หนทางที่แท้จริงในระยะยาวที่จะทำให้โรคระบาดรุนแรงน้อยลง คือการสร้างระบบสุขภาพรวมของโลก

Agenda
13 Mar 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

Highlights

บทแปลภาษาไทยเท็ดทอล์ก Corona is Our Future (โคโรนาคืออนาคตของเรา) โดย Alanna Shaikh ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลก วันที่ 11 มีนาคม ที่ TEDxSMU ที่มาบอกข่าวร้ายกับเราว่า “นี่ไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ครั้งสุดท้าย ที่พวกเราจะต้องเผชิญ จากนี้ไปจะต้องมีโรคระบาดมากขึ้นอีกเรื่อยๆ” แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีทางออกในระยะยาวที่ยั่งยืน ส่วนคำตอบที่เธอเสนอคืออะไรนั้น เชิญอ่านต่อได้ในบทแปลเท็ดทอล์กนี้

 

 

        “ฉันอยากจะขอเริ่มด้วยการพูดถึงคุณสมบัติของตัวเองสักหน่อย เพราะพูดจริงๆ แล้วนะ คุณไม่ควรอย่างยิ่ง อย่างยิ่งเลย! ที่จะฟังคนแก่คนหนึ่งที่มีแต่ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับ COVID-19

        “ฉันทำงานเรื่องสุขภาพโลก (Global Health) มาประมาณ 20 ปีแล้ว ความชำนาญเฉพาะทางของฉันคือระบบดูแลสุขภาพ และคอยดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อระบบดูแลสุขภาพเกิดชะงักงันอย่างรุนแรง 

        “ฉันยังทำงานกับวารสารสุขภาวะโลกเขียนเกี่ยวกับ ‘สุขภาวะโลกและความมั่นคงทางชีววิทยา’ ให้กับหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ต่างๆ

        “ฉันได้ออกหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ ‘มหันตภัยทางสุขภาพของมนุษยชาติ ที่โลกต้องเผชิญร่วมกัน’ (Major Global Health Threat Facing Us as a Planet)

        “ฉันได้สนับสนุนและนำทีมนักระบาดวิทยา ที่ทำงานตั้งแต่ประเมิน การตั้งศูนย์รักษาอีโบลา การติดต่อของวัณโรค และการเตรียมรับมือไข้หวัดนก

        “ฉันจบปริญญาโทด้านสุขภาวะนานาชาติ ฉันไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ความรู้เฉพาะทางของฉันไม่ใช่การดูแลผู้ป่วย หรือดูบุคคลเป็นรายๆ ความรู้เฉพาะทางของฉันคือเรื่อง ‘ประชากรและระบบสุขภาพ’ (Popullation and Health Systems) ดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อโรคระบาดขยายตัวเป็นวงกว้างในระดับมหภาค

        “ถ้าเราจัดให้คะแนนความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะสุขภาพโลกจาก 1-10 โดย 1 คือใครก็ไม่รู้ที่พูดอะไรมั่วๆในเฟซบุ๊ก และ 10 คือองค์การอนามัยโลก (WHO) ฉันน่าจะอยู่ในระดับประมาณ 7-8 ฉะนั้น ขอให้นึกถึงสิ่งนี้ด้วยระหว่างที่ฟังฉันพูดวันนี้”

 

        “ฉันจะขอเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดก่อน เพราะฉันคิดว่ามันหายไป เพราะถูกเสียงแทรกซ้อนเกี่ยวกับ COVID-19 กลบ

        “COVID-19 เป็นไวรัสสายพันธุ์โคโรนา และโคโรนาก็เป็นส่วนย่อยหนึ่งของไวรัส ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในความเป็นไวรัสคือ มันใช้ RNA เป็นสารพันธุกรรม (Genetic Material) แทน DNAที่พื้นผิวของไวรัสชนิดนี้มียอดแหลมๆ แทงออก และมันก็ใช้ยอดแหลมๆ นี้แหละ ในการรุกรานเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ยอดแหลมพวกนี้แหละคือโคโรนาในไวรัสโคโรนา

        “COVID-19 ถูกเรียกว่าสายพันธุ์ใหม่ เพราะจนถึงเดือนธันวาคม 2019 เรารู้จักไวรัสโคโรนาอยู่แค่ 6 ชนิด COVID-19 คือชนิดที่ 7 มันใหม่สำหรับเรา มันเพิ่งถูกถอดรหัสพันธุกรรมและเพิ่งได้รับชื่อ ดังนั้น เราจึงเรียกมันว่า ‘สายพันธ์ุใหม่’

        “ถ้าคุณยังจำโรคซาร์ส (SARS, Severe Acute Respiratory Syndrome) หรือโรคเมอร์ส (MERS, Middle Eastern Respiratory Syndrome) พวกนั้นก็คือ ไวรัสโคโรนาเช่นกัน และพวกมันถูกเรียกว่าโรคระบบทางเดินหายใจ 

        “นี่คือสิ่งที่ไวรัสโคโรนาทำ มันจะเข้าไปทำลายปอดของคุณ มันจะไม่ทำให้คุณอ้วก ไม่ทำให้คุณเลือดออกจากเบ้าตา มันไม่ทำให้คุณตกเลือด แต่มันจะพุ่งไปที่ปอดของคุณ

        “COVID-19 ก็ไม่ต่างกัน มันจะทำให้เกิดอาการหลายอย่างกับระบบหายใจ ตั้งแต่การไอแห้งๆ การมีไข้ ไปจนถึงปอดอักเสบอย่างรุนแรง และเพราะอาการมันมีหลายระดับมากนี่แหละ คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตามตรวจเพื่อยับยั้งการระบาดทำได้ยากมาก

        “คนจำนวนมากติดเชื้อ COVID-19 แต่อาการเขาแสดงออกน้อยมาก จนเขาไม่เข้าไปตรวจร่างกาย อาการเขาไม่ถูกจัดเข้าไปในระบบข้อมูลด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเด็กๆ จะมีอาการน้อยมากเมื่อมีเชื้อ COVID-19 ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรจะรู้สึกเป็นบุญมาก”

        “ไวรัสโคโรนานั้นมาจากสัตว์ ซึ่งหมายถึงมันสามารถถ่ายทอดจากสัตว์สู่คนได้ ไวรัสโคโรนาบางชนิด เช่น COVID-19 สามารถถ่ายทอดจากคนสู่คนได้อีกด้วย ไวรัสที่ส่งผ่านจากคนสู่คนจะระบาดได้เร็วกว่าและไปได้ไกลกว่า ดังเช่นที่เห็นใน COVID-19

        “โรคที่มาจากสัตว์นั้น ยากแก่การกำจัดมาก เพราะมีสัตว์ปริมาณมากที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ ตัวอย่างหนึ่งก็คือไข้หวัดนก ที่เราสามารถจัดการมันได้ในฟาร์มปศุสัตว์ ในไก่งวง เป็ด แต่มันก็กลับมาใหม่ทุกปีเพราะมันมาพร้อมกับนกในธรรมชาติ คุณไม่ค่อยได้ยินเรื่องไข้หวัดนก เพราะไข้หวัดนกไม่ได้ส่งผ่านจากคนสู่คน แต่จริงๆ มีการระบาดในฟาร์มต่างๆ ทั่วโลกทุกๆ ปี มีความเป็นได้สูงสุดที่ COVID-19 จะข้ามมาติดมนุษย์จากตลาดค้าสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน”

 

        “ทีนี้มาถึงข้อมูลที่ไม่ค่อยจะพื้นฐานเท่าไหร่

        “นี่ไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ครั้งสุดท้าย ที่พวกเราจะต้องเผชิญ จากนี้ไปจะต้องมีโรคระบาดมากขึ้นอีกเรื่อยๆ และจะต้องมีการแพร่กระจายอีกมาก นี่ไม่ใช่การประเมินว่า ‘น่าจะเกิด’ แต่มัน ‘ต้องเกิด’ ขึ้นอีกแน่นอน และมันเกิดขึ้นจากวิธีการที่มนุษย์เราปฏิสัมพันธ์กับโลกของเรา วิถีทางของมนุษย์กำลังผลักดันให้ไปถึงจุดที่ต้องเกิดโรคระบาดใหญ่ซ้ำๆ

        “ส่วนหนึ่งของปัญหาก็คือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Cimate Change) ด้วยการที่โลกอุ่นขึ้น ทำให้เหมาะแก่การเติบโตของไวรัสและแบคทีเรีย แต่อีกเรื่องคือการที่เรารุกล้ำเข้าไปในแดนดงดิบ (Wild Spaces) ของโลก

        “เมื่อเราไปเผาและพลิกผิวดินของป่าดงดิบในแอมะซอนเพื่อหาที่ดินราคาถูกทำไร่ เมื่อป่าผืนสุดท้ายของแอฟริกาได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฟาร์ม เมื่อสัตว์ป่าในประเทศจีนถูกไล่ล่าจนสูญพันธ์ุ มนุษย์ได้เข้าไปสัมผัสกับเหล่าสัตว์ป่าที่ไม่เคยมีการสัมผัสมาก่อน และสัตว์ป่าเหล่านั้นก็มาพร้อมกับเชื้อโรคใหม่ๆ มากมาย แบคทีเรีย ไวรัส สิ่งต่างๆ ที่เราไม่พร้อมจะรับมือ โดยเฉพาะค้างคาวนั้น มีประวัติในการเป็นพาหะนำเชื้อต่างๆ มาสู่คนได้ แต่มันไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ทำแบบนี้ได้ 

        “ดังนั้น ตราบใดที่เรายังคงทำให้ดินแดนอันห่างไกลเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โรคระบาดก็จะคอยเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

        “เราไม่สามารถหยุดโรคระบาดได้ด้วยการกักพื้นที่หรือจำกัดการเดินทาง นั่นคือปฏิกิริยาแรกของทุกคนว่า ‘เราต้องหยุดไม่ให้คนเคลื่อนที่ เราต้องหยุดการระบาดนี้ไม่ให้เกิดขึ้น’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันยากมากๆ ที่จะบริหารการกักพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ มันยากมากๆ ที่จะจัดมาตรการห้ามการเดินทาง แม้แต่ประเทศที่ลงทุนมหาศาลในระบบสุขภาพสาธารณะ อย่างสหรัฐอเมริกาหรือเกาหลีใต้ ก็ยังไม่สามารถจัดระบบกักพื้นที่ได้เร็วพอที่จะรับมือการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที มันมีเหตุผลทาง ‘การจัดการ’ และเหตุผล ‘ทางการแพทย์’ ที่มันทำไม่ได้

        “ถ้าคุณดูที่ COVID-19 ในตอนนี้ ดูเหมือนว่ามันมีช่วงเวลาระหว่างที่คุณติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการได้นานถึง 24 วัน ดังนั้นจึงมีคนที่เดินไปมาพร้อมกับไวรัสนี้โดยไม่แสดงอาการป่วย พวกเขาจะไม่ถูกกักตัว ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาต้องถูกกักตัว

        “ในขณะเดียวกัน มันมีการเสียมูลค่าจริงที่เกิดจากการกักตัวและการจำกัดการเดินทาง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและพวกเขาจะขัดขืน เมื่อเราพยายามให้เขาอยู่กับที่หรือแยกเขาออกจากกัน เราเห็นได้จากกรณีแพร่ระบาดของอีโบลาว่า ทันทีที่มีมาตรการกักตัว ผู้คนจะหาทางหลบหนีมัน ถ้าผู้ป่วยรู้ว่ามีมาตรการกักตัวที่เข้มข้นเกิดขึ้น เขาอาจจะไม่ยอมเข้าไปรับการรักษา เพราะเขากลัวระบบการรักษา หรือเขาไม่สามารถจ่ายค่ารักษาขนาดนั้นได้ หรือเขาไม่อยากถูกแยกตัวออกจากครอบครัวและเพื่อนฝูง

        “นักการเมือง ข้าราชการ เมื่อรู้ว่าหากเขาพูดเรื่องการระบาดของโรค เขาเองอาจจะต้องโดนกักตัว อาจจะปกปิดข้อมูลที่แท้จริงเพราะกลัวจะทำให้ต้องมีมาตรการกักตัวเกิดขึ้น

        “การเฉไฉ ไม่ซื่อสัตย์แบบนี้แหละ ที่ทำให้การติดตามการแพร่ระบาดของโรคทำได้จริงยากมากๆ

        “เราสามารถพัฒนาการกักพื้นที่และการจำกัดการเดินทางได้ และเราก็ควรทำ แต่มันไม่ใช่ทางเลือกเดียวของเรา และไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดต่อปัญหานี้ด้วย”

 

        “หนทางที่แท้จริงในระยะยาวที่จะทำให้โรคระบาดรุนแรงน้อยลง คือการสร้างระบบสุขภาพรวมของโลก เพื่อสนับสนุนการรักษาพื้นฐานในทุกประเทศของโลก เพื่อให้ทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่ยากจน สามารถตรวจเจอโรคได้เร็วและจัดการโรคระบาดได้ทันท่วงทีเมื่อมันเกิดขึ้น

        “ประเทศจีนได้รับการวิจารณ์อย่างมากกับการรับมือการระบาดของ COVID-19 แต่ความจริงแล้ว ถ้าหาก COVID-19 มาเกิดขึ้นที่ประเทศชาด (Chad) ซึ่งมีหมอเฉลี่ย 3.5 คน ต่อประชากร 100,000 ล่ะ ถ้ามันเกิดขึ้นในสาธารณรัฐคองโกที่เพิ่งปล่อยตัวผู้ป่วยอีโบลาคนสุดท้ายไปเร็วๆ นี้ล่ะ

        “ความเป็นจริงก็คือ ประเทศเหล่านี้ไม่มีทรัพยากรที่จะตอบสนองต่อโรคระบาดได้ ไม่สามารถรักษา และไม่สามารถรายงานผลเร็วพอที่จะช่วยทั้งไลกไว้ได้

        “ฉันได้นำทีมทำการประเมินศูนย์ดูแลผู้ป่วยอีโบลาในเซียร์ราลีโอน (Sierra Leone) และความจริงก็คือแพทย์ท้องถิ่นที่นั่นตรวจพบวิกฤตอีโบลาได้รวดเร็วมาก ว่ามันเป็นไวรัสที่ติดต่อ ร้ายแรง รวดเร็วมาก และต่อมาก็รู้ว่ามันคืออีโบลานั่นเอง แต่เพียงแค่การค้นพบนั้น พวกเขาไม่มีทรัพยากรในการรับมือกับมัน เขาไม่มีหมอ ไม่มีเตียงพยาบาล ไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าจะต้องดูแลผู้ป่วยอีโบลา หรือมาตรการระวังการระบาดอย่างไร

        “มีหมอ 11 ท่านตายเพราะอีโบลาในเซียร์ราลีโอน ทั้งประเทศนั้นมีหมอเพียงแค่ 120 คนตอนที่วิกฤตนี้เริ่มต้น ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ Dallas Bylor Medical Center มีหมอมากกว่า 1,000 คน นี่คือความไม่เท่าเทียมที่คร่าชีวิตผู้คน

        “เริ่มต้นด้วยการคร่าชีวิตคนจนเมื่อโรคระบาดเริ่มขึ้น และแพร่ไปคร่าชีวิตคนทั้งโลกเมื่อโรคระบาดขยายวงออกไป

        “ถ้าเราต้องการจะชะลอการแพร่ระบาด และลดผลกระทบลงจริงๆ เราต้องช่วยกันให้ทุกประเทศในโลกมีศักยภาพในการวินิจฉัยโรคใหม่ๆ รักษา และรายงานโรคเหล่านั้นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

        “COVID-19 จะเป็นภาระหนักหน่วงของระบบสุขภาพจากนี้ไป ฉันจะไม่พูดถึงอัตราการตายในบรรยายนี้ เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มีใครเห็นตรงกันเรื่องอัตราการตายของ COVID-19 ในตอนนี้ แต่ตัวเลขหนึ่งที่เราต่างเห็นตรงกันได้คือประมาณ 20% ของคนที่ติดเชื้อ จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ระบบสุขภาพในอเมริกาของเราพอจะรับมือกับตัวเลขนี้ได้พอดีๆ แต่จะเกิดอะไรขึ้นในเม็กซิโกล่ะ

        “COVID-19 ยังเปิดเผยให้เห็นจุดอ่อนใหญ่มากของระบบสุขภาพของโลกในเรื่องสายการผลิต การส่งของทันเวลาพอดี (Just in time) หรือระบบ LEAN นั้นดีมากเมื่อทุกอย่างไปได้ดี แต่ในช่วงวิกฤตนั้น แปลว่าเราไม่มีคลังสำรอง

        “ถ้าโรงพยาบาลหรือประเทศไหนไม่เหลือหน้ากากอนามัยใช้งาน หรืออุปกรณ์ป้องกันตนเองขาดแคลน เราไม่มีโกดังที่เก็บอุปกรณ์เหล่านี้สำรอง ที่เราสามารถไปขอมาใช้ได้อีก เราจะต้องสั่งเพิ่มจากผู้ผลิต ต้องรอให้เขาทำของ และต้องรอให้ส่งของอีก ซึ่งส่วนมากก็มาจากจีน นั่นคือส่วนต่างของเวลา ในช่วงที่มันสำคัญมากที่จะต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

        “ถ้าเราได้เตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อรับมือ COVID-19 จีนจะสามารถแจ้งยืนยันการระบาดได้เร็วขึ้น พวกเขาจะสามารถให้การรักษาผู้ติดเชื้อได้โดยไม่ต้องมาสร้างอาคารใหม่ เขาจะสามารถแจ้งข้อมูลที่แท้จริงให้แก่ประชาชนได้ และเราจะไม่ต้องเห็นข่าวลือมากมายแพร่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ และเขาจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระหว่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลแก่แต่ละประเทศได้เตรียมตัวเมื่อไวรัสระบาดไปจริง

        “ระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศจะได้สามารถจัดเตรียมสะสมอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ที่จำเป็น และอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาและควบคุมการติดเชื้อ เราจะมีลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติตามหลักวิทยาศาสตร์ ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เหมือนตอนมีการติดเชื้อในเรือสำราญ 

        “เราต้องมีข้อมูลจริงส่งออกให้คนทั่วไป เพื่อเราจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความวิตกจริต อย่างเช่น คนเอเชียที่ถูกทำร้ายในถนนของฟิลาเดลเฟีย

        “แต่แม้จะมีมาตรการเหล่านี้จริง เราก็ยังจะมีโรคระบาดใหญ่อยู่ดี การเลือกครอบครองโลกในแบบที่เป็นอยู่นี้ของมนุษย์เรา ทำให้เหตุการณ์โรคระบาดไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

        “ความเห็นร่วมกันเท่าที่มีในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง COVID-19 ตอนนี้ก็คือทั้งในอเมริกาและทั่วโลก มันจะแย่ยิ่งกว่านี้อีก ก่อนที่มันจะดีขึ้น

        “เรากำลังเห็นการแพร่กระจายจากคนสู่คน ที่ไม่ได้เกิดจากคนเดินทางกลับเข้ามา มันเกิดขึ้นในชุมชนเอง และเราเห็นคนติดเชื้อ COVID-19 โดยที่เราไม่รู้ได้เลยว่าเขาติดมาจากไหน นี่คือสัญญาณของการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้น ไม่ใช่การระบาดที่อยู่ในการควบคุม

      “มันน่าหดหู่ใจ แต่ไม่น่าประหลาดใจ ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับโลก เมื่อพวกเขาคุยกันถึงสภาพการณ์เมื่อไวรัสใหม่ๆ แพร่กระจาย นี่คือสภาพเหตุการณ์หนึ่งที่เขาพิจารณากัน เราทุกคนหวังว่าเราจะรอดพ้นกันได้ง่ายๆ แต่เมื่อเหล่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวรัสเขามาคุยกัน นี่คือรูปแบบการระบาดของไวรัสที่พวกเขาประเมินกันไว้แล้ว”

 

        “ฉันจะขอจบตรงนี้ ด้วยคำแนะนำให้แก่ทุกคน

        “ล้างมือของคุณ!!!

        “ล้างมือของคุณบ่อยๆ!!!

        “ฉันว่าคุณล้างมือบ่อยอยู่แล้ว เพราะคุณไม่ใช่คนสกปรก แต่ล้างมือให้มากกว่านั้นอีก!!!

        “สร้างวิถีชีวิต จังหวะชีวิตใหม่ๆให้มีการล้างมืออยู่ในนั้น ล้างมือทุกครั้งที่คุณเข้าหรือออกจากอาคาร ล้างมือทุกครั้งก่อนเข้าประชุมและหลังการประชุม สร้างพิธีกรรมเกี่ยวกับการล้างมือขึ้นมา ทำความสะอาดโทรศัพท์คุณหน่อย คุณจับโทรศัพท์นั้นด้วยมืออันสกปรกของคุณตลอดเวลา ฉันรู้นะว่าคุณเอามันเข้าไปในห้องน้ำด้วยน่ะ ดังนั้น ทำสะอาดโทรศัพท์ของคุณ และพยายามไม่ใช้มันบ่อยนักในที่สาธารณะ

        “TEDTalk และอินสตาแกรมอาจจะเป็นส่ิงที่ทำที่บ้านเท่านั้น

        “อย่าจับหน้าตัวเอง อย่าขยี้ตา อย่ากัดเล็บตัวเอง อย่าปาดขี้มูกตัวเองด้วยหลังมือ มันน่ารังเกียจอยู่แล้วนะ

        “อย่าใส่หน้ากากอนามัย! หน้ากากอนามัยนั้น สำหรับคนป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ถ้าคุณป่วย หน้ากากจะช่วยกักสิ่งที่คุณไอและจามออกมา มันจะช่วยปกป้องคนที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ

        และถ้าคุณเป็นบุคลากรทางการแพทย์ หน้ากากอนามันเป็นหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือของคุณ ที่เรียกว่าเครื่องป้องกันส่วนตัว ที่คุณถูกสอนมาให้ใช้ เพื่อคุณจะได้ดูแลผู้ป่วยได้ แล้วไม่ป่วยเสียเอง

        “ถ้าคุณเป็นคนปกติ แข็งแรงดี แล้วใส่หน้ากากอนามัย มันแค่ทำให้หน้าคุณเหงื่อออกแค่นั้นแหละ ปล่อยหน้ากากอนามัยไว้ให้แพทย์ พยาบาล และคนป่วยใช้เถอะ

        “ถ้าคุณคิดว่ามีอาการของ COVID-19 อยู่บ้าน โทร.หาหมอของคุณเพื่อปรึกษา

        “ถ้าคุณตรวจพบว่ามีเชื้อ COVID-19 จำไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้วอาการมันจะไม่รุนแรงหรอก

        “และถ้าคุณเป็นคนสูบบุหรี่ ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดแล้วที่จะเลิก

        “คือจริงๆ แล้ว ถ้าคุณสูบบุหรี่ ทุกเวลาคือเวลาที่ดีที่สุดที่จะเลิกแหละ แต่ถ้าคุณสูบบุหรี่ และกังวลเกี่ยวกับ COVID-19 ด้วยล่ะก็ ฉันยืนยันว่า เลิกสูบบุหรี่คือวิธีดีที่สุดที่คุณจะดูแลตัวเองจากผลร้ายแรงที่สุดของการติดเชื้อนี้”

 

        “COVID-19 นี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว มันมาในช่วงเวลาที่ข่าวทั้งหมดของเราดูจะเป็นเรื่องน่ากลัวไปเสียหมดด้วย และมีวิธีรับรู้มันที่ไม่ดีเลย แต่กลับน่าเย้ายวน เช่น ตื่นตระหนก, เกลียดชังชาวต่างชาติ และอื่นๆ

        “มีคำโกหกหน้าด้านๆ ที่ทำให้เราคิดว่า ความเกลียด โกรธ หงอยเหงา คือทางออกต่อการระบาด แต่มันไม่ใช่เลย!!! มันกลับทำให้เราเตรียมรับมือได้แย่ลงด้วยซ้ำ

        “ในขณะเดียวกัน มันมีทางเลือกจำนวนหนึ่งที่ดูน่าเบื่อ แต่มีประโยชน์ ที่เราสามารถใช้ตอบสนองโรคระบาดได้ เช่น พัฒนาระบบสุขภาพ ในที่นี่และทุกๆ ที่ ลงทุนในโครงสร้างระบบสาธารณะสุขและระบบตรวจสอบโรค เพื่อเราจะได้รู้ทัน เมื่อมีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น 

        “สร้างระบบสุขภาพให้ทั่วโลก สร้างความเข้มแข็งให้ระบบการผลิต (ทางการแพทย์) เพื่อเราจะได้พร้อมรับเหตุฉุกเฉิน พัฒนาการศึกษาเพื่อเราจะสามารถคุยกันเรื่องการระบาดของโรค และตัวเลขความเสี่ยงต่างๆ โดยไม่ใช่แค่ตื่นตระหนกอย่างเดียว

        “เราจะต้องพิจารณาโดยมีความเที่ยงธรรม เพราะในกรณีนี้ และจริงๆ แล้วในทุกๆ กรณี ความเที่ยงธรรมนี้ ท้ายสุดก็เพื่อผลประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น

        “ขอบคุณมากที่ทุกคนมาฟังฉันในวันนี้ และฉันขอเป็นคนแรกที่บอกคุณว่า อย่าลืมล้างมือเมื่อเดินออกจากห้องประชุมนี้นะ”

 


ขอขอบคุณ: การแปลเป็นภาษาไทยโดย พระมหาญาโณ (หลวงพี่อั๋น) 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต