แค่อยู่บ้านก็แย่แล้ว แต่ต้องอยู่บ้านกับคน toxic นี่สิ – จะทำยังไงดี

Agenda
31 Mar 2020
เรื่องโดย:

โตมร ศุขปรีชา

ในภาวะปกติ เราไม่ได้อยู่บ้านร่วมกับสมาชิกในครอบครัวของเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เราเลยไม่ค่อยรู้สึกหรอกว่า คนในครอบครัวของเรามีความ toxic บางอย่างอยู่ด้วย

        แต่พอต้อง Social Distancing นี่สิ การอยู่ด้วยกันที่บ้านกับครอบครัว กับคนที่เรารัก บางทีมันก็อดรนทนไม่ไหวจริงๆ เพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ความเครียดจึงเผยอาการ toxic บางอย่างที่เราไม่เคยเห็นออกมา แม้กระทั่งกับพ่อแม่พี่น้องของเราเองแท้ๆ

        ทะไลลามะเคยกล่าวว่า “จงปล่อยวางคนที่คิดในแง่ลบไปเถิด พวกเขาเป็นอย่างนั้นก็เพราะอยากแลกเปลี่ยนแบ่งปันเรื่องแย่ๆ ปัญหา หายนะ ความกลัว และการพิพากษาตัดสินคนอื่น ถ้าใครอยากโยนขยะแห่งจิตใจทิ้งออกมา ขอเพียงอย่าให้เขาโยนมันกลับเข้ามาในความคิดของเราก็พอแล้ว”

        ที่จริงแล้ว ไม่มีใคร toxic ได้ตลอดเวลา ไม่มีใครแย่อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครน่ารักได้ตลอดเวลาด้วย แต่การต้องอยู่ร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง คนเราย่อมเกิดความเครียดสูง ทุกคนย่อมอยากให้สถานการณ์เป็นไปดั่งใจ แต่เมื่อเป็นไปไม่ได้ เราก็มักปล่อยความ toxic ออกมาใส่คนอื่น ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่แค่คนอื่นเท่านั้นที่ toxic กระทั่งตัวเราในยามที่อยู่กับความเครียดมากๆ ก็อาจกลายเป็นคน toxic ได้ในบางเวลา

        ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือดาราสาวคนดังที่ Live ด้วยการปลดปล่อยอารมณ์ด้านมืดออกมาเต็มที่ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วทั้งโลกโซเชียลฯ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเธอเป็นแบบนั้นตลอดเวลา เพราะก่อนหน้านั้นเธอยังดูอารมณ์ดี ดูมีความสุขที่จะได้อยู่บ้านร่วมกับคนที่เธอรัก แต่เมื่ออยู่เข้าจริงๆ ความเครียดก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของเธอไป

        ถ้าอย่างนั้นแล้ว เราควรจะทำอย่างไรดีถ้าต้องอยู่ร่วมบ้านกับคนที่ toxic แม้จะ toxic ตามสถานการณ์ก็เถอะ

 

1. การขีดเส้นให้ชัด 

        การขีดเส้นที่ว่า ก็คือการดูว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เรารับไม่ได้ เราคิดว่ามัน toxic ต่อตัวเราแล้ว และเราจะไม่ทนอีกต่อไป มันคือการขีดขอบเขต เช่น ถ้าเราต้องอยู่ร่วมกับพี่น้องในห้องเดียวกัน แล้วเราไม่อยากให้พี่น้องของเรามาละเมิดความเป็นส่วนตัว ก็อาจต้องพูดคุยกันอย่างจริงจัง ว่าตรงไหนที่เราอยากรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้บ้าง อะไรคือสิ่งที่เราอยากหรือไม่อยากทำในเวลาไหน ต้องขีดเส้นเอาไว้ให้ชัด

        ในเวลาเดียวกันกับที่เรา ‘ขีดเส้น’ ให้กับความ toxic ของคนอื่น เส้นที่ว่าก็จะสะท้อนกลับมา ทำให้เราเห็นด้วยว่า ในบางคราว เราก็มีความ toxic นั้นเสียเองหรือเปล่า

 

2. เลือกสู้ให้ถูก 

        กรณีนี้เกิดขึ้นหลังขีดเส้นไปแล้ว แต่คู่กรณีของเรายังคงแสดงพฤติกรรมแบบเดิมอยู่ เช่น อาจละเมิดความเป็นส่วนตัวของเรา หรือบังคับให้เราทำสิ่งที่ไม่อยากทำโดยใช้คำพูดแย่ๆ ฯลฯ อย่างแรกสุด เราควรต้องระลึกไว้เสมอว่า คนในครอบครัวของเรา ส่วนหนึ่งก็คือตัวของเราเอง การที่เขาไม่ทำอย่างที่เราอยากให้เขาทำ เป็นเพราะเราไม่ได้ปฏิบัติกับเขาอย่างที่ควรจะเป็นก่อนหรือเปล่า วิธีที่ ติช นัท ฮันห์ พระเซ็นเวียดนามสอนไว้ก็คือ เมื่อเราโกรธจี๊ดขึ้นมา ไม่ต้องไปกดความโกรธนั้น แต่ให้ดึงความรักความเมตตาที่เรามีอยู่ในตัวออกมา แล้วใช้ความรักความเมตตาเหล่านั้นโอบกอดความโกรธเหมือนแม่กอดลูก นั่นจะนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาที่อ่อนโยนละมุน ไม่ใช่ใช้ toxic ไปต่อสู้กับ toxic ซึ่งสุดท้ายจะไม่นำไปสู่ข้อยุติที่ดีได้

        เราอาจลองสังเกตความโกรธของเรา แล้วลองให้คะแนนว่าพฤติกรรมนั้นๆ ทำให้เราโกรธระดับไหน จาก 1 ถึง 10 สมมติว่าแม่พูดบางอย่างเกี่ยวกับน้ำหนักตัวของเรา ทำให้เราโกรธระดับ 6 เราก็อาจคิดว่ายังไม่ต้องตอบโต้อะไรก็ได้ แต่ถ้าโกรธถึงระดับ 8 หรือ 10 ก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องร้องขอให้อีกฝ่ายทำความเข้าใจและละเลิกพฤติกรรมเหล่านั้น

        การลองให้คะแนนความโกรธ จะทำให้เราไม่หลงไปในความโกรธ แต่จะช่วยให้เรารู้ตัวและมีสติขึ้นมา การเจรจาพูดคุยระหว่างกันจึงอาจนำไปสู่ผลดีมากกว่า

 

3. รับรู้และรักษาระยะห่างจากพฤติกรรม toxic

        บางทีเราก็พอรู้เลาๆ ว่าอีกฝ่ายเริ่มมีอารมณ์ความรู้สึกแบบ toxic แล้ว เช่น เริ่มบ่นโน่นนี่ ในเวลาเหล่านี้ เราอาจต้องละเอียดอ่อน สังเกต แล้วค่อยๆ รักษาระยะห่างเอาไว้ ไม่เข้าไปรองรับ ปะทะ หรือยั่วยุ ซึ่งอาจยิ่งไปทำให้ความ toxic เข้มข้นมากขึ้น แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็ค่อยกลับไปใช้วิธีในข้อ 2

 

4. มองหาข้อดี

        ข้อนี้อาจฟังดูซ้ำซาก แต่ถ้ารักษาสติก็ยังไม่ได้ ความโกรธผุดพลุ่งขึ้นมาไม่ยอมหายไป โอบกอดอย่างไรก็ไม่หาย เราอาจลองนึกถึงข้อดีของอีกฝ่ายในยามที่เขาไม่ได้ toxic เช่น นึกถึงโมงยามดีๆ ที่พี่หรือน้อง (หรือแม้กระทั่งพ่อหรือแม่) เคยทำอะไรให้เรา นึกถึงช่วงเวลาแสนสุขที่เคยใช้ร่วมกัน วิธีนี้จะทำให้เราอารมณ์เย็นลงจนสามารถกลับไปใช้วิธีในข้อ 2 ได้

 

5. หาที่สงบใจ  

        ที่สงบใจของเราไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่เสมอไป บางครั้งแค่หูฟังดีๆ สักอันที่มีระบบตัดเสียงรบกวน ก็อาจช่วยให้เรา ‘หนี’ ไปไกลแสนไกลได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็อาจต้องลองหา ‘ระบบสนับสนุน’ หรือ Support System ซึ่งก็คือคนในบ้านที่ไม่ toxic (หรืออย่างน้อยความเครียดก็ยังไม่ได้ทำให้เขาเกิดอาการ toxic ขึ้นมา) เพื่อช่วยกันอธิบายดีๆ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และจะชวนคนที่ toxic นั้นมาร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร

 

         แน่นอน การรับมือกับคนที่กำลัง toxic ไม่ใช่เรื่องง่าย ทักษะในการจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ทำได้ในชั่วข้ามคืน ยิ่งเราต้องมาเผชิญภาวะอัดกันอยู่ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ในแบบที่ไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน ก็ยิ่งทำให้ทักษะนี้พัฒนาได้ยากขึ้น แต่กระนั้น นี่ก็อาจถือได้ว่าเป็นแบบฝึกหัดอย่างหนึ่ง เพื่อที่เราจะผ่านมันไปด้วยกันให้ได้ในที่สุด

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

โตมร ศุขปรีชา

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN