ทำความเข้าใจความหมาย ประเภท และคำศัพท์ ที่ควรรู้จักสำหรับก้าวแรกการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

Agenda
18 Oct 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ทุกวันนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนเราก็พบผู้คนที่มีความคิด ความฝัน ที่จะสร้างธุรกิจหรือสตาร์ทอัพใหม่ๆ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่โอกาสเปิดกว้างมากขึ้น จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน และพื้นที่ใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาเพื่อรองรับเหล่าสตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่เกิดขึ้น

        รวมถึง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฮับแห่งเทคโนโลยี นวัตกรรม และพื้นที่แห่งโอกาส ที่เพียบพร้อมไปด้วยระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อแก่การเติบโต และต่อยอดธุรกิจของเหล่าสตาร์ทอัพ ให้ได้มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และร่วมกันผลักดันแวดวงเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

        เมื่อพูดถึงแวดวงสตาร์ทอัพ หรือหากได้ลองคลุกคลีกับวงสนทนาของกลุ่มสตาร์ทอัพ เราอาจได้ยินคำศัพท์แปลกๆ ที่คุ้นหูแต่ไม่เข้าใจความหมาย รวมถึงอาจสับสนในความแตกต่างระหว่างสตาร์ทอัพกับธุรกิจอย่าง SME ที่ช่างใกล้เคียงกันเหลือเกิน ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจอยากเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ลองมาทำความรู้จักความหมาย ความแตกต่าง ประเภท และคำศัพท์เบื้องต้น ที่ควรรู้จักก่อนเริ่มสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพกันดีกว่า

 

สตาร์ทอัพมีจุดเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหา 

        ในทุกสรรพสิ่งมีจุดเริ่มต้นเสมอ และจุดเริ่มต้นมักเป็นตัวกำหนดทิศทางถัดไปของสิ่งนั้น สตาร์ทอัพก็เช่นกัน มันมีจุดเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และต้องการเริ่มต้นธุรกิจด้วยแนวคิดที่อยากจะแก้ไขปัญหา โดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ภายใต้เงื่อนไขของปัญหาที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ขนาดกิจการสตาร์ทอัพจึงมักเริ่มต้นด้วยขนาดที่เล็กมากๆ หากแต่ความเล็กนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับไอเดียที่ดีและสร้างสรรค์ เพราะที่ใดก็ตามที่มีไอเดียดีๆ ที่นั่นย่อมมีมูลค่าเสมอ


สตาร์ทอัพมีผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีผู้ขาย

        สิ่งหนึ่งที่ทำให้สตาร์ทอัพแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ คือความเกี่ยวพันระหว่างผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพและความต้องการทางตลาด อธิบายง่ายๆ คือสตาร์ทอัพมีผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีผู้ขาย ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ดีจะรู้จักกลยุทธ์ที่ดีในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการตามที่ตลาดต้องการและสามารถเข้าถึงความต้องการนั้นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารหนึ่งมีลูกค้าที่ต้องการเข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพสร้างแอพพลิเคชันสำหรับการจองคิวร้านอาหารผ่านแอพฯ นั้นขึ้นมา ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้ใช้อย่างรวดเร็ว

 

สตาร์ทอัพ และ SME ต่างกันที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อผลลัพธ์

        ความจริงแล้ว สตาร์ทอัพและ SME มีความคล้ายคลึงกันหากมองจากสายตาคนนอก ทั้งสองล้วนเป็นบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากผู้ประกอบการเพื่อเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาด มุ่งเน้นไปที่การเติบโต ผลกำไร และความอยู่รอด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ถือว่าสำคัญมาก เช่น ในจุดเริ่มต้น สตาร์ทอัพมักเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่อยากจะแก้ไขปัญหาบางอย่าง ในขณะที่ SME อาจเริ่มต้นทำธุรกิจจากสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ สตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของลูกค้า ในขณะที่ SME จะใช้เทคโนโลยีที่ตอบสนองกับกระบวนการผลิตเดิมนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น อาจเป็นไอเดียที่ไม่ได้ใหม่ แต่จะมาช่วยให้สายการผลิตหรือกระบวนการบริการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น

 

เทคโนโลยีและนวัตกรรมคือหัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพ

        อย่างที่กล่าวไปว่าสตาร์ทอัพแก้ไขปัญหาโดยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมผนวกรวมกับไอเดียดีๆ ทางการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของลูกค้าและขับเคลื่อนธุรกิจ ยิ่งโลกอินเทอร์เน็ตไร้พรมแดนปัจจุบันเปิดโอกาสให้คุณสามารถหาความรู้และเชื่อมต่อได้แทบทุกแห่งทั่วโลกแค่ปลายนิ้ว จึงนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจ ถามตัวเองให้ดีว่าปัญหาที่คุณพบคืออะไร ไอเดียคืออะไร ความต้องการของตลาดเป็นอย่างไร และจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ไขได้อย่างไรบ้าง หากสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ คุณก็พร้อมจะเริ่มก้าวแรกกับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพแล้ว

 

สิ่งเล็กๆ ที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่

        ด้วยความที่สตาร์ทอัพมักเริ่มต้นจากคนเล็กๆ มันจึงง่ายต่อการเกิดขึ้น และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่มีไอเดียพร้อมได้เริ่มต้นลงมือทำ ปัจจุบันสตาร์ทอัพจึงมีความสำคัญต่อภาพรวมของสังคม ดังนั้น หากประเทศไหนมีนโยบายส่งเสริมหรือผลักดันให้มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นจำนวนมาก และมีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เหล่าสตาร์ทอัพได้สร้างสรรค์และปล่อยของ ก็เท่ากับส่งเสริมให้เกิด Startup Ecosystem หรือระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและความก้าวหน้าในแวดวงเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหา ต่อยอด รวมถึงก่อเกิดผลประโยชน์ใหม่ๆ ให้กับสังคมได้

 

ธุรกิจสตาร์ทอัพ

ในความเป็นจริงแล้วประเภทของสตาร์ทอัพขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้อะไรในการแบ่ง ดังนั้น จึงไม่ตายตัว ซึ่งก็จะมีสตาร์ทอัพใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในแวดวงอีกมากมาย ในปัจจุบันมีอยู่บางประเภทที่หลายคนอาจจะคุ้นเคย แต่ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร เราลองมาดูตัวอย่างประเภทของสตาร์ทอัพที่สำคัญต่อไปนี้พร้อมกัน

        FinTech: สตาร์ทอัพด้านการเงิน โดยนำเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม ซึ่งเกิดจากการดิสรัปต์ของโลกปัจจุบัน เช่น Peer Power หรือ StockRadars

        BioTech: สตาร์ทอัพเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ ย่อมาจาก Biotechnology โดยใช้ประโยชน์จากกระบวนการทางชีวภาพเพื่ออุตสาหกรรมและวัตถุประสงค์อื่นๆ

        EdTech: สตาร์ทอัพด้านการศึกษา ที่รวมศัพท์ Education และ Technology เข้าด้วยกัน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอน เช่น SkillLane หรือ Taamkru

        CleanTech: สตาร์ทอัพเกี่ยวกับพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม พลังงานสีเขียว หรือความยั่งยืน 

        HealthTech: สตาร์ทอัพด้านสุขภาพและการแพทย์ ที่นำเทคโนโลยีมาเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ รวมถึงปรับปรุงคุณภาพชีวิต

        InsureTech: สตาร์ทอัพเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย ที่ผสมรวมกันระหว่าง Insurance กับ Technology ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก FinTech โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนและอำนวยความสะดวกแก่อุตสาหกรรมประกันและผู้ทำประกัน 

        AdTech: สตาร์ทอัพด้านการโฆษณา ซึ่งมาจากคำว่า Advertising และ Technology เป็นการทำเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ เข้ามาช่วยในการควบคุมและกำหนดเป้าหมายในการโฆษณาบนพื้นที่ออนไลน์

        FashionTech: สตาร์ทอัพเกี่ยวกับเรื่องแฟชั่น โดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผสมผสานเข้ากับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ 

        AgriTech: สตาร์ทอัพด้านการเกษตร ซึ่งมาจาก Agriculture และ Technology เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการปฏิบัติการภาคเกษตร และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น Verifik8

ข้อมูลแหล่งที่มา: https://techsauce.co

 

ธุรกิจสตาร์ทอัพ

ศัพท์สำคัญเบื้องต้นที่ผู้เริ่มสตาร์ทอัพไม่ควรพลาดเรียนรู้มีอะไรบ้าง

        Accelerator: โปรแกรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเหล่าบริษัทสตาร์ทอัพใหม่ๆ ให้โตขึ้น เช่น คำปรึกษา เทคโนโลยีบางอย่าง หรือทุน เป็นต้น ดังนั้น การหา Accelerator ที่ใช่จึงจำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตรวดเร็วได้

        MVP (Minimum viable product): คือสินค้าที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้ในช่วงต้น ก่อนจะกลับมาพัฒนาต่อเพิ่มเติมหลังจากได้รับความคิดเห็นเบื้องต้นจากผู้ใช้งานจริง

        Pitch deck: เป็นแผนธุรกิจขนาดย่อที่สตาร์ทอัพนำไปขายให้นักลงทุน โดยจะเป็นแผนที่มีความชัดเจน ตรงเป้าหมาย ไม่ยืดเยื้อ นำเสนอเฉพาะข้อมูลและตัวเลขที่สำคัญเท่านั้น

        Unicorn: คือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทที่เป็นที่รู้จักอาทิ Tesla, Airbnb, Instagram และ Shopify

        VC (Venture capital/Venture capitalist): คือนักลงทุนที่ให้เงินทุนกับบริษัทหรือสตาร์ทอัพต่างๆ แลกกับหุ้นส่วนในบริษัท และคาดหวังว่าสตาร์ทอัพนั้นจะเติบโตและกลับมาสร้างผลกำไรคืนได้

ข้อมูลแหล่งที่มา: https://startupguide.com

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

กราฟิกดีไซเนอร์ แม่ของคุณปอนโยะ @ponyo_thesea ปลาทองเพศเมียวัย 6 ปีที่ขยันท้อง และเป็นเจ้าของแบรนด์ไข่เค็มสุดอร่อย @เด็กขี่เป็ด