กมลนาถ องค์วรรณดี: อยู่บ้านอย่างไร ในวันที่ต้องอยู่ไกลบ้าน

Agenda
15 Apr 2020
เรื่องโดย:

กมลนาถ องค์วรรณดี

สงกรานต์ของวัยทำงาน ในเวลาปกติ เราก็คงกลับบ้านไปหาครอบครัว และอนุญาตให้ตัวเองพักผ่อนอยู่บ้านได้เป็นระยะเวลานาน เป็นช่วงเวลาที่จะได้จัดระเบียบ ทำความสะอาด เตรียมพร้อมรับอะไรใหม่ๆ ไม่ต่างจากปีใหม่

       ถ้าสงกรานต์คือการกลับบ้าน การเฉลิมฉลอง และอยู่กับคนที่เรารัก บ้านของฉันในปีนี้คงแปลกแตกต่างจนผ่านไปอีก 10 ปี ก็น่าจะยังจดจำได้ เพราะกลับกลายเป็นว่าสงกรานต์ปีนี้ฉันไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง แต่มาติดอยู่บ้านคนอื่นที่ต่างจังหวัด แล้วกลับบ้านจริงๆ ไม่ได้!

       ณ ช่วงเวลาที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ เราอยู่บ้านของ ‘ครูเอก’ – สุพิศ สุวรรณมณี นักพัฒนาชุมชนและบุกเบิกผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติที่บ้านปางกอม อ.สองแคว จ.น่าน ไกลเกือบถึงชายแดนลาว มาได้สองสัปดาห์กว่าๆ แล้ว ทั้งหมดนี้คือความบังเอิญ เพราะไม่ได้คิดหรือตั้งใจไว้ล่วงหน้าเลย แต่จังหวะดีเพราะได้ออกจากกรุงเทพฯ มาเรียนกับครูที่ลำพูนสั้นๆ ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง

 

บทเรียนของคนไกลบ้าน

 

       หลังจากการเรียน 3 วันในลำพูนจบ ฉันไม่รู้จะไปไหนต่อเพราะสถานการณ์ในเมืองเริ่มย่ำแย่ และเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกต่างประกาศล็อกดาวน์ จนเมื่อเสียงจากรายงานข่าวดังให้ทราบว่า กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ปิดร้านค้าแล้ว ครูจึงเอ่ยปากชวนว่า มาอยู่กับครูต่อที่น่านไหม

       “ไปค่ะ” ฉันตอบตกลงโดยไม่คิดอะไรให้มากมาย แม้ของที่ติดตัวจะมีเพียงสัมภาระสำหรับ 3 วัน 2 คืน ไม่ใช่ 3 เดือน

       โดยไม่ทันตั้งตัว และไม่ได้คาดหวัง ประสบการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ความสดใหม่และสนุกของชีวิตเผยตัวอีกครั้ง พาให้นึกถึงช่วงเวลาหลายปีก่อนที่ยังใช้ชีวิตบนหนทางการเรียนรู้ เดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ บนโลกและเจอผู้คนมากมายที่กลายมาเป็นเพื่อนกัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน คงเป็นจักรวาลจัดสรรให้ฉันได้มาอยู่ที่นี่ ตอนนี้

       เป็นความรู้สึกที่แปลก ถิ่นใหม่ สังคมใหม่ คนใหม่ ภาษาใหม่ ทำให้ฉันรู้สึกจากบ้านมาไกลเหลือเกิน ยิ่งในช่วงเวลาไม่ปกติเช่นนี้ที่ทำให้อดคิดถึงและเป็นห่วงครอบครัวไม่ได้ แต่ก็มีความสุขกับการดื่มด่ำประสบการณ์ บรรเทาความกระหายโหยหาชีวิตที่ได้ผจญภัย หลังจากทำงานประจำในเมืองมาหลายปี 

       บ้านของครูเอกเป็นบ้านหลังเล็ก ผนังไม้ไผ่และอิฐดิน ตั้งอยู่ริมลำห้วยกลางภูเขาบ้านปางกอม หมู่บ้านชาวไทลื้อที่ครูมาอยู่ได้เกือบ 30 ปีแล้ว โดยรอบบ้านมีเนินเขา ทุ่งหญ้าให้วัวเดินเล่น แปลงเกษตรและลำน้ำที่ไหลลงจากหุบเขา ก่อนจะกลายเป็นแม่น้ำน่านและแม่น้ำเจ้าพระยา วันแรกที่มาถึง ครูจัดแจงห้องขายสินค้าผ้าทอชาวบ้านที่มีตัวอย่างสินค้าและป้ายโรงย้อม ผนังปูน ทาสีเขียวสด และปูกระเบื้องสีน้ำตาลมีลวดลายดอกไม้ไว้ให้ฉันพัก เป็น ‘บ้าน’ ชั่วคราว พร้อมชุดเครื่องนอนให้ฉันได้หลับสบาย

       และเพราะยังไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ ประกอบกับของใช้ที่มีอยู่อันน้อยนิด แต่ไหนๆ จะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกเป็นเดือนๆ เลยเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้รู้สึกว่าที่ไหนๆ ก็เป็นบ้านได้?

 

บทเรียนของคนไกลบ้าน

 

       โชคดีที่ของน้อย ตัวเบา เพราะตั้งใจละทิ้งความสะดวกสบายตั้งแต่สะพายกระเป๋าเป้ออกจากบ้านแล้ว ทำให้ไม่ได้รู้สึกลำบากใดๆ เลย อยู่ง่าย กินง่าย ชีวิตก็เรียบง่าย เสื้อผ้าที่ฉันมีเพียง 2-3 ชุด ใส่ซ้ำๆ กัน ไม่แต่งหน้า ก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ คงเป็นครั้งนี้ครั้งแรกที่ฉันได้อยู่อย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลของเทรนด์และแฟชั่นมากที่สุดในชีวิตแล้ว

       เรื่องอาหารการกินก็ไม่เป็นปัญหา ครูมีสวนครัวหลังบ้านที่หว่านเมล็ดผักหลากหลายชนิดไว้ให้เก็บกิน หรือเด็ดมาแกงกับเนื้อหมู เนื้อไก่ที่ซื้อมาจากชาวบ้านพอกินกัน 3-4 คนสบายๆ แถมฝีมือแกงใต้ของครู กับลาบเหนือของอดีตผู้ใหญ่บ้านที่นี่ก็ดีงาม แต่ก็มีปัญหาบ้างเพราะตลาดปิด ความหลากหลายของอาหารจึงไม่ค่อยมี

       แต่พอคิดได้ว่า สุดท้ายพื้นฐานชีวิตคนเราก็ต้องการปัจจัย 4 นั่นแหละ เสื้อผ้ามีแล้ว อาหารมีแล้ว ยายังไม่ต้องใช้เพราะไม่ป่วย ส่วนที่พักอาศัยเป็นสิ่งที่น่าจะทำให้รู้สึกเป็นบ้านได้มากที่สุด จากห้องขายสินค้าที่กลายเป็นห้องนอนจำเป็น ฉันจึงง่วนกับการทำพื้นที่หลับนอน หรือ ‘รัง’ ชั่วคราวของตัวเองให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวมากที่สุด โดยปูที่นอนด้วยเครื่องนอน หมอน ผ้าห่มของครูเอก จัดของใช้ส่วนตัวให้เหมือนอยู่บ้าน จนนอนแล้วสบายใจ จากวันแรกที่ยังเกร็งๆ มาวันนี้ฉันนอนหลับปุ๋ยเหมือนนอนอยู่บ้านเลย

       พอเริ่มเปิดใจกับพื้นที่รอบๆ แม้จะไม่ใช่ความสะดวกสบายทางกายภาพแบบที่เราเคยชินใน ‘บ้าน’ แบบของคนเมือง แต่ความง่ายๆ สบายๆ และน้ำใจของครูที่ให้ที่พักพิงก็ทำให้รู้สึกถึงความเป็นบ้านมากขึ้น การได้มาอาศัยที่นี่ทำให้รู้สึกสบายใจและเป็นสุขแบบบอกไม่ถูก เป็นความสุขที่ได้เจอมนุษย์ดีๆ ที่มีน้ำใจ และได้ยอมรับความไม่แน่นอนของการ ‘ไม่ตั้งใจ’ ที่อยู่เหนือการควบคุมของคนเรา

       เป็นความลื่นไหลที่สมดุลระหว่างการใช้ชีวิตแบบพยายาม กับการศิโรราบให้ธรรมชาติจัดการความเป็นไป

       สองสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากคนแปลกหน้าในสถานที่ใหม่ หมู่บ้านใหม่ สังคมใหม่ ฉันก็ค่อยๆ blend in ไปเป็นคนบ้านนี้มากขึ้น เริ่มฟังภาษาเมืองและตั้งวงกินเหล้ากับชาวบ้านได้แบบไม่เคอะเขิน

       ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าปกติช่วงสงกรานต์นี้ คน (พื้น) เมืองจะเริ่มเอาเสื่อมาปูนั่งเล่นและขายอาหารกันริมน้ำ มีเทศกาลสงกรานต์ที่ครึกครื้นเฮฮา แต่ปีนี้กลับเงียบงัน คนกลัวและไม่กล้าออกจากบ้านแม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกล บ้านก็ตั้งอยู่ห่างกัน แถมจังหวัดน่านยังไม่มีคนติดเชื้อ และปิดจังหวัดแล้ว หัวข้อสนทนาหลายๆ ครั้งจึงเปลี่ยนจากความสนุกสนานเฮฮามาเป็นการนั่งวิจารณ์ผู้มีอำนาจและความกลัวเชื้อโควิดจนเป็นประสาทของบางคน ที่กลัวจนไม่ลืมหูลืมตา

       เมื่ออารมณ์ได้ที่ ก็นั่งฟังความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น นั่งคุยกับครู และได้ฟังปัญหาทั่วๆ ไปของชนบทไทย แบบที่เราเห็นในละคร จนแปลกใจว่ามันยังมีอยู่

 

บทเรียนของคนไกลบ้าน

 

       นอกจากความรู้สึกเป็นสุข ก็ยังมีความรู้สึกคัลเจอร์ช็อกกับความต่างของวัฒนธรรม วิธีคิด พื้นที่ ภาษา อาจทำให้เราคุยกันลำบาก ไม่ว่าจะเป็นบริบทเรื่องเพศหรือความเชื่อ แต่ลึกลงไปก็สอนให้ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แม้จะเป็นคนประเทศเดียวกัน ก็ยังมีพื้นที่และคนที่แตกต่างจากเราอย่างมาก มากจนเข้าใจว่ามันเป็นการเสียพลังงานและเวลา ที่จะพยายามให้ใครมาคิดแบบเรา และมันก็ไม่จำเป็นด้วย เพียงเราเคารพในความแตกต่างก็อาจจะทำให้เข้าใจกันมากขึ้น การมาอยู่ไกลบ้านครั้งนี้เลยเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน ความโลกสวยของคนเมือง มาพบกับความเป็นจริงของสังคมที่แสนซับซ้อนซ่อนเงื่อน จนเริ่มเข้าใจความเป็นจริง และรากของปัญหาที่ใหญ่เกินตัวที่ฝังลึกในสังคมไทย

       พอเริ่มเข้าใจจึงกลับมาสังเกต หลงใหล และให้ค่ากับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้คน มิตรภาพ ธรรมชาติรอบตัว หมา แมว ห่าน มด ต้นไม้ ใบหญ้า ผีเสื้อ และวัวในทุ่ง ปลาที่แหวกว่ายกระแสน้ำให้ไม่ไหลไปตามมัน มองชีวิตเล็กๆ ที่ต่างดำเนินไปในโลกร่วมกัน แล้วก็ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยไปได้ในสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้

       บ้านอาจจะไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นความรู้สึกที่ทำให้เราวางใจ เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นมิตรภาพ ที่เป็นคอมฟอร์ตโซนของเรา เป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย หากเราสบายใจ แม้ในป่า ชนบทแดนไกล ก็เป็นบ้านได้ และบางครั้งเพียงแค่กลับมาอยู่กับธรรมชาติก็ได้รู้สึกเหมือนกลับมาสู่อ้อมกอดของคนที่เรารักแล้ว

       ความหมายของบ้านจึงอยู่ในใจเรา มากกว่าจะเป็นบ้านทางกายภาพ

 

บทเรียนของคนไกลบ้าน

 

       และก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของใจ ที่มนุษย์เรามักจะมีความกลัว กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความไม่แน่นอน กลัวรู้สึกเศร้า เสียใจ เราชอบอยู่ในที่ที่คุ้นเคย กับคนที่คุ้นเคย และสร้างกำแพงหนาแน่นให้เขตแดนของความกลัว กลัวคนอื่นจะล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเรา บางทีเราก็เสพติดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ควบคุมทุกอย่างได้ แต่ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

       หากเราอยู่แต่บ้าน ในที่ที่ปลอดภัย อยู่แต่กับคนที่เห็นด้วยกับเรา หรือแม้แต่โซเชียลมีเดียที่อัลกอริธึมเลือกให้เราเห็นแต่สิ่งที่เราอยากเห็น แต่ไม่มีสิ่งที่มาท้าทายความคิดความเชื่อของเราเลย มันคงเป็นความอันตรายอย่างหนึ่งเช่นกัน ใน echo chamber ที่มีแต่คนคิดเหมือนกัน เราคงพลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างหลากหลายที่มีในสังคม และพลาดจากการฝึกที่จะ ‘อยู่บ้าน’ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

       การที่เราได้มาอยู่ที่นี่ตอนนี้ก็คงเป็นบทเรียนเรื่องนี้ บ้านใหม่ในชนบทสอนให้เราเปิดใจ ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ยอมรับว่าปัญหา ความเจ็บปวด โรคภัยและความตาย เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเลิก Romanticize ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีคิดแบบคนเมือง และหัดวางใจกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง พอได้เห็นและเข้าใจมุมมองที่กว้างขึ้น ก็เริ่มรู้สึกปลอดภัยและอยู่กับความขัดแย้งได้แบบไม่สั่นคลอนจนเกินไป

       และสิ่งสำคัญที่สุดได้เรียนรู้จากการ ‘อยู่บ้าน’ ​ครั้งนี้ คือการค้นพบว่าในความต่างนี้ ลึกๆ แล้ว ทุกคนก็มองหา ‘บ้าน’ ของตัวเองเช่นกัน  

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กมลนาถ องค์วรรณดี

นักเขียนประจำคอลัมน์ Fashion Matters