ไฟป่าภาคเหนือ ‘ใครคือคนเผา?’ ก็ไม่สำคัญเท่าเรามีส่วนในการเผามากขนาดไหน

Agenda
20 Jan 2020
เรื่องโดย:

อรุณวตรี รัตนธารี

ขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญฝุ่นละออง PM 2.5 มาตลอดหลายสัปดาห์ และดูเหมือนว่าจะยังคงเรื้อรังอีกนานนับเดือนหากประเมินจากมาตรการรับมือของภาครัฐ ขณะเดียวกัน อีกหลายพื้นที่ของประเทศไทยก็เริ่มมีกลิ่นควันจางๆ ลอยมาตามอากาศเช่นกัน และคาดว่ากลุ่มควันเหล่านั้นจะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่าทวีตามสภาพอากาศแล้งระอุเมื่อย่างเข้าสู่หน้าร้อนที่กำลังมาถึง 

        ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างปัญหาหมอกควันของ 2 พื้นที่นั้น นอกจากอยู่ตรงแหล่งกำเนิดควันอันขึ้นอยู่กับปัจจัยทางภูมิศาสตร์และรายละเอียดแวดล้อม ยังอยู่ตรงระดับการตระหนักรู้ถึงปัญหาของสังคมที่มีต่อพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลในระดับชายขอบ ซึ่งน่าสนใจว่าบริเวณดังกล่าวนั้นอยู่ใกล้ชิดกับปัญหามานานกว่าในเมืองหลวงหลายเท่า 

        นานจนถึงขนาดสุดท้ายกลายเป็นความเคยชิน…

        อาจเป็นความเคยชินเดียวกับที่คนเมืองรู้สึกกับปัญหารถติดแสนสาหัสมาหลายสิบปี เป็นความเคยชินในภาวะจำยอมต่อปัญหาอันซับซ้อนเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคม ที่ดูแล้วยากจะพบทางออกในเร็ววัน

 

ไฟป่าภาคเหนือ

ชีวิตที่ต้องจำยอมต่อฝุ่นควัน

        “ทางสายการบินมีความจำเป็นต้องเลื่อนเที่ยวบินออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการเอาเครื่องลงในขณะนี้” 

        คือข้อความที่พนักงานต้อนรับของสายการบินหนึ่งบอกกับผู้เขียนราวกับเป็นเรื่องปกติเมื่อต้นหน้าร้อนปีก่อน สำคัญคือข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเวลาเรียกขึ้นเครื่องเพียง 15 นาที แต่เมื่อเหลือบมองสภาพอากาศภายนอกท่าอากาศยานจังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะทิวเขาด้านนอกถูกปกคลุมด้วยควันหนาจนเป็นภาพพร่าเลือน ทั้งที่ขณะนั้นเลยเวลาเที่ยงวันมาเพียงไม่กี่นาที 

        ยิ่งเมื่อมองไปยังผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ส่วนมากกลับไม่แสดงอาการร้อนอกร้อนใจอะไร ราวกับเป็นเรื่องสามัญของการเดินทางในช่วงนี้ ถึงขนาดที่ผู้โดยสารชาวแม่ฮ่องสอนคนหนึ่งเปรยว่า “ถ้าในหน้าแล้ง ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วก็ต้องดูตั๋วรถตู้หรือรถทัวร์เผื่อเอาไว้ด้วยเลย” ก่อนแนะนำให้ผู้เขียนเปลี่ยนวิธีการเดินทางเป็นรถประจำทางแทนการรอเที่ยวบินถัดไปที่อาจไม่มาถึงในวันสองวัน

        ปัญหาหมอกควันในจังหวัดภาคเหนือตอนบนร้ายแรงถึงขนาดนั้น ระดับที่กลายเป็นเรื่องสามัญที่ประชากรในพื้นที่ต้องจำยอมใช้ชีวิตกันไปทั้งที่อากาศที่ใช้หายใจเข้าขั้นมลพิษ ราวกับเป็นปัญหาที่ไร้ทางออก กระทั่งต่างฝ่ายต่างจนใจในการหาคำตอบ ต้องก้มหน้าเยียวยาตัวเองไปจนกว่าจะพ้นฤดูควัน 

        ถ้าไล่เรียงจากอดีตจนปัจจุบัน จะพบว่าปัญหาหมอกควันนั้นซับซ้อนและเรื้อรังก่อนที่เราจะหันกลับมาสนใจจนกลายเป็นกระแสหลายสิบปี เพียงแค่ในวันนี้มันหนักหน่วงและเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จากความเดือดร้อนที่กระจายสู่คนวงกว้างซึ่งเสียงดังกว่าประชากรในพื้นที่ห่างไกลก็เท่านั้น 

 

ไฟป่าภาคเหนือ

จากไฟกองเล็กๆ ที่จุด สู่ผลกระทบในวงกว้าง

        จริงอยู่ที่ควันส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ (ควันจากการเผาไหม้โดยแสงแดดได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเกิดขึ้นยากและน้อยมาก) ทว่าคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่ามนุษย์คนไหน? เมื่อพื้นที่เกิดควันนับล้านไร่กว้างเกินกว่าจะจับมือใครดม แต่คือการทำความเข้าใจเบื้องหลังการตัดสินใจเผาของเขาเหล่านั้นด้วยสายตาเป็นธรรม โดยไม่ลืมว่าผู้ได้รับผลกระทบจากควันไฟไม่ใช่แค่ชาวเรา แต่รวมถึงคนที่เราเรียกว่าชาวเขาด้วยเช่นกัน  

        จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ทำงานและใกล้ชิดกับกลุ่มชาติพันธุ์มาระยะหนึ่ง ยืนยันได้ว่าการเผาบนที่สูงนั้นมีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับแรงจูงใจที่แตกต่างกัน กว่านั้นยังพูดได้ว่าการเผา ‘ภายในชุมชน’ ส่วนมากค่อนข้างรัดกุม เนื่องจากเป็นกระบวนการหนึ่งในการทำไร่หมุนเวียน (Land rotation farming) หรือการทำเกษตรเชิงวัฒนธรรมที่ต้องอาศัยการเผาเพื่อเปิดหน้าดินและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมก่อนเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกก่อนย่างเข้าหน้าฝน โดยการเผารูปแบบนี้อาศัยการสังเกตธรรมชาติในการประเมินความเสี่ยง ทั้งทิศทางลม ความชื้นในอากาศ ปริมาณน้ำฝนในรอบปี และหากตัดสินใจเผาก็ต้องทำแนวกันไฟเป็นหลุมลึกรอบแปลงซึ่งเว้นระยะห่างจากชายป่าหลายเมตร พร้อมจัดเวรยามเฝ้ากันข้ามวันจนกว่าจะแน่ใจว่าไฟมอดดับ แต่เมื่อชุมชนโอบล้อมด้วยผืนป่านับล้านไร่ ก็ย่อมมีการเผาอีกหลายรูปแบบเกิดขึ้นไกลสายตาด้วยเหมือนกัน 

        อย่างที่ ‘ทศ’ – ชัยธวัช จอมติ ชาวปกาเกอะญอจากหมู่บ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงราย และนักดับเพลิงอาสาผู้บุกป่าฝ่าควันเข้าไปดับไฟป่ามานานนับสิบปี บอกกับผู้เขียนระหว่างสนทนากันในงานเสวนาว่าด้วยเรื่องปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือเมื่อหลายเดือนก่อน ว่าเขาและคนในชุมชนก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าใครคือมือเพลิง เพราะการจุดไฟนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่กว่าคนในชุมชนจะรู้ตัวไฟก็ลุกลามหนักแล้ว 

        “ส่วนหนึ่งของไฟป่าเกิดจากการลักลอบหาของป่าจริง แต่จะเหมารวมว่าเป็นฝีมือชาวเขาทั้งหมดไม่ได้ เพราะแต่ละชนเผ่าก็มีวิธีการหาของป่าโดยไม่ใช้ไฟกันทั้งนั้น” เขาเสริมถึงข้อสังเกตในมุมคนที่อยู่กับป่ามานานว่า ไฟป่าส่วนมากมักเกิดบริเวณป่าที่อยู่ใกล้กับถนน ซึ่งนั่นก็ทำให้เดาสาเหตุได้หลายทาง อาทิ การทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดที่รุกเข้ามาในพื้นที่ป่าเนื่องจากปัญหากรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน จึงต้องตัดถนนเข้ามาเพื่อการขนส่งด้วย และไฟก็มักลุกลามจากตรงนั้น ทว่าคนทำเกษตรเชิงเดี่ยวก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่สูงเสมอไป เมื่อปัญหาที่ดินทำกินและระบบเกษตรพันธสัญญานั้นผูกโยงกับเกษตรกรไทยนับแสนครอบครัว 

        เขาสำทับถึงอีกหลายแรงจูงใจในการเผา ทั้งความขัดแย้งส่วนบุคคลเมื่อรัฐออกมาตรการลงโทษผู้นำชุมชนหากเกิดไฟป่าในช่วงเวลาห้ามเผา หรือการเผาเพื่อรุกไล่ที่ดินก็มีให้เห็นอยู่ประปราย กว่านั้นไฟป่ายังไม่ได้เกิดเฉพาะในฤดูร้อนอย่างหลายคนเข้าใจแต่เกิดอยู่เรื่อยไปตลอดทั้งปี เพียงแค่หนักหน่วงในช่วงอากาศร้อนแล้งจนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และนั่นเท่ากับว่าคนข้างบนย่อมเผชิญควันบ่อยกว่าคนข้างล่างหลายเท่า 

 

ไฟป่าภาคเหนือ

ที่น่าตกใจคือคนเผาเป็นมืออาชีพ ที่วางแผนมาอย่างดีและมีเป้าหมายชัดเจน

        “ระยะหลังคนเผาชำนาญขึ้นเรื่อยๆ หลักฐานที่พบบริเวณจุดเกิดเหตุไม่ได้มีแค่ไม้ขีดไฟหรือซากเชื้อเพลิงธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นชนวนที่ทำขึ้นสำหรับเผาป่าโดยเฉพาะ ครั้งหลังสุดที่เจอคือเชื้อเพลิงอัดแท่งแบบที่จะค่อยๆ ไหม้ทีละนิดเพื่อยื้อเวลาให้คนเผาหลบหนีออกนอกพื้นที่ก่อนที่ไฟจะลุกลาม แสดงว่าคนเผาเป็นมืออาชีพ ทำงานอย่างมีระบบและหวังผลชัดเจน” 

        ทศเล่าถึงสถานการณ์ที่เขาและกลุ่มนักดับเพลิงอาสาลงความเห็นกันว่าน่าเป็นห่วง ด้วยไม่รู้ว่าแรงจูงใจอะไรที่ทำให้ใครสักคนตั้งใจในการเผาถึงขนาดนี้

        ยังไม่นับความเหลื่อมล้ำด้านความรู้และความบกพร่องของชุดข้อมูลที่ผู้มีอำนาจใช้เป็นบรรทัดฐานในการจัดการกับปัญหาควันไฟอย่างเข้มงวด ทั้งงานวิจัยที่เน้นศึกษาผลกระทบของควันมากกว่าวิเคราะห์ปัญหาแบบองค์รวม หรือข้อมูลเชิงสถิติที่ขาดมิติทางวัฒนธรรม สุดท้ายต่างฝ่ายจึงขาดความเข้าใจกันและกัน 

        ฉะนั้นเมื่อถามว่า ‘หมอกควันภาคเหนือจากมาจากไหน?’ จึงไม่สามารถตอบได้ด้วยคำตอบเดียว ไม่มีวาทกรรมใดใช้อธิบายสาเหตุของปัญหาหมอกควันได้อย่างครอบคลุมหมดจด ไม่ว่าจะเพราะชาวเขาทำไร่เลื่อนลอย ชาวเขาเผาป่าเพื่อหาของป่า หรือเพราะการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีนายทุนใหญ่เป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง ก็ไม่ใช่คำตอบที่จะได้คะแนนเต็มจากโจทย์ใหญ่ข้อนี้เสียทีเดียว

 

ไฟป่าภาคเหนือ

ปัญหาของ (ภู) เขา แต่เราก็มีส่วนเกี่ยวข้อง 

        หากถอยกลับมามองในภาพกว้าง จะพบว่าต้นทางของปัญหาหมอกควันนั้นล้วนมีรากจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสิ้น ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำจากการรวมศูนย์ของอำนาจการตัดสินใจและดำเนินนโยบาย เรื่องสิทธิ์ในที่ดินทำกิน หรือเรื่องผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลระหว่างกลุ่มทุนและรัฐในระบบอาหารอุตสาหกรรม แปลว่าการแก้ปัญหาเฉพาะจุดอย่างการออกมาตรการควบคุมการเผาอย่างเข้มงวดย่อมลดหมอกควันได้แค่เพียงชั่วคราว 

         แนวทางในการแก้ปัญหาอันซับซ้อนนี้จึงอาจต้องตั้งต้นด้วยการมองให้เห็นภาพใหญ่ ว่าโจทย์ข้อนี้เราล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม คนเมือง คนชนบท กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่กลุ่มทุนไทยมีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพิ่มขึ้นทุกวัน และพยายามหาทางออกอย่างมีส่วนร่วมโดยควบรวมเอามิติด้านวิถีชีวิต ความเหลื่อมล้ำทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเข้ามาคิดหาคำตอบอย่างไม่คาดโทษและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งบางครั้งอาจต้องอาศัยการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในเนื้อหา และส่งเสริมการทำความเข้าใจระหว่างคนแต่ละกลุ่ม 

        ความเข้าใจที่อาจเกิดขึ้นในวันที่เราตระหนักว่าการบริโภคอาหารอุตสาหกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหมอกควันไม่มากก็น้อย และการห้ามเผาทั้งที่นั้นคือวิถีหรือการหารายได้เพียงไม่กี่ทาง ก็ไม่ต่างอะไรจากการถูกห้ามใช้รถยนต์ส่วนบุคคลทั้งที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในเมืองหลวง

        และสุดท้ายปัญหาคงเริ่มคลี่คลายเมื่อเราทุกคนมองว่า ‘ชาวเขา’ ก็คือ ‘พวกเรา’ เหมือนกัน

 


ภาพ: พงษ์ศิลา คำมาก

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

อรุณวตรี รัตนธารี

นักสื่อสารแง่มุมของมนุษย์ผ่านเรื่องราวของอาหาร ผู้เชื่อในความหลากหลายและการคุยกันอย่างสันติ