ แจ้งเจตจำนงว่าจะจากไปอย่างไร เพื่อให้คนที่ยังอยู่ลำบากใจน้อยที่สุดในการตัดสินใจครั้งสำคัญ และเพื่อทำให้การพูดคุยเรื่องการตายกลายเป็นเรื่องปกติ

        สำหรับ ดร. ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ นั้น สิ่งที่ทำให้หันมาสนใจมิติของความตาย คือการได้มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะนักวิจัยโครงการวิจัยคนเมือง 4.0 ในแง่มุมของความตายกับเมือง สองหัวข้อที่ดูแตกต่าง แต่แท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์กันมาก ความรักตัวกลัวตายที่เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์สร้างความเจริญ เมืองถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตราย เพื่อให้มนุษย์ได้มีชีวิตที่ดี แต่ในขณะเดียวกันวิถีชีวิตในเมืองเองก็ส่งผลให้เกิดความตายบางรูปแบบเช่นกัน

สูงสุดสู่สามัญ เทคโนโลยีก้าวไกล ที่สุดท้ายคือการหวนกลับมาดูแลตัวเอง

        ดร. ศุภวุฒิ ได้เล่าถึงอนาคตการแพทย์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และจะถูกดิสรัปต์ไม่ต่างจากวงการอื่นๆ ที่ถูกดิสรัปต์รั้งใหญ่มาแล้ว ต่อไปการรักษาจะไม่ใช่การรักษาด้วยยารักษาโรค (treatment) แต่จะเป็น Genomic Therapy คือการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขในระดับยีน เช่น Induced Pluripotent Stem Cells (iPCSs) การหมุนเวลาให้อายุเซลล์อ่อนลง, Genome Mapping ที่จะบอกข้อมูลหน้าที่ของยีนทุกตัวในร่างกาย หรือเทคโนโลยี CRISPR-Cas9 ที่จะช่วยให้เราปรับแต่งยีนได้

        แต่การมีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีกันเสียหมด ดร. ศุภวุฒิ ให้ความเห็นว่า บทบาทของเทคโนโลยีนั้นคือการช่วยเสริม แต่ความสำคัญขั้นพื้นฐาน (ที่ถูกและทำได้เลย) คือการกลับมารักษาสุขภาพตัวเอง เพื่อที่จะมีชีวิตที่แก่ยาวและตายเร็ว กล่าวคือใช้ทั้งการดูแลสุขภาพตัวเองและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเสริม เพื่อขยายระยะเวลาสุขภาพดีให้ยืนยาวที่สุด และหากต้องจากไป ก็จากไปเลยทันที ไม่ต้องยื้อความเจ็บป่วยให้ยืนยาว 

        หรือแม้แต่ในการพัฒนาในเมืองของ ดร. ภาวิกา ที่เรากำลังอยู่ในยุคที่ใครๆ ก็พูดถึง Smart City การนำเทคโนโลยีมาใช้ในเมือง แต่เรื่องสำคัญขั้นพื้นฐาน เช่นการมีบาลานซ์ระหว่างธรรมชาติและชีวิตในเมือง พื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ ความไม่แออัด ความสะอาดปลอดภัย สำหรับทุกคน กลับเป็นเรื่องด่วนขั้นพื้นฐานที่แก้กันมานานแต่ยังไม่เห็นผล 

        ซึ่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากเมืองไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องคุณภาพชีวิตในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังส่งผลต่อสุขภาพจิต และชีวิตของผู้คนโดยตรง เช่น ในช่วงโควิดที่ผ่านมานี้ที่เผยให้เห็นความเปราะบาง จำนวนตัวเลขคนฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นเพราะไม่รู้จะพึ่งพาใครได้ เมืองที่ไร้ความสัมพันธ์ เมืองที่ทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก และนำไปสู่การตายก่อนสมควร ความตายของปัจเจกที่เป็นผลจากโครงสร้างของเมืองที่ไม่สนใจเรื่องของคน

 

On The Path to Wellness

ความปกติใหม่ที่การพูดถึงความตายจะกลายเป็นเรื่องปกติ – หนทางสำคัญในการได้ใช้ชีวิตอย่างมีชีวา เมื่อเราเห็นว่าวันเวลาที่มีอยู่จำกัดนั้นช่างล้ำค่า

        “อาจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส ซึ่งเป็นอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้ผลักดัน มาตรา 12 ที่ทำให้คนไข้มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการรักษาเพื่อเป็นการยื้อชีวิต ซึ่งศัพท์กฎหมายกับศัพท์ความจริงจะมี 2 เรื่อง อย่างที่อาจารย์ศุภวุฒิพูดไปว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะทำให้เรายื้อชีวิตได้ ชีวิตจะยาวขึ้น สุขภาพดีขึ้น แต่ในท้ายที่สุดเรายื้อความตายไม่ได้”

        คุณกิติพงศ์กล่าวถึงมาตรา 12 ที่เป็นก้าวสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากไปได้ด้วยดี แต่กฎหมายจะช่วยอะไรไม่ได้ หากผู้คนยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หรือตราบใดที่เรายังอยู่ในวัฒนธรรมที่ความตายเป็นเรื่องอัปมงคล มาตรา 12 นี้ก็จะไม่ส่งผลต่อใคร

        คุณกิติพงศ์ได้ฝากถึงหนทางสู่มีชีวิตชีวาง่ายๆ ด้วยการทำให้เรื่องความตายกลายเป็นบทสนทนาปกติ จัดการทำ living will ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ แจ้งความต้องการกับคนรอบข้างว่าอยากจากไปอย่างไร ร่างกายต่างๆ สามารถบริจาคให้ใครได้บ้าง

คุณภาพชีวิตที่ดีของบุคคลที่เป็นผลจากสังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมที่มาจากสุขภาวะของบุคคล

        “ปัจจุบันสามสิบบาทรักษาทุกโรค หรือประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นมีงบประมาณกว่าสองแสนล้าน แต่งบประมาณสำหรับ สสส. สำหรับการดูแลสุขภาพมีสองพันล้าน ดังนั้น เราต้องหันมาช่วยดูแลสุขภาพที่ดีเพื่อให้เราไม่เป็นภาระกับสังคม ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างที่ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เคยประเมินไว้ว่า ต้นทุนหรือเงินที่เป็นทรัพยากรที่ต้องใช้ในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่รวมกันแล้วอาจจะได้ถึงหนึ่งล้านล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมาก ถ้าเราช่วยประหยัดงบประมาณตรงนี้โดยการทำให้ตนเองสุขภาพดี หรือถ้าต้องตายตอนอายุ 80 ปีก็ขอให้สุขภาพดีจนถึงอายุ 79 ปี เพื่อจะได้ลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและลูกหลาน”

        ดร. ศุภวุฒิ กล่าวถึงข้อมูลที่ทำให้เห็นว่าการดูแลตนเองนั้นไม่ได้เพียงแต่ส่งผลดีต่อตนเอง แต่ยังส่งผลดีในระดับเศรษฐกิจโดยรวม เมื่องบประมาณมหาศาลของประเทศที่ต้องใช้ในการดูแลสุขภาพจะถูกลดลง เพื่อนำไปใช้ส่งเสริมคุณภาพประชากรด้านอื่นๆ ซึ่งจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อจำนวนผู้สูงอายุของคนไทยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านกลายเป็น 20 ล้าน ดังนั้น หากเราไม่ดูแลตัวเองก็จะเป็นภาระต่อประเทศชาติ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเราดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ ที่ ดร. ศุภวุฒิ ได้ฝากไว้ คือการกินให้น้อย ออกกำลังกายให้บ่อย และนอนให้พอ เราก็จะสามารถทำให้ช่วงชีวิตที่สุขภาพดีนั้นยาวนานที่สุด และป่วยให้สั้นที่สุด อย่างที่ ดร. ศุภวุฒิ ได้เล่าถึงความฝันเอาไว้ว่าคือการ ‘Die young at a very old age’ ตายในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรง นั่นเอง

        “ชีวิตเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเรากำหนดด้วยตัวเราเองได้ มันก็ยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรากำหนดเองไม่ได้ เช่น โครงสร้างทางสังคม ยกตัวอย่างการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่เห็นได้ชัดในเรื่องของการตายกับโครงสร้างทางสังคมที่เป็นโครงสร้างทางที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีการเหยียดและแบ่งแยก ซึ่งทำให้เกิดกรณีอย่าง จอร์จ ฟลอยด์ ขึ้น หรือการตายจากโควิด-19 ซึ่งชัดเจนว่าเป็นความตายที่สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งกับความเป็นสังคม หรือแม้กระทั่งการที่เราแยกขาดออกจากธรรมชาติ ถ้าเราอยากให้การใช้ชีวิตมีความเอื้ออาทรตั้งแต่วันอยู่ไปจนถึงวันตาย มันก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างระบบที่รองรับความเอื้ออาทร พึ่งพาอาศัยกัน”

        อาจารย์ภาวิกากล่าวทิ้งท้ายที่สรุปให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความตายกับการใช้ชีวิต และความสัมพันธ์ของคุณภาพสังคมกับสุขภาวะของบุคคลว่าเป็นเรื่องที่แยกขาดกันไม่ได้

 

        **ขอขอบคุณสถานที่การถ่ายทอดสดครั้งนี้จาก KBank Private Banking ที่เพิ่งได้รับรางวัลการดำเนินงานด้วยความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG: Environment, Social Governance) ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

 


อ่านบทสัมภาษณ์ย้อนหลังของวิทยากรทั้ง 6 ท่าน และพิธีกรจากงาน ‘Lifefulness ‘ชีวิตมีชีวา’ : ให้ชีวิตทุกวันมีคุณภาพ ไปจนถึงวันสุดท้าย’ งานประจำปีของชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จัดร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทาง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่