สื่อสารต้านตระหนก: สิงคโปร์สื่อสารเรื่อง COVID-19 อย่างไร

Agenda
6 Mar 2020
เรื่องโดย:

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ผมทำงานอยู่สิงคโปร์ครับ – ปัจจุบันตอนที่เขียนบทความชิ้นนี้ สิงคโปร์มีรายงานเคสผู้ติดเชื้อ COVID-19 อยู่ที่ 112 คน มากกว่าไทยที่มี 47 เคสประมาณสองเท่าครึ่ง ความที่สิงคโปร์มีอาณาเขตเล็กกว่า เคสที่พบจำนวนมากกว่าจึงหนาแน่นกว่า แต่แทนที่จะรู้สึกหวั่นกลัว ผมกลับรู้สึกว่าที่นี่ปลอดภัยกว่าประเทศบ้านเกิดเสียอีก

        เมื่อลองถามตัวเองว่าทำไม ผมก็พบสาเหตุสองข้อหลัก

        ข้อแรกคือเรื่องของการสื่อสาร รัฐบาลของสิงคโปร์มีมาตรการการสื่อสารเรื่อง COVID-19 อย่างโปร่งใสและละเอียดครอบคลุม จึงลดความตระหนกในหมู่ประชาชนลงไปได้มาก ส่วนข้อที่สองคือเรื่องของมาตรการการควบคุม ประธานองค์การอนามัยโลกชื่นชมมาตรการที่สิงคโปร์ตอบรับต่อไวรัส COVID-19 โดยกล่าวว่า “พวกเราประทับใจกับความพยายามที่สิงคโปร์มีในทุกกรณีอย่างยิ่ง ทั้งการติดตามข้อมูลผู้ป่วย ไปจนถึงการสกัดกั้นการแพร่ระบาด”

        ผมขอเล่าเฉพาะจุดที่ตัวเองสัมผัสและพบเจอในฐานะ expat ที่ทำงานอยู่ที่นี่ในส่วนของการสื่อสารนะครับ

        บทสนทนาแรกๆ เกี่ยวกับ COVID-19 ที่รัฐบาลสื่อสารออกมาคือเรื่องการเลื่อนระดับ DORSCON (Disease Outbreak Response System Condition) จากเขียวเป็นเหลืองในวันที่ 21 มกราคม

        DORSCON คือระบบสื่อสารเรื่องโรคระบาดของสิงคโปร์โดยใช้สัญลักษณ์สี มีสี่สีด้วยกันจากเขียว เหลือง ส้ม ไปจนถึงแดง เมื่อรัฐบาลประกาศเลื่อนระดับ DORSCON ย่อมแปลว่าความร้ายแรงของการระบาดนั้นมากขึ้น มาตรการต่างๆ จะรัดกุมขึ้น ปัจจุบัน DORSCON ของสิงคโปร์อยู่ที่ระดับสีส้ม (เลื่อนเป็นส้มเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์) และรัฐบาลยังไม่มีแผนที่จะเลื่อนระดับเป็นสีแดงในเร็วๆ นี้

 

COVID-19-Singapore

 

        นี่เป็นระบบง่ายๆ ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและประเมินความเสี่ยง (รวมถึงระดับความตื่นตระหนกที่เหมาะสม) ของตนได้ รวมถึงยังสร้างความเข้าใจที่ตรงกันด้วย มันช่วยควบคุมบทสนทนาและกำหนดจุดอ้างอิงของบทสนทนาได้

        ตั้งแต่เดือนมกราคม รัฐบาลสิงคโปร์มีการสื่อสารเรื่อง COVID-19 ผ่านทางช่องทาง Whatsapp อย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่สมัครรับข่าวสาร ในแต่ละวันจะมีข้อความอัพเดตส่งมา 2-3 ครั้ง โดยเป็นการชี้แจงข้อมูลใหม่ ปัดข่าวลือเพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความรู้ความเข้าใจและชี้วิธีป้องกันที่เหมาะสม นี่เป็นกรณีศึกษาแสนยานุภาพทางด้าน GovTech ที่ดีอย่างยิ่ง เพราะภารกิจคือการสื่อสารอย่างฉับไวเท่าที่จะเป็นไปได้ในหลายภาษา (สิงคโปร์มีภาษาราชการสี่ภาษาคือจีน อังกฤษ มาเลย์ และทมิฬ) มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยแปลอย่างรวดเร็วก่อนที่มนุษย์จะตรวจสอบในขั้นตอนท้ายสุด มีการออกแบบระบบให้สามารถสมัครได้ง่ายโดยรัฐบาลสามารถสร้างระบบเมลลิงลิสต์ใหม่ที่เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงานได้ภายใน 30 นาที และเนื่องจากระบบนี้ต้องรองรับคนหลายแสนคน จึงต้องสร้างระบบส่งข้อความใหม่ชื่อ POSTMAN ขึ้นมาเพื่อทำงานนี้

        จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่านโยบายการเปิดและเชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงานนั้นสำคัญมาก ในกรณีนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข หน่วย Open Government Products Unit หน่วยงาน GovTech (สำนักนายกฯ) กระทรวงทรัพยากรบุคคลและอื่นๆ การเปิดข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่พร้อมให้ API มาเชื่อมต่อนั้นทำให้เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ทีมงานสามารถ ‘ขึ้นโครง’ โปรเจ็กต์ใหม่ๆ ได้อย่างว่องไวและครอบคลุมโดยไม่ติดกับดักความล่าช้าของระบบราชการ

        อีกเรื่องหนึ่งที่ถือเป็น Narrative หลักของบทสนทนาเรื่อง COVID-19 ในสิงคโปร์คือเรื่องของคลัสเตอร์ หรือ ‘กลุ่มผู้ติดเชื้อ’ หากมีการค้นพบเคสผู้ติดเชื้อใหม่ แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่คลัสเตอร์ที่มีอยู่แล้วได้ เมื่อนั้นย่อมแปลว่า ‘ต้นทาง’ ของการติดเชื้อเป็นกลุ่มเดิม และประชาชนก็จะเบาใจได้อีกหน่อย ในขณะที่หากพบเคสใหม่ที่ไม่พบความเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์เก่า นั่นย่อมสร้างคำถามตามมา

 

COVID-19-Singapore

 

        ปัจจุบันแผนผังผู้ติดเชื้อ COVID-19 ของสิงคโปร์ประกอบด้วย 5 คลัสเตอร์ โดยจะมีการแสดงความเชื่อมโยงโดยละเอียดว่าเคสไหนนำไปสู่เคสไหน นอกจากการแบ่งคลัสเตอร์แบบนี้จะช่วยลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและทำให้ไม่ยึดติดกับ ‘จำนวนเคส’ (ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลขลุ่นๆ ที่ไม่มีบริบท และไม่รู้จะแข่งกันไปทำไม) เกินไปแล้ว ยังทำให้เจ้าหน้าที่สามารถขอบเขตการทำงานได้ง่ายขึ้น รวมถึงหากประชาชนมีอาการป่วยและพบว่าตนเองเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ที่มีอยู่ก่อนหน้า ก็สามารถรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ได้ด้วย

        อีกข้อที่น่าประทับใจคือความละเอียดของเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ที่มีทั้งส่วนให้ความรู้ ส่วนปฏิเสธข่าวลือ และการเก็บข้อมูลไว้อย่างละเอียดตามรายวัน สามารถย้อนกลับไปดูตามหัวข้อหรือเวลาได้ แล้วยังมีส่วนแดชบอร์ดที่แสดงทั้งกราฟเคสที่ยังดำเนินการอยู่ เคสที่เข้ารักษา แยกออกเป็นอาการเสถียรและอาการรุนแรง รวมถึงเคสที่รักษาหายแล้วปล่อยตัวแล้วด้วย การแสดงกราฟเส้นเทียบระหว่างจำนวนเคสทั้งหมด (112) กับเคสที่รักษาหายแล้ว (79) ที่ทำให้ประชาชนเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นและยังช่วยลดความตื่นกลัวลง 

 

COVID-19-Singapore

 

        นอกจากนั้นในเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขยังมีรายละเอียดของผู้ติดเชื้อแต่ละรายโดยละเอียดทั้งอายุ เพศ วันที่ตรวจพบ เชื้อชาติ คลัสเตอร์ รวมไปถึงข้อมูลที่สำคัญมากคือผู้ป่วยคนนั้นเดินทางไปยังย่านใดบ้าง การเปิดข้อมูลนี้ทำให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดได้ เช่นมีการต่อยอดทำเป็นแผนที่เพื่อแสดงความเชื่อมโยงของเคสผู้ป่วยในย่านต่างๆ ทำให้เห็นจุดที่ผู้ป่วยกระจุกตัวกัน

        นี่เป็นเพียงบางส่วนของมาตรการการสื่อสารเรื่อง COVID-19 ของสิงคโปร์เท่านั้น นอกจากมาตรการด้านการสื่อสารแล้ว เหตุผลที่ทำให้ตัวผมเองรู้สึกปลอดภัยในภาวะ COVID-19 ยังมีอีกหลายข้อ เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิก่อนขึ้นตึกทุกครั้ง (ทั้งตึกที่ทำงานและตึกที่อยู่อาศัย) นโยบายที่ให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลการเดินทางของพนักงานหากมีการเดินทางไปยังประเทศเสี่ยง และการสื่อสารที่กระชับ จับใจความได้ของลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

        เหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดหวังว่ารัฐบาลไทยจะมองเห็นความสำคัญ และนำส่วนที่เหมาะสมไปปรับใช้ ไม่ใช่โพสต์เฟซบุ๊กอย่างหนึ่ง แล้วอีกวันหนึ่งก็ลบจนสร้างความสับสนในระดับนานาชาติ 

 

        **Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นโดย Expat ชาวไทยคนหนึ่งที่ทำงานในสิงคโปร์เท่านั้น ไม่อาจสะท้อนมุมมองที่ครบถ้วนของมาตรการของสิงคโปร์ และไม่อาจถือเป็นตัวแทนความคิดของประชากรสิงคโปร์ทั้งหมดได้ เป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้น

 


อ้างอิง: แดชบอร์ดของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ https://experience.arcgis.com/experience/7e30edc490a5441a874f9efe67bd8b89

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

นักเขียน นักวาด ผู้ก่อตั้งสำนักคอนเทนต์ The MATTER ปัจจุบันทำงานที่ Netflix ประเทศสิงคโปร์ ติดตามทีปกรที่ twitter @tpagon