‘ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์’ 10 บทเรียนจากรีทรีตประจำปี

Agenda
26 Dec 2019
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

        รีทรีตส่งท้ายปลายปีของวัชรสิทธา ชานชาลา 9 ¾ ที่พาข้ามประตูไปสู่มิติใหม่ในโลกใบเดิม มิติแห่งความลี้ลับ ไร้หนทาง เคว้งคว้าง ทว่าสมบูรณ์ เต็มเปี่ยมในความว่าง

        ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

        ความรู้สึกไร้คิดที่ให้พลังเอ่อล้น อ่อนโยน ความโหวงว่างกลางใจเมื่อยินยอมพร้อมปลดปล่อย ที่ดูจะหลุดลอยไปได้ทันทีที่มีความพยายามจำกัดความ อธิบายความหมาย ตั้งคำถามต่อความเป็นอยู่ของมัน

        ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

        โพธิจิตไร้รูป ไร้นาม ไร้นิยาม สถิตอยู่แล้วตรงนั้น รอเพียงวันที่ม่านหมอกแห่งความคิด จิตปรุงแต่งถูกปลอกออกจากเปลือกห่อหุ้มความกลัว ประสบการณ์แห่งอดีต ลอกจนเปล่าเปลือย วาบ หวิว โหวง สัมผัสถึงความว่างเปล่าไร้ขีดจำกัด กระโจนเผชิญหน้ากับความว่างเปล่า ก่อนจะมีนิยามกล่าวขานว่าเราคือใคร มาจากไหน เป็นหรือไม่เป็นอะไร

 

        กระโจนสู่ความ ไม่เป็นอะไรเลย

        จนเป็นได้ทุกสิ่ง

        ไม่มีอะไรเลย

        จนให้ได้ทุกอย่าง

 

        ไร้เงื่อนไข

        ไร้กาล

        หากนิรันดร์

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วินัยไม่ใช่กรงขัง แต่คือกุญแจสู่อิสรภาพ

        กิจกรรมยามเช้าตรู่ ตื่นขึ้นมาก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า เราต่างพร้อมล้อมวงกันภาวนา สวดมนต์ยามเช้า เปล่งเสียงพระพรแผ่เมตตา นั่งลุกสลับเดินภาวนาวนไปมาทั้งวัน เช้า สาย บ่าย เย็นย่ำที่เราต่างท่องไป มีเพียงเสียงครูคละเสียงใบไม้พลิ้วไหว นกร้อง ลมแผ่วเบาสัมผัสกาย เสียงดังก้องข้างในท่ามกลางความเงียบสงัดของความเป็นไปรอบตัว 

        กิจวัตรประจำวันดำเนินไป ไม่ต้องคิด ไม่อิดออด กอดรับทุกประสบการณ์ที่อยู่เบื้องหน้า สละภาระการตัดสินว่าสิ่งใดถูก-ผิด ควร-ไม่ควร ชอบ-ไม่ชอบ แค่ตอบรับมันไปกับสภาวะใดๆ ที่ปรากฏขึ้นมา ไม่หาเหตุผลให้การดำรงอยู่ในขณะนั้น แค่ตื่นตัว ตอบรับในทุกขณะที่เป็น

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

บทสนทนาในคำสวดภาวนา

        “มณฑลแห่งการตื่นรู้ และตระหนักรู้ในมณฑลนี่คือข้อความพื้นฐาน…”

        ข้อความเริ่มต้นบทสวดภาวนายามเช้าที่เรียกเรากลับมาอยู่กับเสียงที่เปล่งออกไป และความรู้สึกใดๆ ที่สะท้อนรับกลับมาเมื่อดื่มด่ำในคำภาวนาเกินกว่าตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้า บทสวดนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นบทสนทนามากกว่าการเปล่งวาจาออกไปเพียงฝ่ายเดียว ความหมายของแต่ละถ้อยคำพลันทุ้มชัด การสั่นสะเทือนของเสียงที่ทำให้ใจเคลื่อนไหว รับรู้ได้ถึงการโต้ตอบของสรรพสิ่งต่างๆ ที่พร้อมจะสื่อสารด้วยมานาน รอเพียงวันที่ใจเปิดกว้าง เปล่งเสียงภาวนาให้ดังกังวานออกไป รับสารผ่านความรู้สึกที่สะท้อนสว่างวาบไปทั้งใจกลับมา 

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ว่าด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจในครู

        “ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์”

        ความรู้สึกวาบปราศจากความคิดในขณะที่ศิษย์ตามเสียงครูไปในความว่าง ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากพอจนพร้อมกระโจนไปในแห่งหนของแต่ละคนทันทีที่เสียงนำทางของครูสิ้นสุดลง พร้อมผจญกับปรากฏการณ์ใดๆ ที่พร้อมจะสำแดงออกมาในขณะที่ยินยอม ปล่อยใจ ต่อความสั่นไหวที่มี ไม่ว่าจะเป็นความมืดในพื้นที่ที่ไม่รู้ครูจะพาไปไหน ในพงดงไม้ ในความเงียบใดๆ ที่ครูปล่อยให้เผชิญ 

        ความพร้อมจะหลงทาง ล่องไปในความว่างเปล่านอกจากจะอาศัยความกล้าของผู้ออกเดิน ยังอาศัยความไว้เนื้อเชื่อในใจผู้นำทาง ในการเคลื่อนที่ออกห่างจากฝั่งที่เคยชิน ล่องลอยท่องไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้พบอีกฝั่งหรือไม่ 

        ครู ผู้นำ และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ร่วมทาง ไม่ใช่แค่คำสอนของครูเท่านั้นที่เป็นดั่งเสียงนำทางในความเงียบงัน แต่ทุกย่างก้าวที่ครูเองก็ออกเดินไปพร้อมศิษย์นั้น ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจในกันและกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจในครู ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ศิษย์พร้อมกล้ากระโจนไม่ว่าหนทางจะโลดโผนเพียงใด ความไว้เนื้อเชื่อใจในครูที่ทำให้ศิษย์ได้สะท้อนตัวเองว่าเราไว้เนื้อเชื่อใจตัวเองเพียงพอแล้วหรือไม่ ที่จะสามารถวางใจในครู ผู้อื่น รวมทั้งชีวิตของเราเอง

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประตูบานเล็กสู่โลกใบใหญ่

        ช่องว่างกลางพุ่มไม้ครึ่งวงกลมระหว่างทางจากค่ายไปบ่อน้ำพุร้อนที่มักเป็นหมุดหมายของผู้มาเยือนอำเภอเชียงดาว ยามเดินอย่างมีเป้าหมายมันง่ายมากที่จะผ่านอุโมงค์นี้ไป อุโมงค์ที่จะพาทะลุป่าดิบชื้น ไล่ไปจนถึงป่าเต็งรัง ค้นพบพลังของธรรมชาติ

        พุ่มไม้ปกคลุมทางเข้าจนเตี้ย หากเพียงแค่ก้มหัวศิโรราบโน้มผ่านประตูเข้ามา ป่าข้างหน้านั้นช่างกว้างใหญ่ เราเดินไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ ตามจังหวะการเดินของแต่ละคน ไม่มีจุดหมายใดๆ ว่าต้องหยุดพักที่จุดไหน ใครใคร่หยุดก็หยุดในจุดที่สื่อสารกับข้างในเพื่อใช้เป็นพื้นที่นิเวศภาวนา บ้างหยุดริมแอ่งน้ำ บ้างหยุดอยู่ตรงที่ราบกลางต้นไม้ใหญ่ บ้างตามกอไผ่ บ้างตรงปลักควาย บางคนยังคงเดินต่อไปไม่หยุดจนกว่าจะเห็นครบหมดทุกทาง

        เฝ้าพิจารณาความจริงที่เป็นผ่านธรรมชาติ ที่ซึ่งชีวิตทั้งหมดล้วนสัมพันธ์กันอยู่ ไม่มีสิ่งใดแปลกแยกจากกัน เฟิร์น มอส รังผึ้ง หรือแม้กระทั่งก้อนหินไร้ชีวิตก้อนนั้นก็ยังมีบทบาทสร้างสรรค์ขั้นบันไดให้น้ำได้เคลื่อนไหว เป็นพลังเอื้อต่อชีวิตอื่นพึ่งพิงกันไป

        พลังชีวิตในป่าที่เปิดอ้าทุกประสาทสัมผัสให้ตื่นตัว ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่มีความจำเป็นต้องไปไหน ไม่ต้องเป็นอะไร สมบูรณ์แล้วในทุกสิ่งที่เป็น ถึงแล้วในทุกก้าวที่ออกเดิน

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

จุดไร้สิ้นสุดในดิน

         สวบ…

        เสียงเท้าจมลงไปในดินที่ไม่รู้จุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน ความลึกที่เปลี่ยนไป ความอุ่นของน้ำ ความเย็นของดินที่ให้ทั้งความรู้สึกกลัว แต่ก็ตื่นตัวอย่างประหลาด

        สภาวะเคว้ง ตกพรวดลงไปในความลึกที่ไม่รู้ ผิวสัมผัสไม่คุ้น อาศัยเพียงความวางใจว่าในความว่างแห่งความลึกมีผืนดินที่โอบอุ้มอยู่ วางใจในความว่าง และกระโจนลงไป ให้ความไม่แน่นอนปลุกให้ตื่น ให้การยินยอมสอนให้เรียนรู้

 

        ความลี้ลับในความว่าง

        ศูนย์กลางของชีวิต

        อิสรภาพ

        ในความไม่รู้ ไม่มี ไม่แน่นอน

 

        ปล่อยตัวเคว้ง

        แล้วกระโจนออกไป..

        ไร้ความกลัว

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ความใส่ใจของคนหนึ่งสู่ความตั้งใจของคนหนึ่ง

        ดอกไม้ที่พอหาได้ถูกนำมาจัดเรียงเตรียมไว้บนถาดแจกัน ผ้าที่เพิ่งย้อมเสร็จใหม่ๆ ถูกนำมาใช้แต่งตัวประดับประดาให้โต๊ะไม้ธรรมดาๆ พิเศษขึ้นมา เบาะสีแดงสดกว่าใบอื่นถูกเลือกนำมาวางไว้ตรงกลางวงสำหรับผู้กำลังจะเข้าพิธีรับศีล บรรยากาศการจัดเตรียมสถานที่ ดอกไม้ในแจกัน ผ้าปูโต๊ะ เบาะสีแดง แสงไฟที่หรี่ลงสีอ่อนนวลกว่าปกติเป็นสัญญาณว่าพิธีการที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีความสำคัญ

        ผู้ผ่านพิธีนี้มาก่อนร่วมกันจัดพื้นที่ว่างในศาลา ถาดแจกันถูกหมุนไปมา หันซ้ายหันขวาจนนาทีสุดท้าย ความตั้งใจของเพื่อนร่วมทางที่ทำให้ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่พิธีรับรู้ได้ถึงความตั้งใจ ความสำคัญของพิธีการที่ไม่ได้มีความหมายในเชิงระเบียบ ประเพณีอะไรมากไปกว่าการสร้างประสบการณ์พิเศษร่วมกัน ต้อนรับผู้ร่วมเดินทางใหม่ที่กำลังจะเดินไปในหนทางที่ต่างคนต่างเดิน โดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดายบนเส้นทางนี้ ร่วมกับผู้คนในสังฆะชุมชนนี้ไปด้วยกัน

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พิธีรับศีล การเกิดครั้งที่สองของชีวิต

        ว่ากันว่าในชีวิตคนเราจะมีการเกิดสองครั้ง ในวันที่ตัดสายสะดือจากแม่ ต้องมีชีวิตด้วยตนเอง และครั้งที่สอง ในวันที่สละออกจากตัวตนเดิมที่เป็น – ถูกทำให้เป็น – คิดว่าเป็น สละออกจากขอบเขตที่จำกัดเราไว้ สู่ความไม่เป็นอะไร ไร้นิยามความเป็นตัวตน บนหนทางใหม่ การเกิดใหม่ การตัดจากสายสัมพันธ์ชีวิตครั้งที่สองสู่การมีชีวิตอิสระอย่างแท้จริง

        คำปฏิญาณที่ไม่ใช่คำสัญญา หากเป็นการประกาศกล้าในใจตนเองว่าผู้รับศีลจะละแล้วซึ่งตัวตนเก่า พฤติกรรมบางอย่างที่ยึดติดมานาน สละวางซึ่งความกลัวต่อบททดสอบที่จะปลอกเปลือกลอกตัวเราจนกว่าจะเปลือยเปล่า ไร้ตัวตน

        “Sky Dancer” “Blissful Fire”

        ชื่อใหม่ถูกตั้งขึ้นมาให้ผู้รับศีลแต่ละคน ชื่อใหม่ที่ไม่ใช่การสร้างตัวตนใหม่ หากคือคำที่ใช้ระลึกถึงธรรมชาติที่แต่ละคนเป็น ให้ชื่อที่เรียกขานเป็นดั่งการเรียกตัวเองให้กลับมาสู่กลางใจจิตเดิมแท้ที่เราเป็น

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เพราะมีครูจึงมีศิษย์ และเพราะมีศิษย์ จึงเกิดความเป็นครู

        เงินใส่ซองอาจดูเป็นของขวัญที่ง่ายที่สุด ไม่อบอุ่นในใจเสียเท่าไหร่ หากไร้คำตอบรับของขวัญจากครูที่ไม่เพียงขอบคุณ แต่ยังสะท้อนถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในการส่งมอบทรัพยากรที่ใช้ในการดำรงชีวิตของเราต่อให้ครู ให้ปัจจัยที่เราใช้ในการมีชีวิตไปดูแลครู เปลี่ยนจากการเลี้ยงดูชีวิตเราให้ดูแลความเป็นอยู่ของครูต่อไป

        เงินตรา สัญลักษณ์ของคุณค่าในเชิงแลกเปลี่ยน (exchange value) ฉันให้สิ่งนี้ เพื่อได้มีสิ่งนั้น หากเงินในที่นี้กลับมีคุณค่าที่ไกลกว่านั้น ศิษย์ไม่ได้ให้สิ่งนี้เพื่อเป็นตัวกำหนดคุณค่าแลกเปลี่ยนกับคำสอนที่ครูมอบให้ หากเป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณล้นพ้นในใจ ระลึกถึงคุณค่าของการมีครู และพร้อมสละปัจจัยใดๆในการมีชีวิตอยู่ของตน ให้ไหลวนแปรเปลี่ยนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการดำรงอยู่ของครู

        ธรรมเนียมกล่าวขอบคุณครูหลังส่งมอบของขวัญ ที่ทำให้ศิษย์ได้ตกตะกอนกล่าวถึงความรู้สึกข้างในที่ศิษย์มีต่อคำสอน ให้ได้ถ่ายทอดส่งความขอบคุณจากศิษย์ เป็นน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงระหว่างกันต่อไป

        ในแง่นี้ ทั้งศิษย์และครู เราต่างสัมพันธ์

        เพราะมีครูจึงมีศิษย์

        และเพราะมีศิษย์ ความเป็นครูนั้นจึงปรากฏ

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

โดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดาย

        “เคว้งไปด้วยกัน”

        คำสุดท้ายหลังจากชื่อผู้เข้าร่วมทุกคนถูกเอ่ยออกมา การเปล่งเสียงรับรู้ถึงการมีอยู่ของแต่ละคนในพื้นที่นั้นที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว รับรู้ถึงการมีอยู่ของแต่ละคน อบอุ่นใจว่าในทางที่เราออกเดินนั้นแม้ดูโดดเดี่ยว แต่ไม่ได้เดินเดียวดาย

        “เคว้งไปด้วยกัน”

        ข้อความจากค้างคาวที่ทักทายครูระหว่างการออกเดินทางมาสู่เชียงดาว มวลค้างคาว จุดดำกระจายบนท้องฟ้า ผลัดกันนำ ผลัดกันตามในพื้นที่ระยะห่างความว่างที่เว้นกันไว้ไม่มากไม่น้อยเกินไป

        ข้อความจากค้างคาวที่ทักทายก่อนเดินทาง ไปจนระหว่างทางการภาวนาร่วมกันที่ทำให้เห็นความหมายของการออกเดินทางอย่างเป็นอิสระ หากเคว้ง เคียงข้างกันไปในหนทางการโบยบิน 

 

ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เราร่วมสร้าง

        “ขอบคุณที่ร่วมสร้างพื้นที่นี้ไปด้วยกัน”

        คำตอบกลับของพี่ ‘อ้วน’ – นิคม พุทธา หลังจากเราต่างกล่าวขอบคุณพี่อ้วนที่สร้างค่ายเยาวชนนี้ขึ้นมา คำตอบกลับของพี่อ้วนที่ทำให้ระลึกได้ว่า จริงอยู่ที่ธรรมชาติแห่งเชียงดาวนั้นมีความพิเศษในตัวเอง แต่มันคือผู้คนและประสบการณ์ที่เราต่างร่วมสร้างที่ทำให้พื้นที่นี้มีความหมาย ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่รัก ไว้วางใจในพื้นที่และผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสถานที่นี้

          ชีวิตนี้ก็เช่นกันที่ความหมายบางอย่าง โมงยามแห่งความมหัศจรรย์จะไม่มีวันเกิดได้เลยหากปราศจากความไว้วางใจ ยอมรับอย่างไร้เงื่อนไขในทุกสิ่งที่ชีวิตนำพามาให้ผ่านพบ จบลง เพื่อกระโจนเข้าสู่ประตูบานใหม่ที่ในความลี้ลับของความว่างนั้นเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์หากพร้อมกล้าก้าวเข้าไป ไว้เนื้อเชื่อใจในการเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่ถูกลิขิตให้พบเจอ

        ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

        ทัศนคติว่าใดใดที่เกิดขึ้นแล้วล้วนสมบูรณ์ในสิ่งที่เป็นเสมอ ศรัทธาต่อพลัง (ศักดิ์) ภายในใจ พลังที่ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตที่นำพาชีวิตสู่ความวิเศษ (สิทธิ์) ในทุกก้าวที่ออกเดิน ในทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา และกำลังจะผ่านไป ประทับไว้เพียงชั่วโมงต้องมนต์ที่กระทบใจ เปลี่ยนชีวิตที่เหลือไปตลอดกาล 

 


ขอขอบคุณ

รีทรีต ‘ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์’ รีทรีตประจำปีของสังฆะวัชรปัญญา ณ ค่ายเยาวชนเชียงดาว  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่อไปทาง วัชรสิทธา 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต