Hello, Love, Goodbye: เมื่อรัก (ยัง) ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของชีวิต

Agenda
12 Dec 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

(1) รักหมดใจหรือไม่รักเลย

        “When I love, it’s either all or nothing. If you hold back then why love at all?” —เมื่อผมรัก ถ้าไม่หมดใจก็ไม่มีใจเลย ถ้าจะกั๊ก จะรักไปทำไม

        อีธานตอบจอยเช่นนั้น ในวันที่เธอถามว่าทำไมเขาถึงกล้าตัดสินใจตามความรักไปไกลถึงอเมริกา ตามใจตัวเองในวันที่ยังมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบอยู่ตรงหน้า

        อีธานและจอย ตัวละครหลักในภาพยนตร์ Hello, Love, Goodbye ผู้เป็นภาพสะท้อนคนรุ่นใหม่ชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานในฮ่องกง—การมาทำงานต่างแดนที่ต่างจากคนยุคก่อน—ที่ไม่ใช่ภาพฝันของการออกตามหาโอกาสหรือเสรีภาพอีกต่อไป หากคือการสละดีกรีที่เล่าเรียน จากบ้านมาทำงานเก็บเงินแล้วส่งกลับไปดูแลครอบครัว

 

(2) อิสระเสรีหรือหน้าที่

        ว่ากันว่าที่คนโหยหาความรักกันนักหนานั้น เป็นเพราะว่ารักทำหน้าที่เป็นดั่งกระจกสะท้อนทั้งความเป็นและไม่เป็นของเราเสมอ—สะท้อนสถานะความเป็นเราผ่านสถานการณ์ที่กำลังเผชิญและบริบทต่างๆ ในชีวิต—เรามีสถานะความเป็นอยู่แบบไหน ก็มักจะแวดล้อมด้วยผู้คนแบบนั้น 

        ในขณะเดียวกันจิตวิทยาความรักก็มักกล่าวว่า เรามักจะตกหลุมรักคนที่เป็นขั้วตรงข้ามของเรา เช่นเดียวกับอีธานและจอย พวกเขาต่างมีสถานะของการเป็นแรงงานต่างชาติ มีความเป็นพลเมืองชั้นสองที่ต้องหากินทั้งเช้าค่ำ—สถานะทางสังคมเดียวกันเช่นนี้เองที่ทำให้พวกเขาได้มาเจอกัน แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็ช่างมีมุมมองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

        อีธานที่ไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนปฏิเสธมาก่อน—เพียงเพราะทั้งวันเธอมัวทำแต่งาน ในขณะเดียวกันจิตวิญญาณอิสระของอีธานก็ทำให้จอยเริ่มหันมาเห็นความสำคัญของการฟังเสียงข้างในตัวเอง เปลี่ยนมุมมองชีวิตให้หันกลับมารักตัวเอง ทำตามใจตัวเองบ้างก็ได้ เพราะนั่นไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว

        แต่ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น

        ในวันที่จอยเริ่มฟังเสียงของตัวเอง—จากที่เคยตะโกนออกไปในวันแรกที่พบอีธาน ในวันนั้นที่เธอเปิดกำแพงพูดทุกสิ่งออกมา เพราะไม่มีอะไรจะเสีย คนแปลกหน้าไม่มีอะไรให้ตัดสิน

        “I’m more than this job. I’m more, and I want to be more.” —ฉันเป็นมากกว่างานนี้ ฉันเป็นมากกว่านี้ และฉันต้องการเป็นมากกว่านี้

        ความคล้ายกันของสถานการณ์ชีวิต ความต่างกันในความคิด ที่ทำให้ทั้งสองเริ่มใกล้ชิดกัน หากในวันที่อีธานผู้ขยาดกลัวการผูกมัดเริ่มหันมาใส่ใจผู้อื่นมากกว่าตนเอง พร้อมจะหยุดอยู่กับที่เพื่อใครสักคน ในวันที่ดอกผลแห่งความรักค่อยๆ หลอมรวมพวกเขาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ขั้วตรงข้ามที่เป็นแรงดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน กลับเป็นแรงเดียวกันที่ผลักให้พวกเขาต้องห่างกันไป

 

hello love goodbye

(3) อยู่หรือไป

        “If you love me, why can’t you choose me?” —ถ้าคุณรักผม ทำไมคุณไม่เลือกผม

        “If you love me, why are you making me choose?” —ถ้าคุณรักฉัน ทำไมต้องให้ฉันเลือกด้วย

        แม้ทั้งอีธานและจอยจะยอมรับเงื่อนไขในความสัมพันธ์นี้ ที่มีข้อตกลงแต่แรกว่าถ้ารับมือกับความห่างไกลที่ต่างคนต่างรู้ว่าวันหนึ่งจะมาถึง ถ้ายอมรับข้อตกลงนี้ได้ ค่อยมารักกัน

        หากเมื่อวันนั้นมาถึง เรื่องจริงกลับไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อฝ่ายหนึ่งทุ่มเทความรักไป หวังว่ารักจะทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจไม่จากไปได้ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับสงสัยว่าที่ทำทุกอย่างมากมายนั้นเพียงเพื่อรั้งกันไว้หรือรักกันจริง

        ความรักอะไรกันที่จะรั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ให้เดินตามความฝันที่รอคอยมานาน

        “There’s something missing. A part of me that cannot be filled – even by your love.” —มันมีบางสิ่งขาดหายไป บางสิ่งที่ไม่มีอะไรมาเติมเต็มได้ – แม้กระทั่งความรักของเธอ

        “I love you, but for now I love myself more.” —ฉันรักเธอ แต่ตอนนี้ฉันรักตัวเองมากกว่า

        จอยไม่เคยสงสัยในความรักที่อีธานมีให้ แต่การที่เธอเลือกจากไปอยู่ดีนั้นไม่ใช่เพราะรักที่อีธานมอบให้ไม่เพียงพอ แค่ตัวเธอเองต่างหากที่ยังไม่พอสำหรับตัวเอง ความรักนับถือตนที่ขาดหายไปในใจของเธอ และมันไม่มีวันจะถูกเติมเต็มได้หากเธอไม่ก้าวออกไปทำในสิ่งที่ฝันไว้มานาน – แม้นั่นคือการที่ต้องพรากจากคนรักก็ตาม

 

        ไม่มีใครรู้ว่าคำสัญญา “ฉันจะกลับมา” จะเป็นจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือไม่ว่าอนาคตของเขาและเธอจะเป็นอย่างไร  เธอจะมีความรักเสมอด้วยรักที่เธอมีต่อตนเอง

        และในวันนั้น ไม่ว่าความสัมพันธ์อนาคตจะเป็นอีธานหรือเป็นใคร เธอจะรักเขาได้อย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่เพราะใครคนนั้นมาเติมเต็มสิ่งที่ขาด หากเพราะเธอเต็มอิ่มในรักที่มีให้ตนเองจนพร้อมที่จะรัก

        รักเพราะเธอมั่นใจว่านั่นคือรักที่เธอมีให้อย่างถ่องแท้ ไม่ใช่แค่ต้องการให้ใครมาเติมเต็ม

        ซึ่งสถานการณ์อาจไม่เป็นเช่นนั้นเลย หากวันนี้เธอเลือกกระโจนเข้าหาความรักที่ได้รับจากคนอื่น เพียงเพราะมันอยู่ตรงนั้น หากช่องว่างสุญญากาศในใจเธอยังไม่ถูกถมให้เต็ม – ด้วยตัวเธอเอง

 

        “I will always remember you as someone who loved me, and allowed me to live my dream.” —ฉันจะจำเธอในฐานะคนที่รัก และยอมให้ฉันได้ตามความฝันของตนเอง

        “And I will always remember you as someone who believed I could be more.” —ผมก็จะจำคุณในฐานะคนที่เชื่อว่าผมเป็นได้มากกว่านี้เช่นกัน

        ใช่—ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจต้องเลือกว่าจะอยู่หรือไป หากไม่ได้แปลว่าต้องเลือกว่านั่นคือรักหรือไม่

        เพราะแม้จะต้องห่างไกลกันตอนนี้ แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโต ไม่ใช่เพียงเพื่อตนเอง แต่เพื่อกันและกัน ขอให้เราแข็งแรงกับตัวเองที่สุด ไม่ว่าจะมีวันได้กลับมารักกันหรือไม่ แต่อย่างน้อย จะไม่มีใครต้องเสียใจว่าครั้งหนึ่งเราเคยทิ้งชีวิตตนเองเพื่อมารักใคร

 

hello love goodbye

(4) ชีวิตคนรุ่นใหม่ ในเงาของใคร

        Hello, Love, Goodbye ทำรายได้ถล่มทลายในฟิลิปปินส์ บ้างบอกว่าเป็นเพราะเคมีของ Kathryn Bernado และ Alden Richards นักแสดงทั้งสอง บ้างบอกว่าเป็นเพราะความเป็นสากลที่อยู่ในหนัง—ธีมทางเลือกระหว่างความรัก ความฝัน ความรับผิดชอบนั้นดูจะเป็นโจทย์ร่วมที่เราต่างล้วนเคยเผชิญในชีวิต

        หาก Hello, Love, Goodbye ไม่ได้จำกัดเฉพาะสายโรแมนติก ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องราวความรักหนุ่มสาวเท่านั้น หากมันยังสะท้อนถึงความเป็นจริงที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญเช่นกัน

        “You can be anywhere at night, but during the day you are mine. I own half of you.” —ในยามค่ำคืนเธอจะไปที่ไหนก็ได้ แต่ในระหว่างวันเธอเป็นของฉัน ฉันเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่งของชีวิตเธอ

        ประโยคที่เจ้านายชาวฮ่องกงบอกกับจอย ประโยคที่เธอได้เพียงยิ้มเงียบใส่ แต่ข้างในตะโกนร้องกู่ก้องว่างานนี้ไม่ใช่ตัวเธอ และเธอเป็นได้มากกว่านี้ ประโยคที่สะท้อนชีวิตของคนรุ่นใหม่ในโลกที่เงาของคนรุ่นก่อนยังครอบงำชีวิตพวกเขาไว้ ในบทบาทความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะในฐานะนายจ้างหรือพ่อแม่ก็ตาม

        ความจำเป็นในการออกจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเร่ร่อนเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่ได้เป็นการตามล่าหา ‘ความฝันอเมริกัน’ (American Dream) เหมือนในยุคก่อน หากแต่เป็นการไร้ทางเลือกในบ้านตนเอง ซึ่งเป็น dilemma ที่คนยุคใหม่ต้องเผชิญ—ระหว่างโลกที่บอกให้ตามหาความฝัน กับโลกอีกใบแห่งความถูกต้องในนามความกตัญญูที่ต้องแบกรับ

 

        “I don’t need a friend, I need money.” —ฉันไม่ต้องการเพื่อน ฉันต้องการเงิน

        จอยตอบอีธานกลับไปอย่างนั้นในวันแรกที่เขาส่งคำขอเป็นเพื่อนมาหาเธอ คำตอบของจอยที่สะท้อนความเป็นอยู่ ที่ความจำเป็น (need) อยู่เหนือความต้องการ (want) แม้ในสถานการณ์ชีวิตอันโดดเดี่ยวของเธออาจต้องการเพื่อนและความรักมากกว่าเงินทองก็ตาม

        แม้อีธานและจอยต่างต้องเผชิญกับทางเลือกที่มีมากมาย แต่สุดท้าย Hello, Love, Goodbye ไม่ได้ให้คำตอบว่าทางเลือกใดดีที่สุด ถูกต้องที่สุด หากฉายให้เห็นความสับสนของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคที่เต็มไปด้วยทางสองสามแพร่งที่ต้องตัดสินใจ หากเส้นทางที่มีให้เลือกนั้นล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจากคนรุ่นที่แล้วมา จากความเหลื่อมล้ำ ย้อนแย้งของโลกในยุคสมัยที่พวกเขาเกิดมา

 


ภาพ: cinemaescapist.com

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต