เป็นบ้านให้ตัวเอง เมื่อผู้เป็น ‘บ้าน’ ได้จากไป

Agenda
16 Apr 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“We’re running late. Do you think we’ll make it in time?”
“I wouldn’t mind if we don’t.”
“O’ Come on.”

 

        “เราสายแล้ว คุณคิดว่าเราจะไปทันไหม”

        “ไม่ทันก็ช่างมันปะไร”

        “ไม่เอาน่า”

        แล้วเธอก็กอด

        เรากอดกันไป จัดของไป ตลอดเช้าวันนั้น

        วันที่ฉันไม่เฝ้ารอที่สุดในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

        วันที่เป็นเหมือนระเบิดนับเวลาถอยหลัง

        วันที่เธอกำลังจะออกจาก ‘บ้าน’ เพื่อกลับ ‘บ้าน’ ของเธอ

        ยืดยาด นวยนาด ถ่างเวลาให้ห่างออกไป

        ทำแซนด์วิชชิ้นใหญ่กว่าปกติ ล้างจานนานกว่าที่เคย

        ไม่อยากให้เวลานี้ผ่านไปเลย…

        “Can you please not go?”

        “ไม่ไปได้ไหม”

        ถามคำถามเดิมอยู่ซ้ำๆ

        จนเธอต้องหัวเราะออกมา

        บอกว่าไม่เอาน่า 

        เธอยิ้มขำกับคำถามที่ซ้ำไปซ้ำมา

        ขำอะไร

        การที่เธอกำลังจะจากไป

        ไม่เห็นมีอะไรน่าขำตรงไหน

        กอดกันแน่นในลิฟต์

        ลิฟต์ที่ช้าเหลือเกินในวันกลับบ้านปกติ

        ทีวันสุดท้ายกลับเร็วติดจรวด

        แท็กซี่วันนี้ก็จะมาเร็วอะไรปานนั้น

        ทีวันแบบนี้ไม่ยักกะปฏิเสธ

        ในวันแบบนี้ เรียกไปไกลขนาดนี้ กลับตอบรับโดยทันที

        จะขอมีเวลายืนหน้าบ้านด้วยกันอีกสักนาที… ก็ไม่ได้

        ระยะทางห้าสิบกิโลเมตร จู่ๆ ก็สั้นเพียงพริบตา

        อีกไม่ช้า อีกไม่ช้าแล้วสินะ ที่ต้องจากกัน

        ไม่อยากจะหันไปเห็นลานจอดเครื่องบิน

        ไม่อยากแม้จะตอบคำถามแท็กซี่ ว่าให้จอดส่งประตูไหน

        แต่จะยืด จะถ่วงเวลาให้ช้าลงอย่างไร

        สุดท้าย

        สุดท้ายเธอก็ต้องไป

        สุดท้าย เราก็จะจากกันอยู่ดี

(2)

        สนามบินเป็นสถานที่ประหลาด

        ไม่กี่เดือนที่แล้ว สถานที่นี้พาใครคนหนึ่งกลับบ้าน

        และในเวลาหลังจากนั้นอีกไม่นาน

        สนามบินก็พาคนคนนั้นออกจากบ้านไปเช่นกัน 

        “Hey, are you ok?”

        “เฮ่ เป็นอะไรหรือเปล่า”

        เบ้ปากใส่ ก็รู้ๆ อยู่ว่าเป็นอะไร

        “I’m going nowhere. I’m with you now, and here.”

        “ยังไม่ได้ไปไหน (nowhere) ยังอยู่ตรงนี้ (now) ที่นี่ (here)”

        ใช่, ในนาทีนี้เรายังอยู่ด้วยกัน

        ปัจจุบัน – คาถาที่เราใช้ปลอบกันเสมอมา

        ว่าตอนนี้ นาทีนี้ เรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้

        แม้ระเบิดเวลาจะบอกว่า

        อีกไม่กี่นาที คนคนนี้… บ้านหลังนี้ กำลังจะจากไป

        “I love you.”

        “I love you, too.”

        “รัก”

        “รักเหมือนกัน”

        ต่างคนต่างรัก

        รักจนไม่รั้งกันไว้ด้วยสัญญา

        ไร้สัญญาว่าจะไปหา

        ไร้สัญญาว่าจะกลับมา

        ตราบใดที่เรายังไม่ตัดสินใจว่า

        ที่ใด บนโลกกว้างใหญ่นี้

        จะเป็นที่ทางของเรา

        บ้านของเรา

        ไม่ใช่แค่บ้านของฉัน

        ไม่ใช่แค่บ้านของเธอ

(3)

        “Let us love the distance, which is thoroughly woven with friendship, since those who do not love each other are not separated.”

        “จงรักระยะทาง ที่ถักทอสัมพันธ์เราแน่นหนาไว้ด้วยมิตรภาพ เพราะผู้ที่รักกันเท่านั้น จะรู้สึกห่างเหินกันได้”

        ข้อความในหน้า 31 ถูกคั่นไว้ด้วยเศษกระดาษที่เขียนว่า “Read this page, and the rest of the book” “อ่านหน้านี้ และอ่านให้จบเล่ม” ในหนังสือ A Field Guide to Getting Lost ที่เธอหย่อนใส่กระเป๋าก่อนจากกัน หนังสือที่เขียนโดย Rebecca Solnit นักเขียนคนโปรดของเราทั้งสอง หนังสือเล่มที่เธอพกมาจากบ้าน และมักอ่านข้อความที่ชอบให้ฟังด้วยตาลุกวาวอยู่เสมอ – ในวันที่เราอยู่ใน ‘บ้าน’ ด้วยกัน

        ‘บ้าน’ …

        ระหว่างทางกลับ ‘บ้าน’ หลังเดิมหลังนั้น

        ไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักอย่าง

        ถนนหนทางกว้างขวาง

        ระยะทางห้าสิบกิโลเมตรยาวนานชั่วกัลป์

        อาคารบ้านเรือนล้วนขวางหูขวางตา

        ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่ต่างๆ เต็มไปด้วยความทรงจำ

        บ้านเมืองแห่งนี้ ที่เคยเป็น ‘บ้าน’ ในชั่วขณะหนึ่ง

        แปรเปลี่ยนไป เป็นเมืองแปลกหน้า 

        ทันทีที่ ‘บ้าน’ ได้จากไป

        ทิ้งใครบางคนให้อาลัยอาวรณ์ในบ้านเกิดเมืองนอน

        เมืองที่ใช้หย่อนกระเป๋า เก็บของพักผ่อน 

        ไม่เคยรู้สึกเหมือนเป็นบ้านเลย

(4)

        “รู้สึกอบอุ่นใจ และสบายใจ

        จินตนาการไม่ออกว่าก่อนหน้านี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไรก่อนพบกัน

        รู้สึกเหมือนรู้จักคุ้นเคยกันมานาน

        รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือคนที่ใช่

        เมื่อมีคนนี้อยู่ข้างกาย ไม่ว่าเรื่องยากแค่ไหนก็รู้ว่าจะผ่านมันไปได้

        รู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของกันและกัน

        รู้สึกราวกับจิตวิญญาณได้กลับสู่  ‘บ้าน’…”

        อเล็กซ์ มิลเลส์ (Alex Myles) ครูสอนภาวนา และผู้เขียนผู้เขียนหนังสือ An Empath: The Highly Sensitive Person’s Guide to Energy, Emotions & Relationships ได้อธิบายถึงความหมายของ ‘Twin Flame’ เนื้อคู่ไว้อย่างนั้น

        เรื่องเนื้อคู่อะไรพรรค์นั้นที่เคยคิดว่าไร้สาระ จนกระทั่งได้มาพบกัน ผูกพันกันอย่างประหลาด แม้จะต่างชาติ ต่างภาษา ต่างบ้านเกิดเมืองนอน และต่างพยายามหาหมุดหมายตรงกลางในการประคองความสัมพันธ์ทางไกล

        และยิ่งพยายามมากเท่าไหร่

        ยิ่งใกล้ ก็ยิ่งผูกพัน

        ยิ่งได้รู้สึกการมีอยู่ของกันและกันมากขึ้นเท่าไหร่

        ยิ่งรู้สึกถึงชีวิตที่เปลี่ยนไป

        เพียงแค่กลับบ้าน แล้วมีคนคอยกระโดดกอดต้อนรับ

        เพียงแค่มีคนให้รีบกลับมาหา

        เพียงแค่ได้สัมผัสความธรรมดาแสนงดงามของชีวิตที่มีใครอีกคน

        ก็เกือบลืมไปว่า สุดท้ายแล้วเราต้องจากลาอยู่ดี

        มันก็โรแมนติก ทำให้ใจเต้นดีอยู่หรอก

        กับการนิยามความหมายของบ้านว่าไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นใครคนหนึ่ง

        แต่ความคิดถึง การต้องตรึงตัวเองอยู่กับภาพทรงจำเดิมๆ เรื่อยไป

        กลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ ในวันที่ใครคนนั้นต้องจากลา

        นั้นไม่ใช่เรื่องโรแมนติก 

        ไม่ทำให้ใจเคลื่อนไหวเลย

(5)

        Process-oriented psychology จิตวิทยาสายกระบวนการ มักให้แบบฝึกหัดเอาไว้ใช้คลี่คลายความปั่นป่วนใจเอาไว้ว่า ในยามที่เกิดความขัดแย้ง กระวนกระวายใจ ให้ลองนึกถึง ‘ขั้วตรงข้าม’ ว่าแล้วสิ่งใดกันที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย 

        รับรู้ถึงพลังงานของสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลาย 

        รับรู้ถึงมันให้ท่วมท้นทั้งใจ

        และนำมันมาประยุกต์ใช้กับความว้าวุ่น ว่างเปล่าในใจที่มี

        นั่นสินะ…

        อะไรกันที่ทำให้การอยู่กับคนคนนี้แล้วทำให้รู้สึกดี

        รู้สึกเหมือนมีบ้านเคลื่อนที่ ในทุกวันที่ได้อยู่ด้วยกัน

        รับรู้

        และเขียนออกมา…

        มันคือความอบอุ่นใจ

        ราวกับได้กระโจนซุกตัวลงโซฟาใหญ่ๆ ในวันเหนื่อยล้า

        ความสบายใจ

        ทำอะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ต่อหน้าคนคนนี้ ในบ้านหลังนี้

        ไม่ว่าบทบาท หน้าที่ข้างนอก จะเรียกร้องให้เราเป็นอะไร 

        ความปลอดภัย

        ไม่ว่าข้างนอกจะวุ่นวายแค่ไหน แต่ภายในรั้วบ้านนี้

        ในอ้อมกอดคนคนนี้ เรารู้ว่าเราจะไม่เป็นอะไร 

        ความพึงพอใจในปัจจุบัน

        แค่ได้ทำอาหาร ดูหนัง อ่านหนังสือเงียบๆ ด้วยกัน

        ไม่กังวลกับอนาคต ไม่วิตกกับอดีต

        อยู่ตรงนี้ แค่นี้ กับคนนี้ก็พอ 

        ใช่

        มันคือความอบอุ่นใจ ความสบายใจ ปลอดภัย พึงพอใจ

        ความรู้สึกนี้ไง ที่ทำให้เธอเป็นเหมือนกับบ้าน 

(6)

        “ความรักเป็นหนทางเดียวในการเข้าถึงส่วนลึกที่สุดของชีวิต ไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงแก่นแท้ชีวิตมนุษย์อีกคนได้หากเราไม่รักเขาหรือเธอผู้นั้น ความรักเท่านั้น ที่จะทำให้เราเห็นคุณค่าของคนที่เรารัก และได้เห็นคุณค่าของเราเองเช่นกัน” 

        วิกเตอร์ อี. ฟรังเคิล (Viktor E. Frankl) ผู้เขียนหนังสือ  Man’s Search for Meaning ข้อความที่ทำให้เราต่างกลับมาเห็นคุณค่าไม่ใช่แค่ของกันและกัน แต่เป็นคุณค่าของเราแต่ละคนเอง

        “We seek for what we love in each other. And to think of it that way, I have what I admire in you. And so do you.”

        “เราต่างแสวงหาสิ่งที่เรารักในกันและกัน และเมื่อคิดอย่างนั้น ฉันเองมีสิ่งที่ชื่นชมในตัวเธอ และตัวเธอก็เช่นกัน”

        ข้อความของวิกเตอร์ และข้อความของเธอ ที่ทำให้ระลึกได้ว่า

        ความอบอุ่นใจ

        ความสบายใจ

        ความรู้สึกปลอดภัย

        ความพึงพอใจในปัจจุบัน

        ความรู้สึกทั้งหมดที่ได้จากเธอนั้น

        ล้วนเป็นความรู้สึกที่เกิดจากตัวเองได้เช่นกัน

        หากเหนื่อยล้า ก็หลับตาพัก

        หากหนักใจ ก็ให้วาง 

        หากหวั่นไหว ก็บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร กลัวบ้าง กังวลบ้างก็ได้

        หากอยากผ่อนคลาย ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจ

        ให้เห็นว่าความอบอุ่นใจ

        สบายใจ ปลอดภัย พึงพอใจ

        นั้นเกิดได้ ด้วยตัวเราเอง 

        อย่าได้หวั่นเกรงว่าอนาคตจะมีหรือไม่มีใคร

        อย่าได้กังวลว่าชีวิตจะนำพาเรากลับมาเป็น ‘บ้าน’ เดียวกันหรือไม่

        ไม่มีใครต้องกดดันใคร

        ขอให้ในระหว่างนี้

        ในระหว่างที่เราต่างหาที่หาทาง

        ในกระบวนการก่อร่างสร้างตัว

        ขอให้เราต่างเป็น ‘บ้าน’ รากฐานสำคัญให้ตัวเอง

        ให้เราได้อบอุ่นใจ สบายใจ 

        ปลอดภัย และพอใจ 

        ในสิ่งที่เราเป็น 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต