บ้านที่คนอยู่บ้านรอพบหน้า คนอยู่ไกลรอวันกลับ

Agenda
15 Apr 2020
เรื่องโดย:

สุธามาส ทวินันท์

“แม่เดี๋ยวอาทิตย์นี้หนูกลับบ้านนะ” 

        คำว่าอาทิตย์นี้ ล่วงเลยผ่านไปจนเกือบครบเดือน นับตั้งแต่รัฐบาลเริ่มประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะการระบาดของ COVID-19 ที่ลุกลามไปทั่วประเทศ        

        เมื่อคิดว่าสงกรานต์นี้จะต้องนั่งทำงานอยู่ในห้องท่ามกลางเมืองที่แสนเงียบเหงา ใจมันก็หวิวขึ้นมาอยู่นิดๆ        

        ถึงตัวเองจะไม่ใช่คนติดบ้าน แต่ก็รู้ดี รู้ว่าทุกครั้งเมื่อปฏิทินร้องบอกว่าถึงช่วงเทศกาล คนเป็นแม่ คนเป็นพี่ คนเป็นหลาน รวมถึงคนเป็นพ่อที่ไม่ได้เจอกันบ่อยนัก ก็จะโทร.มาเอ่ยถามทุกครั้งว่า ‘จะกลับบ้านไหม’ ตามมาด้วยคำถามว่าอยากกินอะไร 

        การกลับบ้านของคนไกล จึงเหมือนโอกาสพิเศษที่มาพร้อมอาหารมื้อใหญ่ที่นานๆ ทีจะมีครั้ง

        ว่าไปแล้ว ชีวิตของตัวเองก็คล้ายกับพล็อตหนังของ ‘มาโคโตะ ชินไค’ สาวบ้านนอกใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปเมืองใหญ่ ส่วนหนุ่มเมืองใหญ่ก็อยากจะหลีกหนีความวุ่นวายเข้ามาอยู่ในชนบท โดยที่บางครั้งเราก็ไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่ามากแค่ไหน 

 

กลับบ้าน
        บ้านของฉันตั้งอยู่ในหมู่บ้านปิด ปิดในที่นี้ไม่ใช่ปิดตาย แต่ไม่มีเส้นทางที่เชื่อมไปยังถนนเส้นใหญ่ได้ เพราะฝั่งหนึ่งโอบล้อมด้วยภูเขา ส่วนอีกฝั่งก็ถูกกั้นด้วยอ่างเก็บน้ำลำตะคลอง และด้วยความเป็นหมู่บ้านปิด เราจึงมีรถโดยสารรอบเช้าตรู่อยู่แค่รอบเดียว ถ้าตกรถก็ต้องรอรถไฟรอบสิบโมงเช้า และกลับอีกทีรอบบ่ายสามครึ่ง ทันก็ทัน ไม่ทันก็ต้องเรียกคนไปรับ ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าเหนือบ่ากว่าแรง เพราะหมู่บ้านห่างจากตัวเมืองแค่ประมาณ 20 กิโลเมตร ผู้คนแถวนั้นจึงนิยมขับรถส่วนตัวกันเข้าเมืองมากกว่า แต่สมัยที่รถยนต์ไม่ได้มีทุกบ้านอย่างทุกวันนี้ เราก็ต้องง้อรถโดยสารเที่ยวเดียวกันนี่แหละ 

        ท่ามกลางความเจริญที่แพร่ขยายเข้ามาตามพื้นที่ต่างๆ ของอำเภอปากช่อง หมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่หมู่บ้านที่ยังคงทุกอย่างเอาไว้เหมือนเดิม 20 กว่าปีที่โตมาเป็นอย่างไร ก็ยังเป็นอย่างนั้น จะเปลี่ยนก็แต่ความเขียวของภูเขาที่ลดลง ถนนลาดยางที่ทยอยชำรุดทรุดโทรมทีละเส้น น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ผลัดกันขึ้นผลัดกันลงตามฤดูกาล รวมถึงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่สลับกันโต สลับกันตายตามวัฏจักรของชีวิต ถึงแม้ทุกวันนี้ภาพของคนหาปลา คนทำไร่ คนเลี้ยงวัวนม หรือหนุ่มสาวโรงงานจะบางตาลงไป แต่ก็ยังพอมีให้ได้เห็นอยู่บ้าง 

        สิ่งที่คนเมืองที่มองเข้ามายังชนบทอาจเป็นความงดงามของธรรมชาติ และความสงบที่ยากจะหาได้จากเมืองหลวง แต่อย่าหลงคิดเชียวว่าคนชนบทมีความสุขกับสิ่งที่เป็น และอย่ายัดเยียดคำว่า ‘พอเพียง’ ให้แก่พวกเขา 

        เราไม่ได้พอใจ เราต่างก็ต้องการชีวิตที่ดีกว่านี้กันทั้งนั้น แต่การบริหารประเทศที่รวมศูนย์อยู่แค่กรุงเทพฯ โดยไม่กระจายทั้งอำนาจและความเจริญไปสู่เมืองเล็ก เป็นกับดักอย่างหนึ่งที่รั้งให้เราเดินไปไกลกว่านี้ไม่ได้ 

        เด็กในหมู่บ้านหลายคนพอเริ่มโต จึงเริ่มตั้งเป้าอยากออกจากบ้านเข้าไปแสวงหาชีวิตใหม่ บางคนก็ไปได้ดี บางก็คนฝันสลายกลับมา ฉันเองตั้งแต่ขึ้น ม.1 ก็กล้าหาญยกเรื่องการเดินทางไปโรงเรียนไม่สะดวกมาเป็นเหตุผลเอ่ยให้แม่ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ หรือจะตอน ม.3 ก็ดั้นด้นขอแม่ไปเรียนในตัวจังหวัด แต่สุดท้ายความพยายามทั้งสองครั้งก็เป็นแค่ฝันกลางวันที่ไม่อาจเป็นจริง ไม่ใช่เพราะคำปฏิเสธของแม่ แต่เป็นเพราะตัวเองที่เลือกจะติดอยู่บ้านกับคนที่รักมากกว่าโบยบินไปยังโลกกว้าง แต่ไร้คนเคียงกาย       

        มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า ‘บ้านไม่ใช่สถานที่ แต่บ้านคือครอบครัว’ สำหรับฉัน สถานที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ผูกโยงกับคำว่าครอบครัว และหล่อหลอมความทรงจำให้กลายเป็นคำว่าบ้านขึ้นมา 

 

กลับบ้าน
       

        แม่มักจะเอ่ยเสมอว่า “เวลาได้ยินเสียงรถไฟรอบหนึ่งทุุมทีไร จะคิดถึงหนูขึ้นมา” มันอาจเป็นประโยคที่ดูธรรมดามาก แต่สำหรับคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น คนที่นั่งรถไฟรอบหนึ่งทุ่มกลับบ้านสองเดือนครั้ง สามเดือนครั้ง ประโยคเพียงแค่นั้นมันตอกย้ำว่า ‘ต่อให้เราจะจากบ้านไปไกลสักแค่ไหน ยังมีคนที่เฝ้ารอคุณกลับมาบ้านอยู่เสมอ’       

        เขาอาจจะรอฟังเสียงเครื่องยนต์เคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้าน รอเสียงหมาวิ่งเข้าไปรับ หรือรอเสียงของคนเป็นลูกตะโกนเรียก โดยที่ตัวเราเองก็อาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่บ้านผูกความคิดถึงเราไว้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว และรอให้สิ่งนั้นเป็นจริง แม้เทคโนโลยีจะเชื่อมความไกลให้เป็นใกล้ แต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะเดินเข้าไปกอดกัน หรือหอมเบาๆ ด้วยความคิดถึง 

        ส่วนคนที่อยู่ในเมืองใหญ่เอง หลายต่อหลายคนคงตั้งความหวังว่าไม่ช้าเราจะหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อเดินทางกลับไปปลูกบ้านใหม่ให้พ่อแม่ ซื้อที่ทางไว้ให้พวกเขาทำมาหากิน และใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ด้วยกันกับท่าน แต่สภาพสังคมตอนนี้คำว่า ‘ไม่ช้า’ อาจถูกยืดระยะให้กลายเป็น 20-30 ปี  หรือมากกว่านั้น 

        “…ในวันหนึ่งข้างหน้า เราจะเก็บเงินของเรารวบรวมไว้ เราจะซื้อบ้านเล็กๆ สักหลังหนึ่ง ให้มีเนื้อที่สักสองสามเอเคอร์ มีวัวสักตัว มีหมู และเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยความสมบูรณ์ของแผ่นดิน เราจะมีแปลงผัก เราจะมีกรงกระต่ายและเล้าไก่ ในสวนของเรา เราก็จะมีผักทุกอย่าง ถ้าเราอยากกินเหล้าขึ้นมา เราก็เอาไข่ไปขายสักสองสามลูก เราจะอยู่มันที่นั่นแหละ เราจะมีที่ทางที่เป็นของเราเอง เราจะไม่ต้องเที่ยวตระเวนไปโน่นมานี่ทุกแห่งหนอีกต่อไป ไม่อีกแล้ว เราจะมีบ้านช่องของเราเองที่เป็นของเราจริงๆ ไม่ต้องมานอนอยู่ในโรงพรรค์นี้…”

        น่ากลัวนะ กลัวว่าสุดท้ายแล้วภาพต่างๆ ที่วาดเอาไว้สวยหรูจะเป็นเพียงแค่ฝันที่ไม่อาจเป็นจริง และก็ฝันสลายไม่ต่างอะไรจากจอร์จและเลนนี่ สองกรรมกรหนุ่มไร้ญาติจากนิยายเรื่อง ‘เพื่อนยาก’ (Of Mice and Men) ของ จอห์น สไตน์เบ็ก ซึ่งออกเดินทางตามหาความฝันอันเหมือนจะอยู่ไม่ไกล แต่ที่จริงแล้ว… ไม่มีอยู่จริง 

        ถึงอย่างนั้นในสภาพขัดสนและแร้นแค้น ความฝันก็เป็นสิ่งเดียวที่เติมสุขให้ชีวิตพวกเขา และเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยหลีกหนีจากชีวิตความเป็นจริงอันแสนบัดซบ        

        บางครั้งบ้านจึงอาจมีความหมายมากกว่าที่เราคิด มากทั้งคนที่อยู่ห่างไกล และมากทั้งคนติดอยู่ที่บ้าน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความหวังที่ทำให้เราอยากจะใช้ชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้

        แกมันบ้า

        ฉันเคยเห็นคนมานับร้อยแล้วที่ย่ำมาตามทางหลวง มาทำงานที่ไร่ 

        หอบสมบัติมาห่อหนึ่งแล้วก็หอบความคิดบ้าๆ นี้ใส่หัวมาด้วย เป็นร้อยๆ คนทีเดียว 

        พวกนี้มาแล้วก็ออก แล้วก็ไปที่อื่นต่อไปอีก แล้วในหัวของทุกคนก็มีที่ดินแปลงเล็กๆ อยู่แปลงหนึ่งเสมอ 

        แล้วก็ให้ตายโหงซี ไม่เห็นมีใครหาที่ดินได้จริงๆ สักคน 

        เหมือนสวรรค์ไม่ผิด ไม่เห็นมีใครได้ไปสวรรค์จริงๆ สักคน นั่นมันเป็นแต่เพียงความคิดในหัวเท่านั้นเอง*

 


*ข้อความจากหนังสือ ‘เพื่อนยาก’ (Of Mice and Men) ของ จอห์น สไตน์เบ็ก

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สุธามาส ทวินันท์

อินโทรเวิร์ตที่ผ่อนคลายชีวิตด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น