Charge to Change: ก้าวแรกจาก Mercedes-Benz ที่อยากเห็นโลกที่สุขภาพดีขึ้นด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน

Agenda
5 Jan 2021
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

เป็นที่ยอมรับกันอย่างถ้วนหน้าว่า ‘รถไฮบริด’ คือความรุดหน้าของอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้วยการรวมพลังงานอย่างน้ำมันและไฟฟ้า เพื่อหลีกเลี่ยงหรือขจัดข้อเสียของแต่ละพลังงาน มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าพลังงานรูปแบบอื่นอยู่มาก และยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเติมพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์เพื่อลดมลพิษที่เกิดจากน้ำมันได้

        แต่ทำไมในปัจจุบันถึงไม่ค่อยมีเติมพลังงานไฟฟ้าให้กับรถไฮบริดของตัวเองเท่าไหร่นัก

        เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงมลภาวะในระยะยาว Mercedes-Benz จึงเปิดตัวโครงการ Charge to Change ที่จะมาชวนผู้ใช้รถยนต์ประเภทไฮบริดมา ‘ชาร์จเพื่อเปลี่ยนโลก’ ด้วยการเติมพลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน เพื่อก่อให้เกิดสังคมพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษจากพลังงานน้ำมัน และสร้างวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพของผู้ขับขี่และโลกใบนี้ในอนาคตข้างหน้า

Charge to Change

What is Charge to Change

         “หลังจากการที่เราศึกษามาระยะหนึ่ง พบว่าช่วงใกล้ปีใหม่ประเทศไทยจะประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดมาจากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง”

         ปัญหาสำคัญที่ Mercedes-Benz ได้มองเห็นถึงหลังจากที่ประเทศไทยต้องพบกับปัญหาสภาพอากาศค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดมาจากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเป็นหลัก (มากกว่าร้อยละ 50 ของฝุ่นละอองมาจากการเดินทางโดยรถยนต์)

        “โครงการ Charge to Change จึงเกิดขึ้นเพื่อเชิญชวนให้ผู้ใช้รถยนต์ไฮบริดมา plug-in hybrid ด้วยการชาร์จด้วยพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยไม่ได้เป็นการบอกว่าทุกคนต้องเปลี่ยนมาใช้รถไฮบริดในทันที แต่อยากเชิญชวน ‘คนที่มีรถไฮบริดอยู่แล้ว’ หันมาใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดปัญหามลพิษในปัจจุบันได้”

        “สิ่งสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น มาจากพฤติกรรมของลูกค้า Mercedes-Benz ส่วนมากมักไม่ทำการชาร์จแบตเตอรี่ด้วยไฟฟ้าเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยยังไม่มีแท่นชาร์จเพียงพอต่อการเข้า ทำให้หลายคนที่ใช้รถไฮบริดอยู่จึงไม่มีแท่นชาร์จในระแวกที่สามารถขับไปเติมได้ หรือในบางกรณีผู้ใช้ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถยนต์ของตัวเองชาร์จด้วยไฟฟ้าได้ โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้รถไฮบริดได้รู้ว่า ผู้ใช้รถไฮบริดอย่างเราก็สามารถช่วยโลกด้วยการเติมพลังงานด้วยไฟฟ้าได้ให้กับรถยนต์ได้

        “อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือการชาร์จไฟฟ้าที่ใช้เวลานานกว่าน้ำมัน ซึ่งประเด็นนี้เราสื่อสารผ่านวิดีโอในโครงการเอาไว้ว่าการชาร์จไฟฟ้าที่กินเวลานาน สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันได้ตามที่โฆษณาเห็น”

How Charge Leads to Change

        หากว่ากันตามตรง แท้จริงแล้ว Mercedes-Benz คือค่ายรถยนต์ที่ทำการจัดจำหน่ายรถในเชิงพาณิชย์ แต่การที่พาตัวเองกระโดดมาสู่โลกธุรกิจเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาสังคมในเชิง CSR เช่นนี้ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากว่าเหตุใดค่ายรถยนต์นี้ ถึงมีนโยบายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชีวิตของมนุษย์เช่นนี้

        “เป้าหมายของโครงการในครั้งนี้คือการไม่ไปสร้างมลภาวะทางอากาศเพิ่มมากกว่าเดิม เพราะสุดท้ายการชาร์จด้วยพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดการผลิตฝุ่น PM2.5 ในอากาศขึ้นมา ซึ่งเราในฐานะผู้ใช้รถไฮบริดก็จะขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างโลกที่มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นได้

        “โดยสิ่งที่โครงการนี้จะดำเนินการต่อคือการเพิ่มสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทาง Mercedes-Benz จะเริ่มต้นด้วยการมอบ Wallbox สำหรับชาร์จไฟฟ้าจำนวน 100 ชุดให้กับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใครก็สามารถชาร์จได้ ไม่ว่าจะใช้รถยี่ห้อไหนอยู่ก็ตาม”

        โดยปัจจุบัน Mercedes-Benz ได้เปิดยอดขายรถยนต์ไฮบริดประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 ว่ามีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับ โครงการ ‘Charge to Change’ ที่จะสามารถต่อยอดไปสู่การ ‘เปลี่ยน’ ในอนาคตข้างหน้าได้

        “สุดท้ายโครงการนี้คาดหวังว่าผู้ที่ใช้รถไฮบริดอยู่แล้วจะตื่นตัวและเริ่มหันมาใช้การชาร์จด้วยไฟฟ้ามากขึ้น โดยทาง Mercedes-Benz จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำการริเริ่ม ด้วยการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น แท่นชาร์จไฟฟ้า จนสามารถชักชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้

        “เพราะเราเชื่อว่าการ Charge to Change นอกจากจะเปลี่ยนการใช้พลังานสำหรับรถยนต์แล้ว ยังหมายถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถยนต์ และเปลี่ยนโลกได้ในอนาคต”

        โดยหลังจากนี้โครงการ ‘Charge to Change’ จะถูกสานต่อเป็นโครงการขนาดระยะยาวซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่

Charge to Change

เฟสที่ 1 

        การกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หันมาชาร์จรถยนต์ประเภทไฮบริดด้วยพลังงานไฟฟ้า ผ่านวิดีโอออนไลน์และการร่วมมือกับบุคคลชั้นนำในวงการต่างๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่จะกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์รับรู้ว่าเพียงแค่ขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ไฟฟ้าในทุกวัน คุณก็สามารถมีส่วนช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ทันทีในทุกการขับขี่ และยังขอเชิญชวนผู้ใช้รถยนต์ไฮบริดทุกคน เข้ามา ‘ปลั๊กอินพลังงานไฟฟ้า’ ไม่ว่าจะใช้รถยนต์จากแบรนด์ใดก็ตาม

เฟสที่ 2 

        การสร้างเครือข่ายการชาร์จที่มีความพร้อมและสะดวกมากขึ้น ด้วยการร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายวงการเพื่อขยายเครือข่ายการชาร์จมากขึ้น ด้วยการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จ เพื่อทำให้ประสบการณ์ในการชาร์จสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับ ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกคน โดย Mercedes-Benz จะเริ่มต้นด้วยการมอบ Wallbox สำหรับการชาร์จไฟฟ้าจำนวน 100 ชุดให้กับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง

เฟสที่ 3 

สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า นี่คือจุดประสงค์หลักที่โครงการมุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ของการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Charge to Change


ศึกษาข้อมูลโครงการ Charge to Change เพิ่มเติมได้ที่:  https://www.mercedes-benz.co.th/ChargeToChange

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่