CHINESE DREAM 01: แผ่นดินที่ป่วยไข้

Agenda
28 Jan 2020
เรื่องโดย:

สุธามาส ทวินันท์

การเปลี่ยนผ่านแต่ละยุคของจีนนั้น กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกได้อย่างทุกวันนี้ นับว่าไม่ต่างอะไรจากภาพยนตร์สู้ชีวิตเรื่องหนึ่งที่เปิดเรื่องด้วยความสิ้นเนื้อประดาตัวทุกอย่าง ก่อนจะกัดฟันลุกขึ้นสู้ ก้าวพ้นทุกอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาไม่ยั้ง จนสามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้มากกว่าเดิม พร้อมวางรากฐานที่ยั่งยืนไม่ให้ตัวเองกลับไปล้มอีกครั้งเฉกเช่นในอดีต 

        ครั้งหนึ่งประเทศจีนเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรม ปรัชญา วิทยาศาสตร์ การบริหาร การปกครอง ตลอดจนการค้าขายกับต่างประเทศ แต่ความรุ่งเรืองเป็นเพียงบทหนึ่งบนประวัติศาสตร์อันยาวนาน เพราะตลอดช่วงปลายของราชวงศ์ชิง ก่อนธงพรรคคอมมิวนิสต์จะโบกสะบัด ชาวจีนยุคหลังมองว่าเป็น ‘ร้อยปีแห่งความอัปยศ’ 

        การโดนคุกคามจากสหราชอาณาจักร โปรตุเกส และญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง บวกกับความอ่อนแอของราชสำนักที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ทำให้จีนพบกับความยากลำบากทุกหย่อมหญ้า ความสิ้นหวังในอำนาจการปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับความทุกข์ยากที่ประชาชนต้องเผชิญ จึงกลายมาเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่จุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์จลาจลหลายครั้งเพื่อหาทางกอบกู้ประเทศให้หลุดพ้นจากความล่มจม

 

แผ่นดินที่ป่วยไข้

 

        ใน ค.ศ. 1911 เหตุการณ์ปฏิวัติซินไฮ่โดยพรรคก๊กมินตั๋งที่ยึดมั่นในระบอบทุนนิยมประชาธิปไตย ภายใต้การนำของ ‘ดร. ซุน ยัตเซ็น’ สามารถล้มการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐได้สำเร็จ แต่แสงสว่างที่ทุกคนรอมาอย่างยาวนานก็ไม่ได้เฉิดฉายอย่างที่หวัง เพราะการปกครองในยุคถัดมาภายใต้พรรคก๊กมินตั๋งเกิดการคอร์รัปชัน ส่งผลให้คนจีนทั่วทั้งแผ่นดินเดือดร้อนจากความยากจน เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร และมีอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกว่า 3,000% 

        กลุ่มต่อต้านมากมายเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อโค่นล้มการปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง โดยกลุ่มที่สำคัญที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมี ‘เหมาเจ๋อตง’ เป็นแกนนำสำคัญ การต่อต้านทวีความรุนแรงขึ้นกลายเป็นศึกสงครามกลางเมืองสองระลอกระหว่าง ค.ศ. 1927-1937 และ ค.ศ. 1946-1949 แต่ท้ายที่สุดของการต่อสู้ครั้งนี้ก็มาถึง เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะ เหมาเจ๋อตงเดินเข้าสู่ประตูเทียนอันเหมินอย่างสง่าผ่าเผย และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 

 

แผ่นดินที่ป่วยไข้

 

        การปกครองที่เปลี่ยนมือทำให้จีนในช่วงทศวรรษ 1950 เผชิญกับหายนะทางมนุษยชาติที่เลวร้ายที่สุด เมื่อนโยบายก้าวกระโดด (The Great Leap Forward) และการจัดตั้งระบบคอมมูน (Commune) ด้วยการรวบทุกอย่างเข้าไปอยู่ในศูนย์สั่งการจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ปัจจัยการผลิต หรือผู้ใช้แรงงานล้วนต่างก็มีค่าเป็นทรัพย์สินของรัฐ แรงงานมีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น

        นโยบายดังกล่าวได้พาประเทศดิ่งลงเหว สู่การเป็นคนป่วยแห่งเอเชียเพราะคำสั่งที่ผิดพลาดหลายหน โดยมีครั้งหนึ่งถึงขั้นทำให้สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของประเทศล่มสลายด้วยการรณรงค์ให้คนจีนจำนวนกว่า 650 ล้านคน ออกมาทำลายหนู แมลงวัน ยุง และนกกระจอก เมื่อสัตว์เหล่านี้ถูกทำลาย ระบบนิเวศก็เสียสมดุลตาม เป็นผลให้เกิดภาวะอดอยากปากแห้งครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1959-1961 โดยคาดว่ามีคนจีนกว่า 10-40 ล้านคน เสียชีวิตจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งนับเป็นภาวะขาดแคลนอาหารที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก หรือนโยบายปฏิวัติวัฒนธรรมก็สร้างความถดถอยแก่ประเทศซ้ำเติมลงไปอีก เมื่อมีคำสั่งให้โค่นล้มวัฒนธรรมจีนเก่าแก่ โค่นล้มแนวคิดทุนนิยม และวัฒนธรรมตะวันตกที่ยังเหลืออยู่ในสังคมจีนให้หมดไป ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกว่า 10 ปี ก่อนจะสิ้นสุดลงหลังเหมาเจ๋อตุงเสียชีวิต 

        คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงเวลานั้นจึงต้องดิ้นรนเดินทางออกไปต่างบ้านต่างเมืองเพื่อคว้าโอกาส บ้างไปไต้หวัน บ้างไปฮ่องกง บ้างโล้สำเภามาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากกัดตีนถีบต่อสู้กับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแบบไม่เลือกเฟ้น เพราะสิ่งที่เจอยังนับว่าน้อยนิดนักหากเทียบกับความลำบากที่ต้องผจญในบ้านเกิด 

 


ตอนถัดไป >>

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สุธามาส ทวินันท์

อินโทรเวิร์ตที่ผ่อนคลายชีวิตด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น