เพื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้าน: เมื่อคิดถึงบ้าน – ผมคิดถึงแมว

Agenda
14 Apr 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

1

       เรียกเข้าไปให้คอแทบแตก เจ้าเหมียวอาจเพียงกระดิกหูนิดหน่อย ทว่ายังนอนผึ่งพุงอยู่บนหลังคาดังเดิม หรือหากเรียกมากเข้า บางทีสิ่งที่ส่งให้ก็มีเพียงสายตาชำเลืองลงมานิดหน่อย แล้วจากนั้นก็หันไปเลียอุ้งตีน เชิดราวกับเจ้าหญิงนิสัยเสียในเทพนิยาย

       หากถามว่า ยามนึกถึง ‘บ้าน’ ผมจะนึกถึงอะไร แน่นอน – อาหารรสมือแม่และความอบอุ่นของผู้คนในครอบครัว ย่อมเป็นเรื่องแรกๆ ที่นึกถึง แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว – เมื่อนึกถึง ‘บ้าน’ ผมมักนึกถึงแมว

       ผมคุ้นเคยกับแมวมาตั้งแต่ยังเด็ก จะว่าแม่ปลูกฝังมาเพราะแม่เป็นคนรักแมวก็น่าจะใช่ แม่เคยเล่าให้ฟังว่า แมวตัวแรกที่แม่เลี้ยงนั้นเป็นแมวสามสี มาจากไหนก็ไม่รู้ แม่รักแมวแล้วก็รักเลยชั่วชีวิต นับแต่นั้นมา ชีวิตของแม่ไม่เคยขาดแมวอีกเลย แม่ไม่รู้หรอกว่าความรักนี้มาจากไหน แต่อุปสรรคแห่งรักของแม่นั้นมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว

       และอุปสรรคใหญ่ที่สุดในวัยเด็กของแม่ – ก็คือแม่ของแม่ อันได้แก่ยายของผมนั่นเอง

       ที่จริงแล้ว ยายไม่ได้รักหรือชังแมวเป็นพิเศษ มันจะอยู่ก็ได้ จะไปก็ไม่ว่า แต่อย่ามาขับถ่ายเรี่ยราดเข้าให้เชียว ผมจำได้ว่ายายคอยคลุกข้าวกับปลาทูให้แมวกินอยู่เสมอ แถมยายยังชอบเลี้ยงสัตว์อื่นๆ ซึ่งมานึกดูในสมัยนี้ น่าจะเป็นสัตว์สงวนควรจับตัวยายเข้าคุกเป็นที่ยิ่ง อย่างเช่น ชะนีที่มีใครก็ไม่รู้เอามาให้ยายเลี้ยง รวมถึงพังพอนที่ถูกขังอยู่ในกรง แล้วมันก็จะเดินวนไปเวียนมา

       แล้วถ้าจำไม่ผิด เคยมีคนเอานกเงือกมาให้ยายเลี้ยงด้วย ยายต้องคอยป้อนกล้วยป้อนผลไม้ให้มันกิน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอบอกไว้เสียก่อนใครจะมาตำหนิยาย ว่ายุคของยายคือเมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ผู้คนยังไม่รู้สึกว่าการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะธรรมชาติป่าเขายังอุดมสมบูรณ์ พรานไพรไปล่าสัตว์ ยิงแม่เหลือลูก ก็เอาลูกมาเร่ขายในเมือง คนจึงซื้อมาเลี้ยง แต่เลี้ยงไปเลี้ยงมาเกิดไม่ชอบใจ ก็เอามาทิ้งให้ยายต้องคอยรับเลี้ยงดูต่อไปเป็นวิบาก

       ผมคิดว่ายายรับเลี้ยงสัตว์พวกนั้นไม่ใช่เพราะรักหรือชังพวกมันเป็นพิเศษ แต่น่าจะเป็นเพราะสงสารพวกมันมากกว่า คนรู้จักของยายก็มากมายเหลือเกิน เมื่อรู้ว่ายายรับเลี้ยงเพราะสงสาร ก็หาโน่นนั่นนี่มาปล่อยให้ยายรับเป็นภาระต่อไปอีกเรื่อยๆ

       แต่กระนั้น แม่ก็เล่าให้ฟังว่า ยายไม่ได้ใจดีเพียงอย่างเดียว เมื่อจำเป็น ยายก็โหดร้ายได้ไม่น้อยทีเดียว

       ในยุคที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบสิ้นลงใหม่ๆ บ้านเมืองยังอดอยากยากจน แต่แม่ในวัยเด็กก็ยังเพียรเก็บลูกแมวมาเลี้ยง แรกๆ ก็ไม่กระไรนัก เพราะตัวสองตัวยายยังพอเลี้ยงไหว ทว่าอยู่ไปอยู่มา ลูกแมวกลายเป็นแม่แมว คลอดลูกออกมาเป็นครอกๆ ยายก็เริ่มทนไม่ไหว

       ได้จังหวะพอดีกับที่แม่ต้องไปอยู่ต่างจังหวัดช่วงปิดเทอมด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง แม่เล่าว่ายายสั่งห้ามไม่ให้เอาแมวติดตัวไปด้วยแม้แต่ตัวเดียว

       สำหรับแม่แล้ว หัวใจคงสลายไม่น้อยเพราะอุตส่าห์เลี้ยงดูมา แถมลูกแมวตัวน้อยๆ ยังไม่หย่านม (อันเป็นลูกของแมวที่แม่เก็บมาเลี้ยงอีกที) ย่อมน่ารักน่าชัง แต่ยายยื่นคำขาดว่า การเดินทางอันแสนไกลและยากลำบากนั้น ที่สุดจะทำให้ลูกแมวตาย หรือไม่แม่มันก็อาจจะทิ้งลูกไปก็ได้ สุดท้ายลูกแมวเล็กๆ ก็ต้องตายอยู่ดี สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือปล่อยให้แม่แมวกับลูกแมวอยู่ด้วยกัน แม้จะไม่มีใครคอยประคบประหงมเลี้ยงดูก็ตามที

       แม่จำนนกับเหตุผล แต่ก็เล่าต่อด้วยว่า – ไม่เคยได้พบกับลูกแมวเหล่านั้นอีกเลย เพราะเมื่อกลับบ้านมาแล้ว แม่ก็ไม่เคยเห็นแม้แต่ร่องรอยของพวกมัน

       นั่นอาจเป็นบทเรียนแรกๆ ที่แม่ได้เรียนรู้ก็ได้,

       เรียนรู้ว่า – ในความรักย่อมมีความเจ็บปวด

 

2

       สมัยเด็กๆ ผมไม่เคยมีแมวส่วนตัว แต่ก็เอื้อเอ็นดูแมวทุกตัวในบ้านที่มีอยู่ไม่เคยต่ำกว่าสิบตัวตลอดระยะเวลาหลายสิบปี แต่กระนั้นก็มีแมวอยู่ตัวหนึ่งที่ผูกพันมากเป็นพิเศษ มันเป็นแมวประหลาด และผมไม่เคยพบเห็นแมวแบบนี้อีกเลย

       เช้าวันหนึ่งในวัยเด็ก ผมตื่นขึ้นมาและมองจากหน้าต่างห้องนอนลงไปที่ประตูหน้าบ้าน ผมเห็นแมวสีส้มลายตัวหนึ่งนั่งอยู่บนหัวเสา มันร้องแง้วๆ คนที่เดินผ่านไปมาเอื้อมมือมาลูบขนมันเล่น แต่มันก็ไม่หนีไปไหน ยังคงร้องแง้วๆ อยู่อย่างนั้น ผมจึงเดินลงไปหามัน มันกระโดดลงมาจากเสา เดินตามเข้าบ้าน แล้วนับจากวันนั้น มันก็ไม่เคยจากบ้านไปอีกเลย แม้เราจะย้ายบ้านอีกหลายต่อหลายครั้ง มันก็ติดสอยห้อยตามไปด้วยโดยไม่แสดงอาการติดที่แต่อย่างใด

       ผมเรียกมันว่า ‘ไอ้เสือ’ ค่าที่ตัวมันลายเหมือนเสือ ไอ้เสือนั้นแปลก พอเข้าบ้านมามันก็เข้าไปเลียหน้าเลียตาแมวตัวอื่นๆ ที่อยู่ในบ้านอยู่แล้วราวกับรู้จักกันมาเนิ่นนาน บางตัวก็ขู่ฟ่อใส่มัน แต่ไม่นานนักมันก็เข้ากันได้ เพราะไอ้เสือทำท่าทำทีเหมือนเป็นพี่ใหญ่ใจดี คอยดูแลน้องๆ ทุกตัว

       แต่ที่ประหลาดที่สุดของไอ้เสือ – ก็คือมันเป็นแมวตัวผู้แท้ๆ แต่พอมีแม่แมวอื่นๆ คลอดลูกออกมา มันกลับจับลูกแมวพวกนั้นมากินนมมัน!

       มันเลี้ยงดูลูกแมวเล็กๆ ราวกับมันเป็นแม่แมว ทั้งยังเป็นแมวอัธยาศัยดี ไม่ว่าจะมีแมวใหม่มากี่ตัว มันก็ไม่เคยขู่ใคร แต่ต้อนรับขับสู้เป็นอันดี คอยดูแลประคับประคองจนแมวใหม่เข้ากับแมวเก่าได้ มันจึงเป็นเหมือนสุภาพบุรุษแมว (ที่ยอมให้ลูกแมวกินนมตัวเอง) เหมือนพ่อพระที่ไม่มีอยู่จริง

       นอกจากไอ้เสือแล้ว อีกตัวหนึ่งที่ผมจำได้ดีคือ ‘นางบอด’ ตัวนี้เป็นแมวตาบอดแท้ๆ ตาสองข้างของมันมองอะไรไม่เห็นเลย แต่มันกลับมีลูก และสรรหาที่คลอดลูกได้เก่งมาก ด้วยการไปคลอดในบ่อกรองของบ่อเลี้ยงปลาเก่าซึ่งลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก เรียกว่าถึงจะมองไม่เห็น แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ของมันก็พามันไปสู่ที่ซ่อนที่ปลอดภัย ทั้งยังเลี้ยงดูลูกอย่างดี ยามมันคาบลูกไปไหนต่อไหนนั้น ดูเหมือนอาการตาบอดจะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ เลย มันไม่เคยคาบลูกสะเปะสะปะ แต่คล้ายรู้ทิศทางดีว่าจะต้องไปตรงไหนบ้าง

       นางบอดทำให้ผมเรียนรู้เป็นครั้งแรกๆ ว่า กับแมวนั้น – ต่อให้มีอุปสรรคหรือเจ็บปวดต่อชีวิตมากเพียงใด แต่มันไม่เคยแสดงออกถึงความทุกข์

 

3

       เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า แมวเป็นสัตว์ที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นพรีมาดอนนา (Prima Donna) หรือนางเอกในละครโอเปรา ฟังแล้วผมขำ แต่ก็เห็นด้วยอยู่ครามครัน

       คำว่า Prima Donna เป็นภาษาอิตาเลียน โดยรากศัพท์หมายถึง First Lady หรือ ‘สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง’ ซึ่งในแวดวงการร้องเพลงแบบโอเปรานั้น พรีมาดอนนาก็คือนักร้องนำหรือนางเอก แต่ในปัจจุบัน เวลาเราบอกว่าใครเป็น Prima Donna Girl เราจะหมายถึงสาวๆ ที่มีสำนึกว่าตัวเองเก๋เก่ง และมีอาการ ‘เอาแต่ใจตัวเอง’ เป็นที่ตั้ง

       และนั่นแหละครับ – แมว!

       ศักดิ์ศรีแห่งตัวตนที่ค้ำคอแมวเหล่านี้อยู่ ทำให้มันแสดงออกหลายอย่างที่ประหลาดๆ เช่น เวลาเกิดความอาย (อย่างเช่นจับนกไม่ได้) มันอาจเสแสร้งกลบเกลื่อนความอายนั้นด้วยหลายวิธี เช่น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โอ๊ย! จับไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร เสเดินไปนั่งเลียขาหน้าตาเฉย หรือไม่บางทีก็เกิดอาการไม่พอใจ จับนกไม่ได้มาข่วนเจ้าของเอาก็มี หรือบางตัวก็ถึงขั้นโกรธเกรี้ยวหงุดหงิดงุ่นง่าน เลยอาจไปกินอาหารระงับอารมณ์

       แต่ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของแมวซึ่งเป็นลักษณะที่ผมคิดว่าซุกซ่อนอยู่ในตัว ‘พรีมาดอนนา’ แทบทั้งหมด – ไม่ว่าจะเป็นแมวหรือคน

       ลักษณะเด่นที่ว่าก็คือ – เหล่าพรีมาดอนนาจะไม่ยอมแสดงความรู้สึกให้ใครรู้, ในยามที่ตนเจ็บปวดสาหัส

      หากแมวไม่ได้เจ็บปวดจริงๆ มันอาจแสดงอาการต่างๆ นานาออกมาให้เราเห็น เช่น ถ้าอยากกิน มันจะร้องสั่ง เดินไปมา หรือกระทั่งทำลายข้าวของ แต่ถ้ามันเจ็บปวดปางตายแล้วละก็ – หลายครั้งเราแทบไม่รู้เลย

       ผมเคยนั่งเฝ้าแมวที่กำลังจะตายไปจากชีวิตหลายครั้ง บางตัวมองผมด้วยตาแป๋ว ใสซื่อ แลดูเป็นปกติคล้ายไม่มีอาการป่วยใดๆ ทั้งสิ้น แล้วจากนั้นมันก็ค่อยๆ ลดหัวลงนิ่ง หลับตา และไม่ลืมตาขึ้นมาอีกเลย แม้บางตัวจะกระตุกสั่นเหมือนทรมาน แต่แววตาของมันไม่ทรมานไปด้วย และอีกหลายตัวก็เพียงแต่จากไปเงียบๆ เหมือนมันเพียงล้มตัวลงนอนหลับ

 

       นานมาแล้ว เมื่อพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน แมววัยรุ่นตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า – แบงค์, หนีออกไปเที่ยวนอกบ้าน แล้วน่าจะถูกหมากัดอย่างรุนแรง หนังที่ขาหลังของมันลอกเปิดออกมาเกือบทั้งหมด เผยเนื้อของมันเป็นสีชมพูช้ำๆ เหมือนเนื้อไก่ มันเสียเลือดมากมายจนตัวซีดเซียว กว่าผมจะพบมันก็สายไปเสียแล้ว ผมเอาผ้าเช็ดตัวพันร่าง อุ้มมัน และเรียกคนที่บ้านให้พาไปหาสัตวแพทย์โดยรู้ทั้งรู้ว่านั่นอาจไม่เป็นผลอะไร มันนอนนิ่งอยู่ในผ้าเช็ดตัว แต่ในเวลาเดียวกัน ตาของมันกลับสดใสอย่างยิ่ง มันมองผมด้วยดวงตากลมโตกระจ่าง บางแวบคล้ายว่าแววตาของมันส่งคำปลอบใจมาให้ผมเสียด้วยซ้ำ

       “ไม่ต้องเศร้าหรอกนะ ฉันไม่เป็นไรหรอก” – ผมรู้สึกเหมือนมันบอกผมอย่างนั้น คล้ายว่ามันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร คล้ายว่ามันยังคงมีชีวิตที่ปกติสุข คล้ายว่ามันไม่อยากเห็นผมเศร้า

       ใช่ – มันไปไม่ถึงมือสัตวแพทย์หรอก เพราะไม่กี่นาทีต่อมา มันก็หลับตาลง แล้วหายใจครั้งสุดท้ายเบาๆ เพื่อปลิดปลิวไปจากชีวิต หน้าของมันสงบนิ่งสวยงามราวไม่เคยพบความเจ็บปวดอะไร

       ที่จริงแล้ว วาระสุดท้ายของชีวิตไอ้เสือก็เป็นแบบนี้ มันเป็นมะเร็ง ที่สะโพกของมันมีรูและมีน้ำเหลืองไหลออกมา รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย มันค่อยๆ ผอมลงเรื่อยๆ แต่ต่อให้เจ็บป่วยแค่ไหน มันก็ยังเป็นแมวนิสัยดีเหมือนเดิม ร่าเริง ต้อนรับ และอัธยาศัยดีต่อแมวตัวอื่นๆ ไปจนชั่วชีวิต ในขณะที่นางบอดนั้นหายไปเสียเฉยๆ หลังจากลูกของมันโตแล้ว เข้าใจว่าด้วยความที่มันมองไม่เห็น มันอาจถูกงูกัดหรือถูกรถชนก็เป็นได้

       ไม่ว่าจะเป็นแผลถึงแก่ชีวิต เป็นมะเร็งมีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม หรือตาบอดไม่เคยมองเห็นอะไรเลยในชีวิต พวกมันมีลักษณะอย่างหนึ่งร่วมกัน – นั่นคือไม่เคยแสดงอาการเจ็บปวด

       เมื่อได้ยินเพื่อนบอกว่า แมวเหมือนพรีมาดอนนา ตอนแรกผมขำปนหมั่นไส้ความผยองของผองแมว แต่เมื่อนึกถึงดวงตาสุกใสกลมโตของแมวที่ใกล้จะตายตัวนั้น… และตัวนั้น ผมกลับคิดว่าคำว่าพรีมาดอนนานั้นเหมาะสมอย่างยิ่งแล้วกับสัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้

       ด้วยเหตุนี้ – สำหรับผม คำว่า ‘แมว’ จึงมักหมายถึงการกลับสู่บ้าน

       และไม่ใช่บ้านที่เรารู้จักเท่านั้น ทว่ายังหมายถึงบ้านที่อยู่ไกลโพ้นโน้น, บ้านหลังที่เราเคยรู้จัก แต่ได้ลืมเลือนมันไปเนิ่นนานแล้ว – ด้วยเราต่างเดินไปสู่มัน เดินไปพร้อมๆ กับแมวที่เราเลี้ยงไว้ในบ้าน เพื่อร่วมทางกันชั่วคราวไปสู่บ้านหลังนั้น

       และในขณะเดียวกัน แมวก็สอนให้เรารู้ว่า – ในช่วงชีวิตแสนสั้นไม่เกินสิบยี่สิบปีของพวกมันนั้น, ความทุกข์ไม่ใช่เรื่องที่ต้องยี่หระอะไรนักหนาหรอก

       มันอาจเป็นบทเรียนที่ผิดหรือถูกก็ได้ แต่ผมมักคิดว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าเสมอ

       เพราะแมวสอนผมด้วยชีวิต

 


หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความคือภาพของแมวที่ผู้เขียนเลี้ยงในปัจจุบัน ซึ่งมีชื่อว่า ‘โคยะ’

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN